บทที่ 3
เสียงเพลงไวพจน์ เพชรสุพรรณ ดังแว่วเข้ามาเรื่อย ๆทุกทีที่รถดรีมกอบสุขของไอ้ครแล่นไกล้ถึงบ้านเ้าสาว
แม้ว่าที่นี่จะเป็อำเภอเมือง แต่วิธีชีวิตของคนที่นี่ไม่ได้เปลี่ยนไปจากที่ผมจากไปเท่าใดนัก งานบุญ งานบวช งานแต่ง ล้วนมีการเปิดเพลงลูกทุ่งยุค 70's
โดยเฉพาะเพลงที่เข้ากับบรรยากาศม่วนชื่นอย่างเพลงขันหมากมาแล้ว ที่เปิดดังไปทั่วสามบ้านเจ็ดบ้าน ที่นี่ไม่มีใครว่าใคร นี่อาจจะเป็เป็ข้อดีที่คนที่นี่รู้จักกันราวกับญาติ งานมงคลอย่างนี้ แม้จะเปิดเพลงเสียงดังเพียงใด ก็ไม่ถือสาหาความให้ต้องร้องเรียน
ยิ่งเสียงเพลงดังขึ้นเรื่อย ๆหัวใจผมยิ่งเต้นระรัวถี่ยิบไปด้วย ไม่รู้ว่าเกิดจากความตื่นเต้นที่จะได้เจอกับ ปริม หรือตื่นกลัวเพราะไม่รู้ว่าจะเอ่ยคำทักทายใดกับเธอกันแน่
"นั่นวุธหรือเปล่าลูก ..."
หญิงคราวแม่ร้องทัก ผมจำได้ดี เธอคือป้าจำปา เป็แม่ของปริม ผมยกมือไหว้ยิ้มทักทายจนแก้มแทบปริ ป้าจำปาเป็หม้าย สามีเสียั้แ่ปริมยังเล็ก เธอเลี้ยงปริมมาเพียงลำพัง โดยการยึดอาชีพแม่ค้าขายผักอยู่ที่ตลาดอัศวิน ผมอาสาช่วยหอบสัมภาระของขาย ไปกับแกเสมอโดยเฉพาะวันหยุด บ้างก็หลังเลิกเรียน
ถ้าไม่มีอะไรทำก็จะไปขลุกอยู่ที่สวนหลังบ้านป้าจำปา เราจึงค่อนข้างที่จะสนิทกันมาก ป้าจำปาเคยเอ่ยเล่น ๆว่าถ้าได้ผมเป็ลูกเขยก็คงดีด้วยซ้ำ ...
"เป็ยังไงบ้างลูก ไปอยู่กรุงเทพเสียนาน ไม่มาเยี่ยมเยียนกันบ้างเลย ไอ้ปริมก็บ่นหาอยู่บ่อย ๆ ดูซิ โตเป็หนุ่มใหญ่แล้ว หล่อเหลาไม่เบา เป็อย่างไรบ้างสบายดีไหมลูก"
เธอกล่าวทักทายผมเป็ชุด จนผมไม่รู้จะตอบอันไหนก่อน ไอ้แต่อมยิ้มกล่าวสั้น ๆ
"สบายดีครับแม่ คิดถึงแม่จังเลย"
"หูยย ... ไม่ต้องปากหวานเลย คิดถึงไม่มาเที่ยวกันหาบ้างละ โทรมาก็ยังดี"
"ผมงานยุ่งน่ะแม่ ไม่ค่อยมีเวลา" เป็คำตอบที่สิ้นคิดมาก
"คงทำงานดีละสิ ยุ่งขนาดนั้น" จะให้ผมตอบยังไงดี งานผมไม่ได้รุ่งสักนิด ทั้งเื่งาน เื่ความรัก ดูเหมือนจะไม่ได้เื่สักอย่าง
"ก็เรื่อย ๆน่ะแม่ ..." คำตอบสิ้นคิดอันที่สองก็มา
“มานี่มะ ขอแม่กอดลูกชายให้หายคิดถึงหน่อย” ป้าจำปายังคงรักเอ็นดูผมเหมือนเดิม ผมจำไม่ได้ว่าลืมความรักแบบนี้จากเธอไปได้อย่างไร ผมโผเข้ากอดเธออย่างเต็มใจ อุ่นใจยิ่งนัก นี่อาจเป็อ้อมกอดแรกของเมืองรถม้า ที่ผมมาถึง
"ไอ้ปริมไปไหนอ่ะแม่ ..." ไอ้ครเอ่ยขึ้น ผมหันรีหันขวาง กวาดสายตาตามมัน
"ไอ้ปริมไม่อยู่หรอก มันไปเข้าคอร์ดเสริมสวยตั้งกะเช้าแล้ว ทำทั้งตัวนั่นแหละ"
ผมรู้สึกคอแห้งยิ่งนัก ต้องกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ปริมกำลังเตรียมตัวเองเพื่อชายอีกคนหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่ผม ...
ผมรู้ดีว่าจะมัวคิดให้ได้พระแสงคอง้างอะไร แต่มันอดคิดให้เจ็บใจเล่น ๆไม่ได้นี่สิ ปล่อยผมทำร้ายตัวเองสักพักเถอะ มันคงดีกว่าไม่รู้สึกอะไร ... อย่างน้อยก็ทำให้รู้ว่าผมยังมีหัวใจ ยิ่งคิดยิ่งสาแก่ใจยิ่งนัก
"แม่มีอะไรให้พวกผมช่วยหรือเปล่า พวกผมมาเพื่อสิ่งนี้เลยนะเนี่ย" ผมกลบเกลื่อนรอยแผลที่เริ่มปริ อันมีเืไหลซึมนิด ๆ
"ไม่มีหรอกลูก มีแต่พวกเครื่องขันหมาก ผู้ใหญ่เค้าจัดเตรียมกัน พวกเต้นท์ก็กางหมดแล้ว โต๊ะต่างก็จ้างโต๊ะจีน หิวกันไหมละ มีของกินเพียบเลยเดี๋ยวแม่ตักให้”
"โอยไม่ต้องหรอกครับแม่ พวกผมหากินกันได้ แม่คงยุ่ง ขาดเหลือจะใช้สอยอะไรก็เรียกพวกผมได้เลยนะครับ"
"เออนี่วุธ อันที่จริงก็มีให้ช่วยอยู่นะลูก"
"บอกมาเลยครับแม่"
"ไอ้ปริมมันโทรมาบอกแม่ว่าให้เ้านิไปหาที่สตู แม่หามันไม่เจอ โทรศัพท์ก็โทรไม่ติด วุธกับครไปตามให้แม่ที แล้วพาไปส่งที่สตูด้วยก็ดี”
"อ้าว !!! โทรไม่ติดแล้วจะหาน้องนิเจอได้ยังไงละแม่"ไอ้ครเกาหัวแกรก ๆ
"เห็นบอกว่าไม่เก็บดอกไม้ทำซุ้ม ที่สวนหลังบ้านนี่เอง"
"อ๋อ ... นึกว่าให้หารอบโลกเสียอีก" ไอ้ครมันเริ่มยียวนแล้ว
"บ้านแม่ปลูกดอกไม้ด้วยเหรอ แต่ก่อนเห็นมีแต่แปลงผัก" ผมจำได้ดีผมเคยช่วยขุดพรวนพลิกตากหน้าดินให้อยู่บ่อย ๆ
"ไม่ใช่บ้านแม่ บ้านเ้านิสิ วุธลืมหรือยังไง บ้านเ้านิมีสวนดอกไม้เป็ไร่ ๆ"
ผมลืมเสียสนิทจริง ๆด้วย พ่อกับแม่น้องนิมีอาชีพปลูกดอกไม้ขาย
"นั่นแม่จะทำอะไรอ่ะ" ไอ้ครทัก เมื่อเห็นแม่ถือกรวยใบตองด้านในบรรจุดอกไม้ธูปเทียน
"แม่จะไปนิมนต์หลวงพ่อ มาทำบุญ่เช้าน่ะ"
"แล้วแม่ไปกับใคร"
"เนี่ยว่าจะหาไอ้มอส ให้มันพาไปส่ง ไม่รู้มันอยู่ไหน" ไอ้มอสคงเป็เด็ก ๆลูกหลานแถวนี้
"ไม่ต้องหาแล้วแม่ ยังไงพวกผมก็ว่างเดี๋ยวผมไปส่ง" ไอ้ครอาสา
"แน๊ะ !!! พากันไปกับแม่ แล้วใครจะพาเพื่อนเ้าสาวไปสตูล่ะลูก"
"ก็ให้ไอ้วุธพาไปสิแม่ ผมไปกับแม่" ว่าแล้วไอ้ครก็ยื่นกุญแจกอบสุขให้กับผม
"มึงเอารถกูไป ... ส่วนกูใช้รถเวฟของแม่"
"เออนี่วุธ ฝากบอกเ้านิมันด้วย ว่าพี่ชาติเขาถามเื่เพื่อนเ้าบ่าว ไปถึงไหนแล้ว"
"อะไรนะแม่" ผมถึงกับต้องทวนคำถาม
"เพื่อนเ้าบ่าว ...?"
"อืมมม ... ตอนแรกเพื่อนเ้าบ่าวก็มีอยู่หรอก เห็นชาติบอกแม่ว่ามันเกิดอุบัติเหตุกระทันหัน เลยมาไม่ได้" คนชื่อชาติ คงเป็เ้าบ่าว คนที่ได้เป็เ้าของตัวและหัวใจของปริม
"จะแต่งอยู่แล้ว หาเพื่อนเ้าบ่าวไม่ทัน เ้านิก็เลยอาสาว่าจะหาให้ไม่รู้ได้หรือยัง"
"แม่ ... เ้าบ่าวไม่มีใครคบเลยหรือไง ถึงได้ไม่มีเพื่อนเลย" ไอ้ครเริ่มวลีก่อกวนอีกครั้ง
"แม่ก็ไม่รู้น่ะ เป็คนต่างบ้านก็คงฉุกละหุกน่ะลูก"
จริงด้วยสิ ผมไม่เคยรับรู้เลยว่าเ้าบ่าวคนนี้เป็ใคร เจอปริมได้อย่างไร หรือถ้าจะมองในมุมผมก็คือ ผมพยายามจะไม่รับรู้มากกว่า ครั้งสุดท้ายที่ได้ยินจากปากไอ้ครว่ามีผู้ชายจากเชียงใหม่ มาวนเวียนคบหากับปริม ผมก็ปิดตัวเองที่จะพูดคุยกับปริมไม่พูดหรือกล่าวถึงเื่ส่วนตัวของเธอ แบบถาวรณ์นับแต่นั้น ไม่คิดว่าจะพัฒนาจนถึงขั้นแต่งงานกันได้ ...
"แล้วญาติเ้าบ่าวมากันหรือยังละแม่"
"ยังจ๊ะ เห็นเ้าปริมบอกว่ามาพรุ่งนี้่เช้ามืด"
"หืมม คงฉุกละหุกจริง ๆนะแม่" ผมไม่ค่อยสบอารมณ์นัก มาสู่ขอลูกสาวเขาทั้งที ทำไมถึงปฏิบัติแบบจวนเจียนอย่างนี้ เชียงใหม่กับลำปาง ไม่ได้ไกลขนาดนั้น
"แม่ไปก่อนนะลูก เดี๋ยวเผื่อหลวงพ่อไม่อยู่ ป่ะครไปกับแม่ก็ไป" แม่ตัดบท ดูเหมือนแม่จำปาจะรับรู้ได้ถึงความไม่พอใจของผม นี่อาจเป็ครั้งแรก ที่ผมเริ่มมีอารมณ์แสดงออกมา
"มึงจำทางไปบ้านน้องนิได้ป่าววะ ไอ้วุธ" ไอ้ครถาม
"จำได้" ทำไมจะจำไม่ได้ บ้านหลังนั้นผมเคยสร้างวีรกรรมไว้ไม่บอกใครมาก่อน
"พาไปส่งให้ถึงนะมึง อย่าเถลไถล" มันชี้หน้าผม ทำหน้ายียวนอีกครั้ง
"มีอะไรหรือเปล่าลูก"
"ไม่มีอะไรหรอกแม่ ไอ้วุธมันกำลัง Back to School"
"อะไรลูก แบกสกรู" ผมแทบกลั้นหัวเราะไม่ไหว รุ่นแม่มันก็ไม่เว้นอำ
"ย้อนวัยน่ะแม่ มันกำลังนั่งไทม์แมชชีน มาหาพวกเรา กลัวมันจะดื่มด่ำกับที่นี่จนลืมทาง”
"เ้าครพูดอะไร แม่ไม่เห็นรู้เื่เลย ไป๊ ๆ รีบไปรีบกลับ" แม่จำปาโบกไม้โบกมือ
"นี่ไอ้วุธ ..." ไอ้ครเดินมากระแซะผมเบา ๆ
"ถ้ามึงยังไม่มีแฟน กูว่าน้องนิเป็ออฟชั่นที่น่าสนใจนะเว้ย"