“พี่ชาย ท่านมองอะไรอยู่หรือ?”
“ไม่มีอะไร เพียงคิดถึงเรื่องในอดีตน่ะ”
หนานหมิงเหอเก็บอาภรณ์ให้เยี่ยนเจาเจาอย่างรวดเร็วแล้วเดินไปหาเยี่ยนเจาเจา เสกถุงหอมปักลายวิหคบุปผาดิ้นเงิน ข้างในบรรจุใบไผ่ขับร้อนออกมาจากที่ใดไม่รู้
ห้อยอยู่บนปลายนิ้วเรียวยาวขาวผ่องราวหิมะ งดงามเกินคำบรรยาย
ตอนเยี่ยนเจาเจาอยู่ที่เมืองเซียงเฉิงใช้แต่ผงกำยานกลิ่นสาลี่ขาวเพียงแต่ภายหลังเกิดเรื่องเยี่ยนฟางอู๋ขึ้นเครื่องหอมข้างกายเยี่ยนเจาเจาเลยต้องผ่านมือหนานหมิงเหอเสมอ
เจาเจาบอกว่าชอบกลิ่นบนร่างของพี่ชายรอง หนานหมิงเหอคิดแล้วอาจเป็นเพราะกลิ่นหอมเย็นจากใบไผ่บนอาภรณ์เขา ทว่ากลิ่นนี้เย็นชืดและอ่อนจางสาวน้อยใช้คงรู้สึกโดดเดี่ยว
แต่สิ่งที่พี่ชายรองคิดล้วนไร้ประโยชน์ เจาเจายู่ปากออดอ้อนยังจะมีเรื่องอะไรที่ขอแล้วไม่ได้อีก ดังนั้นตั้งแต่นั้นมากำยานที่เยี่ยนเจาเจาใช้ก็เป็นกลิ่นใบไผ่มาโดยตลอด
เพราะหอพักนี้ไม่ประณีตเท่าเรือนส่วนตัวที่จวน เตียงเป็นแผ่นไม้เหมือนหอนักเรียนชายแขวนผ้าคลุมเตียงไม่ได้ หนานหมิงเหอหมุนตัวไปมา สุดท้ายจึงห้อยถุงหอมไว้ที่หัวเตียงของเยี่ยนเจาเจาเสียเลย
ข้างเตียงไม้กระดานมีหน้าต่างฉลุกระดาษบานหนึ่ง ห้อยไว้ตรงนี้จะมองเห็นแสงสะท้อนรำไรบนถุงหอมสีเงินพอดีลวดลายของถุงหอมฉายแสงอบอุ่นของดวงอาทิตย์เลือนราง พู่ระย้าส่ายไหว งดงามเป็นอย่างยิ่ง
เยี่ยนเจาเจานั่งแกว่งขาบนเตียงที่ปูเรียบร้อยแล้วมองการกระทำของหนานหมิงเหอพร้อมรอยยิ้มประดับบนใบหน้า
“ที่นี่ไม่ดีเท่าที่จวน เจาเจาอย่าได้รู้สึกขมขื่นเลย”
แม้หนานหมิงเหอจะรู้ว่าเยี่ยนเจาเจาไม่มีทางรู้สึกขมขื่น แต่ก็ยังอดเอ่ยไม่ได้
เยี่ยนเจาเจายังไม่ทันเอ่ยอะไรฉับพลันก็ได้ยินเสียงซุบซิบดังมาจากข้างหน้าต่าง “มีอะไรน่าขมขื่นกันฝูเอ๋อร์ของข้าอาศัยอยู่ที่เรือนยังดีไม่เท่านี้เลยที่แท้ก็แค่เด็กสาวจากครอบครัวร่ำรวยที่ไม่รู้ความยากลำบากของโลก”
หนานหมิงเหอเกลียดสตรีขี้นินทาประเภทนี้ที่สุด เขาขมวดคิ้วเยี่ยนเจาเจาดึงมือเขา ทำปากขมุบขมิบเอ่ยว่า “คิดเล็กคิดน้อยกับสตรีปากมากพรรค์นี้จะลดฐานะของตัวเองลงเปล่าๆ เจ้าค่ะ”
น้องสาวไม่อยากเก็บมาใส่ใจ หนานหมิงเหอจึงปล่อยไป
“นี่น่าแปลกเหมือนกัน มิใช่ว่าสกุลหยวนเป็นตระกูลบัณฑิตหรือแม้จะเป็นพี่ชายน้องสาว แต่พี่ชายเข้าออกเรือนของน้องสาวตามใจชอบเช่นนี้ออกจะไม่เหมาะสมไปหน่อยกระมัง!
ยิ่งกว่านั้น ฝูเอ๋อร์ของข้ายังอยู่ที่นี่ ตนเองประพฤติไม่ชอบไม่เห็นต้องทำลายชื่อเสียงที่ดีงามของฉวีเอ๋อร์ไปด้วยเลย สำหรับเหล่าสตรี ไม่ใช่ชื่อเสียงสำคัญที่สุดหรอกหรือ?”
สตรีผู้นั้นเริ่มพูดจาเพ้อเจ้อไปเรื่อยจนเยี่ยนเจาเจาอดกลอกตาไม่ได้
หากไม่ใช่เพราะไม่อยากสร้างปัญหา และยังอยู่เมืองซูโจว นางคงสั่งคนมัดสตรีพูดมากเช่นนี้โยนออกไปนอกเรือนให้นางได้รู้รสชาติการโดนโบยสักที
ไม่มีใครสนใจนาง นางคุยคนเดียวก็ไม่รู้สึกเบื่อหน่าย พูดฉอดๆไม่หยุดหย่อน น่าเสียดายที่หนานหมิงเหอและเยี่ยนเจาเจาคร้านเกินกว่าจะแยแสนางสตรีออกเรือนผู้นั้นพูดจนปากแห้งผาก กระทั่งไป๋ฝูฉวีปวดหัวจึงลากนางจากไป
หนานหมิงเหอค่อยเอ่ยขึ้น “กั้นด้วยแผ่นไม้เช่นนี้หน้าต่างก็บางเป็นพิเศษ เลี่ยงไม่ได้ที่เสียงจะเล็ดลอดออกไป”
เยี่ยนเจาเจาพยักหน้า
คนแบบพวกเขาค่อนข้างให้ความสำคัญกับบทสนทนาส่วนตัวเยี่ยนเจาเจาก็รู้สึกว่าไม่เหมาะสมแต่ทั้งสองยังต้องศึกษาเล่าเรียนเหมือนกับคนอื่นๆ จะเรื่องมากได้อย่างไร
หนานหมิงเหอมองไปรอบๆ อีกครั้ง และเริ่มจู้จี้จุกจิก“ที่นี่ออกจะโทรมไปหน่อย ไม่รู้ว่าปลอดภัยหรือไม่ และข้างนอกยังมีประตูแค่บานเดียวข้างในก็มีเพียงม่านหน้าต่างและฉากไม้กั้น จะมีประโยชน์อันใด”
เขาขมวดคิ้วเช่นนี้ ทำเอาเยี่ยนเจาเจาหัวเราะ
ดูเอาเถิดหอพักนักเรียนชายทางอาคารเหนือเมื่อครู่แย่ยิ่งกว่านี้ พี่ชายรองยังไม่ปริปากสักคำพอมาถึงที่นี่กลับบ่นไปเสียอย่างนั้น
แต่เยี่ยนเจาเจาก็อดชอบใจไม่ได้พี่ชายรองกำลังห่วงความปลอดภัยของนางอย่างชัดเจน นี่ส่งผลต่อจิตใจของเยี่ยนเจาเจาให้สงบสุขหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส
ชาติก่อนนางขาดความรัก รู้สึกไม่ปลอดภัยจึงโหยหาความรักทุกรูปแบบจากคนใกล้ตัวเป็นพิเศษแต่หนานหมิงเหอเหมือนรู้ความคิดของนางดี ถนอมใจนางไม่ขาดตกบกพร่องเลยสักเรื่อง
ช่างเป็นพี่ชายที่แสนดีมีคุณธรรมจริงๆ
หนานหมิงเหอสังเกตข้าวของอีกรอบสุดท้ายยังขมวดคิ้วเมื่อสายตาหยุดลงบนม่านประตู
ยามนี้สีหน้าเขาเหมือนหวังชิงซานก่อนหน้าราวกับพิมพ์เดียวกันในหัวคิดเพียงว่าควรทำอย่างไรกับน้องหญิงที่อยู่ที่นี่ดี เมื่อก่อนเขายังไม่รู้สึกมาดูตอนนี้แล้วรู้สึกไม่พอใจทุกตรงเลย
ดูท่าเขาควรเปลี่ยนคนที่เลือกเข้ามาแล้ว รู้หนังสืออย่างเดียวนั้นไร้ประโยชน์ควรเลือกคนมีวรยุทธ์ติดตัวด้วย นอกจากเรียนเป็นเพื่อนน้องหญิงยังแอบดูแลความปลอดภัยของน้องหญิงได้
เขาคิดเช่นนี้แล้วเอ่ยเสียงเบากับเยี่ยนเจาเจา “เจาเจาตอนเจ้าจะพักผ่อนช่วงกลางคืนให้ย้ายเก้าอี้มาข้างหลังม่าน แล้ววางของหนักๆไว้ด้านบน หากมีคนเข้ามา เจ้าได้ยินเสียงดังจะพอตื่นตัวบ้าง”
เยี่ยนเจาเจาพยักหน้าอย่างว่าง่าย
หนานหมิงเหอยิ่งคิดยิ่งงุ่นง่าน ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอันตรายที่มีความเป็นไปได้เพียงหนึ่งในร้อยขึ้นหรือเปล่าชาตินี้เขามีน้องสาวคนเดียว จะทำใจปล่อยเจาเจาได้รับอันตรายสักเสี้ยวได้อย่างไร
คิดมากเท่าไรก็ยิ่งนั่งไม่ติดเหมือนกับหวังชิงซานทุกกระเบียดนิ้ว
เยี่ยนเจาเจากลั้นรอยยิ้มบนใบหน้าไม่อยู่ ซุกศีรษะเข้ากับหน้าอกของหนานหมิงเหอเกี่ยวนิ้วก้อยของเขา “พี่ชายอย่ากังวลเกินไปเลย ข้าเป็นน้องหญิงของท่านเชียวนะจะปล่อยให้คนรังแกง่ายๆ ได้หรือ”
แต่หนานหมิงเหอกลับดูร้อนรน
สิ่งที่เขาไม่ได้บอกคือเขาไม่ชอบไป๋ฝูฉวีที่พักห้องเดียวกับเยี่ยนเจาเจาตั้งแต่แรกเห็นหนานหมิงเหอมั่นใจว่าตนมองคนค่อนข้างแม่นยำ
คนประเภทนี้อยู่กับคนเท่าเทียมกันก็ไม่น่าห่วงแต่อยู่กับคนวัยไล่เลี่ยกันที่ข่มตั้งแต่ชาติกำเนิดกระทั่งบทสนทนาวิชาการอย่างเยี่ยนเจาเจาย่อมเกิดความคิดแย่ๆ อย่างเลี่ยงไม่ได้
หนานหมิงเหอไม่เคยสงสัยในธรรมชาติของมนุษย์
แต่เรื่องนี้ต้องค่อยๆ หาหนทางภารกิจเร่งด่วนตอนนี้คือการเตรียมสอบส่วนของผู้อาวุโสหยวนมู่
หนานหมิงเหอจึงกะพริบตา กดข่มความรู้สึกนึกคิดในใจไม่เอ่ยสิ่งใดอีก เพียงลูบผมของเจาเจา “พวกเราไปดูตึกเรียน ค่อยตามหาพี่หญิงเจินเจินอ้ายอ้ายของเจ้ากัน”
เพราะเจาเจาชอบพี่น้องหญิงสกุลหยวนคู่นี้หนานหมิงเหอรักใครจะยอมรับทุกอย่างของคนนั้นเลยจำได้ว่าเจาเจากับเจินเจินอ้ายอ้ายมีความสัมพันธ์ไม่เลวต่อกัน
เยี่ยนเจาเจาสังเกตหนานหมิงเหอใช้คำว่าเจินเจินอ้ายอ้าย“ของเจ้า” ก็กลั้นยิ้ม “เหตุใดข้าได้กลิ่นเปรี้ยวกันนะ?”
หนานหมิงเหอเมินคำหยอกเย้าของนางดึงมือเยี่ยนเจาเจาออกไปข้างนอก
คนทางอาคารเหนือไม่เยอะนักทว่าหนานหมิงเหอคำนึงถึงมุมมองที่คนเหล่านี้มีต่อเยี่ยนเจาเจาโดยเฉพาะแหล่งรวมสตรีจะยิ่งมีข้อพิพาทมาก ปัจจุบันอายุเขาไม่น้อยแล้วเกรงว่าจะทำลายชื่อเสียงเจาเจา จึงไม่อุ้มเจาเจาอีก
เยี่ยนเจาเจากลับเอ่ยว่า “พวกเราไม่ไปตึกเรียนแล้วหรือ”
หนานหมิงเหอมองออกว่าสีหน้าเยี่ยนเจาเจาแปลกไปจึงถามนางว่าเป็นอะไร เยี่ยนเจาเจาไม่ยอมพูด หนานหมิงเหอโอ๋นางอยู่นานถึงได้ยินนางเอ่ยอย่างน้อยใจพลางขมวดคิ้ว “เหล่าพี่หญิงน้องหญิงเต็มไปหมดแล้วพี่ชายของข้าหน้าตาดีขนาดนี้ ข้าไม่ยอมหรอก”
พูดจาวกไปวนมา เพียงรู้สึกว่าตอนไปตึกเรียนอาจบังเอิญพบนักเรียนหญิงหน้าตาสะสวยเข้าเท่านั้นเยี่ยนเจาเจารู้จักสตรีมีชาติสกุลเหล่านี้ดี แต่ละคนล้วนสงวนท่าทีแต่ใจกลับยากหยั่งถึงกว่าใคร
ชาติก่อนเยี่ยนเจาเจาพบเจอหมู่ภมรผีเสื้อมามากมายยกตัวอย่างเหลียงอินก็มีคนมาตามจีบนับไม่ถ้วน บางคนใจกล้าจีบอย่างโจ่งแจ้งขวางหน้ารถม้า โยนถุงหอมเลยด้วยซ้ำ
พี่ชายรองของนางเย็นชา แต่พี่ชายรองดันหล่อเหลาอย่างยิ่งทั้งยังสอบได้อันดับหนึ่งในปีนี้!
สาวแรกรุ่นคนไหนจะไม่ชอบเด็กหนุ่มวิชาความรู้โดดเด่นรูปโฉมงามล้ำบ้างเล่า?
เยี่ยนเจาเจาคนหนึ่งที่ชอบ
เยี่ยนเจาเจาน้อยอกน้อยใจ ยังอ้างเหตุผลเต็มเปี่ยม
ดูเอาเถอะ เจ้าไหน้ำส้มน้อย!
เมื่อครู่ยังบอกว่าหนานหมิงเหอพูดจาหึงหวงอยู่เลย หารู้ไม่ว่าแม่นางข้างหน้าต่างหากที่หึงที่สุด
“ไม่ไปก็ไม่ไปสิ”
หนานหมิงเหอเดิมแค่อยากเดินเที่ยวกับเจาเจาในเมื่อนางไม่อยากไป ทั้งสองไปเดินที่อื่นในสถานศึกษาเอาก็ได้
ไม่รู้ว่าดวงชงกับไป๋ฝูฉวีหรือเปล่าหนานหมิงเหอกำลังจูงมือเยี่ยนเจาเจาชมคำขวัญคู่ในเรือนหลัก ก็เห็นไป๋ฝูฉวีเดินเข้ามา
บนใบหน้านางมีคราบน้ำตาเพียงเห็นข้างกายนางไร้สตรีเอะอะเช่นมารดาไป๋ผู้นั้น ก็รู้ในทันใดว่าไป๋ฝูฉวีคงส่งมารดาไป๋ไปแล้ว
เยี่ยนเจาเจาชำเลืองมองท่าทางบอบช้ำน่าสงสารของไป๋ฝูฉวีแวบหนึ่งนัยน์ตาพลันปรากฏรอยยิ้มบางเบา
“ศิษย์น้องชิงจ้าว ช่างบังเอิญนัก”
“ศิษย์พี่หญิง บังเอิญนัก”
เยี่ยนเจาเจาไม่คิดว่าจำเป็นต้องต่อบทสนทนาไร้แก่นสารนี้เท่าไรนักยิ่งเห็นชัดเจนว่าไป๋ฝูฉวีแสร้งทำเป็นไม่กล้ามองหนานหมิงเหอแต่สายตากลับเคลื่อนมาทางร่างหนานหมิงเหอหลายครั้ง ก็รู้สึกไม่ชอบใจ
หางตานางชี้ขึ้น แววตาผุดรอยยิ้มยากจะแยกว่าจริงหรือปลอม“ศิษย์พี่หญิง เหตุใดจึงมองพี่ชายข้าตลอดเลยเล่า?”
ไป๋ฝูฉวีคาดไม่ถึงว่าเยี่ยนเจาเจาจะพูดออกมาโต้งๆ เช่นนี้พลันสะดุ้งเหมือนกระต่ายน้อยตื่นกลัว ดวงตาแดงเรื่อแดงยิ่งกว่าเดิม “เหตุใดศิษย์น้องกล่าวเช่นนั้นข้าไม่ได้...”
นางเพิ่งกล่าว น้ำตาก็ไหลพรากลงมาราวกับเยี่ยนเจาเจาพูดจาชั่วร้ายเกินอภัยเพื่อกลั่นแกล้งนาง
เยี่ยนเจาเจาเดิมไม่อยากผูกพยาบาทกับเด็กสาวผู้นี้ดูจากท่าทางของนาง เพียงลุกลี้ลุกลนในใจเท่านั้น
เยี่ยนเจาเจาพอจะเข้าใจแล้วว่าปกติเด็กสาวคนนี้ภาพลักษณ์เป็นอย่างไรทั้งที่เมื่อครู่มองอยู่ แล้วยังโดนนางจับได้คาหนังคาเขา พอถามนาง นางกลับไม่กล้ายอมรับ
หากนางยอมรับตามตรง เยี่ยนเจาเจาอาจจะมองนางสูงกว่านี้สักหน่อยอย่างไรเสีย “เอกบุรุษเป็นที่หมายปองของหญิงสาว” ก็ถือเป็นเรื่องปกติ ชอบชื่นชมของสวยงามมิใช่เรื่องผิด
เพียงแต่กล้าทำไม่กล้ารับ เยี่ยนเจาเจาดูถูกยิ่งนัก
ฝูฉวี ฝูฉวี [1] ไม่ได้หมายถึงดอกบัวหรอกหรือ
เหอฮวากับเหลียนฮวา [2]ถือเป็นพันธุ์เดียวกัน ไป๋ฝูฉวีช่างมีแซ่ที่ดีนัก เป็นไป๋เหลียนฮวา [3] ดอกใหญ่จริงๆ
เมื่อคิดว่าต่อไปตนอาจต้องอยู่ร่วมกับนางดอกบัวขาวหลายปีเยี่ยนเจาเจาก็อดปล่อยวางในใจไม่ได้
นางยกมุมปากยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “เจ้าบอกว่าไม่ ก็ไม่แล้วกัน”
นางไม่อยากคุยกับสตรีเช่นนี้ จึงหันหลังเตรียมผละออกไป
“อะไรกัน แกล้งคนแล้วจะหนีหรือ? จิตใจเจ้ายังมีสำนึกอยู่หรือไม่อาศัยว่าตนเองเป็นหลานสาวแท้ๆ ของผู้อาวุโสหยวนมู่ก็รังแกสหายร่วมสำนักของตนเองเช่นนี้?”
-----------------------------------------------------------
[1] ฝูฉวี หมายถึง ดอกบัวซึ่งเรียกกันอีกชื่อว่าเหอฮวา
[2] เหอฮวากับเหลียนฮวา หมายถึง ดอกบัวทั้งสองถือเป็นพืชชนิดเดียวกัน แต่ตำแหน่งของเหลียนฮวาและเหอฮวาจะแตกต่างกันซึ่งเหอฮวาดอกจะบานออกและเหลียนฮวาจะเป็นตูม
[3] ไป๋เหลียนฮวา หมายถึง ดอกบัวสีขาว ใช้ด่าผู้หญิงที่ภายนอกใสซื่อบริสุทธิ์แต่ภายในคิดไม่ซื่อมีพฤติกรรมที่ไม่ดี ซึ่งในบริบทนี้กำลังบอกว่าไป๋ฝูฉวีมีชื่อตรงกับตัวเองว่าดอกบัวขาว