"อีกไม่นานจะมีคนทำตามอย่างเรา แล้วปลาจะหมดจากลำธารไปในที่สุด พวกเ้าต้องระมัดระวังอย่าให้ผู้ใดเห็นเวลาพวกเ้าใช้วิธีนี้จับปลา เราจะได้มีปลาเก็บไว้กินไปอีกนาน ในฤดูวางไข่เราก็จะจับมันไม่ได้ ต้องให้มันแพร่พันธุ์ออกลูกออกหลาน ฤดูหนาวเราก็จับมันไม่ได้อีก ดังนั้นข้าจึงคิดจะจับปลาเพื่อเป็อาหารน่าจะเหมาะสมกว่า หากจะแบ่งไปขายก็ทำได้แต่ก็ไม่ควรเอาออกไปมากเกินไปในแต่ละวัน”
ฉู่หลิงพยายามอธิบาย ในโลกยุคก่อนแวมไพร์ขาดอาหารอย่างนางต้องรักษากฎการแพร่พันธุ์ของสัตว์ทุกชนิดอย่างเคร่งครัด ไม่เช่นนั้นก็จะไม่มีเืสัตว์ให้ดื่มกินแก้กระหาย นางจึงติดนิสัยการรักษาสมดุลของวงจรชีวิตของสัตว์ไปตามธรรมชาติ
เด็กๆ พยักหน้าตาม แต่ยังมองไม่ออกว่าปลาในลำธารจะหมดไปได้อย่างไร
“หากได้เงินมาแล้ว พี่สาวคิดจะทำการค้าสร้างอาชีพอะไรให้กับพวกเราหรือเ้าคะ” เจียวจูถามบ้าง ไม่ขายปลา แล้วพวกเขาจะขายอะไรได้อีกเล่า?
“ข้าจะทำซาลาเปาขาย!!” ฉู่หลิงยืดอกตัวตรงตอบเสียงดังฟังชัด นางจำรสชาติของซาลาเปาไม่ได้แล้ว แต่จำได้ว่าตอนเป็มนุษย์เคยกินทั้งแบบมีไส้และไม่มีไส้ เวลานี้หญิงสาวอยากกินซาลาเปาไส้ถั่วเขียวที่เคยช่วยแม่ทำเมื่อครั้งเป็เด็กมากที่สุด ไหนๆ จะคิดทำการค้าทั้งทีนางย่อมเลือกขายซาลาเปา!
“พี่สาว ท่านน้ำลายไหลอีกแล้วขอรับ” ห่าวซวนจำได้ว่าเมื่อหลายวันก่อนเขาก็เคยเดินไปเช็ดน้ำลายที่มุมปากให้กับพี่สาวหลิงหลิงเช่นนี้ จึงทำซ้ำอีกรอบได้อย่างคล่องแคล่วยิ่งนัก
“ซู๊ดดด” ฉู่หลิงรีบสูดน้ำลายกลับพัลวันด้วยความอับอาย
เจียวจู ตงเหม่ย เจียวจ้านและฝานเจิ้ง เด็กสี่คนในกลุ่มผู้นำยกมือตบหน้าผากของตนกันอีกคนละหนึ่งที เป็การไว้อาลัย เย็บเสื้อผ้ายังขนาดนั้น ซาลาเปาจะขนาดไหนพวกเขาไม่อยากจะคิด!!
……….
ตลอดสิบวันที่ผ่านมาฉู่หลิงต้องยอมจำนนกับคำขอร้องของเด็กๆ ให้นำปลาวันละ 2-3 ตัวแบ่งออกไปขายให้กับทหารและชาวบ้านที่เดินผ่านไปผ่านมาทางประตูหน้าหอหงไถ เพราะพวกเขาอยากจะได้เงินเร็วๆ
ทางด้านนอกประตูชาวบ้านเพียงแค่มองผ่านไปผ่านมา แต่ไม่กล้าเข้ามาถามซื้อเพราะพวกเขาไม่เคยสนทนากับทหารจากทางการ จึงมีความหวั่นเกรงอยู่บ้าง
ดังนั้นคนที่เลือกซื้อปลาจากเด็กๆ ไปจึงเป็ทหาร ซึ่งพวกเขาก็ไม่ได้รู้สึกเสียดายอะไรแม้แต่นิด ตกกลางคืนยามเดินเวรยามไม่มีอะไรกินก็ยังย่างปลาเอามาแบ่งกันกินได้
ครบสิบวันท่านยายเฉินก็ขายตะเกียงจำนวน 47 ดวงไปจนหมดสิ้นแล้วและกำลังนับเงินส่งให้กับฉู่หลิงเช่นกัน
“ตะเกียงทองเหลือง 6 ดวง ได้เงินมา 1,200 อีแปะ ตะเกียงเหล็ก 10 ดวง 800 อีแปะ ตะเกียงไม้ 31 ดวง 1,240 อีแปะ หักค่าเกวียน 64 อีแปะ ก็เหลือเงินทั้งหมด 3 ตำลึงเงินกับ 176 อีแปะ (1 ตำลึงเงิน = 1,000 อีแปะ) รับเอาไปเสีย”
“มากขนาดนี้เชียวหรือเ้าคะ” ฉู่หลิงรีบรับเอาเงินอีแปะกองโตมากอดเอาไว้ด้วยความดีใจ
“นี่หากไม่รีบขาย ข้าว่าคงจะได้ราคาดีกว่านี้เป็แน่ คิดไปแล้วก็เสียดายยิ่งนัก” นางเฉินยังไม่ค่อยพอใจเท่าใดนักกับรายได้ที่รับมา แต่นั่นก็เป็เพราะนางไม่อยากให้มีเื่ยุ่งยากตามมาภายหลังจึงรีบขายออกไปโดยไม่ได้ตรวจสอบราคาให้ดี ดูจากสีหน้าของคนที่มาซื้อไป พวกเขาล้วนแล้วแต่แสดงความยินดีจนเหลือล้น นั่นก็แสดงว่าตะเกียงอาจขายได้ราคาสูงกว่านี้หากนางไม่รีบร้อน
“ท่านยาย ได้มากขนาดนี้ข้าก็พอใจแล้วเ้าค่ะ ท่านจะไม่ยอมรับส่วนแบ่งค่าแรงไปสักเล็กน้อยหรือเ้าคะ ข้าไม่เสียดายเลยนะนี่มันเกินกว่าที่ข้าคาดไว้มากนัก”
“แค่เด็กๆ มาช่วยข้าแบกน้ำรดต้นไม้ เท่านี้ก็ทดแทนค่าแรงไปได้มากแล้ว ข้าไม่เอาของเ้าหรอก จริงสิทีนี้ก็มาเื่การค้าของพวกเ้า จะทำอะไรกัน แล้วจะฝากข้าซื้อสิ่งของอีกหรือไม่”
“ระยะนี้เด็กๆ เอาปลาไปขายหน้าหอหงไถอยู่บ่อยๆ ข่าวลือเื่คนร้ายก็เงียบไปแล้ว สถานการณ์ข้างนอกคงไม่มีอะไรวุ่นวาย ข้าคิดจะให้พวกเขาไปซื้อของกันเองเพื่อหาประสบการณ์เอาไว้เ้าค่ะ รบกวนท่านยายแนะนำคนขับเกวียนให้พวกเขาสักครั้งก็พอ เดินทางครั้งแรกพวกเขาจะได้ไม่หลงทาง”
“เ้าให้พวกเขาไปกันเองก็ดี เ้าอย่าออกไปปรากฏตัวข้างนอกเลย ผู้ใดรู้ว่าเ้าอาศัยอยู่ในหอหงไถอย่างไรก็ไม่พ้นต้องคิดว่าเ้าเป็หญิงคณิกาแน่ๆ”
“เื่นี้ข้าเห็นด้วยกับท่านยายเ้าค่ะ ข้าเองก็ระมัดระวังตัวไว้เช่นกัน ขอบคุณท่านยายมากเลยนะเ้าคะ จริงสิ นี่เป็ปลาตากแห้ง ท่านเก็บไว้กินหลายตัวได้แล้วนะเ้าคะห้ามปฏิเสธเด็ดขาด”
นางเฉินอมยิ้มกับความเอาใจใส่ของฉู่หลิงและเด็กๆ อีกอย่างการได้ออกไปขายตะเกียงให้พวกนางคราวนี้ ก็ทำให้นางรู้สึกว่าชีวิตยังมีเื่สนุกอะไรให้ทำอีกหลายเื่ เพียงแค่นางเต็มใจจะลืมความทุกข์ในอดีตไปให้หมดก็พอ
ฉู่หลิงกลับเข้ามาในหอหงไถอีกครั้ง ก็เรียกรวมตัวเด็กให้มาประชุมกันที่ห้องโถงชั้นล่าง เวลานี้เด็กชายทุกคนล้วนขึ้นไปพักที่ห้องของตนกันหมดแล้ว และเว่ยหลงก็ไม่ได้สร้างปัญหาเื่ส่วนตัวของตนให้กับผู้ใดอีก
พอได้ยินเสียงหลิ่วจีที่พี่สาวหลิงหลิงบังคับให้นางฝึกะโเสียงดังหนักแน่นร้องเรียก พวกเขาก็โรยตัวจากชั้นบนมาทางราวบันไดที่ถูกขัดจนมันลื่นไม่เหลือฝุ่นเกาะสักเม็ดลงมากันอย่างสนุกสนาน
“ท่านยายเฉินรวบรวมค่าปลามาให้ข้าแล้ว รวมกับเงินที่พวกเราขายปลาอยู่หลายวัน พรุ่งนี้พวกเราต้องส่งคนออกไปซื้อของกลับมา" ฉู่หลิงไม่ได้แจกแจงเื่จำนวนเงินให้เด็กๆ รับรู้ นางรู้ตัวว่าตนไม่ได้คิดคดโกงเงินของเด็กๆ และเชื่อว่าต่อให้นางแจกแจง เด็กๆ ก็คงจะไว้ใจให้นางเป็คนเก็บรักษาเอาไว้อยู่ดี
"ท่านยายเฉินจะนัดหมายให้คนขับเกวียนมารับคนจากหอหงไถตอนต้นยามซื่อ (9.00-10.59) ข้าจะให้เจียวจ้าน ฝานเจิ้ง อู๋ซินและอู๋ฉี นั่งเกวียนไปซื้อของในเมืองสือเจีย”
หอหงไถอยู่นอกกำแพงเมืองสือเจียก็จริง แต่ก็เป็จุดปลายขอบของอำเภอซิ่งอินเชื่อมต่อกับกำแพงเมืองสือเจียที่มีคนอาศัยอยู่มากพอสมควร
ตามจริงเด็กๆ ใช้เวลาราว 1 ชั่วยาม (สองชั่วโมง) ก็สามารถเดินเท้าเข้าเมืองกันก็ได้แล้ว แต่นี่เป็ครั้งแรกที่เด็กๆ จะเข้าเมืองและยังมีของที่ต้องซื้อกลับมา นางจึงจำเป็ต้องจ้างเกวียนซึ่งจะทำให้การเดินรวดเร็วยิ่งขึ้น
“จะดีหรือขอรับพี่หลิงหลิง ทำไมไม่ให้พวกเด็กผู้หญิงไปเล่า” เจียวจ้านไม่รู้ว่าตนเองจะมีความสามารถในการซื้อสิ่งของกลับมาได้ถูกต้องครบถ้วนหรือไม่ เื่ละเอียดเช่นนี้สมควรไว้ใจพี่สาวเจียวจูหรือตงเหม่ยมากกว่า เขาจึงรีบปฏิเสธ
“ไม่ อย่างไรพวกเราก็เป็เด็กที่อาศัยอยู่ในหอหงไถ เด็กผู้หญิงออกไปจากที่นี่อาจถูกผู้อื่นหยอกเย้ารังแก เด็กผู้ชายออกไปนั่นล่ะดีแล้ว”
กลุ่มเด็กผู้หญิงพยักหน้าเข้าใจอย่างรู้ความ ส่วนเด็กชายที่เหลือพวกเขาไม่ได้กังวล หากต่อไปการค้าซาลาเปาของพี่สาวหลิงหลิงเกิดขึ้นจริง ในเมื่อเด็กผู้หญิงไม่ได้ออกไปค้าขาย ก็ต้องเป็พวกเขาแล้วที่ได้ออกไปนอกหอหงไถ และอาจจะได้ไปขายซาลาเปาในเมืองสือเจียด้วยซ้ำ
ปัญหาอีกอย่างที่ฉู่หลิงเพิ่งรู้ก็คือ ในกลุ่มเด็กๆ ไม่มีผู้ใดอ่านออกเขียนได้เลยแม้แต่คนเดียว ตัวนางเองนั้นรู้หนังสือ แต่ที่นี่ก็มีเพียงกระดาษและพู่กันที่ไม่ได้ใช้งานมานาน ต้องไปรื้อค้นหาออกมา อีกอย่างนางก็ไม่ชำนาญการใช้พู่กัน การสั่งซื้อสินค้าในครั้งนี้จึงต้องใช้วิธีให้เด็กชายทั้งสี่จดจำเอาไว้เท่านั้น
“แล้วจะทำการค้ากันอย่างไรหากไม่รู้หนังสือ” หญิงสาวปวดหัวจี๊ดขึ้นมาทันที
“พวกเรานับเลขได้ขอรับ บวกลบได้นิดหน่อย ส่วนพวกน้องๆ ข้ากับพี่เจียวจูก็เคยสอนเพียงแต่พวกเขายังไม่คล่อง”
เจียวจ้านกับเจียวจูเป็เด็กในสังกัดของดาวประจำหออย่างเจียวจิน พวกเขาจึงมีคนเอาใจใส่มากกว่าผู้ใด แม้จะไม่ได้เรียนหนังสือก็ยังนับเลข บวกเลขได้ และเป็เด็กทั้งสองที่ถ่ายทอดความรู้แบบงูๆ ปลาๆ ให้กับน้องๆ อีกทอดหนึ่ง
“ก็ยังดี ั้แ่นี้ก็ต้องฝึกนับเลขบวกเลขให้คล่องกันกว่าเดิมก็แล้วกัน พวกเราทำการค้าเื่นี้จำเป็”
“แต่พวกเราก็ไม่รู้หนังสืออยู่ดีขอรับ ข้าวของพวกนี้ก็ไม่เคยซื้อ หรือพี่สาวจะให้ข้าไปตามท่านยายเฉินไปกับพวกเราด้วย” ลี่ถังพยายามท่องจำรายการสิ่งของอยู่หลายรอบ แม้จะท่องได้แล้วแต่ก็ยังไม่มั่นใจ