แพรพิมยืนอยู่หน้ากระจกในชุดทำงานเรียบ ๆ แล้วหมุนตัวดูอีกครั้งด้วยความไม่มั่นใจ ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ และพูดกับเงาสะท้อนของตัวเองว่า “วันแรกเองแพร อย่าเพิ่งสร้างเื่ก็พอ ขอแค่ไม่ไปสาย ไม่ทำกาแฟหกใส่ใคร แล้วก็อย่าพูดอะไรแปลก ๆ ต่อหน้าหัวหน้า ชีวิตก็น่าจะรอดแล้ว” แม้จะพูดเหมือนเื่ง่าย แต่เธอรู้จักตัวเองดีว่าบางครั้งปากก็มักทำงานเร็วกว่าสมอง โดยเฉพาะเวลารู้สึกไม่พอใจอะไรขึ้นมา และนั่นคือสิ่งที่เธอตั้งใจว่าจะพยายามควบคุมให้ดีที่สุดในที่ทำงานแห่งใหม่
เหตุผลที่แพรพิมอยากเริ่มงานครั้งนี้ให้ดีไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลย เธอแค่อยากมีชีวิตเป็ของตัวเอง มีรายได้ที่ไม่ต้องขอใคร อยากซื้อของที่ชอบโดยไม่ต้องตอบคำถามว่าเอาเงินไปทำอะไร และที่สำคัญคืออยากให้ครอบครัวเลิกเป็ห่วงอนาคตของเธอสักที เพราะ่หลายเดือนที่ผ่านมาไม่ว่าจะกินข้าวพร้อมหน้ากันเมื่อไร เื่งานกับเื่ความรักก็มักถูกหยิบขึ้นมาพูดจนแทบกลายเป็เมนูประจำโต๊ะอาหาร พ่อของเธอมักพูดด้วยความหวังดีว่าอยากให้ลูกมีชีวิตมั่นคง ส่วนแม่ก็มักแอบถามว่ามีใครเข้ามาคุยบ้างหรือยัง ทั้งที่แพรพิมรู้สึกว่าการหางานให้ผ่าน่ทดลองงานก่อนน่าจะเป็เื่เร่งด่วนกว่าการหาสามีอยู่หลายระดับ
ก่อนออกจากบ้าน แม่ยังไม่ลืมเดินตามมาส่งพร้อมกำชับว่า “วันแรกก็ยิ้มเยอะ ๆ นะลูก อย่าทำหน้าดุใส่หัวหน้า แล้วถ้ามีเพื่อนร่วมงานดี ๆ ก็ลองเปิดใจรู้จักคนอื่นเขาบ้าง ไม่ใช่เลิกงานแล้วกลับบ้านอย่างเดียว”
แพรพิมหันกลับไปมองแม่พร้อมรอยยิ้มแบบรู้ทันก่อนตอบว่า “แม่คะ หนูไปทำงานค่ะ ไม่ได้ไปสมัครรายการหาคู่ ถ้าวันแรกหนูได้แฟนกลับมาด้วยนี่บริษัทคงมีสวัสดิการแปลกมากแล้วนะ”
แม่หัวเราะทันที ส่วนพ่อซึ่งนั่งอ่านข่าวอยู่ไม่ไกลก็ส่ายหน้าเหมือนชินกับคำตอบของลูกสาวไปแล้ว แพรพิมจึงรีบหยิบกระเป๋าแล้วออกจากบ้านก่อนบทสนทนาจะวกกลับไปถึงเื่แต่งงานอีกครั้ง เพราะหากปล่อยให้นานกว่านี้ เธออาจได้ฟังรายชื่อบรรดาลูกชายของเพื่อนแม่ครบทุกคนก่อนจะได้ไปทำงานจริงเสียก่อน
บริษัทแห่งใหม่ตั้งอยู่ในอาคารสำนักงานขนาดใหญ่ใจกลางเมือง และทันทีที่เดินผ่านประตูกระจกเข้าไป แพรพิมก็รู้สึกเหมือนตัวเองหลุดเข้ามาในโลกของคนทำงานจริงจังอย่างเต็มตัว ผู้คนแต่งตัวเรียบร้อย เดินเร็วเหมือนทุกคนมีประชุมสำคัญรออยู่ โทรศัพท์ดังเป็ระยะ และร้านกาแฟบริเวณล็อบบี้ก็เต็มไปด้วยมนุษย์ออฟฟิศซึ่งดูเหมือนต้องใช้คาเฟอีนเป็พลังชีวิต แพรพิมมาถึงก่อนเวลาเกือบครึ่งชั่วโมงจึงมีโอกาสยืนรวบรวมสติอยู่หน้าลิฟต์ก่อนจะกดขึ้นไปยังชั้นของบริษัท
“โอเค ไม่มีอะไรน่ากลัว ก็แค่ทำงานเอง” เธอพึมพำกับตัวเองขณะมองตัวเลขเหนือประตูลิฟต์เปลี่ยนไปทีละชั้น ก่อนจะเสริมในใจว่าประโยคนี้อาจฟังดูไม่ค่อยน่าเชื่อเท่าไรเมื่อหัวใจของเธอกำลังเต้นเหมือนจะเข้าสอบมากกว่าเข้าทำงาน
หลังจากจัดการเอกสารกับฝ่ายบุคคลเรียบร้อย แพรพิมก็ถูกพาไปแนะนำกับทีมของตัวเอง และความกังวลในตอนแรกค่อย ๆ ลดลงเมื่อพบว่าเพื่อนร่วมงานส่วนใหญ่ไม่ได้ดูน่ากลัวอย่างที่จินตนาการไว้ โดยเฉพาะ มิ้นท์ รุ่นพี่ในทีมซึ่งเป็คนแรกที่เข้ามาชวนคุยแบบเป็กันเองจนแพรพิมรู้สึกเหมือนรู้จักกันมาหลายวันมากกว่าหลายนาที
“น้องใหม่ใช่ไหม พี่มิ้นท์นะ ถ้ามีอะไรไม่เข้าใจก็ถามได้เลย ไม่ต้องเกร็ง ที่นี่คนในทีมใจดีหมด ยกเว้นตอนงานใกล้เดดไลน์ ทุกคนจะกลายร่างพร้อมกัน” มิ้นท์พูดพลางเลื่อนเก้าอี้ว่างให้แพรพิมนั่ง ก่อนจะยื่นเอกสารแนะนำงานมาให้หนึ่งชุด
แพรพิมหัวเราะแล้วตอบว่า “งั้นหนูขอถามก่อนเลยค่ะว่ามีตรงไหนที่ต้องระวังเป็พิเศษ หนูอยากผ่านทดลองงานแบบมีชีวิตรอดครบสามสิบสองค่ะ”
“เื่งานไม่ต้องกลัว เดี๋ยวค่อย ๆ เรียนรู้ แต่มีคนหนึ่งที่ถ้าต้องส่งงานให้เขา เช็กให้ละเอียดหน่อยก็ดี”
แพรพิมเงยหน้าขึ้นทันทีเมื่อเห็นมิ้นท์ลดเสียงลงเหมือนกำลังจะเล่าเื่ลับระดับบริษัท ก่อนถามด้วยความสนใจว่า “ใครเหรอคะ อย่าบอกนะว่าหัวหน้าหนูดุมาก”
มิ้นท์ส่ายหน้าเล็กน้อยแล้วตอบว่า “ไม่ใช่หัวหน้าทีมเราโดยตรงหรอก แต่เป็ผู้บริหารที่ดูโครงการใหญ่ของฝ่ายเรา ชื่อคุณคินธาร ถ้างานถึงมือเขาแล้วผิดแม้แต่นิดเดียว มีสิทธิ์กลับมาแก้ใหม่หมด พี่ไม่ได้ขู่นะ แต่เขาเป็คนละเอียดมาก แบบละเอียดจนบางทีพี่ยังสงสัยว่าเขามีตาสแกนเอกสารติดตัวหรือเปล่า”
แพรพิมพยักหน้าอย่างเข้าใจและยังไม่ได้รู้สึกอะไรเป็พิเศษ เพราะในมุมของเธอ ผู้บริหารจริงจังก็ถือเป็เื่ธรรมดา ขอแค่ไม่ใช่ประเภทใช้อารมณ์หรือชอบทำให้ลูกน้องกลัวก็น่าจะพอรับมือได้ เธอจึงตอบแบบติดเล่นว่า “งั้นถ้าวันไหนต้องส่งงานให้คุณคินธาร หนูจะตรวจสักสิบรอบค่ะ ถ้ายังผิดอีกก็ถือว่าเป็ชะตากรรมแล้วกัน”
มิ้นท์หัวเราะก่อนจะรีบหันกลับไปทำงานเมื่อมีข้อความแจ้งเตือนประชุมเข้ามา ส่วนแพรพิมก็เริ่มจัดโต๊ะของตัวเอง วางสมุด ปากกา และของใช้เล็กน้อยให้เข้าที่ ก่อนจะเปิดคอมพิวเตอร์เพื่อศึกษางานซึ่งได้รับมอบหมาย วันแรกผ่านไปได้ค่อนข้างดีใน่เช้า แม้ข้อมูลหลายอย่างจะเยอะจนรู้สึกเหมือนสมองกำลังถูกยัดไฟล์เข้าไปพร้อมกันหลายโฟลเดอร์ แต่เธอก็ยังคิดว่าตัวเองน่าจะรับมือได้
จนกระทั่ง่สาย หัวหน้าทีมเดินเข้ามาพร้อมเอกสารหนึ่งชุดและบอกให้แพรพิมช่วยนำไปส่งที่ห้องประชุมใหญ่ เพราะเ้าหน้าที่อีกคนติดประชุมอยู่ เธอรับงานทันทีโดยไม่ได้คิดอะไร เพราะการเดินไปส่งเอกสารคงเป็หนึ่งในภารกิจที่ง่ายที่สุดของวันแรกแล้ว และอย่างน้อยก็ช่วยให้ได้ลุกจากโต๊ะหลังนั่งอ่านข้อมูลจนตาเริ่มลาย
แพรพิมถือแฟ้มเดินไปตามทางเดินของสำนักงาน ระหว่างนั้นโทรศัพท์ในกระเป๋ากลับสั่นขึ้นเพราะข้อความจากแม่ซึ่งถามว่าวันแรกเป็อย่างไร เธอหยิบขึ้นมาดูเพียงแวบเดียวและกำลังจะเก็บกลับลงไป แต่จังหวะที่เลี้ยวผ่านมุมทางเดินกลับชนเข้ากับใครบางคนอย่างจังจนแฟ้มในมือเกือบหลุดลงพื้น
“โอ๊ย ขอโทษค่ะ!” แพรพิมรีบพูดพร้อมถอยหลังหนึ่งก้าว ก่อนจะก้มลงดูว่าเอกสารยังอยู่ครบหรือไม่
ผู้ชายตรงหน้าไม่ได้ล้มและไม่ได้ทำอะไรตก เพียงยืนนิ่งอยู่ในชุดทำงานเรียบร้อยพร้อมสีหน้าซึ่งดูสงบเกินไปจนแพรพิมเดาไม่ออกว่ากำลังโกรธหรือแค่เป็คนหน้าตาแบบนี้อยู่แล้ว เขามองโทรศัพท์ในมือเธอแล้วมองกลับมายังใบหน้า ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเรียบว่า “เวลาเดินในสำนักงานควรมองทางมากกว่าหน้าจอโทรศัพท์นะครับ โดยเฉพาะถ้าถือเอกสารของบริษัทอยู่ด้วย”
แพรพิมซึ่งตอนแรกตั้งใจจะขอโทษดี ๆ รู้สึกเหมือนมีบางอย่างสะกิดความดื้อในตัวขึ้นมาทันที เพราะแม้เธอจะยอมรับว่าตัวเองผิดที่ไม่ได้มองทาง แต่ผู้ชายตรงหน้าก็ดูพูดเหมือนกำลังอบรมเด็กฝึกงานมากกว่าคนที่เพิ่งเดินชนกัน เธอจึงสูดหายใจเบา ๆ แล้วตอบว่า “ค่ะ ฉันยอมรับว่าฉันไม่ทันมองทาง แต่ฉันก็ขอโทษแล้วนะคะ แล้วคุณเองก็เดินมาจากอีกฝั่งเหมือนกัน ถ้าจะระวังก็น่าจะระวังด้วยกันทั้งคู่หรือเปล่า”
ผู้ชายตรงหน้าชะงักไปเพียงนิดเดียว เหมือนไม่ได้คาดว่าจะได้รับคำตอบกลับมาแบบนี้ ก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงที่ยังคงนิ่งว่า “เพิ่งมาทำงานวันแรกหรือครับ”
แพรพิมเลิกคิ้วทันทีแล้วถามกลับว่า “ดูออกขนาดนั้นเลยเหรอคะ หรือพนักงานเก่าที่นี่ไม่มีใครกล้าพูดกับคุณแบบนี้”
ครั้งนี้แววตาของชายหนุ่มเปลี่ยนไปเล็กน้อยจนเหมือนกำลังกลั้นอะไรบางอย่างระหว่างความแปลกใจกับความขำ แต่สีหน้าก็ยังดูนิ่งเหมือนเดิม เขาไม่ได้ตอบคำถามนั้น เพียงมองแฟ้มในมือเธอแล้วพูดว่า “ห้องประชุมใหญ่อยู่สุดทางด้านขวา ถ้าคุณกำลังเอาเอกสารไปส่ง รีบไปเถอะครับ อีกไม่กี่นาทีประชุมจะเริ่มแล้ว”
แพรพิมมองเขาอย่างสงสัยว่าทำไมถึงรู้ว่าเธอกำลังไปไหน แต่ก็ไม่ได้ถามต่อ เพราะตอนนี้สิ่งสำคัญกว่าคืออย่าให้ตัวเองไปส่งเอกสารสายั้แ่วันแรก เธอจึงพยักหน้าแล้วพูดว่า “ขอบคุณค่ะ แล้วก็ขอโทษอีกครั้งเื่เมื่อกี้ แต่คราวหน้าคุณก็ระวังด้วยนะคะ จะได้ไม่ต้องมาเถียงกันกลางทางเดินแบบนี้”
พูดจบเธอก็เดินจากไปโดยไม่เห็นว่าชายหนุ่มยืนมองตามอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหน้าเบา ๆ พร้อมรอยยิ้มบางจนแทบมองไม่เห็น
เมื่อแพรพิมไปถึงห้องประชุม เธอก็วางเอกสารตามที่ได้รับมอบหมายแล้วรีบกลับมาที่โต๊ะโดยไม่ได้คิดถึงเหตุการณ์นั้นมากนัก ในหัวมีเพียงความรู้สึกหงุดหงิดเล็ก ๆ ว่าทำไมวันแรกถึงต้องมาเจอคนพูดจาเหมือนหัวหน้าทั้งที่ไม่รู้จักกัน แต่พอกลับมาถึงโต๊ะ มิ้นท์กลับถามทันทีว่าไปส่งเอกสารเรียบร้อยหรือไม่
“เรียบร้อยค่ะ แต่เกือบไม่เรียบร้อยเพราะหนูเดินชนคนกลางทาง” แพรพิมตอบพลางนั่งลงแล้ววางโทรศัพท์ไว้บนโต๊ะ “แถมเขายังเทศน์หนูอีกนะคะว่าควรมองทางมากกว่ามองโทรศัพท์ ทั้งที่หนูก็ขอโทษไปแล้ว”
มิ้นท์หัวเราะแล้วถามว่า “ใครล่ะ พนักงานฝ่ายไหน”
“ไม่รู้ค่ะ ผู้ชายตัวสูง ๆ ใส่สูท หน้านิ่งมาก พูดเหมือนตัวเองเป็เ้าของบริษัท หนูเลยเถียงกลับไปนิดหน่อย”
มือของมิ้นท์ซึ่งกำลังพิมพ์งานอยู่หยุดทันที ก่อนจะค่อย ๆ หันมามองแพรพิมด้วยสีหน้าที่ทำให้คนเล่าเริ่มรู้สึกไม่ค่อยดีนัก
“เดี๋ยวนะ หน้าตาประมาณนี้ไหม” มิ้นท์ถามก่อนจะเปิดหน้าเว็บไซต์ภายในของบริษัทซึ่งมีรูปผู้บริหารขึ้นมาให้ดู
แพรพิมก้มมองหน้าจอและรู้สึกเหมือนหัวใจหยุดทำงานไปหนึ่งจังหวะ เพราะผู้ชายในภาพคือคนเดียวกับที่เธอเพิ่งยืนเถียงกลางทางเดินเมื่อไม่กี่นาทีก่อนอย่างไม่มีผิด
ใต้ภาพนั้นมีชื่อเขียนเอาไว้อย่างชัดเจนว่า คินธาร — กรรมการบริหารและผู้อำนวยการโครงการ
แพรพิมนิ่งอยู่หลายวินาทีก่อนจะค่อย ๆ หันไปมองมิ้นท์แล้วถามด้วยเสียงเบากว่าปกติว่า “พี่มิ้นท์คะ ถ้าหนูอยากย้อนเวลากลับไปประมาณสิบนาที บริษัทเรามีสวัสดิการเครื่องย้อนเวลาไหมคะ”
มิ้นท์หลุดหัวเราะจนต้องรีบเอามือปิดปาก ก่อนจะตอบว่า “ไม่มี แต่พี่ว่าตอนนี้น้องควรเริ่มสวดมนต์ให้ตัวเองก่อนแล้วล่ะ เพราะคนที่น้องเพิ่งเถียงด้วยก็คือคุณคินธาร คนที่พี่เพิ่งบอกว่าให้ระวังเมื่อเช้านั่นแหละ”
แพรพิมเอนหลังพิงเก้าอี้พร้อมหลับตาลงอย่างหมดแรง ทั้งที่วันทำงานเพิ่งผ่านไปไม่ถึงครึ่งวัน เธอเคยตั้งเป้าเอาไว้ก่อนออกจากบ้านว่าขอเพียงไม่ไปสาย ไม่ทำกาแฟหกใส่ใคร และไม่พูดอะไรแปลก ๆ ต่อหน้าหัวหน้าก็น่าจะรอด แต่ดูเหมือนชีวิตจะเลือกข้ามทุกขั้นแล้วพาเธอไปเถียงกับผู้บริหารระดับสูงั้แ่วันแรกเสียเลย
“ชีวิตฉันจะผ่านโปรไหมเนี่ย” เธอพึมพำกับตัวเอง ก่อนมิ้นท์จะตบไหล่เบา ๆ อย่างให้กำลังใจพร้อมหัวเราะไปด้วย
แพรพิมพยายามบอกตัวเองว่าเื่คงจบเพียงเท่านี้ เพราะบริษัทใหญ่ขนาดนี้ คินธารคงมีงานมากมายจนไม่เสียเวลาจำพนักงานใหม่คนหนึ่งที่บังเอิญเดินชนและเถียงกับเขาไม่กี่ประโยค อีกอย่างเธอก็ไม่ได้ทำผิดร้ายแรงอะไร แค่ตอบกลับไปตามนิสัยเท่านั้นเอง หากพรุ่งนี้เจอกันอีกครั้งก็ค่อยขอโทษอย่างเป็ทางการแล้วต่างคนต่างทำงาน ชีวิตน่าจะกลับเข้าสู่ความสงบได้โดยไม่มีอะไรซับซ้อนกว่านั้น
แต่ในเวลาเดียวกัน ภายในห้องประชุมซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่กี่่ทางเดิน คินธารกำลังเปิดเอกสารสำหรับการประชุมและบังเอิญเห็นรายชื่อพนักงานใหม่ซึ่งถูกเพิ่มเข้ามาในทีมของโครงการ เขาเลื่อนสายตาผ่านรายชื่อเ่าั้อย่างไม่ได้สนใจเป็พิเศษ ก่อนจะหยุดอยู่ที่ชื่อหนึ่งพร้อมนึกถึงใบหน้าของผู้หญิงซึ่งเพิ่งยืนเถียงกับเขาโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาเป็ใคร
แพรพิม
คินธารมองชื่อนั้นอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะปิดเอกสารและกลับเข้าสู่เื่งานตามปกติ แต่รอยยิ้มเล็ก ๆ กลับปรากฏขึ้นบนใบหน้าโดยที่เ้าตัวแทบไม่ทันสังเกต เพราะตลอดเวลาที่ทำงานอยู่ที่นี่ เขาคุ้นเคยกับคนซึ่งระวังคำพูดต่อหน้าเขาจนบางครั้งแทบเดาความคิดจริงไม่ได้ แต่ผู้หญิงคนนี้กลับทำตรงกันข้ามั้แ่นาทีแรกที่เจอกัน และแม้การพบกันครั้งแรกจะไม่ได้มีอะไรใกล้เคียงกับคำว่าโรแมนติกเลยแม้แต่น้อย แต่มันกลับมากพอที่จะทำให้เขาจำชื่อของพนักงานใหม่คนหนึ่งได้ั้แ่วันแรก
ส่วนแพรพิมซึ่งยังนั่งกุมหน้าผากอยู่ที่โต๊ะทำงานไม่มีทางรู้เลยว่า ผู้ชายซึ่งเธอกำลังภาวนาให้ลืมเหตุการณ์เมื่อครู่นี้ไปเร็วที่สุด กลับจำทั้งชื่อและใบหน้าของเธอได้เรียบร้อยแล้ว และที่น่าปวดหัวกว่านั้นคือโครงการซึ่งเธอเพิ่งถูกบรรจุเข้ามาช่วยดูแล จะทำให้เธอต้องเจอกับเขาบ่อยกว่าที่คิดมากเสียด้วย
วันแรกของการทำงานซึ่งแพรพิมตั้งใจว่าจะเริ่มต้นอย่างเรียบง่ายจึงจบลงด้วยความจริงข้อหนึ่งที่เธอยังไม่รู้ในตอนนั้นว่า ต่อจากนี้ชีวิตในออฟฟิศของเธอคงไม่ได้มีเพียงกองงาน เดดไลน์ และกาแฟแก้ง่วงอีกต่อไป เพราะยังมีผู้ชายหน้านิ่งชื่อคินธารเข้ามาเป็อีกหนึ่งเื่วุ่นวายที่เธอต้องรับมือ และจากคนที่เธอเพิ่งคิดว่าไม่อยากเจออีกอย่างน้อยสักพัก เขากำลังจะกลายเป็คนที่เธอต้องเจอแทบทุกวัน จนวันหนึ่งความรู้สึกว่าอยากหลบหน้าอาจค่อย ๆ เปลี่ยนเป็การเผลอมองหาโดยไม่รู้ตัวก็ได้