เจิ้งหยวนซื้อผ้าห่มชั้นนอกสี่ผืนและผ้าห่มชั้นในอีกสองผืนกลับมาประกอบกับผ้าเนื้อหยาบที่เฉินชุ่ยอวิ๋นเย็บไว้ทำผ้าห่มชั้นในก็รวบรวมผ้าห่มได้สี่ผืนพอดี
จะให้ผ้าห่มสินสมรสหกผืน ขาดไปอีกสองผืน หามาเพิ่มนิดหน่อยก็พอแล้วไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
เฉินชุ่ยอวิ๋นก้มลงค้นห่อผ้าขนาดไม่ใหญ่มากห่อหนึ่งมันโดนทับจนแบนราบในซอกลึกของตู้เสื้อผ้า หลังหยิบออกมาก็วางลงบนเตียง ค่อยๆแกะออกอย่างระมัดระวังต่อหน้าเจิ้งหยวน เผยให้เห็นผ้าต่วนเรียบลื่นเป็นมันวาวสีสันสดใส
เจิ้งหยวนอ้าปากค้างเธอไม่คิดเลยว่าเฉินชุ่ยอวิ๋นจะมีผ้าแบบนี้อยู่ในมือ!
มือหยาบกร้านของเฉินชุ่ยอวิ๋นลูบผ้าสำหรับตัดเสื้อด้วยสัมผัสแผ่วเบาแววตาฉายแววคะนึงหาเรื่องราวบางอย่าง “คุณตาให้ฉันมาตอนฉันแต่งงาน มีสองผืนเป็นสีแดงทั้งหมด ผืนหนึ่งปักลายหงส์ร่อนมังกรรำอีกผืนปักลายดอกโบตั๋นที่หมายถึงความอุดมสมบูรณ์มั่งคั่ง ฉันทำใจใช้ไม่ลงเลยเก็บไว้ตลอด”
ในยุคยากจนข้นแค้นเช่นนี้ครอบครัวที่สามารถครอบครองผ้าไหมได้มีไม่เยอะนักโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเฉินชุ่ยอวิ๋นแต่งงานช่วงก่อนสถาปนาประเทศจีนใหม่ที่เวลานั้นประชาชนจนยิ่งกว่านี้ด้วยแล้ว
บ้านคุณตาคุณยายเมื่อก่อนมีชีวิตความเป็นอยู่ค่อนข้างดีและครอบครองที่ดินมากมาย พวกเขาสองตายายมีเฉินชุ่ยอวิ๋นเป็นบุตรสาวคนเดียวไม่มีบุตรชาย หลังเฉินชุ่ยอวิ๋นแต่งออก สองตายายคิดว่าที่นามากเกินไปปลูกไม่ไหวจึงขายทิ้งไปมากกว่าครึ่ง และบังเอิญอย่างยิ่งที่ต่อมาสถาปนาประเทศใหม่เกิดการปฏิรูปที่ดินขึ้นสองตายายถูกจัดอยู่ในกลุ่มชาวนาชั้นกลาง ซึ่งถือว่าโชคดีมาก ไม่เพียงเท่านั้นหลังปฏิรูปที่ดิน คุณยายยังตั้งครรภ์ คลอดลูกชายอีกคนก็ตอนอายุสี่สิบกว่าแล้ว หมายความว่าเจิ้งหยวนยังมีน้าชายที่โตกว่าเธอไม่กี่ปีอยู่ ชาติก่อนน้าชายเล็กคนนี้มีชีวิตไม่เลวเขาเป็นนักธุรกิจ และมีติดต่อธุรกิจบางอย่างกับเจิ้งหยวนด้วย
เฉินชุ่ยอวิ๋นกำลังจัดเรียงผ้าสองผืนตามลำดับ พลางเอ่ยกับเจิ้งหยวน“แกเลือกมาทำผ้าห่มชั้นนอกสักผืนเถอะ” เธอคลี่ยิ้มอ่อนโยน ไม่รอเจิ้งหยวนปฏิเสธ“เมื่อก่อนแกเอาแต่บอกว่าฉันลำเอียง มีของดีก็ให้เสี่ยวเจวียนก่อนเสมอคราวนี้อย่าบอกว่าฉันลำเอียงอีกเล่า”
จะว่าไปเจิ้งหยวนบ่มเพาะนิสัยเช่นนี้ออกมาใช่ว่าจะไร้สาเหตุเสียทีเดียว ที่บ้านมีลูกทั้งหมดห้าคน เธอเป็นลูกคนที่สามไม่เพียงอยู่ตรงกลางพอดี แถมยังเป็นลูกสาว ถึงจะบอกว่าบิดามารดารักลูกเท่ากันหมดไม่ว่าจะชายหรือหญิง แต่พ่อแม่บ้านไหนไม่ลำเอียงบ้างเล่า เจิ้งเฉวียนกังลำเอียงเข้าข้างลูกชายคนโตอย่างเจิ้งเทียนหมิงที่สุดส่วนเฉินชุ่ยอวิ๋นก็รักลูกชายคนเล็กที่สุดและเพราะเจิ้งเจวียนเกิดมาร่างกายไม่แข็งแรง ทำให้เฉินชุ่ยอวิ๋นเป็นห่วงไม่น้อยจึงโดนโอ๋พะเน้าพะนอไปด้วย หากที่บ้านลูกสาวไม่ได้รับความโปรดปรานทั้งหมด คงไม่เป็นไรบ้านไหนๆ ก็ให้ความสำคัญแค่ลูกชายแบบนี้กันทั้งนั้น แต่เจิ้งเจวียนดันเป็นลูกสาวครั้นเห็นเฉินชุ่ยอวิ๋นลำเอียงรักเธอ เจิ้งหยวนจึงพานไม่พอใจขึ้นมา กระนั้นคนในครอบครัวที่ไม่ได้รับใส่ใจที่สุดก็คือเจิ้งเอ๋อ ลูกคนที่สอง กับเจิ้งหยวนลูกคนที่สาม เจิ้งเอ๋อกลายเป็นคนนิสัยนุ่มนิ่มไม่หือไม่อือตรงกันข้ามกับเจิ้งหยวนที่ฉลาดหลักแหลมเรียนรู้ว่าหากไม่ต่อสู้แย่งชิงก็จะไม่ได้อะไรมาตั้งแต่เล็กจึงเกิดความคิดแง่ลบมากมายและติดนิสัยดื้อรั้นหัวแข็ง ตราบใดที่เจิ้งเจวียนได้อะไรเธอต้องได้ด้วย เธอมักพูดลับหลังกับเจิ้งเอ๋อว่าคุณพ่อคุณแม่ลำเอียงหลายครั้งจนมีครั้งหนึ่งที่เฉินชุ่ยอวิ๋นได้ยินเข้าพอดิบพอดีคาดไม่ถึงว่าครั้งนั้นจะทำให้เฉินชุ่ยอวิ๋นจำฝังใจ
ความขุ่นเคืองที่มีต่อครอบครัวตั้งแต่เล็กเลือนหายไปตามกาลเวลานานแล้วสิ่งที่เหลืออยู่คือความละอายใจและโหยหาครอบครัวเท่านั้นพอเฉินชุ่ยอวิ๋นพูดขึ้นมากะทันหัน ใบหน้าเจิ้งหยวนเลยร้อนผ่าวอับอายกับความไร้เดียงสาของตนเอง เธอเอ่ยว่า “ไม่ต้องหรอกค่ะ ให้เสี่ยวเจวียนเถอะฉันใช้อันไหนก็ได้…”
“พูดอะไรอย่างนั้น?” เฉินชุ่ยอวิ๋นถอนหายใจแล้วว่าต่อ “ตอนฉันตั้งท้องเสี่ยวเจวียน เป็นช่วงที่ข้าวยากกำลังหมากแพง เสี่ยวเจวียนอยู่ในท้องแม่อย่างฉันทนทุกข์มาไม่น้อย หลังคลอดออกมาก็เหมือนลูกแมวป่วยตัวหนึ่ง แถมยังเป็นลูกสาว คุณย่าแกแนะนำให้ฉันทิ้งเธอเสีย ฉัน…” เธอเงียบไปอึดใจหนึ่ง น้ำเสียงพลันสั่นเทาอย่างห้ามไม่ได้ มันไม่ใช่ความทรงจำที่ดีเลย “ฉันทำลงไปจริงๆ ฉันเอาเธอไปทิ้งไว้บนภูเขา แต่ระหว่างทางกลับบ้านฉันคิดแล้วคิดอีกจนปลงตก เลยไปรับเธอกลับมา เพราะแบบนี้นี่แหละ ฉันก็เลยคิดว่าตัวเองติดค้างเสี่ยวเจวียนมาตลอด…”
เรื่องนี้ติดอยู่ในใจเฉินชุ่ยอวิ๋นมาโดยตลอด เธอไม่เคยบอกใครและเจิ้งหยวนก็เพิ่งเคยได้ยินเรื่องราวอันน่าสะเทือนใจนี้เป็นครั้งแรกหัวใจเกิดระลอกคลื่นโหมกระหน่ำอยู่พักหนึ่ง คุณแม่เธอเกือบทิ้งเจิ้งเจวียนไปแล้ว! มิน่าเธอถึงเข้าข้างเจิ้งเจวียนเสมอ ที่แท้เพราะเก็บความรู้สึกติดค้างไว้ในใจนี่เอง
เธอไม่โกรธความลำเอียงของคุณพ่อคุณแม่นานแล้วแต่เมื่อได้ยินคำอธิบายชัดๆ กับหู ใจจึงพลันทุกข์ระทมพร้อมกับขอบตาที่ร้อนผะผ่าวขึ้นมา สำหรับเธอมันไม่ใช่การอธิบายแต่เป็นความบริสุทธิ์ใจที่แม่มีต่อเธอเธอรีบก้มหน้าลงไม่ให้เฉินชุ่ยอวิ๋นเห็นความหวั่นไหวของตัวเอง
เฉินชุ่ยอวิ๋นจับมือของเจิ้งหยวน ฝ่ามือของเธอหยาบเพราะทำงานหนักแต่กลับอบอุ่นเหลือเกิน น้ำเสียงเจือไปด้วยความอาลัยอาวรณ์ “เฮ้อคาดไม่ถึงเลยว่าแค่พริบตาเดียว ลูกสาวคนรองของฉันก็จะแต่งงานเสียแล้ว”
วินาทีนั้นเอง เจิ้งหยวนไม่อาจทนได้อีกต่อไป หยาดน้ำตาใสๆพลันหยดเผาะลงบนหลังมือ
ไม่รู้ว่าเฉินชุ่ยอวิ๋นเห็นหรือเปล่าเธอชะงักอยู่ครู่หนึ่งแล้วเปลี่ยนเรื่องกะทันหัน “มาๆ รีบเลือกกันเถอะชอบลายแบบไหนล่ะ?”
ของทั้งหมดเตรียมครบหมดแล้วเฉินชุ่ยอวิ๋นจึงเลือกฤกษ์ดีเริ่มห่อผ้าห่มให้เจิ้งหยวน
เคยมีคำกล่าวเกี่ยวกับการทำผ้าห่มไว้ว่าทำผ้าห่มเดือนคู่ดีต่อคู่รักที่แต่งงานกัน ผ้าห่มที่ทำออกมาในเดือนคี่ไม่เป็นมงคลทั้งยังให้แม่หม้ายทำผ้าห่มไม่ได้ ต้องเป็นคนที่พ่อแม่ยังสุขภาพแข็งแรงมีพร้อมทั้งลูกชายลูกสาวมาทำ ยิ่งอายุมากและมีหลานสาวหลานชายด้วยจะดีที่สุดเฉินชุ่ยอวิ๋นตรงตามเงื่อนไขทุกประการ เรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบเลยทีเดียวเมื่อก่อนหากครอบครัวละแวกนี้จะทำผ้าห่มสินเดิม จึงชอบมาหาเธอกัน
เพราะเวลาทำผ้าห่มต้องกางผ้าห่อออกทั้งผืนเตียงที่บ้านไม่ได้ใหญ่ขนาดนั้น เลยปูบนถุงผ้าป่านแล้วนั่งเย็บกับพื้นเอา
ขั้นแรกปูผ้าห่มชั้นในลงบนถุงผ้าป่านก่อนแล้วค่อยเกลี่ยฝ้ายที่ตีเรียบร้อยแล้วหลายๆ ชั้นบนผ้าถ้าจะทำผ้าห่มหนาก็เกลี่ยให้หนาหน่อย ทำบางก็เกลี่ยบางๆจากนั้นค่อยปูผ้าชั้นนอกลงไปแล้วจัดให้เรียบร้อยผืนผ้าห่มชั้นในต้องใหญ่กว่าผืนผ้าชั้นนอกเสมอ เพื่อพับผืนผ้าห่มชั้นในที่โผล่ออกมาจากด้านใต้เก็บขอบแล้วเย็บตามรอยพับ แต่เนื่องจากปุยฝ้ายเบาหวิวกลัวพวกมันจะเคลื่อนที่ไปมาใต้ผ้าห่ม เลยต้องเย็บตามแนวยาวบนผ้าเพื่อยึดปุยฝ้ายไว้
เพราะต้องห่อผ้าห่มหลายผืน เฉินชุ่ยอวิ๋นทำคนเดียวไม่ไหวและทำเองคนเดียวซ้ำๆ ก็น่าเบื่ออีกต่างหาก จึงชวนอู๋อวี้หลันมาทำด้วยเพื่อนบ้านของเธอคนนี้อายุสามสิบกว่าแล้ว มีทั้งลูกชายลูกสาว และพ่อแม่ยังอยู่ครบตรงคุณสมบัติเหมือนกัน
ยามทำผ้าห่ม ทั้งสองคนจะทำไปพลางคุยเล่นไปพลางด้วยส่วนเจิ้งหยวนมักจะคอยช่วยอยู่ข้างๆ ซิงซิงกับหนิวหนิวก็ไม่ออกไปเล่นที่อื่นแล้วพวกเขาจะซุกซนพากันหมกตัวอยู่บนผ้าห่ม เรียกได้ว่าป่วนอย่างยิ่งทว่าพอเฉินชุ่ยอวิ๋นจะไล่เด็กๆ ให้ออกไปไกลๆ เจิ้งหยวนกลับบอกเสียก่อนว่า“ปล่อยพวกเขาเล่นเถอะค่ะ ไม่เป็นไรหรอก”
เฉินชุ่ยอวิ๋นกล่าว “นี่ผ้าห่มใหม่ของแกนะ แกไม่กลัวหนิวหนิวฉี่รดเหรอ?”
นั่นสิ หนิวหนิวเพิ่งขวบเดียว ยังขับถ่ายเองไม่ได้นี่นา! ครั้นตระหนักได้เจิ้งหยวนจึงรีบอุ้มหนิวหนิวขึ้นมา แน่นอนว่าเด็กน้อยร้องโวยวาย พยายามทั้งดิ้น ทั้งยื่นมือจะลงไปข้างล่างให้ได้ เจิ้งหยวนจึงต้องโอ๋หลานในอ้อมแขนอย่างจำยอม “หนิวหนิวเด็กดี อารองร้องเพลงให้เธอฟังดีไหม?” สิ้นคำก็กระแอมในลำคอ ก่อนที่เสียงหวานจะเอื้อนเอ่ยอย่างน่าฟัง “มาขยับฝีพายกันเถิดผองเรา เรือลำน้อยแหวกคลื่น…”