ตอนที่ 5 ปมในใจกับหมูดิบเ้าปัญหา...และความห่วงใยที่ (เกือบ) เกินคำว่าเพื่อน
เช้าวันรุ่งขึ้นฉันตื่นมาด้วยสภาพตาบวมตุ่ยอย่างกับโดนผึ้งต่อย ผลพวงจากการดราม่าหน้าประตูห้องตัวเองเมื่อคืนนั่นแหละค่ะ ฉันใช้เวลาโบกคอนซีลเลอร์อยู่นานสองนานเพื่อปกปิดร่องรอยความอ่อนแอของตัวเอง ก่อนจะสวมชุดนักศึกษาที่วันนี้เลือกเป็กระโปรงพลีทยาวคลุมเข่า (เข็ดแล้วค่ะกับทรงเอนรกนั่น!) แล้วเดินออกไปเจอกับรถยุโรปคันเดิมที่จอดรออยู่หน้าคอนโด
"ทำไมวันนี้แต่งตัวเรียบร้อยจังล่ะเฌอ? นึกว่าคุณครูฝ่ายปกครองที่ไหนมาเดินแถวนี้" ซันนี่ทักทันทีที่ฉันหย่อนก้นลงบนเบาะข้างคนขับ เขาอยู่ในชุดนักศึกษาเนี้ยบกริบเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือแว่นสายตาทรงกลมที่ทำให้เขาดูเหมือนหนุ่มเนิร์ดสุดหล่อในอนิเมะ
"ก็เมื่อวานมันซวยนี่นา วันนี้เลยขอเพลย์เซฟหน่อย" ฉันตอบเสียงขุ่นพลางดึงกระจกบังแดดลงมาเช็กความเรียบร้อย "แล้วนั่นใส่แว่นทำไม? จะไปตกผู้ชายหน้าสวยคณะไหนอีกเหรอคะคุณซันนี่"
"ใส่เพราะนอนน้อยน่ะ พักนี้...คิดอะไรเรื่อยเปื่อยจนนอนไม่ค่อยหลับ" เขาตอบเลี่ยงๆ ก่อนจะออกรถ
ฉันไม่ได้ซักไซ้อะไรต่อ เพราะใจฉันเองก็ยังไม่สงบดี เรามาถึงมหา’ ลัยและผ่านการเรียน่เช้าที่แสนน่าเบื่อไปได้อย่างทุลักทุเล จนกระทั่งถึงเวลาที่ฉันรอคอยที่สุดในแต่ละวัน...นั่นคือเวลาอาหารกลางวันค่ะ
"วันนี้พวกเราไปกินชาบูเปิดใหม่หน้ามหา’ ลัยกันเถอะเฌอ! ข้าวหอมบอกว่าน้ำซุปดำเขาเด็ดมาก" ซันนี่ชวนพลางเก็บของใส่กระเป๋า
ฉันชะงักไปอึดใจหนึ่ง ความรู้สึกเย็นวาบแล่นพล่านไปทั่วสันหลังเมื่อได้ยินคำว่า 'ชาบู' สำหรับคนอื่นมันอาจจะเป็มื้ออาหารที่แสนสุข แต่สำหรับฉัน...มันคือฝันร้าย อาจจะเพราะ่นี้อ่อนไหวง่าย อะไรก็ดูอ่อนไหวไปหมดจนคิดถึงเื่เก่าๆ ขึ้นมาแบบนี้
"เอ่อ... เปลี่ยนเป็อย่างอื่นไม่ได้เหรอซัน? ฉันไม่อยากกินของร้อนๆ เลยวันนี้" ฉันพยายามหาข้ออ้าง
"ไม่เอาน่าเฌอ เธอชอบกินอะไรต้มๆ นี่ ไปเถอะนะ ถือว่าฉลองที่เมื่อวันก่อนเธอเป็ฮีโร่ช่วยข้าวหอมไง ตอนนี้ข้าวหอมรออยู่ที่ร้านแล้วด้วย"
พออ้างชื่อข้าวหอม ฉันก็ปฏิเสธไม่ออก สุดท้ายฉันเลยต้องมานั่งปั้นจิ้มปั้นเจ๋ออยู่ที่โต๊ะชาบูที่มีควันพวยพุ่ง น้ำซุปกำลังเดือดปุดๆ และถาดเนื้อแดงแจ๋วางเรียงรายอยู่ตรงหน้า
"เฌอ เป็อะไร? หน้าซีดเชียว ไม่สบายรึเปล่า" ข้าวหอมถามด้วยความเป็ห่วงพลางคีบหมูลงหม้อ
"เปล่าๆ ฉันโอเคแก แค่ร้อนน่ะ" ฉันฝืนยิ้ม พยายามคุมมือไม่ให้สั่น
พนักงานยกถาดหมูสไลด์แบบสดๆ มาวางเพิ่ม ฉันเผลอมองหมูดิบๆ ในจาน …หมูดิบหั่นแดงๆ ตรงหน้าฉัน แล้วภาพในอดีตก็พุ่งเข้าชนสมองอย่างจัง... ภาพเด็กหญิงเฌอลิลินวัย 7 ขวบที่ร้องไห้จ้าอยู่ในบ้านพักตากอากาศของญาติฝั่งพ่อ ญาติผู้ใหญ่ที่ฉันควรจะเคารพแต่เขากลับยิ้มกริ้มแล้วหลอกให้ฉันกิน 'หมูดิบ' เพียงเพราะเขาอยากแกล้งเด็ก ใช่แล้วแหละหมูดิบๆ เย็นๆ เขาหลอกให้ฉันกินเข้าไป ทั้งอย่างนั้น
'กินเข้าไปสิเฌอ ร่างกายคนเรามันร้อนอยู่แล้ว กินหมูดิบลงไปมันก็สุกข้างในพุงนั่นแหละ ไม่เชื่ออาเหรอ?'
คำพูดพล่อยๆ นั่นเกือบพรากชีวิตฉันไป ฉันติดเชื้อในกระแสเื ไข้ขึ้นสูงจนชัก หูเกือบจะดับสนิทไปตลอดกาล พ่อฉันโกรธจนตัดขาดกับพี่น้องตระกูลตัวเองั้แ่วันนั้น และนั่นกลายเป็ปมที่ทำให้ฉันไม่กล้าเข้าใกล้ของดิบ โดยเฉพาะหมูแบบนี้
ไม่น่าเชื่อว่าการทะเลาะกันของผู้ใหญ่ญาติที่ไม่ชอบหน้ากัน พี่น้องแท้ๆ ที่เกลียดกันทำไมต้องเอามาลงกับเด็กอายุเจ็ดขวบ การที่ญาติไม่ชอบกันมันไม่ใช่เื่แปลก แต่สิ่งที่แย่ที่สุดก็คือเด็กตัวเล็กๆ ต้องมาซวยแบบนี้
“…”
"เฌอ! ระวัง!"
เสียงของซันนี่ทำให้ฉันสะดุ้งหลุดจากภวังค์ ฉันเผลอเอาตะเกียบอันเดียวกับที่ไว้ที่คีบหมูดิบมาคีบลูกชิ้นที่ต้มสุกแล้ว ด้วยความเบลอฉันกำลังจะเอาเข้าปาก
หมับ!
มือหนาของซันนี่คว้าข้อมือฉันไว้แน่นแน่นจนฉันรู้สึกถึงชีพจรของเขาที่เต้นรัว แววตาที่เขามองมามันไม่ใช่ความอ่อนโยนแบบปกติ แต่มันคือความตื่นตระหนกและดุดันจนฉันใ
"จะทำอะไรน่ะเฌอ! ตะเกียบนั้นมันไว้คีบหมูดิบนะเอาปากแบบนั้นได้ไง ลืมไปแล้วเหรอว่าหมูดิบมีแบคทีเรีย Streptococcus มีเชื้อโรคเยอะขนาดไหน เดี๋ยวก็ได้หูดับจริงๆ หรอก!" เขาเอ็ดเสียงดังจนโต๊ะข้างๆ หันมามอง
"ซัน...เฌอ..." ฉันพูดไม่ออก ความรู้สึกกลัวบวกกับความรู้สึกผิดที่ทำให้เขาโกรธทำให้ขอบตาฉันเริ่มร้อนผ่าว
ซันนี่พอเห็นฉันตาแดง เขาก็ดูเหมือนจะรู้ตัวว่าดุแรงไป เขาค่อยๆ ปล่อยข้อมือฉันแล้วถอนหายใจยาว แววตาเขากลับมาอ่อนโยนเหมือนเดิมแต่มันแฝงไปด้วยความกังวลอย่างปิดไม่มิด
"ขอโทษ...ฉันไม่ได้ตั้งใจจะดุแรงขนาดนั้น แต่เห็นเธอเหม่อแล้วใจไม่ดีเลย" เขาพูดเสียงนุ่มพลางหยิบตะเกียบคู่ใหม่มาเปลี่ยนให้ฉัน "เธอนึกถึงเื่ตอนนั้นอีกแล้วใช่ไหม?"
ฉันพยักหน้าเบาๆ "อืม...แค่เห็นเนื้อแดงๆ แล้วมันก็นึกถึงขึ้นมาเองน่ะ"
ซันนี่นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนที่เขาจะขยับเก้าอี้เข้ามานั่งใกล้ฉันมากขึ้น จนต้นแขนเราัักัน เขาหยิบตะเกียบส่วนตัวของเขาขึ้นมา แล้วเริ่มคีบหมูลงไปลวกในน้ำซุปที่เดือดจัด เขาค้างมันไว้ในหม้อจนมั่นใจว่ามันสุกจนเปื่อย แล้วถึงตักมาใส่จานให้ฉัน
"จากนี้ไป...ฉันจะลวกให้เธอเอง เฌอไม่ต้องคีบเนื้อหมูดิบเองแล้วนะ" เขาพูดพลางส่งยิ้มบางๆ ให้ "เธอปลอดภัยแน่นอนถ้ามีฉันอยู่ด้วย ฉันไม่ยอมให้ใครหรืออะไรมาทำร้ายเธอได้อีกแล้วล่ะ ฝันร้ายนั้นผ่านไปแล้วนะ มันจะไม่มีอีกแล้วนะเฌอ ฉันสัญญา"
คำพูดนั้นมันเรียบง่าย แต่มันกลับสั่นคลอนโลกทั้งใบของฉัน ฉันมองดูชิ้นหมูสุกๆ ในจานสลับกับมองใบหน้าด้านข้างของซันนี่ที่กำลังตั้งใจลวกเนื้อหมูให้ฉันอย่างประณีต ความรู้สึกที่เคยบอกว่า 'อกเกือบหัก' ตอนนี้มันเหมือนจะเปลี่ยนเป็ 'อกจะะเิ' แทน
ซันนี่...แกจะแสนดีไปเพื่ออะไรวะ? ฉันคิดในใจพลางคีบหมูเข้าปาก น้ำซุปที่ว่าอร่อยยังหวานไม่เท่าความใส่ใจของคนข้างๆ เลย
"ขอบใจนะซัน...แกเป็เพื่อนที่ดีที่สุดในโลกเลย" ฉันพูดคำเดิมๆ ออกไป แต่ในใจกลับะโคำอื่นที่ดังกว่านั้นร้อยเท่า
"อื้ม...ก็เราเป็เพื่อนสนิทกันนี่นา" เขาตอบกลับมาสั้นๆ แต่ฉันสังเกตเห็นว่ามือที่คีบตะเกียบของเขาแอบสั่นนิดหน่อย หรือว่าเขากำลังหิวมากนะ?
หลังจบมื้ออาหารที่แสนจะชุลมุนทางอารมณ์ เราสามคนก็เดินออกมาจากร้าน ข้าวหอมขอตัวไปห้องสมุดต่อ ตอนนี้เจอแค่เราสองคนอยู่หน้ามหา’ ลัยตามลำพัง ลม่บ่ายพัดเอาผมหน้าม้าของฉันจนยุ่งไปหมด ซันนี่เห็นแบบนั้นเขาก็เลยเอื้อมมือมาจัดผมให้ฉันอย่างถือวิสาสะ
"เฌอ..."
"หือ?" ฉันเงยหน้าขึ้นสบตาเขา ระยะห่างที่ใกล้จนเห็นเงาตัวเองในตาของเขาทำให้ลมหายใจฉันสะดุด
"ที่ฉันบอกว่าจะดูแลเธอ... ฉันพูดจริงนะ ไม่ใช่แค่เื่หมูดิบ แต่หมายถึงทุกเื่" เขาพูดเสียงเบาจนเหมือนกระซิบ "ถ้าวันหนึ่ง...ฉันไม่ได้เป็อย่างที่เธอคิด เธอจะยังอยากให้ฉันดูแลอยู่ไหม?"
ฉันขมวดคิ้วด้วยความสงสัย "หมายความว่าไงอ่ะซัน? ทำไมต้องพูดจาแปลกๆ ด้วย? หรือแกจะเปิดตัวแต่งหญิงไปเป็ดาวมหา'ลัยแทนฉัน?"
ซันนี่หลุดขำออกมาทันที เขาเอามือขยี้หัวฉันจนยุ่งกว่าเดิม "ยัยบ๊อง! ช่างมันเถอะ ลืมๆ ที่ฉันพูดไปเถอะ"
"อะไรของแกเนี่ยซัน! พูดให้อยากรู้แล้วก็จากไป ใจร้าย!" ฉันโวยวายพลางพยายามจัดทรงผมคืน
ฉันมองตามหลังซันนี่ที่เดินไปเอารถด้วยความสับสน คำพูดทิ้งท้ายของเขามันดูมีเงื่อนงำแปลกๆ แต่ด้วยความที่ปักใจเชื่อไปแล้วว่า 'เขาเป็เกย์' ฉันเลยสรุปเอาเองว่า เขาคงกำลังหมายถึงว่าถ้าวันหนึ่งเขาเปิดตัวแฟนหนุ่มอย่างเป็ทางการ หรือเปลี่ยนสไตล์ไปเป็สายฝออะไรแบบนั้นมั้ง
แต่ไม่ว่าเขาจะเป็แบบไหน จะชอบใคร หรือจะเปลี่ยนไปเท่าไหร่...มีสิ่งหนึ่งที่ฉันมั่นใจในตอนนี้ คือฉันตกหลุมรักซันนี่ขึ้นเรื่อยๆ จนกู่ไม่กลับแล้วล่ะ
และที่น่าเศร้าที่สุดคือ...ยิ่งเขาแสนดีกับฉันมากเท่าไหร่ กำแพงคำว่า 'เพื่อนสนิท' มันก็ยิ่งดูจะหนาและสูงขึ้นเรื่อยๆ จนฉันมองไม่เห็นทางข้ามไปได้เลย
ซันนี่อ่า...ถ้าแกไม่ใช่เกย์ ป่านนี้เราคงแฮปปี้เอนดิ้งไปนานแล้วเนอะ ฉันถอนหายใจทิ้งเป็รอบที่ล้านของวัน ก่อนจะก้าวขึ้นรถไปพร้อมกับความรู้สึกอุ่นวาบในใจที่ถูกเคลือบไว้ด้วยความน้อยใจลึกๆ เหมือนเดิม