เมื่อต้าหมิงแสดงความสามารถออกมาหลังจากที่เข้าสู้การทดสอบทำให้เหล่าขุนนางต้องโกรธอย่างมากเพราะในตอนนี้ภาพที่ถูกฉายออกมานั้นทำให้หลายต้องยอมรับเลยว่าต้าหมิงมีความสามารถมากจริงๆ
ปกติการที่เป็นจอมเวทย์ระดับ 1 นั้นแทบจะไม่สามารถเอาชนะสัตว์เวทระดับ 1 ดาวได้ แต่ต้าหมิงกลับทำได้และเมื่อต้าหมิงกลายเป็นจอมเวทย์ระดับ 2 ดาวต้าหมิงก็มีความสามารถที่จะต่อสู้กับสัตว์เวทระดับ 2 ดาวบางตัวได้อีก
“ฮ่า ฮ่า สมแล้วที่เป็นคนที่ท่านจักรพรรดิหญิงทรงให้ความสนใจความสามารถระดับนี้ไม่ธรรมดา” ชายชราขี้เมากล่าว
“หึ ก็แค่มีความสามารถพื้นฐานเท่านั้น ในด้านเวทมนต์เขาเทียบไม่ได้กับหลางเลี่ยด้วยซ้ำ” หญิงชราข้างๆกล่าวด้วยสีหน้าเย็นชา
“เจ้าจะพูดแบบนั้นก็ไม่ถูกในการต่อสู้จริงๆ การตัดสินแพ้ชนะไม่ใช่แค่พลังเวทย์เพียงอย่างเดียว” ชายชราขี้เมากล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ใช่แล้วในการต่อสู้ที่แท้จริง ตัวตัดสินมีหลายประการอย่างเช่น กลยุทธ์ การตัดสินใจและประสบการณ์ อย่างที่พวกเจ้าเห็น พวกชั้นเรียนสามัญชนรับรู้ได้ถึงสภาพอากาศล่วงหน้าทำให้พวกเขารับมือกับเหตุการณ์ที่อันตรายได้ทัน แต่พวกเจ้าดูนั่น” จักรพรรดิหญิงที่นั่งเงียบมาตลอดกล่าวขึ้นและชี้ไปทางจอภาพของเหล่าชั้นเรียนขุนนาง
ผู้อาวุโสของเหล่าขุนนางต่างขมวดคิ้วเพราะตอนนี้เหล่าลูกหลานของตนกำลังตกอยู่ในอันตราย หลังจากที่พวกเขาป้องกันพายุและน้ำท่วมได้อย่างยากลำบากพวกเขาก็ต้องพบกับการโจมตีของสัตว์เวทเช่นเดียวกับพวกต้าหมิงซึ่งทำให้ตอนนี้พวกเขาตกอยู่ในสภาพอ้อนล้าอย่างถึงขีดสุด บางคนไม่สามารถทนได้ก็ใช้แผ่นป้ายเพื่อออกจากการทดสอบออกมา
“ชั่งทำเรื่องขายหน้าต่อท่านจักรพรรดิแล้ว” ผู้อาวุโสตระกูลพั่วหน้าเปลี่ยนสีเขาไม่คิดว่าปีนี้การทดสอบจะยากกว่าแต่ก่อน
หลายปีมานี้ในช่วงเวลาการทดสอบไม่เคยมีพายุที่รุนแรงแบบนี้ปรากฏ และยิ่งการร่วมตัวของสัตว์เวทบุกโจมตีนักเรียนก่อนยิ่งไม่เคยปรากฏ แต่ปีนี้การทดสอบที่เปลี่ยนไปทำให้เหล่าขุนนางไม่สามารถเตรียมตัวได้ทัน
“ขืนเป็นแบบนี้คนของเราจะต้องพ่ายแพ้แน่” ผู้อาวุโสของตระกูลหลางกล่าว
“หึ” ผู้อาวุโสของตระกูลจวิ้นเค้นเสียงในตอนแรกเขาไม่เคยเห็นต้าหมิงอยู่ในสายตาและไม่เคยคิดจะเข้าไปยุ่งแต่ตอนนี้เขาต้องยอมรับเลยว่าความสามารถของต้าหมิงนั้นแข็งแกร่งมากแต่มันยิ่งทำให้เขาไม่สบอารมณ์มากยิ่งขึ้น
“แพ้ชนะเป็นเรื่องงธรรมดา และที่สำคัญคู่หมั้นที่ท่านจักรพรรดิเลือกแสดงความสามารถขนาดนี้ออกมาได้ถือว่าโดดเด่นโดยแท้” ผู้อาวุโสตระกูลพั่วกล่าว
“หึ ก็แค่โชคดีเกิดบนภูเขาทำให้มีความรู้นิดหน่อยเท่านั้นเอง” ผู้อาวุโสตระกูลหลางกล่าว
“โชคดีงั้นเหรอ ท่านจักรพรรดิหญิง ข้าน้อยบังเอิญไปได้ยินจากลูกหลานว่า นายน้อยต้าหมิงนั้นสามารถสังหารสัตว์เวทระดับ 1 ดาวตั้งแต่ยังไม่ปลุกพลังเวทย์เรื่องนี้จริงหรือไม่” ผู้อาวุโสตระกูลพั่วกล่าว
เมื่อผู้อาวุโสตระกูลพั่วกล่าวออกมาหลายคนกลายเป็นตื่นตระหนก สังหารสัตว์เวทตั้งแต่ยังไม่ปลุกพลังเวทย์เรื่องแบบนี้มันเคยเกิดที่ใหนกัน
“เป็นเรื่องจริง ต้าหมิงสามารถสังหารสัตว์เวทตั้งแต่ยังไม่ปลุกพลังเวทย์ และหลังจากปลุกพลังเวทย์ก็ใช้เวลา 1 วัน 1 คืนในการสร้างแกนเวทย์พร้อมกับบ่มเพาะเป็นเวลาสามเดือนในการขึ้นมาอยู่ระดับ 2 ” จักรพรรดิหญิงกล่าว
“ฮ่า ฮ่า อย่างนี้นี่เองข้าเองก็แค่ได้ยินมาไม่คิดว่าจะเป็นเรื่องจริง บอกตามตรงเรื่องแบบนี้มันเป็นเรื่องที่น่าทึ่งมากอย่างน้อยในตระกูลพั่วก็ไม่เคยมีใครทำได้” ผู้อาวุโสตระกูลพั่วกล่าว
“เรื่องแบบนี้มันเป็นไปไม่ได้” ขุนนางหลายคนกล่าวด้วยสีหน้าไม่ยอมรับ
ตอนนี้ผู้อาวุโสตระกูลหลางและจวิ้นต่างมองหน้ากัน ตอนนี้ต้าหมิงเป็นตัวตนที่พวกเขาจะต้องรีบกำจัดออกไปโดยเร็วไม่อย่างงั้นย่อมกลายเป็นอุปสรรคชิ้นใหญ่ในภายหน้า
ทางด้านต้าหมิง ต้าหมิงเริ่มคุ้นชินกับการเคลื่อนใหวของสัตว์เวทที่โจมตีเข้ามาแล้วทำให้การโจมตีของต้าหมิงเฉียบคมขึ้นอย่างถึงขีดสุด
“ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปพวกเราจะได้รับคะแนนหลายร้อนคะแนน” ปู้เหยียนกล่าวด้วยสีหน้าตื่นเต้น
“ต้องขอบคุณต้าหมิงที่ช่วยให้พวกเราได้รับคะแนนแบบนี้แถมตอนนี้พวกเราก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นหลังจากดูดซับแก่นเวทย์ของสัตว์เวทที่ล่ามาได้อีกด้วย” เย่สุ่ยกล่าว
“โฮก!!!!!!!!!”
“กี้!!!!!!!!!!!!”
ในตอนนั้นเองเสียงคำรามก็ดังขึ้น ต้าหมิงที่กำลังต่อสู้รับรู้ได้ถึงอันตรายไม่รอช้ากระโดดถอยหลังและกลับไปรวมตัวกับพวกปู้เหยียนด้วยความเร็ว
“นี่มันเสียงอะไร” ต้าหมิงกล่าวด้วยสีหน้าตื่นตัว
“เย่แล้ว ไม่คิดว่าเจ้าสี่ตัวนั่นจะปรากฎออกมา” เย่สุ่ยมีสีหน้าหวาดกลัว
“พวกเจ้าหมายถึงอะไรกัน” ต้าหมิงกล่าว
“มีตำนานว่ากันว่าในพื้นที่การทดสอบแห่งนี้มีผู้นำทั้งสี่ของเหล่าสัตว์เวทอาศัยอยู่ สัตว์เวททั้งสี่ตนนี้แข็งแกร่งอย่างมากพลังของมันเทียบได้กับสัตว์เวทระดับ 3 ดาว และตามจริงพวกมันก็ควรจะกลายเป็นสัตว์เวทระดับ 3 ดาวแล้วแต่ผู้อาวุโสในสถาบันก็ผนึกพลังของมันไว้ทำให้มันเลื่อนขั้นไม่ได้ ดังนั้นมันจึงโกรธแค้นและทุกครั้งที่มีการทดสอบก็จะมีนักเรียนที่ได้รับบาดเจ็บหรือตกตายเพราะพวกมันก็ยังมี” ปู้เหยียนกล่าวด้วยใบหน้าหวาดกลัว
“ตูม!!!!!!!” ในตอนนั้นเองบนท้องฟ้าร่างของลวี่น้อยถูกกระแสลมที่คมดุจมีดโจมตีทำให้ลวี่น้อยได้รับบาดเจ็บสาหัสและล่วงลงมา
“ลวี่น้อย!!!!!!!” ต้าหมิงตื่นตระหนกและวิ่งเข้าไปรับร่างของลวี่น้อยทันที
“แย่แล้วนายท่านเจ้านี่เป็นถึงสัตว์เวทระดับ 2 ดาวขั้นสุดยอดพลังของมันในตอนนี้ข้าไม่สามารถจัดการได้” วิญญาณของอีกาทมิฬกล่าวพร้อมกับกลับเข้าไปในธนูสีดำ
“มาแล้ว หมาป่าสองหัว 1 ในตัวอันตรายที่แข็งแกร่งที่สุด” เย่สุ่ยหันไปมองหมาป่าตัวขนาดใหญ่ที่มีสองหัวปรากฎขึ้นมา
“นั่นมันเหยี่ยววายุ นี่มันสองตัวอันตรายมารวมตัวกันงั้นเหรอ” ปู้เหยียนกล่าวด้วยความหวาดกลัว
“ตัวอันตรายงั้นเหรอ ก็จริงที่มันอันตรายมาก แต่ว่าพวกเจ้าหวาดกลัวมันงั้นเหรอ” ต้าหมิงที่อุ้มลวี่น้อยที่ได้รับบาดเจ็บเอาไว้กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ต้าหมิง” ปู้เหยียนถึงกับตื่นตระหนกเมื่อสัมผัสได้ถึงรังสีแห่งการฆ่าหรือจะพูดอีกอย่างคือ จิตสังหาร!!!!
“ปู้เหยียน พวกเจ้ารวมพลังกันจัดการเจ้าพวกสัตว์เวทระดับ 1 ดาวให้หมดอย่าให้เหลือแม้แต่ตัวเดียว” ต้าหมิงกล่าวด้วยสีหน้าเย็นชา
“ต้าหมิงอย่าทำอะไรบ้าๆ สัตว์เวทสองตัวนั้นไม่ใช่สิ่งที่เจ้าจะทำอะไรบุ่มบ่ามได้” เย่สุ่ยกล่าวด้วยสีหน้ากังวลอย่างมากลัวว่าต้าหมิงจะขาดสติและทำอะไรไม่คิด