ตอนที่ 2 :ทะลวงแดนพร์
เ้าหน้าที่มือปราบร่างอ้วนมองไปทางสตรีชุดขาวด้วยความโมโห
แต่หลังจากที่เห็นการแต่งกายของอีกฝ่ายแล้วสีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที เขาขมวดคิ้วขึ้นกล่าวว่า“ที่แท้เป็บัณฑิตจากสำนักศึกษานี่เอง ข้าน้อยคือเ้าหน้าที่มือปราบจากศาลาว่าการเขตอันหยางคารวะท่านบัณฑิต ! ”
เ้าหน้าที่ร่างผอมก็รีบเข้ามาโค้งกายเคารพด้วยท่าทีนอบน้อม
หลินอี้มองไปทางสตรีชุดขาวแล้วถอนหายใจออกมา
เมื่อครู่เขาได้ยินเ้าหน้าที่ร่างผอมกล่าวว่าศาลาพักม้ามีคนของสำนักศึกษาจึงได้เกิดความเคลื่อนไหวเช่นนี้
วัตถุประสงค์เพื่อดึงดูดความสนใจของคนจากสำนักศึกษา
บัดนี้เขาตกอยู่สถานการณ์คับขันสิ่งเดียวที่อาจช่วยเขาได้นั้นคือสำนักศึกษาประกอบกับบัดนี้เขามีจิตใจฝักใฝ่ในวรรณกรรม มีโอกาสที่พวกเขาจะช่วยคลี่คลายสถานการณ์ให้เขานั้นสูงมาก
ได้ยินมาว่าเคยมีใครคนหนึ่งซึ่งเปี่ยมด้วยจิตใจฝักใฝ่ในวรรณกรรมแต่เพราะถูกคนจากศาลาว่าการจับไปด้วยความเข้าใจผิดท่านอาจารย์จากสำนักศึกษาได้ประพันธ์กวีออกมาตำหนิคนจากศาลาว่าการถึงเื่การทำร้ายผู้ฝักใฝ่วรรณกรรมในครานั้นพร์กำลังทะยาน ดวงดาวสั่นคลอนศาลาว่าการนั้นถูกลมแห่งพร์พัดเสียจนราบเป็หน้ากลอง
ข่าวจากเื่นี้ไปถึงสถานศักดิ์สิทธิ์แคว้นเจิ้นและราชสำนักจักรพรรดิต้าเหยียนมิได้เพียงแต่ไร้การตำหนิติเตียนทั้งยังประทานรางวัลแก่สำนักศึกษาอีกด้วย
กล่าวชมว่าสำนักศึกษามีความกล้าหาญรักษาความชอบธรรม ซึ่งเป็บุญของแคว้นเจิ้น
หลินอี้เข้าใจอย่างชัดเจนแม้เขาจะมิใช่คนจากสำนักศึกษา แต่หากเขาสามารถเปล่งกวีออกมาได้สักบทเหล่าอาจารย์แห่งสำนักศึกษาจะต้องแย่งกันรับเขาเข้าเป็ศิษย์อย่างแน่นอน
ทันใดนั้นเอง
สตรีจากสำนักศึกษาเหลือบมองไปทางเ้าหน้าที่ร่างอ้วนเบาๆ กล่าวว่า “เขาทำผิดอันใด ? เหตุใดจึงมิส่งตัวไปให้สำนักศึกษา แต่กลับลงโทษตามอำเภอใจพวกเ้าทำร้ายบัณฑิตแห่งต้าเหยียนของเราหรือ ? ”
เ้าหน้าที่ร่างอ้วนเหงื่อเย็นไหลย้อยตอบว่า “ท่านบัณฑิตขอรับ เขาผู้นี้เป็เ้าหน้าที่มือปราบจากศาลาว่าการเขตเขาและพรรคพวกขโมยอาคมลัทธิเต๋าไป ความผิดนี้ร้ายแรงนัก......”
“ไร้สาระ ! ”
หลินอี้เอ่ยขึ้นตัดบททำให้สตรีจากสำนักศึกษาผู้นั้นขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย
หลินอี้รู้สึกได้ว่าการที่บัณฑิตจะกล่าวคำหยาบออกมาคงดูมิดีนักโดยเฉพาะเมื่ออยู่ต่อหน้าหญิงงาม ซึ่งอาจทำให้ภาพพจน์ของเขาเสียหายได้
ดังนั้นจึงหันไปยกมือขึ้นคารวะสตรีจากสำนักศึกษานางนั้นกล่าวว่า “ข้านั้นเป็บัณฑิต มีความละอายแก่ใจและรู้มารยาท จะทำเื่น่าละอายใจเช่นนี้ได้อย่างไร? เื่นี้ต้องมีความเข้าใจผิดกันอย่างแน่นอนขอท่านโปรดเรียกร้องความเป็ธรรมให้ข้าด้วย ! ”
หลินอี้ทำท่าทางนอบน้อมเสมือนกับบัณฑิตทั่วไปที่ควรจะมี
ชั่วพริบตาคิ้วของสตรีสำนักศึกษาผู้นั้นคลายลงเล็กน้อย ท่าทีที่มองหลินอี้เปลี่ยนไปมาก
สตรีจากสำนักศึกษามองไปทางเ้าหน้าที่ร่างอ้วนกล่าวว่า “อาคมลัทธิเต๋าของศาลาเจิ้นโมถางพวกเ้าหายเหตุใดจึงโทษผู้ศึกษาตำราเช่นพวกเรา ช่างกล้ายิ่งนัก ! ”
“พาข้าไปที่ศาลาว่าการเขตของพวกเ้า !”
เ้าหน้าที่ร่างอ้วนรู้ว่าหากสำนักศึกษาเข้ามาข้องเกี่ยวด้วยจะมีผลตามมาเช่นไรจึงกล่าวว่า
“ท่านบัณฑิตเขาผู้นี้มิได้มีจิตใจฝักใฝ่ในวรรณกรรม เป็เพียงผู้ศึกษาตำราธรรมดาคนหนึ่งดังนั้นท่านหัวหน้าเขตจึงมิได้ให้สำนักศึกษาตัดสินคดีความ อีกอย่างทั้งพยานและหลักฐานครบครัน เขาเองก็รับสารภาพ ท่านหัวหน้าเขตเห็นแก่ที่เขาเป็ผู้ศึกษาตำราจึงมิได้ลงโทษหนัก เพียงแค่เนรเทศไปชายแดนเท่านั้น......”
“หืม ? ”
สตรีสำนักศึกษาผู้นั้นขมวดคิ้วขึ้นมองไปทางหลินอี้กล่าวว่า “จิตใจฝักใฝ่ในวรรณกรรมถือเป็พร์มิมีผู้ใดมีพร์นี้ได้หลังกำเนิดมา นอกเสียจาก......ใช้อาคมลัทธิเต๋า ! ”
รังสีอันเยือกเย็นแผ่ซ่านออกมาจากร่างสตรีสำนักศึกษาผู้นั้นขณะนี้นางมิได้มองไปทางเ้าหน้าที่ร่างอ้วน แต่เป็ทางหลินอี้แทน
เ้าหน้าที่ร่างอ้วนราวกับยกูเาออกจากอกเขายิ้มเยาะไปทางหลินอี้
หลินอี้ชะงักลง แล้วกล่าวอย่างจริงจังว่า“ท่านบัณฑิตผู้สูงส่ง ข้าคือผู้ศึกษาตำรา จะฝึกอาคมลัทธิเต๋าได้อย่างไร ? บิดาของข้าเคยบอกไว้ เพียงแค่ขยันศึกษาตำราเพื่อจะได้ประพันธ์กวีชั้นเลิศออกมา จึงจะมีจิตใจฝักใฝ่ในวรรณกรรมเช่นนี้จะสามารถเปลี่ยนชะตาชีวิตได้ ! ”
สตรีจากสำนักศึกษากล่าวอย่างเยือกเย็นว่า“เ้าหมายความว่า เ้านั้นใช้กวีในการเรียกจิตใจฝักใฝ่ในวรรณกรรมขึ้นมา ? แล้วบิดาของเ้าเคยบอกหรือไม่ว่าหาก้าเรียกจิตใจแห่งวรรณกรรมขึ้นมากวีที่ประพันธ์นั้นอย่างน้อยต้องบรรลุถึงระดับทะลวงแดนพร์ ? ”
“เ้าคิดว่าเ้ามีความสามารถเยี่ยงนั้นหรือ? ”
ในใจของนางรู้สึกโมโหเมื่อครู่นางเกือบจะถูกหลินอี้หลอกเสียแล้ว
ชายหนุ่มอายุมิถึงยี่สิบปีจะประพันธ์กวีที่สามารถทะลวงแดนพร์ได้อย่างไร อย่างน้อยก็ต้องเป็กวีที่สืบทอดกันมานับร้อยปี
ส่วนหลินอี้เพิ่งจะปลุกจิตใจใฝ่วรรณกรรมขึ้นมาแต่เมื่อครู่หาได้มีทีท่าของการทะลวงแดนพร์เกิดขึ้นแต่อย่างใด
ดังนั้น......หลินอี้คงจะใช้อาคมลัทธิเต๋า
อาคมลัทธิเต๋าเป็อาคมดำ
มันเป็วิธีการบ่มเพาะที่ทำให้ผู้คนมีพร์และพละกำลังเทียบเท่ากับนักปราชญ์แต่วิธีเช่นนี้มักจะขัดกับวิถีแห่งเต๋า หากถูกครอบงำ อาจทำให้ทั้งร่างและิญญาถูกแผดเผา
ดังนั้นผู้ที่ฝึกฝนอาคมดำจึงเป็ศัตรูอาฆาตกับผู้ฝึกใจใฝ่วรรณกรรม
“ทะลวงแดนพร์......”
หลินอี้พยายามรื้อฟื้นความทรงจำว่าเ้าสิ่งนี้คืออะไรแต่เห็นได้ชัดว่าบิดาของเขายากจน แม้จะได้ศึกษาตำราแต่ก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
หากมองจากตัวอักษรที่พอจะเข้าใจได้นั่นก็คือบทกวีจะต้องโดดเด่น แข็งแกร่งเพียงพอ
ทว่าการที่เขาจะปลุกจิตใจฝักใฝ่ในวรรณกรรมขึ้นมาเขาเองก็ไม่ได้มีกวีที่โดดเด่น จะอธิบายเื่นี้อย่างไร ?
แต่เมื่อมองไปทางหญิงงามซึ่งดูเหมือนขณะนี้นางจะยืนผิดฝั่ง หลินอี้จึงได้แต่กล่าวว่า “ท่านบัณฑิตบิดาของข้ามิเคยบอกกับข้าเื่เหล่านี้แต่ข้านั้นใช้กวีวรรณกรรมมาปลุกจิตใจฝักใฝ่ในวรรณกรรมนี้จริง ๆ ! ”
สตรีจากสำนักศึกษาสะบัดแขนเสื้อของตนรังสีแห่งพร์ของนางพลุ่งพล่าน พู่กัน น้ำหมึกกระดาษและหินฝนหมึกลอยออกมาวางบนโต๊ะ นางกล่าวอย่างจริงจัง"หากเ้าสามารถประพันธ์บทกวีที่มีพร์เช่นนั้นได้จริง ข้า ฟางฉิงเสวี่ย ขอรับประกันด้วยตนเองข้าจะเดินทางไปพร้อมกับเ้า ไปยังศาลาว่าการเพื่อเผชิญหน้ากับท่านหัวหน้าเขตหากเ้าไร้ความผิด ข้าจะเรียกร้องความเป็ธรรมให้กับเ้า ช่วยให้เ้าหลุดพ้นจากข้อกล่าวหา! ”
“ท่านบัณฑิตคือฟางฉิงเสวี่ย ? ”
เ้าหน้าที่ร่างผอมผู้นั้นได้ยินชื่อสตรีจากสำนักศึกษาจากที่นางกล่าวมาเมื่อครู่แววตาก็เปลี่ยนไปเป็ความประหลาดใจ
แม้แต่หลินอี้ก็ดูแปลกใจเช่นกัน
ในความทรงจำเ้าของร่างเดิมนี้ชื่อของฟางฉิงเสวี่ยเขาย่อมได้ยินคุ้นหู นางเป็ผู้มีชื่อเสียงในจินโจวเป็ศิษย์เอกแห่งสำนักศึกษาผิงโจว
เมื่อปีกลายนางเดินทางไปสถานศักดิ์สิทธิ์แคว้นเจิ้นเพื่อสอบฮุ่ยซื่อก่อนได้รับคะแนนเป็อันดับหนึ่งของการสอบ ได้รับการปลุกพลังพร์เลื่อนขั้นเป็ผู้มีเมตตาระดับเจ็ด
นางได้รับตำแหน่งฮุ่ยหยวนคนแรกในประวัติศาสตร์ของเมืองจินโจว
ในวันนั้น
ท้องฟ้าเหนือเมืองจินโจวปรากฎเมฆสดใสเป็มงคลลอยอยู่ถึงสามวันมิจางหาย
เมื่อครั้นฟางฉิงเสวี่ยเดินทางกลับมาใต้เท้าโจวมู่เป็ผู้ที่เดินทางมารับนางด้วยตนเองมีเกี้ยวแปดคนหามรับนางไปส่งที่สำนักศึกษาผิงโจว
เห็นได้ชัดว่าตัวตนของนางนั้นน่าเกรงขามเพียงใด
" ตกลง ! "
ในใจของหลินอี้รู้สึกตื่นเต้น์มิปิดทางผู้ยากจริงเสียด้วย
บัดนี้จิตใจฝักใฝ่ในวรรณกรรมของเขาปลุกความทรงจำขึ้นมาในสมองปรากฏบทกวีที่มีชื่อเสียงในชีวิตก่อนมากมายหลายบท
เขาหยุดยืนอยู่หน้าโต๊ะ เริ่มทำการฝนหมึกและจับพู่กันเขาจรดพู่กันลงบนกระดาษขาว "ูเาหนังสือมีเส้นทางความหมั่นเพียรคือหนทาง"
สายตาของฟางฉิงเสวี่ยจ้องมองไปทางพู่กันของหลินอี้นาง้าจะเห็นนักว่าหลินอี้จะประพันธ์สิ่งใดออกมา
เ้าหน้าที่ร่างอ้วนยิ้มเยาะด้วยใบหน้าเยือกเย็นว่า“น่าขันสิ้นดี ! ”
และทันใดนั้นเอง
ตัวอักษรที่หลินอี้เขียนลงไปเ่าั้กลับเปล่งประกายสีทองออกมา พลังพร์พุ่งมารวมกัน ล้อมรอบร่างหลินอี้เอาไว้
ภายในห้องราวกับมีดวงตะวันเล็ก ๆปรากฏขึ้น
“นี่มัน......”
ฟางฉิงเสวี่ยมองไปด้วยความตกตะลึง นางยกมือขึ้นบังแสงเจิดจ้าแสบตาที่เปล่งจากตัวอักษรสีทองนั่น
“เป็ไปได้อย่างไร ? ”
เ้าหน้าที่ร่างอ้วนมองไปอย่างเหม่อลอยใต้ฝ่าเท้าเย็นเฉียบ
หลินอี้ซึ่งสวมใส่ชุดนักโทษถูกลมพัดจนเกิดเสียงกระทบกันของเหล็กผมดำของเขาสยาย คิ้วคมเข้มได้รูป กำลังเขียนอักษรอย่างขะมักเขม้น
เมื่อชีวิตก่อนเขาเป็ผู้ชื่นชอบในการเขียนพู่กันจีน เขาคิดรูปแบบอักษรเป็ของตนเองขึ้นมาและได้รับการเพิ่มเข้าในระบบฟอนต์ของคอมพิวเตอร์ ทั้งยังเป็ที่นิยมอีกด้วย
ซึ่งบัดนี้ ตัวอักษรที่เขาเขียนออกมาประพันธ์เป็บทกวีอันน่าตื่นตา กลับทำให้ดูแปลกไป ในใจเขารู้สึกยินดีอย่างยิ่ง
“ทะเลความรู้ไร้ที่สิ้นสุดความบากบั่นคือนาวาท่องไป ! ”
ตัวสุดท้ายหลินอี้จรดลงบนกระดาษอย่างผ่าเผย
ขีดสุดท้ายนั้นเหมือนดาบที่โบยบินจากฟากฟ้า รังสีแห่งพร์นั้นแผ่ซ่านแหลมคมดุจกระบี่