เมื่อเห็นว่าไม่มีผู้ใดเอ่ยวาจาใดออกมาผู้คุมก็หน้าเปลี่ยนสีอย่างเห็นได้ชัด
จะฟ้าร้องหรือฝนตกล้วนเป็พระมหากรุณาธิคุณของฮ่องเต้ทั้งหมดหรือว่าคนพวกนี้้าโทษเพิ่มอีกกระทง?
โชคดีที่หลินเฉิงจางเห็นฉากนี้จนชินจึงชิงหมอบคำนับก่อน “ผู้น้อยขอขอบพระทัยในพระมหากรุณาธิคุณของฝ่าา”
ทุกคนจึงตอบสนองด้วยการกล่าวตามหลินเฉิงจางอย่างกระท่อนกระแท่นแต่หากฟังจากน้ำเสียง จิตใจของพวกเขาล้วนไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
ผู้คุมรีบทำเวลาด้วยการเริ่มพันธนาการทุกคน
หยวนซิวถูกผู้คุมหลายคนช่วยกันแบกออกไปอย่างไร้ซึ่งความระมัดระวังแล้วโยนเขาไปบนรถแห่นักโทษ
หลินเสวี่ยจู๋คาดว่าลู่ซื่อจะร้องไห้
นางกำลังจะเอ่ยปากปลอบใจสักหลายประโยคทว่ากลับเห็นสีหน้าของลู่ซื่อเขียวคล้ำ ทั้งยังกัดฟันแน่นดวงตาเต็มไปด้วยความเกลียดชังสุดขีด
หลินเสวี่ยจู๋อดไม่ได้ที่จะนับถือท่านน้าผู้นี้ร้องไห้ก็ส่วนร้องไห้ เศร้าใจก็ส่วนเศร้าใจ แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าศัตรูจะไม่แสดงความอ่อนแอใดๆออกมา
ทุกคนถูกล่ามโซ่ ก่อนจะเดินออกจากห้องขังเป็พรวน
วันนี้เมืองหลวงครึกครื้นเป็อย่างยิ่งพ่อค้าแม่ค้าปิดร้าน ชาวนาหยุดทำนา เพราะทุกคนล้วน้าดูขบวนแห่นักโทษฏ
หลินเสวี่ยจู๋เดินตามหลังรถแห่นักโทษอย่างไม่รีบร้อนขณะเดินก็ชื่นชมทิวทัศน์ตามท้องถนนไปด้วย ดูแล้วไม่เหมือนกำลังอับอาย แต่เหมือนเดินเล่นมากกว่า
ข้างหลังนางคือฮูหยินผู้เฒ่ากับคู่สามีภรรยากัวซื่อและหลินเฉิงคุนเดินไปได้ไม่นานนางก็ได้ยินกัวซื่อเอ่ย “นางคนสำส่อน ทำร้ายพวกเราทั้งสกุลตอนนี้ยังมีอารมณ์มองซ้ายมองขวา ช่างหน้าไม่อายเสียจริง”
ฮูหยินผู้เฒ่าแค่นเสียงเอ่ยต่อ “คนชั้นต่ำย่อมเลี้ยงดูบุตรให้ออกมาเป็คนชั้นต่ำเหตุใดเ้าถึงต้องโต้เถียงกับคนที่สติปัญญาอ่อนด้อยกว่าเ้าด้วย!”
หลินเสวี่ยจู๋รู้ว่าพวกนางหุบปากไม่เป็จึงแสร้งทำเป็ไม่ได้ยิน
เมื่อเดินมาถึงหน้าร้านที่เรียกว่าหอรวมสมบัติหลินเสวี่ยจู๋ก็ออกแรงดึงโซ่อย่างกะทันหัน
ทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าถึงกับซวนเซตัวเอียงไปทางหลินเฉิงคุน
หลินเฉิงคุนช่างกตัญญูเสียจริงมารดากำลังจะล้ม ไม่เพียงแต่ไม่ประคอง ยังเอียงตัวหลบโดยสัญชาตญาณ
ผลลัพธ์คือเมื่อเขาหลบฝูงชนที่มุงดูก็หลบเช่นกัน
ทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าล้มลงใต้ป้ายชื่อหอรวมสมบัติ
หลินเสวี่ยจู๋แสร้งทำเป็รีบเข้าไปดูอาการของฮูหยินผู้เฒ่า
ทั้งยังแอบลากร่างของฮูหยินผู้เฒ่าให้เข้าใกล้หอรวมสมบัติอีกหลายก้าว
เมื่อผู้คุมเห็นเช่นนี้ก็ะโอย่างเกรี้ยวกราด “พวกเ้าทำอันใด?”
ไม่รอให้ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยปากหลินเสวี่ยจู๋ชิงตอบพร้อมกับทำท่าทางบอบบาง “ขออภัยเ้าค่ะ คนแก่แข้งขาไม่ดีจึงสะดุดล้มไม่ได้ตั้งใจนะเ้าคะ”
เดิมทีนางก็มีรูปโฉมงดงามอยู่แล้วกอปรกับทำท่าทางน่าสงสาร ผู้คุมจึงไม่กล้าแสดงความขุ่นเคืองออกมา
คิดอีกทีคนแก่ก็แข้งขาไม่ดีอยู่แล้วจะโทษก็ต้องโทษบุตรชายบุตรสาวของนางที่ไม่ประคองให้ดี
ดังนั้นผู้คุมจึงถลึงตาใส่หลินเฉิงคุนก่อนจะเอ่ยเสียงแข็ง “เ้าประคองนางให้ดี”
“เป็นางที่ดึงโซ่อย่างกะทันหันจนทำให้ข้าล้ม” ฮูหยินผู้เฒ่าชี้ไปที่หลินเสวี่ยจู๋นาง้าใช้ประโยชน์จากความแก่ชราของตนเอง
ผู้คุมถลึงตาใส่ฮูหยินผู้เฒ่าพลางเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “เ้าดูตัวเองด้วยว่าอ้วนเพียงใดนางผอมถึงเพียงนั้นจะดึงเ้าไหวได้อย่างไร? สร้างปัญหาให้น้อยลงหน่อยอย่าคิดว่าเ้าแก่ชราแล้วข้าจะไม่กล้าลงโทษ รีบลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้!”
“ท่านผู้คุมเช่นนั้นข้าขอเดินรั้งท้ายจะได้หรือไม่?” หลินเสวี่ยจู๋เอ่ยอย่างน้อยอกน้อยใจ “เพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขาเล่นลูกไม้กับข้าหากเกิดปัญหาอันใดขึ้นอีก”
ผู้คุมลังเลเล็กน้อยก่อนจะตอบตกลง
จริงอยู่ที่การให้หลินเสวี่ยจู๋เปลี่ยนตำแหน่งย่อมก่อให้เกิดความวุ่นวายเล็กน้อยแต่หากขบวนแห่นักโทษเกิดปัญหา สุดท้ายคนที่รับผิดชอบย่อมเป็เขา
ดังนั้นเขาจึงปลดโซ่ของหลินเสวี่ยจู๋แล้วคุ้มกันนางขณะที่นางเดินอ้อมขบวนแห่ไปที่ปลายแถว ก่อนจะรอให้นางไปยืนด้านหลังหลินเจียย่วนแล้วค่อยใส่โซ่ให้
“ขอบคุณท่านมาก” หลินเสวี่ยจู๋เอ่ยพลางคลี่ยิ้ม
ผู้คุมมองนางแวบหนึ่งความรู้สึกแปลกประหลาดผุดขึ้นในใจ
เขาเคยเห็นนักโทษที่ถูกแห่ไปตามถนนก่อนจะถูกเนรเทศมาหลายต่อหลายครั้งบ้างก็ร้องห่มร้องไห้ บ้างก็หมดหวัง กระทั่งฆ่าตัวตายก็ยังมีแต่เขาไม่เคยเจอคนที่ร่าเริงและมองโลกในแง่ดีเช่นนี้เลย สตรีผู้นี้นับว่าประหลาดยิ่งนัก
หลินเสวี่ยจู๋จะไม่ร่าเริงได้อย่างไร? ในเมื่อเ้าของหอรวมสมบัติก็คือเหยี่ยนอ๋อง
ของที่วางขายด้านในล้วนเป็สมบัติล้ำค่าที่เขารวบรวมมาจากทั่วทุกสารทิศถึงแม้จะไม่ได้มีค่ามากเท่าทรัพย์สินที่อยู่ในคลังสมบัติของเขา แต่หากมันหายไปก็เพียงพอให้เหยี่ยนอ๋องที่ไม่ได้ร่ำรวยอยู่แล้วยิ่งยากจนลงไปอีก
และทันทีที่หลินเสวี่ยจู๋เก็บของเ่าั้เข้าไปในมิตินางก็พบว่าคุณสมบัติของมิติได้ยกระดับขึ้นอีกขั้น
เดิมทีนางเก็บสิ่งของต่างๆเข้ามิติได้ก็ต่อเมื่อมันอยู่ภายในระยะสองเมตรเท่านั้น แต่ตอนนี้ได้เปลี่ยนเป็ห้าเมตรแล้ว
นางทำได้เพียงกล่าวขอบคุณเหยี่ยนอ๋องอยู่ในใจพลางเก็บทรัพย์สมบัติบนชั้นสองของหอรวมสมบัติเข้ามาในมิติทั้งหมด
ไม่เพียงเท่านี้เมื่อครู่ยามนางย้ายจากแถวหน้าสุดมายังปลายแถว ยังได้ปล้นร้านอาหารสำเร็จรูปด้วย
ร้านอาหารสำเร็จรูปแห่งนี้เปิดโดยญาติห่างๆที่มีฐานะยากจนคนหนึ่งของฮูหยินเหวินจงโหว
คนผู้นี้อาศัยว่าตนเองมีผู้หนุนหลังไม่เพียงทำลายร้านอาหารสำเร็จรูปอีกร้านที่ตั้งอยู่บนถนนเส้นนี้เท่านั้นยังทำร้ายเ้าของร้านด้วย
หนังสือร้องเรียนถูกส่งไปยังศาลต้าหลี่ ทว่ากลับถูกระงับ
หนังสือร้องเรียนดังกล่าวถูกหลินเสวี่ยจู๋เก็บเข้ามิติทำให้นางได้รับรู้เื่ราวทั้งหมด
ตอนนี้หลินเสวี่ยจู๋ได้แต่ทอดถอนใจ‘บังเอิญเ้าไม่มีความเมตตาส่วนข้าก็้าทรัพย์สินพอดี จึงฉวยโอกาสขโมยของของเ้าโดยไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจ’
เมื่อคิดถึงตรงนี้นางก็ส่งจิตสำนึกเข้าไปในมิติแล้วค้นหาสารลับจากศาลต้าหลี่มาอ่านด้านในระบุว่าฮ่องเต้สุนัขสั่งให้ตรวจสอบทรัพย์สินส่วนตัวของขุนนางทุกคนในเมืองหลวง
นางจดจำร้านรวงและจวนทั้งหมดของขุนนางที่มีส่วนในการใส่ร้ายป้ายสีหยวนซิวและนั่นก็ทำให้นางมีเื่ให้ทำตอนเดินขบวนแห่นักโทษพอดี
ดังนั้นใน่ที่กลางวันแสกๆท้องฟ้าแจ่มใส หลินเสวี่ยจู๋ได้ปล้นโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง ร้านอาหารแห่งหนึ่งร้านขนมแห่งหนึ่ง ร้านขายชาดแห่งหนึ่ง ร้านขายเสื้อผ้าแห่งหนึ่ง และจวนเล็กๆ แห่งหนึ่งที่สตรีนอกสมรสของขุนนางรายหนึ่งอาศัยอยู่นางทำเช่นนี้ภายใต้สายตาของชาวบ้านในเมืองหลวง...
นางมัวแต่ยุ่งอยู่กับการปล้นจนไม่ทันสังเกตว่าผู้คุมมีท่าทีเคร่งขรึมมากขึ้นเรื่อยๆ
ขบวนแห่นักโทษเริ่มมานานถึงเพียงนี้แล้วกองกำลังของหยวนซิวกลับยังไม่เคลื่อนไหว
หรือว่าแผนการของฮ่องเต้จะล้มเหลว?
หัวหน้าผู้คุมทำไม้ทำมือไปทางชาวบ้านที่ยืนอยู่ริมถนนด้วยความร้อนใจทันใดนั้นก็มีคนะโเสียงสูง “พวกฏแย่งชิงอำนาจจากฮ่องเต้ โทษนี้ไม่อาจอภัยได้ ไปตายเสียเถิด!”
พูดจบไข่เน่าฟองหนึ่งก็ลอยไปทางรถแห่นักโทษ
หลินเสวี่ยจู๋ที่กำลังคำนวณว่าตนเองจะได้เงินเท่าไรจากการปล้นทรัพย์สมบัติพลันใเมื่อได้ยินเสียงะโ
นางมองไปตามเสียงเห็นคนสิบกว่าคนในฝูงชนถือไข่เน่าไว้ในมือ
ทว่าเมื่อพิจารณาอย่างละเอียดคนเหล่านี้ดูคุ้นหน้าอยู่บ้าง ไม่ใช่ผู้คุมในศาลต้าหลี่หรอกหรือ?
นางเข้าใจทันทีว่าเกิดอะไรขึ้นในฉากแห่นักโทษที่ไม่ได้ระบุไว้ในนิยาย
นี่คือการทำให้ชื่อเสียงของหยวนซิวฉาวโฉ่ไม่ใช่หรือ?
หลินเสวี่ยจู๋ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย
ก็ลองดูสิ!
ขณะที่เหล่าผู้คุมในศาลต้าหลี่เหวี่ยงแขนอย่างแรงเพื่อปาไข่แต่กลับไม่มีอะไรถูกปาออกมา
ในขณะเดียวกันฝูงชนก็ส่งเสียงอุทานออกมาเกิดความโกลาหลขึ้นทันที
“ไอ้บ้าตัณหากลับไอ้บ้าตัณหากลับ”
“หน้าไม่อายรีบไสหัวไปเสีย”
“นี่มันคนโรคจิตจากจวนผู้ใดกัน?”
“ทำตัวไม่สมฐานะทำตัวไม่สมฐานะเสียจริง”
ผู้คุมเ่าั้มองหน้ากันแล้วก็ต้องตกตะลึงเมื่อพบว่าพวกเขาทุกคนล้วนเปลือยกายล่อนจ้อน พวกเขาเอาแต่จ้องหน้ากันด้วยสีหน้าว่างเปล่า
จู่ๆ พวกเขาก็เลื่อนสายตามาที่ร่างของตนเองจากนั้นก็ต้องใสุดขีดเมื่อพบว่าตนเองก็เปลือยกายเช่นกัน!
“อ๊าก——”
เสียงกรีดร้องของผู้คุมนับสิบคนดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียง
เมื่อเหล่านักโทษที่กำลังเดินไปพร้อมกับรถแห่นักโทษเห็นเช่นนั้นก็นิ่งงัน พวกเขาได้แต่สงสัยว่าเกิดความวุ่นวายอันใดกัน?
.............................