ภัทราค่อยๆ ลืมตาขึ้นในความมืดราวกับความเ็ปทุกอณูในร่างกายะโบอกเธอว่าการตกกระแทกพื้นนั้นหนักหนากว่าที่คิดแต่เหนือสิ่งอื่นใดคือความมึนงงที่กัดกินสมอง เธอพยายามหายใจเข้าลึกๆ และปล่อยลมหายใจออกช้าๆ เพื่อดึงสติกลับสู่ตัวเอง เธอขยับปลายนิ้วและรู้สึกได้ถึงพื้นที่เต็มไปด้วยทรายที่ร้อนระอุ แสงสลัวบางๆ ที่เล็ดลอดจากที่ไหนสักแห่งทำให้ดวงตาเริ่มปรับตัว เธอเพ่งมองไปรอบๆ และรู้ทันทีว่าสถานที่นี้ไม่ใช่ที่ที่เธอคุ้นเคยอีกต่อไป ทรายที่รองรับเธอเหมือนไม่ใช่ทรายธรรมดา มันส่องประกายระยิบระยับราวกับมีผงทองผสมอยู่ เธอขยับตัวอย่างยากลำบาก และนั่นเองที่เสียงแรกดังขึ้นในความเงียบ เสียงโลหะที่เสียดสีกันจนเธอแทบสะดุ้ง
“เสียงอะไรน่ะ…” เธอพึมพำ แต่เสียงกลับสะท้อนในอุโมงค์รอบตัว
อุโมงค์โบราณก่อนหน้านี้ที่เธอกำลังเดินสำรวจ บัดนี้กลายเป็อุโมงค์ที่งดงามและมีทางเดินขนาดใหญ่ที่ดูโอ่อ่าจนเกินจริง รูปปั้นหินสลักสูงใหญ่เรียงรายไปตามผนัง แต่ละตัวมีสีหน้าดุดันและถืออาวุธที่คมกริบในมือ เธอรู้สึกเหมือนพวกมันกำลังจ้องมองลงมาที่เธอ
เธอลุกขึ้นอย่างยากลำบากและถอยหลังไปสองสามก้าว ความรู้สึกบางอย่างแผ่ซ่านในอก ราวกับสิ่งรอบตัวนี้กำลังบอกเธอว่าเธอไม่ควรอยู่ที่นี่
~ เสียงโลหะกระทบกันดังใกล้เข้ามา
ภัทราหันขวับไปตามเสียง หัวใจของเธอเต้นรัวจนรู้สึกเหมือนมันจะหลุดออกมา เธอพบกับทหารในชุดเกราะทองคำที่ดูราวกับหลุดออกมาจากหน้าประวัติศาสตร์ แต่ละก้าวของพวกเขาหนักแน่นและดังก้อง เธอจ้องไปที่ใบหน้าที่ดูจริงจังของพวกเขา ซึ่งต่างจากภาพจำในหนังสือพวกเขาดูมีชีวิต ดูทรงพลัง และน่ากลัว พวกเขาไม่ได้หันมามองเธอเลย แต่ความสงบนั้นกลับทำให้เธอรู้สึกไม่ปลอดภัยยิ่งขึ้น เธอพยายามกลั้นลมหายใจ ไม่แม้แต่จะขยับตัว ร่างกายแข็งทื่อด้วยความกลัว นี่มันอะไรกันแน่?….สายตาของเธอเลื่อนไปที่ดาบในมือของทหาร มันสะท้อนแสงวิบวับเหมือนจะปลดปล่อยบางสิ่งออกมาได้ทุกเมื่อ ภัทรากลั้นหายใจ เธอไม่รู้ว่าเธอกำลังเผชิญอยู่กับอะไร ความตื่นตระหนกเริ่มครอบงำ ร่างกายของเธอสั่นเทาโดยไม่รู้ตัว
“ฉันต้องออกไปจากที่นี่…” เธอพึมพำกับตัวเอง
ก่อนตัดสินใจพุ่งตัวออกจากที่เดิม ทรายร้อนที่อยู่ใต้เท้าทำให้ทุกก้าวยากลำบาก แต่เธอก็ไม่สนใจ เธอวิ่งผ่านรูปปั้นและทางเดินยาวไป เสียงโลหะจากทหารชุดเกราะยังดังอยู่ด้านหลัง ราวกับพวกเขารับรู้การเคลื่อนไหวของเธอ ลมหายใจของเธอหอบแรงขึ้นทุกวินาที แต่ไม่มีกำแพงไหนหรืออะไรมาขวางทางเธอไว้ได้อีกแล้ว แสงสว่างจางๆ เริ่มปรากฏขึ้นเบื้องหน้า มันเหมือนเป็ความหวังเพียงหนึ่งเดียวที่เธอต้องไขว่คว้า
“อีกนิดเดียว…” เธอะโออกจากทางอุโมงค์ และในที่สุดก็พบกับโลกภายนอก แสงแดดจ้าแผดเผา ราวกับโลกทั้งใบกำลังลุกไหม้ พื้นทรายสีทองทอดยาวสุดลูกหูลูกตา และเบื้องหน้าของเธอ
พีระมิดขนาดมหึมา ตั้งตระหง่านเหนือผืนทราย ราวกับมันเป็สิ่งเดียวที่โลกนี้ได้ แต่สิ่งที่ทำให้เธอแทบลืมหายใจไม่ใช่พีระมิด หรือแม้แต่ไอร้อนที่แผ่ซ่านอยู่รอบตัวเธอ แต่คือชายคนหนึ่ง เขายืนอยู่กลางพื้นที่ว่างเบื้องหน้าพีระมิด ร่างสูงสง่าภายใต้ชุดคลุมสีทองปักลายงดงามที่ส่องประกายราวกับดวงอาทิตย์ ผิวของเขาสีน้ำผึ้งเนียนละเอียด ตัดกับดวงตาสีเข้มที่ลึกล้ำจนดูเหมือนสามารถมองทะลุทุกความลับในใจเธอได้
“ใครกัน…” ภัทราพึมพำ เสียงของเธอแ่เบา
ชายคนนั้นยกมือขึ้นช้าๆ และเพียงการเคลื่อนไหวนั้นก็ทำให้ทุกสิ่งรอบตัวเงียบสงัดลง เขามองมาที่เธอด้วยสายตาที่ทั้งเ็าและเต็มไปด้วยอำนาจ
“เ้าคือผู้ที่บุกรุกสุสานของเรา” เสียงของเขาทุ้มนุ่ม แต่แฝงความน่าเกรงขามจนเธอตัวชา
ภัทราถอยหลังไปหนึ่งก้าว แต่พบว่าขาของเธอสั่นจนแทบยืนไม่ไหว เธอรู้ว่าคนตรงหน้านี้ไม่ใช่คนธรรมดา เขาคือ ฟาโรห์และไม่ใช่ฟาโรห์ธรรมดา แต่เป็ผู้ที่ดูเหมือนถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่าเป็กษัตริย์ที่ทรงอำนาจและน่าเกรงขามที่สุด รัศมีของเขาทำให้เธอแทบลืมหายใจ
“ฉันไม่ได้ตั้งใจค่ะ… ฉันไม่ได้ตั้งใจบุกรุก” เธอพยายามพูดออกมา แต่เสียงสั่นจนแทบจับใจความไม่ได้
ดวงตาของเขาเปล่งประกายวาบก่อนยิ้มมุมปากบางๆ
“เ้ารู้หรือไม่ ว่าเ้ากำลังเผชิญหน้ากับผู้ใด?”
เธอกลืนน้ำลายฝืดๆ และส่ายหน้าเบาๆ ทั้งที่คำตอบนั้นเริ่มกระจ่างในหัว
“เ้ากำลังอยู่ในอาณาจักรของเรา และไม่มีใครออกไปจากที่นี่ได้…โดยไม่ชดใช้”
ในหัวของภัทรา ความคิดปั่นป่วนประดังประเดเข้ามา ราวกับพายุที่กวาดทุกสรรพสิ่งไปพร้อมกัน ชายตรงหน้าเต็มไปด้วยความน่าเกรงขามจนเธอไม่อาจละสายตาได้ สายตาของเขาคมกริบ ดุดันราวกับผู้ที่เคยยืนเหนือทุกชีวิตในแผ่นดิน ภัทรารู้สึกเหมือนทุกอณูของอากาศรอบตัวถูกบดบังด้วยรัศมีที่เปล่งออกมาจากเขาเพียงคนเดียว
“นี่คือฟาโรห์จริงๆ หรอ?” เธอถามตัวเองในใจ
รูปลักษณ์ของเขาเหมือนภาพที่วาดไว้ในตำราประวัติศาสตร์ แต่มีชีวิต มีเืเนื้อ และน่าหลงใหลเกินกว่าจะเป็เพียงกษัตริย์ในอดีต เขาดูสง่างามจนเกินจริง เส้นผมสีดำสนิทของเขารับกับผ้าคลุมสีทองลวดลายประณีต ดวงตาสีเข้มเหมือนมหาสมุทรยามรัตติกาลแฝงไปด้วยความลึกลับที่เธอไม่อาจคาดเดา
“ฉันควรรู้สึกกลัว… แต่ทำไมถึงรู้สึกอย่างอื่นมากกว่า?” เธอคิดในใจ
เธอพยายามย้ำกับตัวเองว่าความสง่างามนี้มีพิษ แต่ก็ไม่อาจห้ามหัวใจที่เต้นรัวเหมือนกลองศึก เธอรู้ดีว่าเขาไม่ใช่คนที่เธอควรไว้ใจ น้ำเสียงของเขาเ็า และแววตานั้นเต็มไปด้วยอำนาจที่พร้อมบดขยี้ทุกคนที่ขัดขืน แต่ในขณะเดียวกัน ริมฝีปากที่ยกยิ้มเพียงเล็กน้อยนั้นก็ดึงเธอให้จมลึกลงไปในเสน่ห์ที่อธิบายไม่ได้
“ทำไมถึงต้องรู้สึกแบบนี้?” ความระแวงและความเคลิบเคลิ้มปะทะกันในจิตใจของเธอ เธอรู้ว่าความรู้สึกนี้อันตรายเหมือนไฟที่กำลังลุกโชน แต่เธอก็ไม่อาจห้ามตัวเองให้หยุดมองเขา
ฟาโรห์หนุ่มก้าวเข้ามาใกล้อีกก้าว รอยเท้าของเขาทิ้งร่องรอยบนทรายที่สะท้อนแสงแดด เขาเงยหน้ามองพีระมิดที่ตระหง่านอยู่เื้ั ก่อนเอ่ยด้วยเสียงที่ทุ้มหนักและแฝงอำนาจ
“เราคือรามเสส”
เสียงนั้นก้องสะท้อนไปทั่วผืนทราย คล้ายสายลมที่หอบเอาชื่อของเขาไปยังขอบฟ้า ภัทรารู้สึกได้ถึงพลังของคำพูดนั้น ไม่ใช่แค่ชื่อ แต่คือประกาศิตที่สั่นะเืไปถึงจิติญญาของทุกผู้คน
“รามเสส…” เธอทวนคำอย่างแ่เบา ดวงตาเบิกกว้าง ขณะที่ชื่อของเขากลายเป็ดั่งคำสาปที่ฝังลึกในใจเธอในทันที
ฟาโรห์รามเสสจ้องมองภัทราด้วยสายตาเ็า ราวกับกำลังพิจารณาเธอจากหัวจรดเท้า เขาไม่ได้ขยับตัวไปไหน แต่ความกดดันจากการยืนจ้องกลับทำให้ภัทรารู้สึกเหมือนถูกตรึงไว้กับพื้นทราย
“เ้าเป็ใคร?” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถาม ราบเรียบ แต่แฝงไปด้วยอำนาจที่ไม่อาจปฏิเสธได้
ภัทรากลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก เธอพยายามรวบรวมสติ แต่ความหวาดกลัวปะปนกับแรงกดดันทำให้เสียงของเธอสั่นอย่างเห็นได้ชัด
“ฉัน… ฉันชื่อภัทรา…” เธอพูดออกไปเบาๆ แต่เพียงเท่านั้นก็เหมือนเสียงสะท้อนในความเงียบ
รามเสสเลิกคิ้วเล็กน้อย “ชื่อของเ้า… ไม่เหมือนชื่อของผู้ใดในแผ่นดินนี้”
ภัทรารีบพยักหน้า กลืนน้ำลายอีกครั้งก่อนตอบ “เพราะฉันไม่ได้มาจากที่นี่…” เธอหยุดลังเล แต่เมื่อเห็นสายตาคมกริบของเขาที่มองเธอราวกับจะเจาะทะลุจิตใจ เธอก็รีบพูดต่อ “ฉันมาจาก… กรุงเทพ…”
คำพูดนั้นทำให้ฟาโรห์ขมวดคิ้วทันที ใบหน้าที่นิ่งสงบแปรเปลี่ยนไปเป็ความสงสัยอย่างชัดเจน
“กรุงเทพ?” เขาทวนคำช้าๆ ราวกับลองลิ้มรสคำที่แปลกประหลาดนี้ “ที่ใดกัน? ในแผ่นดินของเราไม่เคยมีสถานที่ใดชื่อเช่นนี้”
ภัทราเบิกตากว้าง เธอรู้ดีว่าเขาจะไม่เข้าใจคำตอบนี้ แต่เธอก็ไม่มีทางเลือกอื่น
“มัน… เป็เมือง… ในประเทศของฉันค่ะ” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงกล้าๆ กลัวๆ “มันอยู่…ไกลมาก…”
รามเสสยังคงจ้องมองเธออย่างไม่วางตา ความเงียบระหว่างพวกเขาเหมือนกดดันให้เธอหายใจไม่ทั่วท้อง
“เ้ากำลังโกหกหรือไม่?” เขาก้าวเข้ามาใกล้อีกก้าว สายตาของเขาแหลมคมยิ่งขึ้น “ไม่มีผู้ใดในอาณาจักรของเรากล่าวถึงสถานที่เช่นนี้ เ้าเป็ใครกันแน่? และมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?”
ภัทราอ้าปากพะงาบเหมือนปลาที่ขาดน้ำ เธอไม่รู้จะอธิบายอย่างไรให้เขาเข้าใจ สิ่งเดียวที่เธอรู้ตอนนี้คือ เธอกำลังยืนอยู่หน้าชายที่ไม่เคยได้ยินชื่อกรุงเทพ และนั่นหมายความว่าเธออยู่ไกลจากบ้านเหลือเกิน…ไกลจนไม่รู้จะกลับไปอย่างไร
“ฉันไม่ได้โกหกนะคะ!” เธอหลุดเสียงออกไปโดยไม่รู้ตัว ความกล้าจากไหนไม่รู้พุ่งขึ้นมาในใจ “ฉันมาจากกรุงเทพจริงๆ! มันเป็เมืองที่อยู่…ในอนาคต…”
คำพูดสุดท้ายทำให้รามเสสดูสับสน แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้เขาจับจ้องเธอด้วยความสนใจที่เพิ่มขึ้น
“ในอนาคต?” เขาทวนคำช้าๆ สายตาเปลี่ยนจากความกดดันไปเป็ความใคร่รู้ “เ้ากำลังกล่าวถึงสิ่งใดกันแน่? เ้าอ้างว่ามาจากเวลาที่ต่างไปจากเรางั้นหรือ?”
ภัทราไม่รู้จะตอบเขาอย่างไร เธอแค่มองหน้าเขา รู้สึกได้ถึงแรงกดดันแต่ในขณะเดียวกัน เธอก็เห็นความสงสัยในแววตาของเขาที่ดูเหมือนกำลังรอคำอธิบายที่เธอยังหาไม่เจอ ภัทรายังคงยืนนิ่งเธอไม่อาจหาคำอธิบายที่สมเหตุสมผลให้กับเื่ราวที่เกิดขึ้นได้ ทุกอย่างในหัวของเธอตีกันวุ่นวาย ทั้งคำถามเกี่ยวกับสถานที่นี้ ตัวตนของชายตรงหน้า และเหตุผลที่เธอมาอยู่ที่นี่
รามเสสเฝ้าสังเกตท่าทางของเธอ ความสับสนของหญิงสาวแปลกหน้าทำให้เขาฉุกคิดถึงบางสิ่ง ดวงตาที่ลึกล้ำของเขาเริ่มฉายแววตรึกตรอง ราวกับกำลังปะติดปะต่อเื่ราวที่เขาเคยได้ยินมาก่อน
“หญิงแปลกหน้า…ผู้มาจากดินแดนที่ไม่มีใครรู้จัก” เขาพึมพำกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว ราวกับ้าเว้นระยะเพื่อไตร่ตรอง เขาเหลือบมองไปยังพีระมิดมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่เื้ั ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยเสียงที่หนักแน่นแต่แฝงความระแวดระวัง
“เมื่อเราถือกำเนิดขึ้นบนโลกใบนี้ มีคำทำนายหนึ่งถูกจารึกไว้บนแผ่นหินศักดิ์สิทธิ์ประจำตัวเรา มันเป็คำทำนายที่ไม่มีผู้ใดในแผ่นดินกล้าตั้งคำถาม เพราะมันกำหนดชะตาของฟาโรห์ผู้ครองบัลลังก์นี้ั้แ่เริ่มลืมตาดูโลก”
เขาเงยหน้าขึ้น สายตาคมกริบของเขากวาดไปยังท้องฟ้าที่ร้อนระอุเหนือพีระมิด ราวกับเขากำลังนึกถึงถ้อยคำที่ถูกจารึกไว้ในอดีต
“คำทำนายนั้นกล่าวไว้ว่า… ฟาโรห์ผู้ครองแผ่นดินทองคำจะต้องข้องเกี่ยวกับ พันธะแห่งโชคชะตา สิ่งนั้นจะมาปรากฏในรูปลักษณ์ของหญิงผู้หนึ่ง หญิงผู้ที่มาจากที่ไกลโพ้น… หากเธอคือผู้ที่นำมาซึ่งสิ่งดีงาม ราชวงศ์และแผ่นดินจะรุ่งเรืองชั่วกาล แต่หากเธอนำมาซึ่งสิ่งชั่วร้าย ทุกสิ่งทุกอย่างจะพังพินาศ ไม่เหลือแม้แต่ซาก”
คำพูดของเขาก้องกังวานในอากาศ ราวกับสายลมเองก็หยุดนิ่งเพื่อรับฟัง ภัทรามองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความใ คำทำนายนี้ทำให้เธอเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของตัวเองในสายตาของเขา
“เ้าบอกว่ามาจากกรุงเทพ ดินแดนที่เราไม่รู้จัก และกล่าวถึง…อนาคต” เขาหันกลับมามองเธอ ใบหน้าของเขาตรึงแน่นไปด้วยความสงสัย “เ้าอาจเป็หญิงในคำทำนายนั้นก็เป็ได้”
“ฉัน?” ภัทราอุทานออกมาโดยไม่รู้ตัว เสียงของเธอสั่นไหว “ไม่…ไม่ใช่หรอกค่ะ ฉันเป็แค่คนธรรมดา คนธรรมดาที่หลงมาที่นี่”
แต่รามเสสไม่ได้สนใจคำปฏิเสธของเธอ เขายังคงมองเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความคิดคำนึง ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักสิ่งที่เพิ่งพูดออกมา
“เ้าคือหญิงปริศนาที่คำทำนายกล่าวถึงหรือไม่ ข้าไม่อาจแน่ใจได้ แต่ถ้าหากเ้าเป็จริง…” เขาหยุดชั่วครู่ น้ำเสียงแฝงความจริงจังจนทำให้ภัทรากลืนน้ำลายแทบไม่ลง “เ้าคือผู้ที่อาจนำพาทั้งความรุ่งเรือง…หรือความหายนะมาสู่เรา”
คำพูดนั้นทำให้ภัทรารู้สึกราวกับถูกดึงเข้าสู่พายุของชะตากรรม เธอไม่รู้ว่าตัวเองควรจะเชื่อในสิ่งที่เขาพูดหรือไม่ แต่สายตาของรามเสสทำให้เธอรู้ว่าคำทำนายนั้นสำคัญกับเขามากเพียงใด… และตอนนี้ เธออาจกลายเป็ส่วนหนึ่งในมันโดยไม่ตั้งใจ
แม้เธอไม่อยากเชื่อว่าตัวเองจะเกี่ยวข้องกับคำทำนายอันยิ่งใหญ่ที่เขาเอ่ยถึง แต่สายตาแน่วแน่ของเขาทำให้เธอเริ่มรู้สึกว่าทุกคำพูดของเขามีความหมาย และเธออาจไม่มีทางหลีกเลี่ยงชะตากรรมนี้ได้
“ถ้าเขาคิดว่าฉันสำคัญจริงๆ ทำไมต้องทำท่าทางน่ากลัวขนาดนั้น?” เธอคิดในใจ แต่ก็ไม่กล้าพูดออกไป
รามเสสยืนมองเธอครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจในทันที เขาชี้ไปยังทางเดินที่ทอดยาวข้ามผืนทราย พร้อมเอ่ยเสียงหนักแน่น
“เ้าจะต้องกลับวังกับเรา” ฟาโรห์หนุ่มเอ่ย
“วัง?” ภัทราเบิกตากว้าง เธอถอยหลังไปหนึ่งก้าวอย่างระแวดระวัง “ทำไมต้องไปวัง? ฉันอยู่ที่นี่ไม่ได้เหรอคะ? หรือกลับ… เอ่อ กลับบ้านของฉันเลยได้ไหม?”
คำพูดของเธอทำให้รามเสสหรี่ตามอง เขาย่างเท้าเข้ามาใกล้เธอ น้ำเสียงเริ่มดุดันมากขึ้น
“เ้าคิดว่าข้าจะปล่อยเ้าไว้ที่นี่ ทั้งที่เ้าอาจเป็หญิงในคำทำนายได้หรือ?” เขากล่าวพลางยืนจ้องเธอด้วยสายตาที่ทำให้ภัทรารู้สึกเหมือนหัวใจหยุดเต้น
“ข้าไม่รู้ว่าเ้ามาที่นี่ได้อย่างไร และข้าก็ยังไม่อาจมั่นใจว่าเ้าคือใคร แต่สิ่งหนึ่งที่ข้ารู้คือ ข้าจะไม่ปล่อยให้เ้าหายไปไหนโดยไม่มีคำตอบ”
ภัทรากลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก ร่างกายของเธอแทบไม่ขยับ เธอไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี เธอหวาดกลัว แต่ก็ไม่กล้าปฏิเสธเขา
“แต่ฉัน…” เธอพยายามพูด แต่เสียงของเธอเบาจนแทบไม่ได้ยิน
รามเสสไม่รอให้เธอพูดจบ เขาก้าวเข้ามาใกล้จนยืนอยู่ตรงหน้าเธอ ความสูงของเขาทำให้เธอรู้สึกเล็กลงไปถนัดตา น้ำเสียงของเขาเ็าและทรงพลัง
“ไม่ต้องพูดอีก เ้าจะต้องไปกับข้า” เขาสั่ง
ภัทราจ้องมองรามเสสด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตื่นกลัว เธอไม่สามารถขยับตัวได้ แม้ใจจะเต็มไปด้วยความอยากหนี แต่ขากลับเหมือนถูกตรึงไว้กับพื้นทราย รามเสสมองเธอด้วยสายตาเคร่งขรึม ก่อนจะสูดลมหายใจลึกอย่างอดทน แม้ว่าเขาจะพยายามควบคุมตัวเอง แต่ความล่าช้าของหญิงสาวผู้นี้เริ่มทำให้เขาไม่พอใจ
“เ้าจะยืนอยู่ที่นี่อีกนานเท่าไร?” น้ำเสียงของเขาต่ำลึกและกดดัน
“ฉัน…” ภัทราพยายามตอบ แต่ลิ้นของเธอกลับพันกัน เธอไม่กล้าบอกปัดเขา แต่ก็ไม่อยากเดินตามไป
รามเสสส่ายหน้าอย่างไม่พอใจ เขาก้าวเข้ามาหาเธอในพริบตา ก่อนจะโน้มตัวลงโดยไม่พูดอะไร
“ว้าย! จะทำอะไรน่ะ!” ภัทราร้องลั่น แต่ไม่ทันตั้งตัว ร่างของเธอถูกช้อนขึ้นจากพื้นอย่างง่ายดาย
“ปล่อยฉันนะ!” เธอดิ้นรนสุดกำลัง แต่รามเสสกลับพาดตัวเธอไว้บนไหล่ของเขาอย่างมั่นคง
“เ้าไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ” เขากล่าวเสียงเรียบ แต่หนักแน่นและทรงอำนาจ “ถ้าเ้าไม่ยอมเดินเอง ข้าก็จะพาเ้าไปด้วยวิธีนี้”
ภัทราพยายามดิ้น แต่แขนของเขาเหมือนแท่งเหล็กที่ล็อกเธอไว้แน่น เธอรู้สึกได้ถึงความแข็งแกร่งในทุกการเคลื่อนไหวของเขา
“ฟังนะ ฉันเดินเองก็ได้! ไม่ต้องทำแบบนี้!” เธอพยายามเจรจา แต่เขาไม่ตอบกลับ
รามเสสเดินไปข้างหน้าด้วยฝีเท้าหนักแน่น เสียงทรายบดเบียดอยู่ใต้รองเท้าของเขา ความสูงของเขาทำให้ภัทรามองเห็นเพียงทะเลทรายที่ทอดยาวสุดสายตา แม้จะอับอายและหวาดกลัว แต่เธอเริ่มสังเกตเห็นว่าไหล่ของเขาอบอุ่นและมั่นคงกว่าที่คิด ราวกับว่าเธอไม่อาจหลุดพ้นจากอ้อมแขนของเขาได้ง่ายๆ
รามเสสเดินอย่างมั่นคงไปบนผืนทรายที่สะท้อนแสงสีทองจากดวงอาทิตย์ซึ่งใกล้จะลับขอบฟ้า ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็สีส้มอมแดง ผสมกับเงามืดที่คืบคลานเข้ามา ทุกก้าวที่เขาเดินถูกติดตามด้วยเสียงฝีเท้าของทหารในชุดเกราะที่เรียงแถวเป็ระเบียบตามหลัง ภัทราถูกพาดอยู่บนไหล่ของเขาโดยไม่มีทางขัดขืน ร่างเล็กของเธอเหมือนจะจมลงไปในไหล่กว้างที่แข็งแรงของเขา เธอพยายามดิ้นเล็กน้อย แต่การตอบโต้กลับไร้ผล
“ปล่อยฉันเถอะ ฉันเดินเองได้!” เธอเอ่ยด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและความกระอักกระอ่วน
“ข้าไม่มีเวลามาโต้เถียงกับเ้า” รามเสสกล่าวเสียงเรียบ
ดวงตาของภัทรามองออกไปยังทะเลทรายที่ทอดยาว เธอเห็นเงาของพระราชวังขนาดมหึมาเริ่มปรากฏอยู่ไกลๆ ท่ามกลางแสงตะวันสุดท้ายของวัน เธอรู้สึกได้ถึงความยิ่งใหญ่และความลึกลับที่รออยู่เบื้องหน้า แต่ขณะเดียวกัน หัวใจของเธอก็เต้นแรงด้วยความกังวล
เหล่าทหารในชุดเกราะเคลื่อนไหวอย่างพร้อมเพรียง ฝีเท้าของพวกเขาดังก้องไปทั่วความเงียบงันของทะเลทราย ทุกคนเดินตามหลังรามเสสโดยไม่พูดอะไรเลย ราวกับการเดินครั้งนี้มีความสำคัญมากกว่าที่ภัทราจะเข้าใจ
ดวงอาทิตย์ลับหายไปเรื่อยๆ ทิ้งไว้เพียงแสงริบหรี่ที่ย้อมฟ้าและทรายเป็สีทองแดง ภัทรามองกองทัพทหารและพระราชวังที่ดูเหมือนจะใกล้เข้ามา เธอรู้ว่าการเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การเดินทางกลับวัง แต่มันอาจเปลี่ยนชีวิตเธอไปตลอดกาล……