"เป็ไปได้ไง!" ผมไม่รอให้พระพุทธไซย่า*พุ่งเข้าถึงตัวง่ายๆ ด้วยร่างกายอันสะบักสะบอมนั้น! ผมหนี!!!
(มนุษย์ชาวไซย่าใน Dragon Ball ปล่อยพลังออกจากมือได้)
ขวาหันวิ่งสุดฝีเท้า หอบกระเป๋าที่ยังสั่นไม่หยุดตรงเข้าไปในอาคารที่คล้ายห้องติดต่อธุระประจำวัด พอหันกลับไปดูก็เห็นพระนั่นกระแทกตัวลงตรงจุดยืนเก่าของผม มันลงตัวแรงขนาดอัดพื้นปูนจนแตก!? เฮ้ยยย! ตีนเปล่านะว้อยยย
ผมสะบัดปืนเปลี่ยนซองะุแล้วยิงเข้าใส่จนหมดแมกกาซีน
"เปล่าประโยชน์โว้ย!" ไอ้โล้นสารเลวกระทืบเท้าลงเกิดเป็คลื่นกระแทกอัดะุจนกระเด็นออก!!! ผมเห็นะุที่เสียความเร็วหลุดลอยออกมาอย่างชัดเจน
"อ๋อ เพราะงี้ถึงยิงไม่เข้าเนาะ..." ความตกตะลึงกดดันจนหัวโล่งโพลน ทำให้วิเคราะห์ได้อย่างใจเย็น แต่นี่ไม่ใช่แล้ว!
ไม่ใช่อะไรที่มนุษย์จะทำได้แล้วนะครับท่าน!
ไอ้พระเก๊ยิ้มจนปากฉีก ยืดแขนซ้ายแบมือแผ่สัญญาณอันตรายเข้าใส่ สายลมหมุนวนจนใบไม้ทั้งบริเวณปลิวว่อน อยากจะหลับตาหลบฝุ่น แต่สัญชาตญาณบังคับให้กัดฟันหันหน้าดันแรงต้านของลมกลับไป แต่กลายเป็ว่าทั้งร่างกายผมถูกลมอัดเข้าจากทุกทิศ!
มือที่ถือปืนถูกลมกรรโชกกดลงจนแทบต้านไม่ไหว! ไอ้โล้นตาแดงเืค่อยๆ เดินกดพื้นจนปูนยุบเข้าใกล้มาเรื่อยๆ "ไอ้เด็กส่งกระเป๋า!" มันตะคอกด้วยรอยยิ้มอันเต็มไปด้วยความอาฆาต "เจ๋งใช้ได้นี่หว่า แต่เอ็งหาเื่ผิดคนแล้ว! ข้าคือจอมเวทที่แกร่งที่สุดในประเทศโว้ย!!!"
โอ้วววว!!! ว้อท เดอะ ฟัก!!? จอมเวท!!!
ผมที่โดนลมมหาศาลอัดร่างจนจะยืนก็ไม่อยู่ จะล้มก็ไม่ได้นั้นได้แต่ยอมรับเื่เหลือเชื่อบัดซบนี้ แต่ใครมันจะไปยอมตายกัน!
มันเดินกระทืบเท้าช้าๆ กดดันเข้ามา "ข้าไม่สนแล้วว่าไอ้ ส.ส. ลูกเจี๊ยบมันจะยกพลมาล้อมรึเปล่า"
ลมที่ตีเข้าใส่ตัวผมมันมีจังหวะที่มั่นคงอยู่ คิดสิ คิด!
"ข้าจะฆ่าเอ็งซะที่นี่ แล้วค่อยแก้ไขเหตุการณ์นี้หลังปลดพลังนั่นแทนก็ได้" มันหยุดลงห่างจากผม 3 เมตร ย่อตัวต่ำง้างหมัดขวา
ได้การแล้ว! ทุก 2 วินาที ลมบริเวณ่ล่างจะเบาลง!
"ตาย!!!" หมัดที่ง้างอยู่พุ่งเข้ามาด้วยความเร็วมหาศาลพร้อมลมหมุนรอบรุนแรงจนเห็นชัด
แต่จังหวะก็ยังเข้าข้างผม! "2! 1!" ก่อนที่ตัวมันจะทะยานเข้ามา ผมทุ่มแรงย่อตัวแล้วถีบพื้นะโออกซ้าย!
ดีล่ะพ้นแน่! แต่ทว่าลมหมุนวนที่แผ่ออกมานั้น มัน!!!!!!
"อ้ากกกกกกกกกกกกกกกก" ตัดเอาแขนขวาของผมหลุดออกไปทั้งยวง! ชิบหายแล้ววววว
"ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า! แหม๊ เอ็งนี่มันเก่งจริง ยังอุตส่าห์หลบได้" มันหันมาแสยะยิ้มแล้วทำท่าพนมมือ
ไม่ไหว ไม่รอดแน่! อยากจะหลับตายอมรับความพ่ายแพ้ แต่กระเป๋าบ้าในมือซ้ายมันก็ยังสั่นะเืจนต้องทนตื่น
"ยังไงก็ช่วยตายทีเถอะนะโยม อาตมาไม่อยากจะทำบาปเล้ยยยยยย"
ใครจะไปยอมตายวะ! มันคงประมาทเพราะคิดว่าชนะแล้ว ผมจึงคว้ามีดอรัญญิกที่เหน็บไว้เขวี้ยงใส่หน้ามัน!
"โอ๊ะหลบได้..." ก่อนที่ความยียวนของมันจะจบไปพร้อมกับการหลบมีด ผมดีดตัวเหวี่ยงกระเป๋าไวเบรเตอร์อัดเข้าไปที่หน้ามัน!
ปึง! เสียงที่ราวกับหน้ากระแทกเข้ากับแผ่นเหล็กผิดวิสัยจากการโดนกระเป๋าหนังกระแทกหน้าดังลั่น ไอ้หัวโล้นกระเด็นหมุนฝุ่นตลบไปตามพื้น! นี่เราแรงเยอะขนาดนี้เลยเรอะ! ได้ไง!
ไม่มีเวลาจะมาสงสัยสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นกับชีวิตแล้ว ผมตั้งหลักวิ่งเข้าหามุมมืดของเหล่าอาคารกุฏิพระ ขอหามุมหลบเลียแผลก่อนล่ะ
"โดนอัดแค่นั้นมันไม่มีทางตายแน่" ในกุฏิหลังหนึ่ง ห่างจากจุดเดิมพอสมควร ผมหลบอยู่ในนั้นนั่งกดปากแผล ตาเริ่มพร่าแล้ว มันคงเสียเวลาอีกนานกว่าจะหาผมเจอ ผมใช้วิธี*แบ็คแทร็คย้อนรอยเืหลบออกมา *(backtracking เดินย้อนทางเก่าด้วยการย่ำรอยเท้าเดิมแล้วจึงหาจุดที่เหมาะสมเปลี่ยนเส้นทาง พวกสัตว์ขนาดเล็กมักใช้หลบหลีกสัตว์นักล่า)
พยายามกดปากแผลสุดกำลัง แต่ว่า "แผลเหวอะเกินไป" บ้าเอ๊ย จะหนียังไงวะเนี่ย ไม่มีแผนสำรองแล้ว ไหนจะเวทมนต์อีก วันมหาวิปโยคโดยแท้
เืไหลไม่หยุดเลย ทำได้แค่ประวิงเวลาตายงั้นรึ?
'พิชิต... วินาทีที่คิดว่าชีวิตตัวเองมีคุณค่าหรือไม่ ก็ตอนที่ลงไปนอนแอ้งแม้งใกล้ตายนั่นแหละ'
หัวหน้า... เป็คำพูดก่อนตายที่ไม่อยากคิดถึงเลย โทษทีนะ ผมคงทำตามสัญญาไม่ได้แล้ว ผู้ร่วมอุดมการณ์ก็หาไม่เจอ
ในขณะที่ความตายมาเยือน ภาพความทรงจำในอดีตก็ค่อยๆ หวนกลับมาให้ช้ำใจเล่น ทั้งตอนเป็ทหารเด็กไปวิ่งเล่นในสนามรบ พ่อแม่ที่หน้าตามืดดำไปจากความทรงจำ ไอ้สันชัยหน้าหม้อ ตาลุงผู้พันตาสีฟ้าหนวดแข็ง "หัวหน้า" และหวานใจหัวทองตาหยก "เอเลนัวร์" รู้งี้หนีกลับบ้านดีกว่า พอนึกถึงหน้าเธอแล้วก็อดยิ้มขึ้นมาไม่ได้ หึหึหึ
"มึงไปมุดหัวอยู่ไหนวะ! ออกม๊าา!!" โอย ไอ้ท่านเ้าอาวาส ยังจะมาขัดคอคนกำลังซึ้งอีก
"ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ขอเปิดดูของในกระเป๋าหน่อยสิ" ผมหยิบกระเป๋าขึ้นมาด้วยเรี่ยวแรงที่เลื่อนลอย
สลักล็อคหลุดออกไปแล้ว? ก็ซัดกันนัวเนียขนาดนั้นนี่นะ
ข้างนอกนั่น ไอ้พระเก๊ก็ยังโวยวายไม่หยุด แขนกูหลุดไปแล้ว ไม่ต้องรีบนักก็ได้
ส่วนกระเป๋านี่ก็เปิดไม่ออกซะที ก็ล็อคมันหลุดไปแล้วนี่ ขอร้องก็ได้ ช่วยเปิดให้ดูทีเถอะนะจ๊ะ
ปึง! ประตูกุฏิถูกอัดปลิวเข้ามา จะเป็ใครไปไม่ได้ นอกจากมัน
แสงจันทร์ลอดหน้าต่างฉายให้เห็นภายในห้องให้แสงพอที่ตาจะประสานตา ผมที่สุดท้ายก็หมดสิทธิในทุกสิ่ง ก็ได้แค่ยิ้มให้ "จะรีบไปไหน"
มันยิ้มตอบ "อาตมาถูกใจโยมจริงๆ" ผมจึงให้นิ้วกลางไปอย่างอ่อนช้อย "ช่างน่าเสียดาย แต่ก็ตายซะ"
มันเงื้อมือขึ้น มีดอรัญญิกแท้กระทบแสงจันทร์สวยงาม... แล้วฟาดลงมาเกิดสายลมพัดผ่าน มุมมองสายตาของผมเอียงลงจนพลิกด้าน ตุบ ครึ่งตัวบนผมตกลงบนพื้น พอหันไปนิดหน่อยก็เห็นร่างกายซีกล่างยังนั่งอยู่ที่เดิมเืไหลเยิ้มออกมาจากรอยตัด ลำไส้ค่อยๆ ทยอยกันออกมาชมโลก เป็อิสระซะทีนะ
มืดลงเรื่อยๆ
'อิสระ...' มีเสียงอันคุ้นหูคนเดิมดังเข้ามาในหัว 'เป็เพียงความเชื่อ'
ถ้าใช้หลักการนี้ทุกสิ่งทุกอย่างมันก็เป็แค่ ความเชื่อ นั่นแหละครับ
'ถูกต้อง' โอ้ ความเห็นตรงกัน 'เพราะฉะนั้นจึงต้องมีพลัง'
'พลัง จะเปลี่ยนทุกความเชื่อให้กลายเป็ ความจริง' เสียงค่อยๆ หนักแน่นขึ้น
'ทุกสิ่งทุกอย่างสามารถเป็พลังได้ทั้งนั้น แม้แต่คำโกหก' นั่นสินะ เพราะถ้าโกหกแล้วมีคนเชื่อ มันก็เป็เื่จริง
'แล้วที่ว่าเ้ากำลังจะตายเป็ความจริงงั้นรึ?' ก็เห็นๆ กันอยู่อ่ะครับเพ่!
โดยที่ไม่รู้ตัว ปากผมขยับ "'แต่ข้าเชื่อว่า เ้า/ข้า จะไม่ตาย'" ผมพูดออกไปพร้อมกับเสียงในหัว!
ทันใดนั้น แสงสว่างจ้าล้อมรอบตัวผม ไม่สิเหมือนกับว่าอยู่ในห้องปิดที่มีผนังสีขาว! และตอนนั้นเองที่ผมรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างถาโถมเข้ามา มันโหมกระหน่ำอย่างรุนแรง โถมเข้าใส่พาดผ่านร่างของผม มันทำให้รู้สึกดีซาบซ่านอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน ยิ่งกว่าเซ็กส์ ยิ่งกว่าความรู้สึกดีใดๆ ที่เคยพบมา มันช่างสดชื่น ชุ่มฉ่ำ จนยากจะอธิบายออกมาเป็คำพูด ราวกับว่าล่องลอยออกไปท่ามกลางท้องฟ้า แต่ว่ามันยังไม่จบแค่นั้น! กลับกันมันยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น! จนกลายเป็รู้สึกกระอักกระอ่วน รุนแรงมากเข้าจนกลายเป็ความเ็ป แสบร้อนหลั่งไหลอัดกระแทก ราวกับร่างกายกำลังถูกฉีกเป็ชิ้นๆ ทรมานเหลือที่จะทน!!!
"พอได้แล้ว! หยุด!" แล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็หยุดลง
ผมชันตัวลุกขึ้นด้วยมือทั้งสองข้า-
"มือขวา! แขนเรา!?" ทำไมมันดำปึ๊ดงี้อ่ะ!
แขนขวาที่น่าจะขาดไปแล้วกลับคืนมา แต่ที่ต่างไปคือมัน ดำ? แบบไม่มีมิติด้วย ไม่ว่าจะพลิกขยับสลับด้านก็ราวกับมองภาพมิติเดียวที่มีรูปทรงเป็แขนของเรา ไม่มีแสงเงาให้รู้ว่าอยู่สภาพไหน
"มึงไปมุดหัวอยู่ไหนวะ! ออกม๊าา!!" ไอ้ท่านเ้าอาวาสยังโวยวายอยู่ข้างนอก... เดี๋ยวนะ? นี่มันประโยคเดิมนี่หว่า!
ผมลูบลำตัวที่น่าจะถูกตัด "ไม่มีอะไรในก่อไผ่" ไม่เป็อะไรเลย พอมองไปรอบห้องก็ไม่มีแม้แต่รอยเืและลำไส้
"จริงสิ กระเป๋า..." เปิดอยู่ เปิดอ้าโล่งโจ้งและว่างเปล่า เป็กระเป๋าหนังใส่เอกสารที่ไม่มีอะไรเป็พิเศษ... งั้นก็แสดงว่า ผมยกมือขวาขึ้นมาดูชม หึหึหึ หึ ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า หัวเราะแบบไม่มีเสียงมันช่างยากเหลือเกิน ฮ่าฮ่าฮ่า
ไอ้ที่ว่าค่อยแก้ไขเหตุการณ์นี้หลังปลดพลัง มันหมายความว่าอย่างนี้นี่เอง
"อีก 10 วินาที" มันจะพังประตูเข้ามา
ปึง! เสียงประตูโดนอัดกระเด็นก็ยังเหมือนกัน
ผมไม่รอให้ท่านเ้าอาวาสต้องเข้ามาโดยไม่ได้นิมนต์ ขอต้อนรับขับสู้กันด้วย!
"จ๊ะเอ๋" ไอ้โล้นใทำท่าจะยกมือขึ้นกัน แต่ผมก็อ้อมหลังเข้าสวมกอดไว้ ต่อด้วย
ทุ่มข้ามหัว! ลอยลำจากหน้ากุฏิส่งหัวมันตรงดิ่งสู่พื้นปูน ตึง!! แล้วรีบผละตัวออกจากมันทันทีที่สายลมเริ่มก่อตัวขึ้นรอบๆ ตายยากจริงๆ
มันลุกขึ้นด้วยสีหน้าที่ซีดจนเห็นชัด ปากสั่น ตากระตุก ได้แต่ชี้นิ้วเข้ามาพร้อมอากาศที่บิดม้วน แต่รอบนี้ผมไม่รู้สึกว่ามันน่ากลัวเลย
"มึง! อะ ไอ้แขนนั่นมัน!" รู้ตัวเร็วจริงๆ "พลังที่แผ่ออกมา นะ นั่น.. นั่น นั่น นั่น นั่น นั่นๆๆๆๆๆๆๆๆ"
"จะอะไรก็พูดซะทีเด้ ถ้ายังมีปืนอยู่นี่ยิงตายหลายรอบแล้วนะเว้ย"
"นี่มึงปลดผนึกเอ็กเซียออกมาได้งั้นเร้ออออออ"
อูว ในที่สุดก็ได้รู้จักกันซักที ผมยกแขนขวาขึ้นมาดู แล้วลูบคางเบาๆ ด้วยมือซ้าย เอ็กเซียเหรอ ชื่อโคตรเท่ แต่ลิเกเป็บ้า
ฉับพลันก็เกิดแรงอัดขึ้นรอบตัวท่านพระโค ฉุดความสนใจผมไปที่มันอีกครั้ง
เดี๋ยวก่อนนะ เหมือนจะขาดอะไรไป "เวลาแบบนี้มันต้องใช้คำนี้สินะ เอ่อ อะไรวะ?" คำว่าอะไรหว่า...
มีลมอัดเข้ามารอบตัวผมเหมือนเดิม แต่กลับไม่รู้สึกติดขัดอะไรเลย
"ไอ้เด็กนรกเอ๊ยยยยยย! บังอาจเกินไปแล้วโว้ย!"
เออ จริงด้วย! ผมตบมือดังปุบ "เป๊ง! ยกที่สอง!!!"