ก่อนที่คณะเดินทางสุดป่วนจะก้าวพ้นธรณีประตูห้องทำงานของครูฝึกประจำห้อง F ร่างของอาจารย์หลัวเจินที่เพิ่งสร่างไข้สุราพลันขยับกายลุกขึ้นยืนด้วยสีหน้าท่าทางที่จริงจังขึ้นมาอย่างผิดหูผิดตา ชายวัยกลางคนก้าวมาขวางหน้าหลีเฮงไว้พลางยื่นมือไปตบบ่าของศิษย์หนุ่ม Rank D เบา ๆ แต่หนักแน่น
“หลีเฮง... ข้ามีเรื่องสำคัญที่ต้องกำชับเจ้าอีกเรื่องเกี่ยวกับ ‘แดนลับเหมันต์อัปสร’ แห่งนี้” หลัวเจินเอ่ยเสียงต่ำพลางกวาดสายตามองสามสาวที่ยืนเคียงข้าง “แดนลับแห่งนี้ไม่ใช่แค่ถ้ำน้ำแข็งรกร้างทั่วไป ทว่ามันเป็นแดนลับขนาดกลางที่มีผู้ปกครองที่แท้จริงสถิตอยู่... นางได้รับการขนานนามว่า ‘จักรพรรดินีเหมันต์อัปสร’ ตัวตนของนางมีระดับพลังการบำเพ็ญสูงส่งถึงขั้น **ยอดยุทธ์**!”
คำว่า ‘ยอดยุทธ์’ ทำเอาหลีเฮงตาโตขึ้นมาทันที ระดับพลังในโลกนี้ไล่เรียงจาก ปราณฝึกหัด, ปราณแท้จริง, ปราณนักสู้, ปราณยุทธ์, ปราณจอมยุทธ์ และก้าวขึ้นสู่ระดับเหนือชั้นอย่าง ‘ยอดยุทธ์’ ซึ่งเป็นตัวตนระดับตำนานที่หาได้ยากยิ่งในใต้หล้า
“สูงส่งขนาดนั้นเลยหรือขอรับ?” หลีเฮงกระพริบตาปริบ ๆ
“ใช่...” หลัวเจินพยักหน้า สีหน้าฉายแววครั่นคร้ามสะพรึงกลัวอย่างปิดไม่มิด “สูงส่งขนาดที่ว่ากู้เทียนสิง ผู้อำวยการสถาบันหลงเหมินของเรายังไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยวาจาล่วงเกินนางเลยสักคำ! ปกตินางจะจำศีลบำเพ็ญเพียรอยู่ส่วนลึกสุดของเขตหวงห้ามภายในแดนลับ เจ้าจงจำใส่หัวเอาไว้ให้ดี ห้ามพวกเจ้าก้าวล่วงเข้าไปในเขตหวงห้ามของนางเด็ดขาด หาไม่แล้ว... ต่อให้เจ้ามีเกราะเมียรักหนาสักกี่ชั้น ก็คงไม่มีร่างเหลือกลับมาให้ข้าฝัง!”
หลีเฮงลอบกลืนน้ำลายเอื๊อก แต่อีกใจกลับนึกคึกกวนโทสะระบบในใจ *‘จักรพรรดินีระดับยอดยุทธ์งั้นรึ? ถ้าได้มาบำเพ็ญคู่ด้วย เกราะพลังเมียของข้าคงจะกลายเป็นโล่สะท้อนสวรรค์ไปเลยกระมัง?’*
> [ระบบตรวจพบความคิดอันตรายที่ส่อถึงความรนหาที่ตายของโฮสต์]
> [เตือนภัย: ความคิดเกาะสตรีระดับยอดยุทธ์ยามนี้ มีโอกาสทำให้โฮสต์กลายเป็นน้ำแข็งบดละเอียด 99.99%]
> [ค่าศักดิ์ศรี -2: เนื่องจากโฮสต์เริ่มวางแผนเกาะผู้หญิงตั้งแต่ยังไม่ทันก้าวขาออกจากสถาบัน]
หลีเฮงหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก ได้แต่ประสานมือลาอาจารย์หลัวเจินอย่างนอบน้อม ก่อนจะนำพาสามสาวงามผู้ทรงพลังออกเดินทางมุ่งหน้าสู่เทือกเขาหิมะที่ตั้งของแดนลับเหมันต์อัปสรทันที
---
สายลมหนาวพัดกระหน่ำหวีดหวิว หิมะโปรยปรายลงมาปกคลุมเทือกเขาลึกด้านหลังสถาบันจนกลายเป็นสีขาวโพลน ยิ่งเดินทางลึกเข้าไปในหุบเขา อุณหภูมิก็ยิ่งลดต่ำลงจนไอหายใจกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็ง ทว่าสำหรับกลุ่มเดินทางทั้งสี่คน ความหนาวเหน็บนี้กลับถูกทำลายลงด้วยบรรยากาศการต่อสู้ที่ดุเดือดและร้อนแรงอย่างยิ่ง!
*“โฮก!!!”*
เสียงคำรามกึกก้องปานฟ้าผ่าดังมาจากอสูรร้ายรูปร่างคล้ายลิงยักษ์น้ำแข็งขนสีขาวราวกับหิมะ ขนาดลำตัวของมันสูงใหญ่กว่าสามเมตร ดวงตาสีแดงฉานเต็มไปด้วยความบ้าคลั่ง พวกมันสี่ห้าตัวพุ่งทะยานลงมาจากหน้าผาหิน หมายจะฉีกกระชากผู้บุกรุกให้เป็นชิ้น ๆ
“หลีเฮง หลบไปอยู่ข้างหลังข้า!”
จ้าวฉินซวง พยัคฆ์สาวระดับ SS ตะโกนก้อง ใบหน้างดงามฉายแววดุดัน ร่างระหงสวมชุดรัดกุมสีแดงเพลิงขับเน้นเรือนร่างอวบอัดเว้าโค้งชัดเจน นางก้าวมาข้างหน้าเป็นคนแรก ลมปราณร้อนแรงขุมหนึ่งระเบิดออกมาจากร่างเปลี่ยนเป็น ‘เพลิงทมิฬกลืนวิญญาณ’ สีดำสนิทพวยพุ่งรอบกาย ปะทะเข้ากับไอเย็นของป่าหิมะจนเกิดเสียงฉ่าดังสนั่น
*ตูม!*
ฉินซวงกำหมัดแน่นชกออกไปข้างหน้า ลำแสงเพลิงทมิฬม้วนตัวเป็นหัวพยัคฆ์พุ่งเข้าปะทะกับลิงยักษ์น้ำแข็งจนร่างของมันกระเด็นถอยครูดไปกับพื้นหิมะ ทว่าผิวหนังอันหนาเตอะที่เคลือบด้วยน้ำแข็งหนาของสัตว์อสูรระดับสูงทำให้มันไม่ได้รับบาดเจ็บสาหัสนัก มันคำรามลั่นและพุ่งเข้าใส่นางอีกครั้งจากสามทิศทาง
“อย่าหวังว่าจะได้แตะต้องเขา!”
หลินเสวี่ยเหยา เทพธิดาน้ำแข็งระดับ SSS เอ่ยเสียงเรียบเย็นชา ดวงตาสีฟ้าครามเปล่งประกายเจิดจ้า นางวาดมือเรียวงามกลางอากาศ ร่ายคาถาเวทมนตร์เหมันต์อันซับซ้อน คลื่นความเย็นยะเยือกแผ่ซ่านออกไปบีบอัดหิมะใต้เท้าของฝูงสัตว์อสูรให้กลายเป็นโซ่ตรวนน้ำแข็งยึดโยงขาของพวกมันไว้ ทำให้การเคลื่อนไหวของลิงยักษ์เหล่านั้นเชื่องช้าและติดขัดลงทันตา
ขณะเดียวกัน เยี่ยหลัวอิน ราชินีรัตติกาลระดับ SSS ก็แสยะยิ้มเย้ายวนใจ “คิกคิก... งั้นถึงตาพี่สาวเล่นบ้างแล้วนะเด็ก ๆ”
นางสะบัดมือเบา ๆ ลมปราณมารรัตติกาลสีดำทมิฬควบแน่นกลายเป็นละอองพิษมารลอยฟุ้งกระจายเข้าไปในจมูกของพวกลิงยักษ์น้ำแข็ง อณูพิษแล่นเข้าสู่ระบบประสาททำให้ดวงตาของมันพร่าเลือน เกิดอาการมึนงง สับสน หัวหมุนจนแทบแยกทิศทางไม่ออก บางตัวถึงกับคลุ้มคลั่งหันไปชกต่อยอสูรพวกเดียวกันเองอย่างบ้าคลั่ง
แต่ถึงอย่างนั้น อสูรร้ายระดับปราณนักสู้เหล่านี้ก็มีพละกำลังมหาศาลและจำนวนที่มากกว่า ทำให้สามสาวเริ่มมีเหงื่อซึมจาง ๆ บนขมับเนื่องจากต้องร่ายเวทและควบคุมปราณอย่างต่อเนื่องท่ามกลางความหนาวเหน็บที่คอยกัดกินพลังงาน
และแน่นอน... พระเอกหนุ่ม Rank D นามหลีเฮง ผู้ไม่มีบทบาทในเชิงการต่อสู้แม้แต่น้อย กลับไม่ได้ยืนดูอยู่เฉย ๆ! ชายหนุ่มสวมบท ‘สุดยอดซัพพอร์ตเตอร์แห่งปี’ วิ่งวนไปมารอบสนามรบด้วยสายตาเปล่งประกายระยิบระยับ
“น้องฉินซวงจ๋า! กล้ามเนื้อไหล่ของเจ้าตึงเกินไปแล้ว ขืนฝืนใช้พลังมากเกินไป ชีพจรจะอักเสบเอานะจ๊ะ!”
หลีเฮงพุ่งชาร์จเข้าไปด้านหลังของจ้าวฉินซวงที่กำลังรวบรวมเพลิงทมิฬชกอสูร สองมือหนาที่ผ่านการอัปเกรดทักษะระดับสูงบีบหมับเข้าที่ลาดไหล่เนียนนุ่มของพยัคฆ์สาว ชายหนุ่มจงใจขยับปลายนิ้วกดลึกเข้าหาจุดชีพจรใต้สะบักหลังอย่างแม่นยำ พร้อมทั้งแอบเลื่อนฝ่ามือลงมาบีบเค้นรอบเอวคอดกิ่วกระชับแน่นพรางนวดคลึงบั้นท้ายกลมมนของนางอย่างมันมือ
“อ๊า...! หลีเฮง! เจ้าบ้า... มาทำอะไรตรงนี้ตอน... อื้อหือออ!”
จ้าวฉินซวงสะดุ้งตัวโยน ใบหน้างดงามแดงซ่านร้อนผ่าวราวกับจะระเบิด ความเสียวซ่านรัญจวนสายหนึ่งแล่นพล่านจากจุดที่ถูกบีบคลึงวิ่งตรงเข้าสู่ไขสันหลังจนขาเรียวแทบหมดแรง ทว่าในความเสียวสะท้านนั้น ลมปราณร้อนของเพลิงทมิฬในร่างกลับถูกกระตุ้นให้เดือดพล่านพุ่งทะยานขึ้นถึงขีดสุดชั่วอึดใจ!
“ปล่อยพลังไปเลยจ้ะยาหยี!” หลีเฮงกระซิบข้างหูพลางขยับนิ้วกดจุดกระสันกระตุ้นปราณอย่างรวดเร็ว
“ไอ้คนฉวยโอกาส! ย๊ากกก!” ฉินซวงครางกระเส่าพลันกรีดร้องระบายอารมณ์เสียวซ่านออกมา พลังกำปั้นเพลิงทมิฬระเบิดตูมใหญ่โตกว่าเดิมสามเท่า ซัดลิงยักษ์น้ำแข็งตรงหน้าจนร่างระเบิดกลายเป็นเศษเนื้อไหม้เกรียมทันที!
ถัดมา หลีเฮงหันไปหาเยี่ยหลัวอินที่กำลังสะบัดหมอกพิษ ชายหนุ่มมุดแวบเข้าไปประชิดร่างระหงสีดำ รวบกอดเอวบางของนางไว้จากด้านหลัง สองมือขยับสอดเข้าไปบีบเค้นเต้านมคู่โตอวบอัดเนียนนุ่มใต้ชุดรัดรูปสีดำสนิท สะกิดนวดวนรอบจุดยอดอกอย่างแผ่วเบาแต่เร่าร้อน
“โอ๊ะ...! เจ้าหนูน้อย... ช่างกล้าจริง ๆ นะ...” เยี่ยหลัวอินหอบหายใจกระเส่า แผ่นหลังนวลเนียนเบียดเสียดกับอกแกร่งของเขาอย่างจงใจ รอยยิ้มหวานเชื่อมฉายชัดขณะที่ดวงตาของนางหรี่ลงด้วยความซ่านเสียว “อืมมม... นวดตรงนั้นอีกนิดสิ... ลมปราณมารของข้า... กำลังพลุ่งพล่านดีเหลือเกิน...”
หลีเฮงขยับนิ้วกดสะกิดจุดชีพจรอารมณ์ ปลดปล่อยพลังสัมผัสผ่อนคลายขั้นสูง ลมปราณมารรัตติกาลรอบตัวเยี่ยหลัวอินแผ่ขยายวงกว้างออกไปจนบดบังแสงอาทิตย์ สะกดอสูรอีกสองตัวจนล้มทั้งยืนด้วยความมึนงงสุดขีด
ทว่าฉากที่เป็นตำนานที่สุดในบ่ายวันนั้น ต้องยกให้กับการซัพพอร์ตเทพธิดาน้ำแข็งหลินเสวี่ยเหยา!
ยามนั้น ลิงยักษ์น้ำแข็งจ่าฝูงขนาดมหึมาสองตัวที่รอดพ้นจากพิษและเปลวไฟพุ่งทะยานเข้ามาหาหลินเสวี่ยเหยาจากทางด้านหน้าและด้านหลังพร้อมกัน หวังจะใช้กรงเล็บน้ำแข็งบดขยี้ร่างของนาง หลินเสวี่ยเหยายืนนิ่งสงบ สองมือเรียวพยายามประสานมุทราเพื่อดึงดูดพลังลมปราณหยินรอบตัวสร้าง ‘ค่ายกลมหาเหมันต์แช่แข็งพิภพ’ คาถาโจมตีหมู่ที่รุนแรงที่สุด ทว่าแกนสวรรค์เหมันต์ในร่างของนางกลับทำงานหนักเกินไปจนเกิดอาการติดขัดในเส้นชีพจรเฉียบพลัน ใบหน้างดงามซีดเผือดลงพร้อมริมฝีปากที่เม้มแน่น
“เสวี่ยเหยา! ชีพจรชีพจรอุดตันแล้ว! ข้าช่วยเอง!”
หลีเฮงไม่พูดพร่ำทำเพลง ชายหนุ่มพุ่งตัวสไลด์หลบกรงเล็บอสูรลงไปกับพื้นหิมะ มุดแวบเข้าไปใต้กระโปรงสีขาวบริสุทธิ์บานพองของหลินเสวี่ยเหยาทันที!
“หลี... หลีเฮง! เจ้าจะทำอะไร... อ๊ะ!”
ร่างระหงของเทพธิดาน้ำแข็งสะดุ้งสุดตัว ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกและละอายใจสุดขีด ยามนี้หัวเข่าทั้งสองข้างของหลีเฮงคุกเข่าอยู่บนพื้นหิมะเย็นเฉียบ ทว่าใบหน้าของเขาซุกซบอยู่ตรงกึ่งกลางระหว่างขาเรียวเนียนละเอียดใต้ร่มผ้าขาวสะอาด กลิ่นหอมกรุ่นเฉพาะตัวของสตรีผู้รักนวลสงวนตัวโชยเข้าจมูกปนกับความอบอุ่นรัญจวน
ชายหนุ่มช้อนสายตามองผ่านความมืดสลัวใต้กระโปรง เห็นเรียวขาสวยขาวนวลสั่นระริก หลีเฮงไม่รอช้า ยื่นมือสองข้างออกไปจับยึดโคนขาอ่อนด้านในเนียนนุ่มแน่น จากนั้นก้มลงใช้เรียวลิ้นอุ่นชื้นและนวดนิ้วทองคำ (ชิวหาพาเพลินประสานอุ้งมือมาร) ตวัดโลมเลียทักทายกลีบกุหลาบงามชุ่มชื่นที่ซ่อนอยู่ภายใต้กางเกงซับในบางเบาอย่างหนักหน่วงและตรงจุด!
*“อ๊าาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา!!!”*
เสียงกรีดร้องหวานล้ำปนเสียงครางกระเส่าอย่างไม่อาจควบคุมได้ระเบิดออกมาจากลำคอของหลินเสวี่ยเหยา ร่างระหงสั่นเทิ้มราวกับต้องกระแสไฟนับแสนโวลต์ มือเรียวงามที่เคยประสานมุทราพลันขยับมากดเกร็งลงบนบ่าและหัวของหลีเฮงที่อยู่ใต้กระโปรงแน่นเพื่อหาที่ยึดเหนี่ยว สะโพกมนกลมกลึงเผลอแอ่นร่อนตอบรับสัมผัสเรียวลิ้นร้อนระอุที่ตวัดเลียจุดอ่อนไหวถี่ยิบจนน้ำหวานอุ่น ๆ หลั่งรินออกมาเปียกชื้น
ความเสียวสะท้านสยิวกายขั้นรุนแรงพังทลายสิ่งกีดขวางในเส้นชีพจรจนหมดสิ้น ลมปราณหยินอันหนาวเหน็บที่เคยติดขัดย้อนกลับพลันหมุนเวียนอย่างบ้าคลั่ง ทะยานขึ้นสู่ขีดสุดในชั่วเสี้ยววินาทีด้วยผลของสกิลชิวหาพาเพลินและลมหายใจยั่วสวรรค์!
*ครืนนนนน!!!*
ไอเย็นสีขาวครามระเบิดออกจากร่างของหลินเสวี่ยเหยาแผ่กระจายเป็นระลอกคลื่นยักษ์ พลังเหมันต์อันบริสุทธิ์เข้มข้นรุนแรงกว่าปกติถึงห้าเท่าพุ่งเข้าแช่แข็งทุกสรรพสิ่งในรัศมีห้าสิบเมตรรอบตัวในพริบตา! ลิงยักษ์น้ำแข็งจ่าฝูงรวมถึงสัตว์อสูรตัวอื่น ๆ ที่กำลังจะพุ่งเข้ามาทำร้าย ต่างถูกแช่แข็งค้างเติ่งกลางอากาศ กลายเป็นประติมากรรมน้ำแข็งแกะสลักอย่างสวยงามและเย็นเยือก ก่อนจะปริร้าวระเบิดออกเป็นผุยผงหิมะกระจายไปทั่วบริเวณ!
เมื่อความสงบกลับคืนมา หลีเฮงจึงค่อย ๆ คลานมุดหัวออกมาจากใต้กระโปรงขาว ชายหนุ่มยกมือขึ้นปาดคราบน้ำหวานใสที่มุมปากพลางส่งรอยยิ้มเจ้าเล่ห์แสนกวนประสาทให้หญิงสาว
“เป็นอย่างไรบ้างจ๊ะเมียรัก? พลังล้นเอ่อดีไหมเอ่ย?”
หลินเสวี่ยเหยาหน้าแดงก่ำลามไปจนถึงใบหูและลำคอขาวระหง นางก้มมองหลีเฮงด้วยสายตาปั่นป่วน ทั้งรัก ทั้งอาย ทั้งโกรธขึ้งจนตัวสั่นพั่บ ๆ “เจ้า... เจ้าคนหน้าด้าน! ใครอนุญาตให้เจ้าทำ... ทำเรื่องพรรค์นั้นในสนามรบกัน!”
“แหม... ก็ช่วยรักษาชีพจรด่วนไงจ๊ะ ไม่งั้นสัตว์อสูรก็รุมกินโต๊ะพวกเราพอดี” หลีเฮงแก้ตัวอย่างไร้ยางอาย
> [คู่บำเพ็ญสนับสนุนในสนามรบเสร็จสมบูรณ์]
> [หลินเสวี่ยเหยา: ค่าความเสน่หา (Desire) +15 (x3 เท่าจากระดับ SSS = +45)]
> [หลินเสวี่ยเหยา: แต้มบำเพ็ญคู่ +10]
> [แต้มแมงดาได้รับ +800 (โบนัสสนับสนุนการต่อสู้กระตุ้นชีพจรระดับสูง)]
> [ค่าศักดิ์ศรี -5: เนื่องจากโฮสต์มุดกระโปรงสตรีกลางวันแสก ๆ ขณะต่อสู้ต่อหน้าเพื่อนร่วมทัพ]
เยี่ยหลัวอินเดินเข้ามาหัวเราะคิกคักพลางใช้นิ้วจิ้มแก้มหลีเฮง “คิกคิก เสียดายจัง คราวหลังมุดกระโปรงพี่สาวบ้างนะคะเจ้าหนูน้อย”
ส่วนจ้าวฉินซวงได้แต่ยืนเอามือกุมหน้าแดงแปร๊ดด้วยความเอียงอายปนริษยาเบา ๆ
---
ตกค่ำ บรรยากาศกลางป่าหิมะเงียบสงบลง ทั้งสี่คนร่วมกันกางค่ายพักแรมชั่วคราวและจุดไฟเพื่อสร้างความอบอุ่น
ภายในเต็นท์หลังใหญ่ สามสาวงามต่างแยกย้ายกันไปนั่งขัดสมาธิ บ่มเพาะลมปราณ (Cultivate) เพื่อยกระดับพลังและฟื้นฟูความเหนื่อยล้าจากการต่อสู้ หลีเฮงที่นอนเบื่อ ๆ อยู่บนกองฟางขยับกายลุกขึ้นเดินเข้าไปป้วนเปี้ยนใกล้ ๆ พลางส่งยิ้มหวาน
“สาว ๆ จ๋า คืนนี้เหนื่อยกันมาทั้งวัน ให้ข้านวดบำบัด... หรือจะทำกามบำบัดลึกซึ้งกันดีจ๊ะ? ข้ายินดีสละร่างกายอันมีค่านี้นะ!”
ทว่าคำตอบที่ได้รับกลับเป็นสายตาเย็นชาและพร้อมเพรียงกันของสามสาว
“งดเว้นกิจกรรมเหลวไหลของเจ้าคืนนี้เดี๋ยวนี้!” หลินเสวี่ยเหยาเอ่ยเสียงเข้มดุดัน “พวกเราต้องเผชิญกับแดนลับเหมันต์อัปสรในวันพรุ่งนี้ ทั้งยังมีอัจฉริยะตระกูลฉู่ดักซุ่มอยู่อีก คืนนี้ทุกคนต้องบ่มเพาะพลังปราณให้เสถียรที่สุด ห้ามให้มีเรื่องกามารมณ์มาขัดขวางการฝึกฝนเด็ดขาด!”
“ใช่แล้ว เจ้าหนูน้อย คืนนี้ห้ามซนเด็ดขาดนะจ๊ะ ไม่อย่างนั้นพรุ่งนี้ถ้าเกิดอันตราย พี่สาวอาจจะขยับตัวช้าลงเพราะความเหนื่อยล้า” เยี่ยหลัวอินกล่าวเตือนปนยิ้มขี้เล่น
จ้าวฉินซวงเบะปากใส่เขา “ข้าก็ต้องรีบดูดซับปราณเพลิงทมิฬ คืนนี้ห้ามเจ้ามาจับตรงไหนของข้าเด็ดขาด!”
หลีเฮงถอนหายใจยาวอย่างห่อเหี่ยว ใบหน้าหดหู่พลางเอ่ยถามด้วยความสงสัย “เฮ้อ... บ่มเพาะ บ่มเพาะกันอยู่ได้ พวกเจ้าเอาแต่นั่งสมาธินิ่ง ๆ แล้วมันจะช่วยให้ระดับลมปราณสูงขึ้นได้อย่างไรกัน? ข้าไม่เห็นเข้าใจเลย การบ่มเพาะที่แท้จริงมันคืออะไรกันแน่?”
สามสาวได้ยินคำถามไร้ความรู้พื้นฐานของเขาก็ต้างพากันเบะปากมองบนอย่างเอือมระอา ก่อนที่หลินเสวี่ยเหยาจะเป็นผู้เอ่ยปากอธิบายด้วยความอดทน
“เจ้าขยะเอ๊ย... ความรู้พื้นฐานง่าย ๆ แค่นี้ก็ไม่รู้หรือ?” เสวี่ยเหยากล่าว “การบ่มเพาะลมปราณทั่วไปให้สูงขึ้น ประกอบด้วยสามส่วนสำคัญ คือ **พลังกายหรือประสบการณ์การต่อสู้จริง** เพื่อขยายเส้นชีพจรและตันเถียน, **ความเข้าใจในสัจธรรมพลังยุทธ์** จากการเข้าฌานทำสมาธิ และสุดท้ายคือ **แหล่งพลังงานสะสมภายนอก** อย่างเม็ดยาปราณ”
เยี่ยหลัวอินเสริมขึ้นมา “ใช่แล้วล่ะ ยาปราณมีแบ่งแยกตามระดับขั้นของการบ่มเพาะ เช่น ‘ยาปราณขั้นต้น’ สำหรับพวกระดับปราณฝึกหัด, ‘ยาปราณขั้นกลาง’ สำหรับพวกระดับปราณแท้จริงอย่างพวกข้า และ ‘ยาปราณขั้นสูง’ สำหรับพวกปราณนักสู้อย่างแม่เสือสาวฉินซวง เม็ดยาเหล่านี้จะช่วยหล่อเลี้ยงและสะสมปราณในจุดตันเถียนให้หนาแน่นขึ้น จนกระทั่งถึงจุดอิ่มตัวแล้วจึงทำลายคอขวดเพื่อเลื่อนระดับขั้นถัดไป”
จ้าวฉินซวงพูดปิดท้ายสั้น ๆ “สรุปง่าย ๆ ก็คือ **ประสบการณ์ต่อสู้ + ความเข้าใจ + แหล่งพลังสะสม** นั่นแหละ!”
พูดจบ สามสาวก็หลับตาลงและเข้าสู่ฌานสมาธิทันที ทิ้งให้หลีเฮงนั่งเกาหัวแกรก ๆ อยู่คนเดียว ชายหนุ่มไม่มีเม็ดยาปราณบ่มเพาะ ไม่ได้ออกไปต่อสู้บู๊แหลก และขี้เกียจนั่งสมาธิเข้าฌานเป็นที่สุด ชายหนุ่มได้แต่นอนแหมะลงกับฟางแล้วลอบคุยกับระบบในจิตใจ
*‘ระบบ... เมียสามคนของข้านั้นเขาบ่มเพาะด้วยยาและการนั่งสมาธิ แล้วข้าล่ะ? ข้าไม่มีคุณสมบัติพวกนั้นเลย จะยกระดับพลังบ่มเพาะให้สูงขึ้นได้อย่างไรกัน?’*
*วิ้ง!*
หน้าต่างระบบโปร่งแสงสีแดงขอบทองลอยเด่นขึ้นมากลางอากาศในจิตใต้สำนึกของเขา พร้อมเสียงสังเคราะห์สไตล์กวนประสาทที่คุ้นเคยดังขึ้นในหัว
> [ระบบขอยืนยันความโง่เขลาของโฮสต์อย่างเป็นทางการ]
> [คำชี้แจง: โฮสต์คือผู้สืบทอดระบบหยินหยางเย้ยสวรรค์ (หรือระบบเทพแมงดา) วิถีทางพัฒนาพลังของโฮสต์ย่อมแตกต่างจากปุถุชนทั่วไปอย่างสิ้นเชิง]
> [หนทางอัปเลเวลระดับลมปราณของโฮสต์: มีเพียงวิธีเดียวเท่านั้น คือการ ‘เสพสมบำเพ็ญคู่’ ประสานหยินหยางกับสตรีที่มีระดับลมปราณแข็งแกร่งและสูงล้ำกว่าโฮสต์!]
หลีเฮงเบิกตากว้างเพ่งมองข้อความระบบ ขณะที่ระบบเริ่มแสดงบันทึกและสถิติประวัติการเลื่อนระดับพลังของเขาตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบันออกมาอย่างละเอียด
> [ประวัติการยกระดับลมปราณของโฮสต์หลีเฮง:]
> 1. [ระดับเริ่มต้น: ร่างกายขยะ Rank F ดั้งเดิม - ปราศจากลมปราณโดยสิ้นเชิง เส้นชีพจรตีบตัน]
> 2. [หลังจากบำเพ็ญคู่ร่วมรักกับ หลินเสวี่ยเหยา (ระดับ SSS): หยินแท้บริสุทธิ์ของจักรพรรดินีเหมันต์ช่วยเบิกเส้นชีพจรและชำระจุดตันเถียน ส่งผลให้โฮสต์ทะลวงก้าวเข้าสู่ระดับ **‘ปราณฝึกหัดขั้นต่ำ’**]
> 3. [หลังจากบำเพ็ญคู่ร่วมรักกับ เยี่ยหลัวอิน (ระดับ SSS): ปราณมารรัตติกาลลึกลับเข้มข้นช่วยเร่งพลังหยินหยางประสาน ส่งผลให้พลังปราณของโฮสต์ทะยานขึ้นมาจนถึง **‘จุดคอขวดระดับสูงสุดของปราณฝึกหัดขั้นต่ำ’**]
> 4. [หลังจากบำเพ็ญคู่ร่วมรักกับ จ้าวฉินซวง (ระดับ SS - ซึ่งมีระดับสูงกว่าโฮสต์ถึง 2 ขั้นใหญ่): พลังเพลิงทมิฬกลืนวิญญาณและความต่างระดับชั้นขนาดใหญ่ช่วยทลายคอขวดและสะสมปราณหนาแน่น ส่งผลให้โฮสต์ทะลวงผ่านด่านย่อยทั้งหมด ก้าวขึ้นสู่ระดับ **‘ปราณฝึกหัดขั้นกลางระดับสูง’** ได้ในทันที!]
หลีเฮงจ้องมองหน้าต่างสถิติระบบด้วยหัวใจที่เต้นรัวโลดพล่านด้วยความตื่นเต้นและปีติยินดี ชายหนุ่มแทบอยากจะหัวเราะร่าออกมาดัง ๆ แก่สวรรค์ชั้นฟ้า!
หนทางฝึกยุทธ์ของผู้อื่นช่างยากเย็นแสนเข็ญ ต้องทนหนาวทนร้อน เจ็บตัวสู้ตาย และกลืนกินเม็ดยาราคาแพงแสนขมขื่น แต่ทว่าหนทางฝึกยุทธ์ของเขากลับช่างผาสุกและหวานล้ำเกินบรรยาย! เพียงแค่เขานอนกอดฟัดนวดบีบเค้นเรือนร่างสาวงามระดับเทพ ดำดิ่งสู่ห้วงกามารมณ์อันแสนเสียวซ่านรัญจวนใจ พลังฝีมือของเขาก็พุ่งทะยานพรวด ๆ ขึ้นมาราวกับติดปีกบิน!
*‘นี่มัน... วิถีสวรรค์ของแมงดาที่แท้จริง!’* หลีเฮงลอบคิดในใจอย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง
สายตาคมกริบแฝงความเจ้าเล่ห์และตัณหาเบา ๆ ลอบปรายมองร่างระหงงดงามทั้งสามของหลินเสวี่ยเหยา เยี่ยหลัวอิน และจ้าวฉินซวงที่กำลังหลับตาพริ้มบ่มเพาะพลังอยู่ข้างเตียง ความรู้สึกอยากทะลวงระดับลมปราณให้สูงล้ำยิ่งขึ้นเริ่มเดือดพล่านในอก ชายหนุ่มเริ่มขยับสมองเปิดทำเนียบรายชื่อสาวงามระดับสูงที่เขาคาดว่าจะได้พบเจอในอนาคตอันใกล้
*‘ยามนี้ข้าอยู่ปราณฝึกหัดขั้นกลางระดับสูงแล้ว... หากจะทะลวงขึ้นสู่ระดับปราณแท้จริงหรือปราณนักสู้ ข้าคงต้องวางแผนหาสาวงามระดับสูงคนต่อไปมาทำหน้าที่คู่บำเพ็ญรักคนถัดไปอย่างเร่งด่วนและประณีตเสียแล้วสิ... หึหึหึ’*
หลีเฮงคลี่รอยยิ้มชั่วร้ายฉบับแมงดาหนุ่มจอมกะล่อน พลางดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมกายแล้วหลับใหลไปด้วยจิตใจที่เต็มไปด้วยแผนการอันแสนหวานล้ำและเร่าร้อน...
เช้าวันต่อมา เมื่อสามสาวลืมตาขึ้น พร้อมบิดร่างกายงามเพื่อคลายความเมื่อยล้าจากการบ่มเพาะ ปรายสายตามมองไป ยังพบชายหนุ่ม คลุมผ้าห่มนอนเกียจคร้านอย่างสบายใจ เยี่ยหลัวอิน รู้สึกขัดตา ซัดพลังฝ่ามือจนผ้าห่มปลิวออก พบว่า หลีเฮง กลับนอนเปลือยกาย ที่เบื้องล่าง ท่อนเอ็นตั้งกตระหง่านชูชัน
เยี่ยหลัวอิน แลบลิ้นคู่งาม เลียรอบริมฝีปากเล็กน้อย ก่อนจะพุ่งตัวเข้าไป...
- จบตอนที่ 39 -