บทที่ 7
เข้าสำนัก
ณ พระราชวังขององค์จักรพรรดิมนุษย์เฉียนชิ่ง
ห้องรับรองสำหรับศิษย์ที่ผ่านการคัดเลือก ห้องหนึ่ง
เพ่ยเจิน ในขณะที่กำลังหลับใหลอยู่ในภวังค์จิตนั้น
(เอะ! นั่นอะไรหน่ะ) นางมองเห็นปราณจิตโอสถทิพย์สีผลึกของนางที่ผิดปกติไปจากเดิม นางจึงรีบลอยเข้าไปใกล้ ๆ
(นี่ทำไม ปราณจิตโอสถทิพย์ของข้าที่มีสองดวงละนี่) เพ่ยเจินก็ไม่สามารถทำความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้
จากปราณจิตโอสถทิพย์สีผลึกของนางที่ได้รับการหล่อเลี้ยงพลังปราณฟ้าดินมาตลอดหนึ่งเดือนเต็ม ๆ ตอนนี้มีขนาดใกล้เคียงกับไข่ไก่ได้แล้ว แต่ที่ผิดปกติไป คือ ด้านหลังของปราณจิตโอสถทิพย์สีผลึกดวงนั้น ยังมีปราณจิโอสถทิพย์สีผลึกรูปทรงเหมือนดั่งเม็ดถั่วเขียว หลบซ้อนอยู่ข้างหลังอีกดวงหนึ่ง
(จะแปลกใจอันใดเล่า ก็เ้าสดับมรรคาฟ้าสองสายอย่างไรละ) เสียงปริศนาที่ห่างหายไปนาน ได้กลับมาอยู่ในห้วงแห่งกระแสจิตของเพ่ยเจินอีกครั้ง
(เป็อย่างนั้นหรือ ท่านเ้าค่ะ ตอนนี้ข้าตายแล้วใช่ไหมเ้าค่ะ) เพ่ยเจินเอ่ยถามอย่างหน้าสลดเศร้าใจ
นางได้เริ่มมีอาการสะอื้นร่ำไห้ออกมา อย่างไม่สามารถอดกลั้นได้ ซึ่งปกตินางจะไม่แสดงออกเื่อะไรแบบนี้เลย อยู่ ๆ ก็มีััคล้ายดั่งฝ่ามือ ได้เคลื่อนมาจับตรงศรีษะของนาง และลูบไล้อย่างเบามือ สุดแสนจะถนุถนอมนางเป็ที่สุด
(นี่เ้าตัวโง่งม เื่อันใดกันที่เ้าจะตาย ข้าบอกแล้วว่าเ้าเป็ของของข้า ข้าย่อมไม่ปล่อยให้เ้าอับอายหรอก) เสียงนี้นั้นต่างจากเมื่อก่อนอย่างสิ้นเชิง เมื่อก่อนนั้นมีแต่ความแข็งกร้าว ดุดันเป็ที่สุด แต่ในตอนนี้กลับมีแต่ความอ่อนโยนปรานีแก่นางอย่างหาที่สุดมิได้
(แล้วตอนนี้ข้าควรทำอย่างไรเล่าเ้าค่ะ) เพ่ยเจินเอ่ยถามอย่างจนปัญญา
(เ้าไม่ต้องทำอะไรหรอก รีบรวบรวมพลังฟ้าดินผสานปราณจิตโอสถทิพย์เสียให้เรียบร้อย ในส่วนอื่นข้าได้เยียวยาให้เ้าแล้วอย่าได้วิตกไป) เสียงที่มืดมิดนี้เอ่ยกล่าวช้า ๆ เพื่อให้นางได้ทำความเข้าใจอย่างละเอียด
(เมื่อเ้ารวบรวมพลังปราณฟ้าดินเรียบร้อย จงตื่นขึ้น และทำตัวให้ปกติเถิด)
(เ้าค่ะ เ้าตัวโง่งมเข้าใจแล้วเ้าค่ะ) การเอ่ยกล่าวในครั้งนี้ของเพ่ยเจิน หาได้แฝงเร้นไว้ด้วยความยียวนกวนโทโสใดไม่ แต่นางเอ่ยกล่าวด้วยความสัตย์จริงของนางเอง
(หึ หึ ดีแล้ว) เสียงนั้นหัวเราะเบา ๆ ในลำคอของตนแล้วก็อันตรธานหายไป
เมื่อเพ่ยเจิน ได้รับทราบตามที่ตนเข้าใจ ก็ได้เริ่มทำใจให้สงบลง และเริ่มเข้าฌาณสมาบัติเพื่อรวบรวมปราณพลังฟ้าดินเข้าสู่ปราณจิตโอสถทิพย์ของตน
เมื่อเวลาผ่านไปได้ประมาณสามชั่วยาม นางจึงคล้ายจิตออกจากฌานสมาบัติ แล้วกลับเจอความแปลกใจอย่างที่สุด
(นี่เราไม่เ็ปอะไรเลยหรือนี่) เพ่ยเจินรำพึงกับตนเอง
(หึ ก็ข้าบอกกับเ้าแล้ว เ้าตัวโง่งม) เสียงใครคนหนึ่งทางด้านข้างของเพ่ยเจิน
เมื่อนางได้ยินดังนั้น ก็แปลกใจในเสียงที่ได้ยินเพราะมันฟังดูคุ้นเคยมากกว่าปกติที่เป็อยู่
(เสียงท่านทำไมเหมือนอยู่ไม่ไกลจากข้าเท่าใดนัก) เพ่ยเจินกล่าวกับตนเองในห้วงแห่งจิตสำนึก
“เ้านี่ก็ยังเป็ตัวโง่งมจริง ๆ เหมือนเดิมไม่เปลี่ยน” เสียงนั้นกล่าวด้านข้างเตียงของนาง ในขณะที่นางยังนอนอยู่กับเตียงเงยหน้ามองเพดานห้องอยู่
“เอะ! ว่าไงน่ะเ้าค่ะ” นางเลิ่กลั่ก รีบผุดขึ้นนั่งอย่างตกอกใเป็ที่สุด
“ผะ ผะ ผี!!!” เพ่ยเจินใจนตัวเองหงายหลังตกเตียงไป
“ใช่ข้าเป็ผี ผีที่ชุบชีวิตให้เ้าไง” เสียงนั้นเอ่ยกล่าวด้วยท่าทางเอื่อยเฉื่อยเฉยเมยต่อทุกอย่าง แม้แต่ดวงตายังไม่ยอมเปิดเลย
เพ่ยเจินหมอบอยู่กับขอบเตียงของอีกฟากหนึ่ง นางเพ่งพินิจพิจารณาบุรุษที่นั่งอยู่บนตั่งนั่งที่มีผนักพิงอยู่ เขานั่งกึ่งนอนยกเข่าข้างซ้ายขึ้นบนตั่ง เอามีขวาเท้าศรีษะตนเอง และอยู่ในลักษณะที่หลับตาอย่างสนิท
เขาใส่ชุดสีดำตัดขาวที่ดูเก่าจนซีดเซียว จนกลายเป็สีเทาออกจาง ๆ ไปแล้ว มีลวดลายบางตาที่แทบมองไม่ออก ผมเผ้าก็รุงรังดั่งกับไม่ได้เจอหวีมาเป็เวลายาวนาน ตรงเอวเขาเหน็บไว้ด้วยตำราไม้ไผ่ที่ดูเก่าคร่ำครึพอ ๆ กับชุดนั่นเอง
และที่สุดเพ่ยเจินก็มาสะดุดสายตาที่แขนทั้งสองข้างของเขา ที่มีแต่รอยเส้นเืปูนโปนสีดำน่าสยดสยองเต็มไปหมด หรือไม่ก็เหมือนกับว่ามีอะไรเหมือนงูตัวเล็ก ๆ ขดอยู่ในิัเขา พอจ้องมองดูดี ๆ ก็คล้ายดั่งอักขระอะไรสักอย่าง น่าเกลียดน่ากลัว แม้แต่คนมองยังไม่กล้ามองเต็มตาเลยด้วยซ้ำ
เขาหดมือกลับเข้าไปในชายเสื้อของตนเอง ดั่งกับเขารู้ว่านางกำลังมองอยู่
“ท่านเป็ใครเ้าค่ะ” เพ่ยเจิน ค่อย ๆ ตะกายขึ้นมาบนเตียงอย่างช้า ๆ
“เ้าตัวโง่งม เ้าเป็คนเรียกหาข้าเองนะ” เสียงนั้นตอบอย่างขอไปที ด้วยสีหน้าที่เ็าเฉยเมย
“ข้าเรียกท่านมาหรือเ้าค่ะ” เพ่ยเจินทวนคำของเขา
บุรุษผู้นั้นหาได้ตอบอะไรไม่ เพียงแต่พยักหน้าเท่านั้นเป็คำตอบ
“ท่านหลิงเทียน หรือเ้าค่ะ” เพ่ยเจินตอบคำถามของตนเอง
แต่ทันใดนั้นที่จะได้มีการพูดคูย สาวรับใช้ในวังดันวิ่งมาในห้องพอดี
วืดดด
สาวใช้วิ่งผ่านตัวของเขาคนนั้นมาได้อย่างไม่มีอะไรเลย เพ่ยเจินมองแล้วยังอ้ำอึ้งกับสิ่งที่เกิดขึ้น จนหน้าถอดสี
สาวใช้เห็นแบบนั้นรีบไปเรียกท่านหมอหลวงมาในทันที
“นี่ไม่มีใครััถึงท่านได้หรือเ้าค่ะ” เพ่ยเจินถาม เขาด้วยความใ
เมื่อนางลองมองสังเกตดูดี ๆ อีกทีก็พบว่าตัวของเขาผู้นั้นดูเลือนลางบางเบากว่าปกติ
(หรือว่าเขาจะเป็ผีจริง ๆ) เพ่ยเจินลอบคิดในใจของตนเอง
โอ้ยยย!!!
ทันใดนั้น คนผู้นั้นก็หายวับ มาอยู่ข้าง ๆ ของนาง พร้อมกับเอามือบีบแก้มก้นของนางอย่างรวดเร็วและฉับไว จนนางเองยังไม่ทันตั้งตัว
“ใช้ข้าเป็ผี” เขากล่าวยิ้ม ๆ แต่ก็หาได้ลืมตามามองนางไม่
เพ่ยเจิน หันหน้าไปจะเอามือตีที่แขนเขา วืดดด กลับตีโดนเพียงอากาศธาตุเท่านั้น
จากนั้นเขาก็ฉุดแขนนางให้มานอนในอ้อมแขนเขา บนตั่งที่เขานั่งกึ่งนอนอยู่
เพ่ยเจินทำได้แต่อยู่ในอาการที่แข็งทื่อราวกับหิน นางพยายามจะดิ้นสุดแรงเพื่อออกจากวงแขนของเขาคนนั้น
“อย่าดิ้นแรง ข้าป่วยไม่สบายอยู่” คำพูดเพียงสั้น ๆ ก็สามารถหยุดอาการของเพ่ยเจินลงได้ในทันที
“ท่านป่วยเพราะข้าหรือเ้าค่ะ” เพ่ยเจินเอ่ยถามด้วยสีหน้า น้ำสีที่สลดลง
“หึ เ้าตัวโง่งมอย่างเ้าหน่ะหรือจะมีปัญญา” เขาพูด้วยท่าทางยียวนชวนโมโหดั่งอดีต
แต่เพ่ยเจินเอง นางรู้ว่าเขาแค่พูดให้นางสบายใจ นางจึงนั่งกึ่งนอนในอ้อมแขนของเขาผู้นั้น
ณ พระตำหนักหยางซินเตี๋ยน ที่บัลลังัทอง
“ฝ่าา ทรงฟื้นจากอาการแล้ววว” เสียงของฉีกงกง ขันทีเฒ่าเอ่ยออกมาอย่างดังก้องกังวาน
ทุกคนในที่นั้นต่างพากันยืนขึ้น น้อมประสานมือแสดงการคารวะต่อองค์จักรพรรดิ
“ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่น ๆ ปี” ทุกผู้นามในท้องพระโรงนั้นต่างกล่าวสรรเสริญ
จากนั้นองค์จักรพรรดิ ก็เดินลงจากแท่นบัลลังอย่างโซซัดโซเซ ท่านค่อย ๆ เดินไปและกล่าวไปว่า
“เชิญทุกท่าน ไปหารือกันที่ห้องทรงอักษรของข้าเถอะ” องค์จักพรรดิกล่าวแก่ผู้แกร่งกล้าเสวียนหนีทั้งหมด โดยไม่ได้ชวนพระญาติไปด้วย
ผู้กล้าเสวียนหนี ทั้งหมดต่างพากันเดินตามองค์จักรพรรดิไป
เมื่อทุกคนไปถึงที่รับรองในห้องทรงพระอักษรแล้ว ต่างก็พากันนั่งลง
“พระองค์ทรงเป็อย่างไรบ้าง พะย่ะค่ะ” ท่านบรรพชนผู้เฒ่าเฉินกล่าวด้วยความห่วงใย แม้ตนเองก็เ็ปเจียนตาย
องค์จักรพรรดิไม่ได้กล่าวตอบ แต่ทรงยืนขึ้นและถอดเสื้อที่สวมคลุมอยู่ออกทุกคนต่างพากันตื่นอึ้งตะลึงงันกันไปทั่วห้อง ทุกคนต่างเงียบกริบ
“กระแสอัสนีแรกแทรกเข้าทรวงอกสู่ปราณจิตเซียนของข้า กระแสอัสนีที่สองสะกดปราณจิตเซียนของข้าแทบจะแตกสลาย กระแสอัสนีที่สามแทรกเข้ากระแสโลหิตข้าเปรียบดั่งเข็มนับพันนับหมื่นเล่มทิ่มแทงอวัยวะภายในข้าจนฉีกขาด ตอนนี้ข้าเหลือกำลังแค่สองส่วนในสิบส่วนเท่านั้น” องค์จักพรรดิกล่าวด้วยอาการเหนื่อยหอบจวนจะหมดแรงเต็มที
“ตอนที่พวกเราทั้งห้าฝ่าด่านเซียน์ชั้นหนึ่ง ชั้นที่สี่ เราก็โดนสายอัสนีนิลกาฬแบบนี้มิใช่หรือ” บรรพชนผู้เฒ่าเฟยหวงกล่าวอย่างฉงนใจ
“แต่นี้ไม่เหมือนกัน สีสันต์อาจดูคล้าย ๆ กันแต่อานุภาพต่างกันสิ้นเชิง อย่างที่เราเห็น ๆ กันอยู่” บรรพชนผู้เฒ่าเฉินหว่าชุนกล่าวตอบ
“แล้วนี่โอรสข้าหยงเล่อ เป็เช่นไรบ้าง” องค์จักรพรรดิกล่าวถามดีสีหน้าที่เ็ป
“ขออภัยที่ต้องกราบทูลอย่างนี้ พะย่ะค่ะ แต่จากแรงของสายอัสนีนิลกาฬที่ผ่าลงท่านอ๋องหยงเล่ออย่างรุนแรงนั้น ทำให้ไม่เหลือแม้แต่เศษเสี้ยวของธุลีเลย พะย่ะค่ะ” ฉีกงกง ค่อย ๆ กล่าวถึงเหตุการณ์นั้น
องค์จักรพรรดิเมื่อได้ฟังดังนั้นก็ทำได้แต่หลับตาลง อย่างกล้ำกลืนฝืนทน พระองค์แสดงออกทางสีหน้าว่าเ็ปเพียงใดที่เสียโอรสไป โดยไม่เหลือแต่แต่ศพให้เห็น
“อย่าได้เสียพระทัยไปเลย พะย่ะค่ะ แค่พระองค์กระหม่อมก็คิดว่าเกือบจะไม่พ้นอันตรายเสียแล้ว” บรรพชนผู้เฒ่าเกาเหวยกวงกล่าวปลอบโยนด้วยความห่วงใย
“นี่เป็เพียงการเตือน พะย่ะค่ะ” บรรพชนผู้เฒ่าเฉินกล่าว
“เตือนรึ เตือนอันใดกันอีกเล่า” องค์จักรพรรดิกล่าวด้วยวาจาที่มีโทสะ แต่หาได้มีผู้ใดในห้าผู้แกร่งกล้าได้เกรงกลัวไม่ เพราะทุกคนต่างเกรงใจ แต่หาได้เกรงกลัวองค์จักรพรรดิมนุษย์ไม่
“ขออภัยด้วย กระหม่อมกล่าวอาจผิดไป พระองค์อย่าทรงใส่พระทัยเลย พะย่ะค่ะ” บรรพชนผู้เฒ่าเฉินกล่าวอย่างสงบเสงี่ยม
“แล้วเด็กสาวนางนั้นเล่า จะจัดการเช่นไร” บรรพชนผู้เฒ่าเค่อหลุนซวี่กล่าวด้วยสีหน้าแววตาที่แฝงด้วยเลห์เพทุบาย
“ข้าอยากจะฉำแหละนางให้เป็ชิ้น ๆ” องค์จักพรรดิกล่าวด้วยสีหน้าที่เดือดดาลใจเป็อย่างยิ่ง
“ไม่ได้เด็ดขาดนะ พะย่ะค่ะ” บรรพชนผู้เฒ่าเฉินรีบกล่าวทัดทานก่อน
“เพราะเหตุอันใดที่นางไม่สมควรตายเล่า” องค์จักรพรรดิยังไม่ลดละความพยาบาทลง
“นั่นเพราะ ผู้ที่นางอัญเชิญมานั่นเล่า พระองค์และทุกท่านต่างคิดจริง ๆ หรือว่านางสามารถมีพลังขนาดนั้น และที่สำคัญท่านตระหนักรู้ถึงความร้ายกาจของเ้าของกระบี่ปีศาจนั่นหรือยัง” บรรพชนผู้เฒ่าเฉิน กล่าวเตือนสติทุกคนที่มุ่งหมายอยากจะกำจัดเพ่ยเจิน
“นี่แค่ท่านอ๋อง คิดจะฆ่านาง ยังโดนสายอสนีนิลกาฬขนาดนี้ แล้วทุกท่านแน่ใจหรือว่าหากทุกท่านกระทำเช่นนั้น และจะไม่มีอันเป็ไปแบบเดียวกับท่านอ๋อง” บรรพชนผู้เฒ่าเฉินกล่าวอย่างชัดเจนในเื่ความร้ายกาจ เพราะเขาเป็เพียงผู้เดียวที่ััได้ถึงตัวตนนั้น
“หากเป็เช่นนั้น เราจะทำอย่างไรกันดี” บรรพชนผู้เฒ่าเฟยหวงกล่าวด้วยอาการอันสงบ
“เราต้องทำให้นางเลือกเข้าสำนักให้ได้ เพราะไม่อย่างนั้นนางจะไม่มีใครอบรมสั่ง นางอาจจะเป็เภทภัยใหญ่หลวงก็ได้” บรรพชนผู้เฒ่าเกาเหวยกวง เอ่ยด้วยสีหน้ามีอะไรแฝงอยู่และได้กล่าวต่อไปอีกว่า
“หาทุกท่านไม่อยากรับนาง ข้าสำนักข้าขออาสารับนางไว้ดูแลเอง”
“ไม่ได้! ข้าจะรับดูแลนางเอง เพราะอย่างน้อยข้าก็เข้าใจมรรคาฟ้าสายศาสตร์คาถามากกว่าทุกคน สองข้าเป็คนเดียวที่ไม่คิดจะทำร้ายนาง หรือท่านใดเห็นไม่สมควร” บรรพชนผู้เฉินกล่าวขัดขึ้นอย่างจริงจัง
“หากท่านพูดแบบนี้ใครจะกล้าขัดท่านได้เล่า ท่าบรรพชนผู้เฒ่าเฉิน” บรรพชนผู้เฒ่าเกา กล่าวเอ่ยด้วยสีหน้าที่ไม่พอใจแต่ก็ไม่ได้แสดงออกอย่างชัดเจน แต่ก็ทิ้งท้ายประโยคด้วยอาการกระแนะกระแหนอย่างเห็นได้ชัด
“ก็แค่สายอัญเชิญ จะเท่าใดกัน อย่างมากก็ทำได้แค่นักแสดงปาหี่ข้าไม่สนใจหรอก” บรรพชนผู้เฒ่าเค่อหลุนกล่าวด้วยท่าทีที่ทะนงในตนเอง โดยหาได้แยแสใครต่อใครในสถานที่นี้ไม่
“ข้าเห็นควรว่าให้นางเลือกเองเถิด อย่างน้อย ๆ นางก็ถือว่าเป็นักปราณยุทธ์คนหนึ่งแล้ว และยังมีปราณจิตโอสถทิพย์ที่หายากที่สุดด้วย รวมไปถึงสำนักทุกสำนักก็ปล่อยให้นางเลือกเถิด” บรรพชนผู้เฒ่าเฟยหวงกล่าวด่วยอาการเรียบเฉย ซึ่งดูขัดกับการแต่งกายด้วยสีที่ฉูดฉาดของนางเอง
“เอาตามท่านเฟยหวงกล่าวเถอะ ข้าไม่อยากใส่ใจนางอีกแล้ว” องค์จักรพรรดิกล่าวอย่างสุดจะอดทนได้แล้ว
บรรพชนผู้เฒ่าทั้งห้าที่แข็งแกร่งต่างมีความเห็นที่แตกต่างกันไป องค์จักรพรรดิหาได้ใส่ใจเพ่ยเจินไม่ บรรพชนผู้เฒ่าเฉินนั้นแสดงออกว่า้าดูแลนาง เช่นเดียวกันกับบรรพชนผู้เฒ่าเกา ส่วนบรรพชนผู้เฒ่าเค่อหลุนนั้นเป็สายอสุรเทวาไม่สนใจในตัวเพ่ยเจิน ส่วนบรรพชนผู้เฒ่าเฟยหวงนั้นท่านอยู่ในอาการอันสงบเสมอมา ไม่ได้แสดงออกด้านใดให้เห็นเลย
ทางด้านเพ่ยเจินในห้องพัก
“เสินว่าน กับตาเฒ่าหม่าเป็เช่นไรบ้าง” เพ่ยเจินถามกับสาวใช้
“ตอนนี้ทั้งสองปลอดภัยอยู่ในความดูแลของท่านราชครูผู้เฒ่าเ้าค่ะ” สาวใช้ตอบอย่างสุภาพ
“แล้วอาการของทั้งสองเล่า”
“ทั้งสองฟื้นคืนสติหมดแล้วเ้าค่ะ ท่านเสินว่านฟื้นก่อน จากนั้นได้ขอท่านราชครูผู้เฒ่าช่วยขอทานเฒ่าด้วยเ้าค่ะ”
เมื่อเพ่ยเจินได้ยินเช่นนั้น ก็มีความสบายใจคลายกังวลมากยิ่งขึ้น จากนั้นนางจึงได้บอกสาวใช้พานางไปหาทั้งสอง
ในขณะที่เพ่ยเจินมาถึง ภายในห้องก็เต็มไปด้วยคนของตระกูลเสิน ที่มาค่อยเฝ้าอาการของเสินว่าน
“เพ่ยเจิน เ้าเป็อย่างไรบ้าง ข้าเป็ห่วงเ้าแทบแย่” เสินเซียวกล่าวเมื่อที่มองเห็นเพ่ยเจิน เดินเข้ามาทางประตู เขากล่าวด้วยในขณะที่รีบเดินไปจับแขนของนาง
เพ่ยเจิน เห็นดังนั้นจึงค่อย ๆ ดึงแขนออก
เสินเซียว รู้ตัวเองดีว่าตนกำลังทำอะไรบางอย่างที่เกินความเหมาะสม และในยามที่เพ่ยเจินและน้องสาวเดือดร้อน ตนก็เอาแต่กลัวว่าตระกูลของตนจะกล่าวโทษได้ จึงไม่ได้ยื่นมือไปช่วยใด ๆ เลย นั่นทำให้เขารู้สึกผิดต่อเพ่ยเจิน เสินว่าน และตาเฒ่าหม่าเป็อย่างมาก
เมื่อเพ่ยเจินกลับมาสนใจภายในห้องนั้น กลับแปลกใจที่ทุกคนในที่นั้นต่างมองมาที่นางด้วยสายตาที่ตื่นตะลึง ขนาดเสินว่านเอง กับตาเฒ่าหม่า ต่างมองนางด้วยอาการที่แปลกไปกว่าปกติทุกที
“ทำไมพวกท่านถึงมองข้าแปลกไปละเ้าค่ะ” เพ่ยเจินมีสีหน้าที่ปั่นยาก จึงได้เอ่ยถามไปที่ทุกคนในที่นั้น
“นี่ท่านจำอะไรมิได้เลยหรือ” เสินว่านถามกลับมาที่นาง
“ใช่ข้าจำอะไรไม่ได้สักอย่างเลย” เพ่ยเจินตอบแก่เสินว่าน
“ในตอนที่ท่านหมดสติแล้ว ต่างเกิดปรากฏการณ์ที่น่าสยดสยองขึ้นยังไงละ” เสินว่านกล่าว
“เป็ยังไงกัน” เพ่ยเจินกล่าวอย่างงุนงง
“ก็ตอนนั้น หลังจากท่านล้มลง ก็เกิดปราณอัสนีสีดำทมิฬ ที่มาจากไหนไม่รู้ผ่าใส่อ๋องหยงเล่อจนไม่เหลือแม้แต่เถ้าธุลีเลย ส่วนองค์จักรพรรดิก็โดนสายอัสนีนิลกาฬนั้นสามสาย ก็หมดสติไป ส่วนท่านโหวเจี๋ยกับท่านปู่ข้า โดนแค่คนละหนึ่งสาย แต่เบากว่าสองท่านแรกมาก” เสินว่านกล่าวในขณะที่นางเองก็ยังมีอาการตื่นตระหนกอยู่
“จากนั้นจะมีทหารไปจับกุมท่าน แต่ก็โดนสายอัสนีนิลกาฬนั้น คนละสายก็หายไปไม่เหลือแม้เถ้าธุลีเช่นกัน ไม่มีใครไปแตะต้องตัวท่านได้ แม้แต่ท่านบรรพชนผู้เฒ่าเฉิน แค่จะเข้าใกล้ท่าน ปราณอัสนีนิลกาฬก็ทวีความรุนแรงเป็ที่สุด สุดท้ายมีเพียงท่านบรรพชนผู้เฒ่าเฟยหวงเฒ่านั้น ที่เป็คนไปอุ้มท่านออกมาได้” เสินว่านกล่าวมาหยุดตรงนี้ก็ไม่กล้าพุดอะไรต่อ
เพ่ยเจินได้ฟัง ก็เหลือบตาไปเห็นบุรุษที่นั่งกึ่งนอนบนตั่งไม้เก่าคร่ำคร่าของเขา นางก็รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาบ้าง อย่างน้อยเขาก็ยังปกป้องนาง ทั้ง ๆ ที่ตนเองก็ป่วยอยู่
“เรียกข้าแบบเดิมเถิด อย่าทำเป็คนอื่นไกลเลย” เพ่ยเจินกล่าว
เสินว่านเมื่อได้ยินดังนั้น ก็สบายใจจึงรีบมากอดต้นแขนของเพ่ยเจินแน่น นางทบจะร่ำไห้ออกมา นางฝืนกล่าวด้วยสีหน้า ดวงตาที่ชื้นไปด้วยคราบน้ำตาว่า
“แล้วท่าน เอ่อออ เ้าอาการเป็อย่างไรบ้างตอนนี้”
“ข้ามิได้เป็อะไรร้ายแรง ตอนนี้ข้าอาการดีขึ้นมากแล้ว ท่านกลับมาเรียกข้าแบบเดิมเถิด” เพ่ยเจิน จับมือเสินว่านและแสดงสีหน้ากล่าวอย่างจริงใจ
“ตาเฒ่าหม่า ท่านเล่าอาการเป็เช่นใดบ้าง” เพ่ยเจินถามไปยังตาเฒ่าหม่า
“ตอนนี้ตาเฒ่าหม่า ยังพูดไม่ค่อยได้ เพราะฟันเขาแตกหักไปหลายซี่ ตอนนี้ท่านปู่กำลังเยียวยาเขาอยู่” เสินว่านกล่าวในขณะที่กำลังทอดสายตามองไปที่ตาเฒ่าหม่า และปู่ของนางที่กำลังเร่งปราณยุทธ์อยู่เพื่อช่วยเหลือตาเฒ่าหม่า ที่กำลังนอนอยู่
“อาการเขาหนักอยู่หรือเปล่า” เพ่ยเจินเอ่ยถามเสินว่าน
“ตอนนี้อาการเขาทรงตัวดีทุกอย่าง แต่ต้องเยียวยาหลายที่เพราะ เขาอายุมากแล้ว” เสินว่านกล่าวด้วยสีหน้าที่สลดลง
“พวกเ้าอย่าได้วิตกไป ตอนนี้ท่านปู่ได้ได้ทำอย่างเต็มที่ย่อมไม่มีอะไรผิดพลาดหรอก” เสินเซียวที่อยู่ใกล้ ๆ เอ่ยกล่าว
“ตอนนี้เ้าทั้งสองใกล้ได้เวลาเลือกสำนักแล้ว อย่าได้มัวตระหนกกับเื่นี้เลย มีท่านปู่และท่านผู้าุโในตระกูลยังอยู่ ยังไงตาเฒ่าหม่าก็ปลอดภัยแน่นอน ข้ารับประกันให้เอง” เสินเซียวยังคงแสดงออกอย่างจริงใจเพื่อไม่ให้ทั้งสองวิตกกังวล
เมื่อเพ่ยเจิน มองดูท่านราชครูผู้เฒ่าเสินกัง และท่านประมุลเสินกุ้ยจง ทั้งสองต่างตั้งใจอย่างเต็มที่ ที่จะรักษาอาการของตาเฒ่าหม่า เพ่ยเจิน มองเห็นจุดนี้ก็เริ่มมีความรู้สึกเข้าใจกับสถาณการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกของคนตระกูลเสิน ที่มีต่อราชวงศ์
ในขณะที่เพ่ยเจินกำลังยืนมองผู้าุโทั้งสองกำลังช่วยเหลือตาเฒ่าหม่าอยู่นั้น ฉีกงกง และสาวใช้ต่างก็พากันเดินเข้ามา และยังได้กล่าวโองการแห่งองค์จักรพรรดิว่า
“องค์จักรพรรดิได้มีรับสั่งให้ท่านที่สำเร็จการคัดเลือกได้ไปทำการคัดเลือกเข้าแต่ละสำนักเรียนที่โถงว่าการ แห่งพระตำหนักหยางซินเตี๋ยน เชิญทุกท่าน” แล้วพวกเขาก็พากันเดินจากไป
ในขณะที่ทุกคนกำลังรับกระแสรับสั่งอยู่นั้น เพ่ยเจินก็สังเกตไปเห็นใครคนหนึ่ง ที่กำลังนอนอยู่บนตั่งไม้ที่ดุเก่าคร่ำครึ ที่นั่งด้วยอาการกึ่งนั่งกึ่นอน เอามือขวาเท้าศรีษะหลับอยู่แบบนั้น ด้วยลักษณะที่พร่าเลือนรางจนคนอื่นมองไม่เห็น มีเพียงนางเท่านั้นที่มองเห็นคนผู้นี้
เมื่อทุกคนกำลังเตรียมตัวเดินออกจากห้อง โดยปล่อยให้ตาเฒ่าหม่าพักผ่อนอยู่คนเดียวนั้น ตั่งไม้เก่าที่มีคนนั่งหลับอยู่นั้น ก็ลอยแล้วเลื่อนไหลตามเพ่ยเจินไป
(นี่ท่านจะตามข้าไปตลอดเลยหรือ) เพ่ยเจินกล่าวในห้วงสำนึกของตน
(ข้าไม่ได้ตามเ้า เป็เ้าต่างหากที่นึกถึงให้ข้าตามเ้าไป) เสียงคนผู้นั้นกล่าวในขณะที่ยังหลับตา และเอ่ยกล่าวด้วยความเฉื่อยชาเช่นปกติ
(ข้านี่อะน่ะ นึกให้ท่านอยู่ด้วย) เพ่ยเจิน เอ่ยกล่าวในใจอย่างน่าเหลือเชื่อกับสิ่งที่เขากล่าวออกมา
(เฟยหวง แห่งสำนักปราณยุทธ์พลาญโลกันต์) อยู่ ๆ คนผู้นั้นกล่าวขึ้นมา
(หมายความเช่นไรเ้าค่ะ) เพ่ยเจินไม่เข้าใจคำกล่าวนั้น
(ข้าบอกให้เ้าเข้าสำนักของนางเสีย) คนผู้นั้นเอ่ยตอบอย่างช้า ๆ
(เ้าค่ะ ข้าเข้าใจแล้ว) เพ่ยเจิน ไม่กล่าวอันใดให้มากความ เพราะนางรู้ดีอยู่แก่ใจว่า หากไม่มีคนผู้นี้ มีหรือนางจะรอดพ้นคมดาบอาฆาตทั้งหลายมาได้ นางจึงเชื่อ และยอมทำตามแต่โดยดี
(อย่าได้พูดคูยกับใคร เลือกและรีบกลับ หากนางไม่รับ จงบีบบังคับนางให้รับ เข้าใจไหม) คนผู้นั้นกล่าวเตือนก่อนจะล่องลอยตามนางไปในโถง แห่งพระตำหนักหยางซินเตี๋ยน
(เ้าค่ะ) เพ่ยเจินเอ่ยรับในใจอย่างว่าง่าย โดยที่นางก็ยังไม่รู้สาเหตุ ว่าทำไมนางจึงเชื่อฟังเขามากขนาดนี้
เมื่อทั้งหมดมาถึงห้องโถงหลักแล้ว ต่างก็พบเห็นศิษย์ที่ได้รับการคัดเลือกมาแล้ว เป็ร้อยกว่าคน ทั้งหมดนี้ขึ้นชื่อว่า อัจฉริยะแห่งปราณยุทธ์ และยังเป็ลูกหลานของแต่ละตระกูลที่ทั้งเป็ชนชั้นสูง ผู้รากมากดี และคนมีอันจะกินทั้งนั้น
ตอนนี้ได้ทำการคัดเลือกกันไปจนใกล้จะหมดแล้ว
เสินว่าน และเพ่ยเจิน พากันมานั่งยังที่รับรองของตนเอง และเสินเซียวก็ยังตามมาเป็คนสุดท้าย ได้นั่งลงข้าง ๆ ของเพ่ยเจิน
ในตอนที่ทุกคนต่างไม่ได้สนใจกลุ่มของเพ่ยเจินเลย ได้มีใครคนหนึ่งที่กำลังเหงื่อแตกจนชุ่มมือ ใครคนนั้นหาใช้ใครอื่น บรรพชนผู้เฒ่าเฉินหว่าชุน นั้นเอง
เขาเป็คนเดียวที่มองเห็น บุคคลที่นอนอยู่บนตั่งไม้นั่น และเป็คนเดียวที่รับรู้ถึงความน่าเกรงขามของบุคคลนี้ดีเป็ที่สุด
“นี่เสินว่าน ท่านเฟยหวง เป็คนเช่นไรท่านพอจะทราบไหม” เพ่ยเจิน ในขณะที่นั่งอยู่ ก็ได้เอ่ยถามเสินว่านเกี่ยวกับสิ่งที่นางอยากรู้
“เ้าถามข้า ถึงเื่ท่านบรรพชนผู้เฒ่าเฟยหวงนี่นะ แปลก ๆ อย่าบอกว่าเ้าสนใจจะเข้าสำนักของนาง” เสินว่านทวนคำถามกับเพ่ยเจินอย่างแปลกใจ เพราะ น้อยครั้งที่เพ่ยเจิน จะสนใจผู้อื่น
“ก็นะ ท่านบรรพชนผู้เฒ่าเฟยหวง เป็อิสตรีเพียงท่านเดียว ที่เป็เซียน์ห้าชั้นฟ้าเรียกว่า ซางจวิ้นนั้นเอง ท่านเป็เ้าสำนักปราณยุทธ์พลาญโลกันต์ แห่งเมืองแห่งูเาโค้วโจว แต่หากเ้า้าเข้าสำนักนางคงต้องทำใจแล้วละ” เสินว่านเอ่ยกล่าวในขณะที่มองไปยังท่านบรรพชนผู้เฒ่าเฟยหวง
“ใช้ข้าอยากเข้าสำนักของนาง แต่ว่าทำไมกันละ” เพ่ยเจินยังไม่เข้าใจในสิ่งที่เสินว่านกล่าว
“เ้าอาจจะยังไม่รู้ว่า ในรอบหลายร้อยปีมานี้ นางยังไม่เปิดรับศิษย์คนไหนเลย ในสำนักของนางล้วนแต่เป็ศิษย์ที่มีอายุมากกว่าสามร้อยปีเป็ประมาณทั้งนั้น” เสินว่านกล่าวอธิบาย
“นี่เป็สาเหตุที่สำนักปราณยุทธ์พลาญโลกันต์ของนางมีจำนวนศิษย์น้อยที่สุด แต่ศิษย์ทั้งห้าของนางล้วนแต่ติดอันดับฟ้าเสวียนหนีทั้งสิ้น ถือว่าเป็สำนักเดียวที่ไม่มีใครกล้าต่อกรเลย” เสินเซียวที่อยู่ใกล้ ๆ ก็กล่าวเสริมมาเพื่อให้เพ่ยเจินเข้าใจ
“อ๋อ เป็แบบนี้นี่เอง แล้วสำนักอื่นเล่าเป็เช่นใด” เพ่ยเจินหันหน้ามาถามกับเสินเซียว ในขณะที่คน ๆ อื่นก็กำลังเลือกที่จะเข้าสำนัก
“สำนักอันดับหนึ่ง คงไม่พ้นสำนักของท่านบรรพชนผู้เฒ่าเฉินหว่าชุน เพราะท่านจะรับแต่ผู้ที่มีพร์จริง ๆ เท่านั้น ซึ่งในแต่ละปีก็มีไม่น้อยเลยทีเดียว อันดับสองคงเป็สำนักปราณยุทธ์พลาญโลกันต์และสำนักราชวงศ์ เพราะทั้งสองสำนักนี้เป็สำนักที่คับคั่งไปด้วยคุณภาพอย่างของท่านเฟยหวง ส่วนสำนักราชวงศ์ก็เป็จำนวนศิษย์ที่มีหลายพันคนเลยทีเดียว ส่วนอันดับสามก็สำนักอสุระเทวา กับสำนักเงามายา ของท่านบรรพชนผู้เฒ่าเค่อหลุน และของท่านบรรพชนผู้เฒ่าเกาเหวยกวง ทั้งสองสำนักค่อนข้างจะเลือกผู้เป็ศิษย์มาก โดยจะเอาแต่เฉพาะสายเป็หลักก่อน และมาคำนึงถึงอย่างอื่นตามไปด้วย” เสินเซี่ยวกล่าวยกตัวอย่างให้เพ่ยเจินเห็นอย่างชัดเจน ในเื่ความแตกต่างของแต่ละสำนัก
ในขณะที่กลุ่มของเพ่ยเจินกำลังสนทนากันนั้น เหล่าผู้แกร่งกล้าทั้งหลายต่างก็เงี่ยหูฟังพวกเขา ด้วยพลังปราณยุทธ์มรรคาฟ้าของตนเอง ผู้แกร่งกล้าเ่าั้ต่างมองกันถึงความอัจฉริยะของเสินเซียว และเสินว่าน แต่ที่มองข้ามไม่ได้คือ ความอหังการของเพ่ยเจินนั่นเอง
โดยการที่มีศิษย์ที่ดี แกร่งกล้าสามารถ และมีจำนวนศิษย์มาก ก็จะทำให้สำนักนั้นได้เปรียบในเื่อำนาจของการต่อรองต่าง ๆ ในพิภพนี้ และเมื่อมีการพบเจอถ้ำปราณมรรคาฟ้าของผู้แกร่งกล้า หรือบรรพชนผู้าุโรุ่นก่อน สำนักที่มีศิษย์เป็เลิศย่อมได้เปรียบในการเสาะแสวงหาของวิเศษทั้งหลายได้เป็อย่างดี
ดังนั้นกลุ่มของเพ่ยเจินนั้นเป็กลุ่มที่ได้รับคะแนนมากที่สุดเป็แนวหน้า ถือว่าเป็เหล่าอัจฉริยะของปีนี้เลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะเพ่ยเจิน ที่ดูจากภายนอกมีอายุราว ๆ สิบสี่สิบห้าปี เท่านั้นเอง แต่ศิลาปราณยุทธ์กลับให้คำตอบเื่อายุไม่ได้ และนางยังเป็ผู้เดียวที่ดูจากภายนอกอายุน้อยมาก ถึงมากที่สุดนั้น มีระดับสูงที่สุดของปีนี้ คือ นักปราณยุทธ์ขั้นหลังฟ้า ระดับที่หลอมกลั่นปราณจิตโอสถทิพย์ได้แล้ว และเป็โอสถทิพย์ที่หายากที่สุดในพิภพนี้ด้วย นางยังถึงขั้นสดับเจตน์กระแสเต็มกำลัง ที่สุดยอดคือนางได้สดับมรรคาฟ้าสายเทพอัญเชิญ เป็ที่เรียบร้อยแล้วด้วย
ซึ่งโดยปกติผู้ที่จะหล่อมกลั่นปราณจิตได้ อย่างช้าก็อายุยี่สิบห้า อย่างอัจฉริยะก็ยี่สิบปี แต่นางกลับทำได้เพียงแค่อายุประมาณสิบห้าเท่านั้น และนางยังสดับทั้งสองมรรคาฟ้า ซึ่งก็เป็สิ่งที่หายากที่สุดอยู่แต่เดิมแล้ว นี่จึงเป็ที่ต้องตาต้องใจของเ้าสำนักแต่ละสำนัก เว้นเสียแต่ องค์จักรพรรดิมนุษย์ที่เกลียดเพ่ยเจินยิ่งกว่าอะไรดี และสำนักอสุระเทวา ที่เป็คนละสายกับนาง แต่ที่สนใจอยากได้นางมาร่วมสำนักที่สุดจนออกนอกหน้า ก็มีสำนักอัสนีเฉินหว่าชุน สำนักเงามายา และสำนักหอกระบี่
การประกาศรายชื่อของศิษย์ที่เลือกเข้าแต่ละสำนักก็ค่อย ๆ ผ่านไปเรื่อย ๆ เป็ลำดับ จนมาถึงเพ่ยเจินที่เป็ลำดับสุดท้าย โดยคนที่เป็ลูกหลานตระกูลใหญ่ ชนชั้นสูงไม่จำเป็ต้องเข้าสำนักเรียนก็ได้
“ลำดับต่อไป เพ่ยเจิน จากมหานครหลวงเป่ยโจว เขตลันยาง เชิญ”
เพ่ยเจินได้ยินคำขานเรียกนามตน ก็ยืนขึ้น ประสานมือคำนับตามประสา
ทุกสายตาต่างล้วนจับจ้องมาที่นางเป็สายตาเดียว เพราะ นางคืออันดับหนึ่งของปีนี้ และที่ยิ่งไปกว่านั้นนางเป็คนเดียวที่ต่อกรกับระดับตระหนักมรรคาฟ้าได้อย่างสมศักดิ์ศรี สายตาที่มองมาที่นางหาได้แสดงออกซึ่งความชิงชังไม่ แต่เป็การยอมรับและชื่นชมนางด้วยใจจริง
“ข้าเพ่ยเจิน จากนครหลวงเป่ยโจว เขตลันยางขอเลือกสำนักที่จะเข้าศึกษามรรคาฟ้าต่อไป”
ในขณะที่นางพูดได้เท่านี้ทุกคนต่างกั้นหายใจไปตาม ๆ กันเพราะ นางเปรียบดั่งอัญมณีที่หายากสุดแสน แต่ในขณะที่นางจะกล่าวต่อไปนั้น มีเสียงใครคนหนึ่งดังแทรกขึ้นมาก่อน เป็เ้าสำนักหอกระบี่หลิวไป๋นั่นเอง
“เ้ามาเข้าสำนักหอกระบี่ของข้าเถิด แล้วข้าจะทำให้เ้าเป็นักกระบี่ที่ไม่เคยมีใครแกร่งกล้าเท่าเ้ามาก่อน”
“สามหาว เ้าคิดจะตัดหน้าข้ารึ หลิวไป๋ เพ่ยเจิน หากเ้าเข้าสำนักเงามายาของข้า ข้ารับประกันให้เ้าได้เลยว่า เ้าจะเป็ผู้ที่ไม่มีใครเทียบเคียงได้อีกเลย ฮ่า ๆ มามาอยู่กับข้าเถิด” เป็ท่านบรรพชนผู้เฒ่าเกาเหวยกวงนั่นเองที่ตัดบท ของท่านผู้าุโหลิวไป๋ และเขายังกล่าวด้วยท่าทียโสเป็ที่สุด ทำให้ทุกคนในที่นั้นต่างมองไปที่เพ่ยเจินเป็ทางเดียว
“โอหัง! พวกเ้านะหรือ หึ ผายลมนะสิ หากเ้าเลือกพวกเขา ก็เท่ากับไร้ซึ่งปัญญา หากเ้ามากับข้า ข้าอาจจะไม่สามารถกล่าวได้ว่าจะทำให้เ้าเป็อะไร แต่ข้ากล้าพูดได้เลยว่าเ้าจะเป็ศิษย์ของข้าคนเดียวในรอบพันปีนี้” นี่เป็เสียงของท่านบรรพชนผู้เฒ่าเฉินหว่าชุน ที่เอ่ยขัดทั้งสองอย่างอหังการเป็ที่สุด ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าท่านบรรพชนผู้เฒ่าเฉินนั้นอ่อนด้อยด้วยประการใด และการได้เป็ศิษย์คนเดียวของท่านในรอบพันปี นั่นหมายความว่านางจะได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างถึงที่สุด โดยไม่ต้องเอ่ยเลยว่า โอสถวิเศษ อาวุธวิเศษ เครื่องรางวิเศษ ของขลังวิเศษ ล้วนจะพอกพูนอยู่ที่นางผู้เดียว เพราะท่านบรรพชนผู้เฒ่าเฉินนั้น เป็คนที่รอบรู้ และมั่งคั่งในเื่การฝึกปรือเป็ที่สุดแล้วในพิภพนี้ ทุกผู้คนต่างรู้แจ้งในข้อนี้ดี
ทุกคนต่างคาดเดาไม่ออกว่าตอนนี้นั้นเพ่ยเจินจะมีความรู้สึกเช่นใด และจะเลือกอย่างไรกันแน่ แต่ทุกคนมีสิ่งเดียวกันนั่นคือ ความอิจฉาริษยานางเป็มากที่สุด เพราะ นางคนเดียวสามารถทำให้สามสำนักใหญ่กล้าแย่งกัน เพียงเพื่อให้นางเข้าสำนักของตน
ในตอนนี้นั้นบรรยากาศทุกอย่างดูเยือกเย็นเป็ที่สุด ไม่มีใครกล่าวคำใดออกมา หากมีเสียงเข็มสักเล่มหนึ่งล่วงหล่นลงพื้น เสียงนั้นคงดังกึกก้องไปทั่วห้องโถงแห่งนี้แน่นอน ทุกคนต่างรอคอยคำตอบของเพ่ยเจินอย่างใจจดใจจ่อ แต่สิ่งที่ทุกคนต่างตกตะลึงก็มาถึง
“ไม่เ้าค่ะ ข้าไม่้าแข็งแกร่งที่สุด ข้าไม่้าเป็ผู้ที่ล้ำเลิศที่สุดหาใครเปรียบ ข้าหาได้้าเป็ศิษย์ผู้เพียงผู้เดียวของท่านบรรพชนผู้เฒ่าเฉินไม่ แต่ข้า้าความสุข สงบ พวกท่านให้ข้าได้หรือไม่” นางกล่าวเรียบ ๆ แบบเอื่อยเฉื่อยตามปกติของนาง
แต่ทุกคนในที่นั้น แม่แต่ผู้แกร่งกล้าเสวียนหนีทั้งหลาย และทุกผู้คนต่างตะลึงอ้างปากค้างกับคำกล่าวของนาง
(ความสุข สงบ งั้นหรือช่างล้ำลึกจริง ๆ สตรีน้อยนางนี้) บรรพชนผู้เฒ่าเฉินหว่าชุน เองก็แปลกใจกับคำกล่าวของเพ่ยเจินเช่นกัน
ทุกคนต่างเงียบงันไปตาม ๆ กันแม้แต่ผู้นำสามสำนักใหญ่ยังไม่มีคำกล่าวเล็ดลอดออกมาสักคำ
“ข้าขอเลือกสำนักปราณยุทธ์พลาญโลกันต์ ท่านบรรพชนผู้เฒ่าเฟยหวง โปรดเมตตารับเด็กขอทานอย่างข้าด้วยเถิด”
หลังจากนางกล่าวจบทุกคนต่างอึ่งงันไปตาม ๆ กันอีกครา
“อะไรกัน จะเป็ไปได้หรือ ปีนี้นางก็ยังไม่ได้รับใครเข้าสำนักเลย” เสียงผู้คนต่างกระซิบกระซาบกัน
“หากท่านไม่รับข้าเป็ศิษย์ จะด้วยเหตุผลที่ข้าเป็ขอทานผู้ต่ำต้อยด้อยค่า หรือข้าเป็เหมือนมารต่างพิภพ ก็ขอให้ท่านสังหารข้าเสียเถิด ข้ายินดีมอดม้วยมรณาในเงื้อมมือแห่งอาจารย์ข้า” เพ่ยเจินกล่าวสำทับเข้าไปอีกเพื่อให้บรรพชนผู้เฒ่าเฟยหวงหนีไม่ออก
(หึหึ! หากเ้าลองดีไม่รับนางสิ ข้าจะให้เ้าประสบกับคำว่านรกโลกันต์ที่แท้จริง!!!) เสียงหนึ่งเสียงใด พลันปรากฏในห้วงแห่งจิตของบรรพชนผู้เฒ่าเฟยหวง เสียงทำให้นางตื่นกลัวอย่างสุดขีดหาชีวิตมิได้
“เพ่ยเจิน กลับขุนเขาโค้วโจว พร้อมข้า” บรรพชนผู้เฒ่าเฟยกล่าวเสร็จ ก็รีบลุกขึ้นยืนและสะบัดแขนเสื้อเดินจากไปทันที…