ชายในชุดสูทหม่าเสี่ยวเวยสีหน้าเปลี่ยนไปเขาทำสายตาเกรี้ยวกราดจ้องไปที่ฉินลู่“พูดแบบนี้หมายความว่าไง จะบอกว่าที่ฉันมีทุกวันนี้ ได้เป็ถึงรองหัวหน้าแผนกเป็เพราะพ่อฉันช่วยงั้นสิ”
ฉินลู่หลุดหัวเราะออกมา “นายคิดว่าไงล่ะ ยังจะต้องสงสัยอะไรอีก”
ชายในชุดสูทหม่าเสี่ยวเวยเืขึ้นหน้าหลังจากได้ฟังฉินลู่พูดด้วยน้ำเสียงแบบนั้น
เขาเป็ถึงรองหัวหน้าแผนกของโรงพยาบาลอันดับต้นๆ ในเมืองจิงเฉิงมีแต่คนนับหน้าถือตาเขามากมาย วันนี้กลับมาถูกหมอกระจอกๆในห้องพยาบาลของมหาวิทยาลัยหวาชิงดูถูกเสียได้ จะให้เขาทนต่อไปได้อย่างไร
ชายในชุดสูทหม่าเสี่ยวเวยยิ่งคิดก็ยิ่งโมโหเขาอยากสั่งสอนหมอห้องพยาบาลที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงคนนี้เขาจึงกำหมัดขึ้นมาแล้วพุ่งเข้าไปหาฉินลู่ เขาที่อยู่ถึงระดับเทควันโดสายแดงแค่กระตุกแขนขาเบาๆ ก็ล้มคนธรรมดาคนหนึ่งได้อย่างง่ายดายแล้ว
“หม่าเสี่ยวเวย!หยุดได้แล้ว!” เวลาเดียวกันนี้เอง ซุนอิงที่ยืนอยู่ข้างๆทนหม่าเสี่ยวเวยต่อไปไม่ไหว จึงะโห้ามด้วยสีหน้าโมโหสุดขีด
“อีกนิดเดียว...” ฉินลู่ที่เกร็งกล้ามเนื้อรอคลายกล้ามเนื้อออกฉินลู่กะว่าจะสั่งสอนเขา ในตอนที่จู่โจมเข้ามาสักหน่อยให้มันรู้ว่าจะตัดสินคนจากภายนอกไม่ได้และจะได้รู้ว่าคนที่มีกล้ามเนื้อเต็มตัวเป็อย่างไร...
แต่น่าเสียดายที่ถูกซุนอิงห้ามไว้ก่อน
ชายในชุดสูทหม่าเสี่ยวเวยหันไปมองซุนอิง และพูดอย่างน้อยใจว่า“เธอไม่เห็นเหรอว่าเขากำลังดูถูกฉันน่ะ”
“ใครกำลังดูถูกใครกันแน่” ซุนอิงโมโหจนเริ่มหน้าแดง “หม่าเสี่ยวเวย! นายทำเกินไปแล้วนะ!กล้าลงมือทำร้ายเพื่อนของฉันอีกด้วย! ไม่ตีฉันด้วยเลยล่ะรังแกคนอื่นแบบนี้มันน่าภูมิใจตรงไหน คนแบบนายนี่ช่างน่ารังเกียจสิ้นดี”
ชายในชุดสูทหม่าเสี่ยวเวยรีบทำหน้าออดอ้อนทันที “เสี่ยวอิง ขอโทษนะฉันจะทำเพื่อเธอ ครั้งนี้จะปล่อยไอ้หมอห้องพยาบาลคนนี้ไปก่อน ไม่โมโหแล้วนะเดี๋ยวฉันพาเธอไปเลี้ยงไอศกรีม...”
ซุนอิงพูดพลางทำตาเขม็ง “รบกวนช่วยอย่ามาเรียกฉันว่าเสี่ยวอิงนะคะเราสองคนไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น ขอบคุณค่ะ”
ชายในชุดสูทหม่าเสี่ยวเวยตอนนี้ทำสีหน้าร้ายๆแล้วเปลี่ยนเป็หน้ายิ้มแย้มเหมือนเดิม “เราสองคนจะไม่สนิทกันได้ยังไงคุณลุงกับคุณป้าพยายามจับคู่เราสองคนตลอด ช้าเร็วเราสองตระกูลก็จะดองกันอยู่แล้วฉันเรียกเธอว่าเสี่ยวอิงจะได้ทำให้เราดูสนิทสนมกันด้วยไง”
ซุนอิงเงียบไปเลย ใบหน้างดงามของเธอแอบเศร้าเล็กน้อยจากนั้นเธอก็จ้องหม่าเสี่ยวเวยด้วยดวงตาที่กำลังลุกเป็ไฟ ทำท่าจะพูดแต่ก็ไม่พูดราวกับว่าเธอกำลังจะะเิอารมณ์ออกมาแล้ว
ชายในชุดสูทหม่าเสี่ยวเวยเห็นท่าทีของซุนอิงก็รีบเปลี่ยนเื่คุยทันที “ก็ได้ ฉันจะยืนตรงนี้เฉยๆ ไม่พูดอะไรอีกเธอรีบทำธุระให้เสร็จเถอะ รับของจากไอ้...จากหมอคนนี้แล้ว เราจะได้ไปที่อื่นกันโอเคไหม”
ซุนอิงคลายความโกรธลงไปบ้างแล้วซึ่งวินาทีนี้เธอก็อยากจะไล่ผู้ชายที่น่ารำคาญเหมือนแมลงวันนี่ไปให้พ้นๆแต่ว่าเขาทั้งหน้าด้านหน้าทน และหน้าไม่อาย แทนที่จะไปโมโหเขา คิดซะว่าเขาเป็อากาศไปเลยดีกว่า
“ฉินลู่ ขอโทษด้วยนะ ผู้ชายคนนี้สมองไม่ค่อยดี นายอย่าถือสาเลยนะ”ซุนอิงพูดขอโทษฉินลู่อย่างกระอักกระอ่วน
“ฉันดูออกแต่แรกแล้วล่ะ เธอไม่ต้องมาขอโทษฉันหรอก นี่ไม่ใช่ความผิดของเธอ”ฉินลู่ยิ้มพลางโบกมือไปมา จากนั้นก็ยื่นกลอนอวยพรวันเกิดด้วยบทกวีมู่หลานฮวาม่านในมือให้ซุนอิง“นี่คือของที่ฉันเตรียมไว้ให้ เป็กลอนบทหนึ่งน่ะเธอว่าใช้เป็ของขวัญวันเกิดให้คุณย่าดีไหม เธอพอใจหรือเปล่า”
“กลอนอวยพรวันเกิด!”ซุนอิงทำตาลุกวาว เธอรีบหยิบม้วนอักษรภาพออกมา แล้วกางมันออกช้าๆ ทันทีที่ได้เห็นเธอก็ทำหน้าประทับใจขึ้นมา
แม้ว่าเธอจะไม่ค่อยรู้เื่อักษรภาพโบราณนักแต่เธอโตมากับคุณย่าั้แ่ยังเล็ก ทำให้พอรู้จักศิลปะพู่กันจีนและโคลงกาพย์กลอนต่างๆอยู่บ้าง เธอดูออกว่าอักษรภาพพู่กันจีนนี้เป็ของชั้นดีที่มีคุณภาพสูงแต่ละเส้นขีดก็ให้ความรู้สึกที่แตกต่างอย่างน่าประทับใจ ราวกับว่าเมื่อได้มองแล้วก็ทำให้ร่างกายและความคิดปลอดโปร่งสบายตัวแต่ความสามารถในการชื่นชมงานศิลปะพู่กันจีนของเธอยังคงอยู่ที่ระดับคนทั่วไปเธอเข้าถึงความสวยงามของอักษรภาพนี้ก็จริง เพราะรู้สึกว่าดูแล้วสบายตาแต่ถ้าจะให้บอกว่าดีอย่างไรบ้างแล้วล่ะก็ มันคงเป็งานหินสำหรับเธอเลยล่ะ
เมื่อเทียบกับซุนอิงที่พอจะรู้เื่พวกนี้บ้างแล้วชายในชุดสูทหม่าเสี่ยวเวยที่ยืนอยู่ด้านหลังเธอก็เป็พวกที่ไม่เรียนไม่รู้วิชาเลยเขาไม่รู้จักงานเขียนพู่กันจีนเลยแม้แต่น้อย พอเห็นบทกลอนอวยพรวันเกิดด้วยบทกวีมู่หลานฮวาม่านที่อยู่บนโต๊ะก็หัวเราะอย่างดูถูกออกมา ก่อนพูดอย่างเหน็บแนมว่า “ของแค่นี้เนี่ยนะเหมือนภาพขีดเขียนของเด็กสามขวบเลย จะบอกว่ามันดูไม่ได้ก็ยังน้อยไปยังจะกล้าให้เป็ของขวัญวันเกิดคุณย่าอีก ฉันเห็นแล้วก็อายแทน”
ซุนอิงหันไปมองเขาอย่างเกรี้ยวกราด “นายหุบปากไม่เป็หรือไง”
ชายในชุดสูทหม่าเสี่ยวเวยพูดดีกับซุนอิง “เสี่ยวอิง ฉันหวังดีกับเธอนะลองคิดดูสิ ถ้าเธอเอาไอ้นี่ไปให้คุณย่าล่ะก็ คุณย่าคงได้โมโหแย่ฉันว่าหมอคนนี้เป็พวกหลอกลวง อายุยังน้อย จะไปเข้าใจศิลปะพู่กันจีนได้ยังไงแล้วไอ้ที่เขาเขียนมาเนี่ย มันต่างอะไรกับลายมือของเด็กน้อยที่ขีดเขียนไปเรื่อยจะหาใครมาเขียนให้ก็ได้ ฉันว่าเราหาของดีๆ มอบให้คุณย่าดีกว่านะคุณย่าท่านชอบของโบราณไม่ใช่เหรอ เราใช้เงินจำนวนหนึ่งซื้อของโบราณสักชิ้นคุณย่าจะได้ชอบใจและมีความสุข เดี๋ยวฉันออกเงินเองฉันรู้จักร้านขายของโบราณที่ขายตุ๊กตาทหารโบราณอยู่ร้านหนึ่ง เราเลือกชิ้นที่แพงมาสักหนึ่งเลือกเอาชิ้นที่เป็ของแท้ แล้วมอบให้กับคุณย่า”
“พรวด...”
ฉินลู่ที่ฟังอยู่กลั้นขำไม่ไหวจึงหัวเราะออกมา
ชายในชุดสูทหม่าเสี่ยวเวยจ้องฉินลู่ด้วยสีหน้าไม่เป็มิตรก่อนพูดเย้ยว่า “นายหัวเราะอะไร นายมีเงินพอซื้อเหรอ”
ฉินลู่แบมือขึ้น “ฉันไม่รู้ว่าจะสรรหาคำไหนมาว่านายดี ทั้งตุ๊กตาทหารตุ๊กตาทหารโบราณ และตุ๊กตาทหารเซรามิกทุกชนิดเค้าไม่ได้มีไว้เพื่อมอบเป็ของขวัญให้คนอื่นในวันเกิดโดยเฉพาะวันเกิดของผู้สูงอายุ”
“เหอะๆ ทำไม นายซื้อไม่ไหวเลยบอกว่ามอบให้ไม่ได้สินะ”ชายในชุดสูทหม่าเสี่ยวเวยพูดพลางหัวเราะเยาะฉินลู่
“แล้วนายรู้ไหมว่า ถ้านายให้นาฬิกาเป็ของขวัญวันเกิดหมายความว่าอะไร”ฉินลู่ถาม
ชายในชุดสูทหม่าเสี่ยวเวยขมวดคิ้ว “ไร้สาระนั่นก็คือการแช่งให้ไปตายไง”
“แต่นายรู้ไหมว่าการให้ตุ๊กตาทหารน่ะ เลวร้ายยิ่งกว่าการให้นาฬิกาอีก”
หม่าเสี่ยวเวยอึ้ง “เพราะอะไร”
“เพราะอะไรน่ะเหรอ” ฉินลู่ยกมืออ้าแขนอธิบาย “ตุ๊กตาทหารในยุคโบราณคือสิ่งที่เอาไว้ฝังกับศพน่ะสิ!เป็เครื่องภาชนะที่ฝังไปพร้อมผู้ตาย!เพื่อให้เป็ของใช้ของผู้ตายต่อให้ตุ๊กตาทหารโบราณจะแพงแค่ไหนก็มอบเป็ของขวัญให้คนอื่นไม่ได้มันจะเป็การแช่งให้คนคนนั้นรีบๆ ไปตายซะนายบอกให้ซุนอิงมอบตุ๊กตาทหารโบราณให้คุณย่าเข้าใจหรือยังว่าผลที่ตามมาจะเป็ยังไงคิดว่าคนอื่นจะไม่เรียนและไม่รู้วิชาเหมือนนายกันหมดหรือไง”
ชายในชุดสูทหม่าเสี่ยวเวยนิ่งอึ้ง และรู้สึกกลัวขึ้นมาบ้างแล้วเขารู้แค่ว่าตุ๊กตาทหารโบราณราคาสูงมาก และเป็ของโบราณแต่ไม่รู้เลยว่าตุ๊กตาทหารนี้จะมีเื่เล่ามากมายนี่ถ้าเขาเอามันไปมอบให้กับคุณย่าของซุนอิงแล้วล่ะก็เขาคงต้องโดนพ่อแม่ตัวเองฉีกเนื้อออกเป็ชิ้นๆ แน่...
ซุนอิงโมโหจนเืขึ้นสมอง เธอผลักหม่าเสี่ยวเวยและพูดว่า“นายเลิกทำตัวเหมือนรู้เื่ ทั้งที่ไม่รู้อะไรเลยได้แล้วเห็นแล้วน่ารำคาญมากรู้ไหม”
“ฮึ่ม” หม่าเสี่ยวเวยรู้ตัวว่าครั้งนี้ได้ทำให้ซุนอิงฟิวส์ขาดแล้วเขาจึงกระแอมออกมาเบาๆ จากนั้นก็ไม่ได้พูดอะไรอีก
ซุนอิงยิ้มอย่างรู้สึกผิดต่อฉินลู่จากนั้นเธอก็ม้วนเก็บอักษรภาพกลอนอวยพรวันเกิดด้วยบทกวีมู่หลานฮวาม่านที่อยู่บนโต๊ะใส่ลงในกระเป๋าอย่างเบามือ เธอหันมาพูดกับฉินลู่ว่า“กระดาษเซวียนจื่อนี้ยังดูใหม่มาก คงจะเป็นักเขียนอักษรพู่กันจีนชื่อดังสักคนเขียนให้ล่ะสิราคาก็คงสูงไม่น้อย บอกฉันได้ไหมว่าผู้ที่เขียนอักษรภาพนี้คือใคร”