ตอนที่ 4 : คลื่นพลังลึกลับ
เฉินฟงแบกซูซีห่าวที่าเ็พร้อมทั้งรีบพุ่งตัวตามซูอิงอิงไปทันที ไม่นานทั้งสามก็มาถึงโพรงถ้ำที่ซูอิงอิงเอ่ยถึงด้านในของโพรงเหมือนถ้ำขนาดเล็ก นางเห็นโพรงนี้ตอนที่มาสำรวจบริเวณโดยรอบเมื่อหนึ่งวันก่อน เฉินฟงปล่อยซูซีห่าวนั่งพิงผนังแล้วหลับตาส่งกระเเสจิตเข้าไปในแหวนเก้าจันทรา หลังจากสำรวจห้องหนังสือในมิติแหวนคร่าว ๆ ทำให้เขารู้ว่านอกจากหนังสือ ภายในห้องนี้ยังมียาและสมุนไพรบางส่วนอยู่ด้วย เขาหยิบยาฟื้นฟูร่างกายระดับกลางออกมาจากแหวนแล้วป้อนให้ซูซีห่าวกลืนมันลงไป ทันทีที่กินยาร่างกายที่ไร้เรี่ยวเเรงรวมถึงพลังิชี่ก็ค่อย ๆ ฟื้นฟูรู้สึกมีกำลังมากขึ้นจนเห็นได้ชัด ซูอิงอิงมองเฉินฟงด้วยความสงสัยยาพวกนี้ราคาแพงเฉินฟงเอาเหรียญทองที่ไหนไปหาซื้อมากัน แต่นางก็ไม่ได้เอ่ยถามอะไรเพราะสำหรับตอนนี้มันไม่ได้สำคัญเท่าไหร่นัก
“ท่านลุงท่านพักแล้วเดินลมปราณฟื้นฟูร่างกายซักครู่เถอะ ยาที่ข้าใส่บนแผลช่วยห้ามเืได้เป็อย่างดีและยาที่เพิ่งกินลงไปจะช่วยให้ท่านฟื้นฟูได้เร็วขึ้น”
ซูซีห่าวพยักหน้าเข้าใจ เขาขยับตัวให้นั่งตรงด้วยความช่วยเหลือจากซูอิงอิง และเริ่มเข้าสู่สมาธิเดินพลังยุทธ์บรรเทาอาการตนเอง เมื่อซูอิงอิงวางใจบิดาแล้วนางก็วางลูกแมวเบญจมาศลงกับฟื้น ตอนนี้เองที่เฉินฟงได้เห็นร่างของมันชัด ๆ ขนสีทองนุ่มทอประกาย ดูเผิน ๆ มันก็เหมือนลูกแมวปกติที่มีขนสีทองเท่านั้น เ้าลูกแมวตัวนี้น่าจะเพิ่งเกิดได้ไม่นาน และจากท่าทางที่นอนหายใจแผวเบาดูเหมือนว่ามันกำลังป่วย ?
“เกิดอะไรขึ้นกับพวกท่านหรือพี่อิงอิง”
“หลังจากแยกกับเ้า เมื่อเรามาถึงที่ลานหุบเขาทำให้เรารู้ว่าข่าวลูกแมวเบญจมาศไม่ใช่ความจริงทั้งหมด เพราะนอกจากลูกก็มีตัวแม่ด้วย โชคยังดีที่ตัวเเม่าเ็สาหัส พวกเราหลายตระกูลรอจังหวะโจมตีอยู่นาน จนในที่สุดตระกูลเว่ยก็เปิดฉากโจมตีแมวเบญจมาศ แต่ก็ไม่สามาถชนะมันได้ จนต้องรวมมือกับหลายตระกูลจึงสามารถโค่นมันลง แต่สุดท้ายก็ไม่อาจตัดสินใจว่าใครจะเป็เ้าของเเมวเบญจมาศ จึงมีข้อตกลงให้แต่ละตระกูลส่งตัวแทนหนึ่งคนร่วมประลอง ผู้ชนะคนสุดท้ายจะได้รับแมวเบญจมาศไป นี่เลยทำให้พวกเราต้องอยู่ที่หุบเขานี้ต่อ ผลสุดท้ายจอมยุทธ์ตระกูลหยางเป็ผู้ชนะแต่ตระกูลเว่ยไม่ยินยอมจึงได้เปิดศึกแยกแมวเบญจมาศ ตอนแรกพวกเราจะเดินทางกลับแต่มีข่าวลับ ๆ ว่าค้นพบถ้ำเเมวเบญจมาศ ท่านพ่อจึงตัดสินใจรีบไปสำรวจดูถึงได้รู้ว่าในถ้ำมีลูกแมวถึงสามตัว !!”
“ตอนพวกเราไปถึงมีเพียงสองตระกูลที่ถึงก่อน จึงได้ตกลงแบ่งเเมวกันคนละตัวอย่างสันติ ถ้าพวกเราต่อสู้กันจนดึงความสนใจของตระกูลอื่นที่มีกำลังคนเยอะเกรงว่าเราทั้งสามตระกูลที่มีคนน้อยจะไม่สามารถรักษาผลประโยชน์เอาไว้ได้ พวกเราไม่อยากมีปัญหาเพราะเรามีกำลังน้อยกว่าอีกสองตระกูล ท่านพ่อจึงเลือกเ้าตัวนี้มา แม้ว่ามันจะดูป่วยแต่ถ้านำกลับไปได้ก็ถือว่าทำภารกิจสำเร็จ เดิมทีพวกข้าจะรีบเดินทางกลับ แต่นึกไม่ถึงว่าจะถูกพวกตระกูลเว่ยโจมตีจนท่านพ่อาเ็สาหัส พวกตระกูลเว่ยไม่คิดจะปล่อยให้คนอื่นได้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ในครั้งนี้เลย พวกนั้นตามล่าอีก 2 ตระกูลที่ได้แมวไปเช่นกัน”
เมื่อพูดถึงการโจมตีของตระกูลเว่ยใบหน้าของซูอิงอิงมืดคลึ้มลง นางเจ็บใจกับการกระทำป่าเถื่อนของตระกูลเว่ย
“โชคดีที่ซูหยุนและคนอื่น ๆ อาสาถ่วงเวลาพวกนั้นเอาไว้ให้ ข้าและท่านพ่อพาเ้าตัวนี้หนีออกมาจากนั้นพวกเราก็ได้เจอเ้านี่แหละ”
เฉินฟงพยักหน้าเข้าใจสถานการณ์ ดูท่าตระกูลเว่ยอะไรนั้น้าที่จะเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ไว้กับตัวเองผู้เดียวเท่านั้นจึงได้ปล้นผลประโยชน์ผู้อื่นอย่างอุกอาจเช่นนี้
“พวกมันน่าจะอยู่แถวนี้ ข้าจับกระเเสิชี่ของพวกมันได้ !!”
ยังไม่ทันที่เฉินฟงจะตอบอะไรเสียงด้านนอกก็ดึงความสนใจสองหนุ่มสาวมองหน้ากัน ซูซีห่าวเองรับรู้ได้จึงหยุดการโคจรพลังยุทธ์ด้วยเกรงว่าคนด้านนอกจะจับกระเเสพลังของพวกตนได้
“พวกนั้นเป็จอมยุทธ์ลี่จิงระดับ 4 และ 5 พวกเราไม่อาจหลบอยู่ที่นี่ได้นานแน่ อิงเอ๋อ ฟงเอ๋อ พวกเ้าทั้งสองคนรีบนำแมวเบญจมาศหนีไป ถ้าเพียงข้ามแม่น้ำไปได้คนของตระกูลซูที่อยู่อีกฝั่งจะต้องช่วยเหลือเ้าให้กลับถึงตระกูลอย่างปลอดภัยได้แน่ ข้าจะถ่วงเวลาพวกนี้เอง”
“ไม่ได้เ้าค่ะท่านพ่อ ! ข้าจะไม่ยอมทิ้งท่านไว้ที่นี่ถ้าจะไปก็ต้องไปด้วยกันเท่านั้น”
“ไม่ได้ ! ข้าไปมีแต่จะเป็ตัวถ่วงเท่านั้น” ซูซีห่าวยังคงไม่ยอมแพ้ สองพ่อลูกจ้องหน้ากันยืนยันในความคิดของตัวเอง เฉินฟงมองทั้งคู่แล้วหันไปมองร่างเล็กของแมวเบญจมาศ
“ฟงเอ๋อ” เป็เสียงของซูซีห่าวที่เรียกความสนใจของชายหนุ่ม ชายวัยกลางคนถอนหายใจออกมาเมื่อเห็นแน่ชัดว่าตนในตอนนี้เป็ตัวถ่วงคนอื่นแท้จริง
“มีเพียงเ้าที่คนพวกนั้นยังไม่เคยพบตัว แมวตัวนี้ให้เ้าดูแลพากลับไปยังตระกูลซูให้ได้ ส่วนเ้าอิงเอ๋อ เ้าต้องล่อคนพวกนั้นไปอีกทางได้ให้นานที่สุดพวกมันอาจพาจอมยุทธ์ที่ขั้นสูงกว่านี้มาช่วยแต่ด้วยระดับลี่จิงขั้น 4 ของเ้าแม้ไม่อาจชนะแต่ก็เอาตัวรอดได้แน่ถ้าไม่มีแมวเบญจมาศทำให้เ้าเคลื่อนไหวลำบาก ส่วนข้าจะรออยู่ที่นี่ให้พวกเ้าทิ้งเรือให้ข้าหนึ่งลำ เหตุการณ์สงบเมื่อไรข้าค่อยกลับไปหรือไม่พวกเ้าก็มาตามหาข้า แบบนี้น่าจะเป็ทางเลือกที่ดีที่สุด !”
เฉินฟงพยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดนี้ของซูซีห่าว แม้เขาจะไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีนักในการปกป้องเเมวเบญจมาศ แต่เพราะเขาเป็คนเดียวที่ยังไม่เคยปรากฏตัวให้ตระกูลอื่นเห็นมาก่อนจึงเป็ทางเลือกที่ดีที่สุด อีกอย่างสิ่งสำคัญเช่นนี้คงไม่มีใครคาดคิดว่าตระกูลซูจะใจกล้าให้เขาที่อยู่ในระดับลี่จิงขั้น 1 ปกป้อง ซูอิงอิงเองก็พยักหน้าเห็นด้วย นางเชื่อมั่นในตัวเฉินฟงและท่านพ่อเสมอ
เสียงคนจำนวนหนึ่งเริ่มใกล้เข้ามามากขึ้นทั้งหมดจึงตัดสินใจทำตามแผน เฉินฟงอุ้มเ้าแมวตัวน้อยไว้กับอกแล้วห่อตัวมันไว้ในอกเสื้อของตัวเอง ซูอิงอิงเองก็อุ้มก้อนหินขนาดเท่าลูกแมวแล้วคลุมผ้าสีดำไว้ ทั้งสามพยักหน้าให้กัน แต่ก่อนที่ซูอิงอิงจะก้าวออกไปจากโพรงถ้ำ นางหันมาหาเฉินฟงอีกครั้ง
“เฉินฟง เ้าต้องจำไว้แม้ว่าแมวเบญจมาศจะสำคัญแต่ชีวิตของเ้าสำคัญที่สุด หากถึงเวลาต้องตัดสินใจอย่าได้ลังเลที่จะเอาชีวิตรอด !”
ใบหน้าหล่อเหลาเพียงยิ้มอบอุ่นตอบกลับไปเท่านั้น ไม่นานร่างบางของซูอิงอิงก็ทะยานตัวหายออกไป ชั่วครู่จึงเกิดเสียงต่อสู้ขึ้นแต่ไม่นานจากนั้นเสียงต่อสู้ก็ค่อย ๆ ห่างไกลบ่งบอกว่าถึงเวลาที่เฉินฟงจะต้องไปแล้ว
“ท่านลุงโปรดรักษาตัวด้วย ยานี้จะช่วยห้ามพิษาแของท่าน” เฉินฟงมอบยาอีกขวดให้ซูซีห่าว ขวดยาสมานแผลนี้เป็ระดับกลางมันดีกว่าขวดเเรกที่เขาใส่ให้ซูซีห่าว อีกฝ่ายอยู่ที่นี่ไม่นานต้องถูกพบเจอรีบรักษาตัวก่อนเวลานั้นมาถึงคือสิ่งที่ดีที่สุด ซูซีห่าวพยักหน้ารับใบหน้าซีดเซียวราวกระดาษหลับตาทำสมาธิต่อ เขาต้องรีบฟื้นฟูพลังของตนเองเพื่อไปช่วยคนอื่น ๆ !
ร่างสูงในชุดสีดำของเฉินฟงทะยานออกมาอีกทางอย่างรวดเร็ว ความเร็วในการวิ่งของเขามีมากขึ้นกว่าเดิมมาก แต่ก็ยังช้าเกินไปในความคิดของตน ระหว่างทางเฉินฟงต้องหลบหลีกกลุ่มตระกูลต่าง ๆ ที่กระจายตัวอยู่ ไม่มีใครเคยเห็นหน้าแต่ทุกคนจำชุดของเขาได้นี่สิ อีกสิ่งที่อาจทำให้ทุกคนมองข้ามความสำคัญของเขาคือการเป็จอมยุทธ์ระดับลี่จิงขั้น1 ใครจะไปคิดว่าตระกูลซูจะมอบแมวเบญจมาศให้คนมีพลังต่ำที่สุดปกป้องกัน
…มันคือการเดิมพัน !!!
ฟิ้ววว !!
เสียงวัตถุแหวกอากาศดังขึ้นร่างสูงเอี่ยวตัวหลบอาวุธปลายแหลมได้ฉิวเฉียดลูกธนูแหลมคมปักเข้ากับต้นไม้ด้านข้างอย่างแรง
“มีคนตามมาจนได้” ใบหน้าหล่อเหลาหันไปทางกลุ่มคนที่ติดตามเขามาพวกนั้นไม่ใช่คนตระกูลเว่ย สร้างความแปลกใจให้เขามากท่าทางข่าวว่าตระกูลซูหนึ่งในลูกแมวจะกระจายออกไปแล้วทุกคนถึงให้ความสนใจกับเขา
ตู้มม !!
ลูกธนูเป็เพียงของเล่นของจริงคือพลังิชี่สายหนึ่งที่จู่โจมใส่เฉินฟง ร่างสูงยังคงตีลังกาหลบการจู่โจมนั้นได้ แต่เพียงไม่นานศัตรูก็ตามเขามาทัน วงล้อมของจอมยุทธ์ลี่จิงขั้น 3 จำนวนสามคนล้อมเฉินฟงเอาไว้
“ส่งแมวเบญจมาศมา !!”
หนึ่งในจอมยุทธที่ล้อมอยู่เอ่ยขึ้น เฉินฟงเพียงยิ้มบาง ๆ ส่งกลับไปเท่านั้น
“ข้าเป็เพียงจอมยุทธ์ลี่จิงขั้น 1 จะมีสัตว์อสูรแบบนั้นอยู่กับตัวได้ยังไง จอมยุทธ์ทุกท่านข้าเพียง้ารอดชีวิตกลับไปเท่านั้นขอพวกท่านอย่าได้ขวางเลย”
“ฮึ ! มีหรือไม่ก็ตาม คำสั่งคือฆ่าคนของสามตระกูลที่แมวให้หมด ! ถ้าจะโทษก็โทษที่ความอ่อนแอแต่ไม่เจียมตัวของพวกเ้าเองแล้วกัน”
ทันทีที่พูดจบพลังสีเขียวสายหนึ่งพุ่งมาทางเฉินฟง ชายหนุ่มะโหลบไปด้านหลัง เขารู้อยู่เเล้วเพียงคำพูดไม่กี่ประโยคไม่อาจทำให้คนเหล่านี้ล่าถอยไปได้ ถ้ายอมถอยง่าย ๆ นี่สิถึงเป็เื่แปลกประหลาด
เฉินฟงทะยานตัวหลบหมัดรุนแรงของหนึ่งในนั้น พวกนี้เป็จอมยุทธ์ลี่จิงขั้น 3 นี่ไม่ใช่สิ่งที่เฉินฟงในตอนนี้สามารถจัดการได้ ความต่างระดับพลังและจำนวนคนที่เยอะเกินไปทำให้เขาไม่อาจชนะ
แต่ถ้าจะหนีก็ไม่ใช่เื่เกินความสามารถของเขา !!!
เฉินฟงยังคงใช้ความว่องไวในการหลบการโจมตีของคู่ต่อสู้ ต้องเข้าใจว่าเขาเพิ่งผ่านระดับลี่จิงขั้นหนึ่งมาไม่กี่วันเท่านั้น คนทั่วไปยังต้องใช้เวลาในการศึกษาตำรายุทธ์เพื่อต่อสู้และปรับสมดุลพลังอยู่ แต่เฉินฟงคือคนที่เคยผ่านการฝึกฝนพลังยุทธ์มาแล้วสมดุลพลังเหล่านี้ก็เคยผ่านมาแล้วเช่นกัน นอกจากนั้นตำราเคล็ดลับการต่อสู้พื้นฐานหลายอย่างเป็สิ่งที่อยู่ในสายเืของเขาไม่จำเป็ต้องเสียเวลาศึกษาเพิ่มซักนิด !!
“ข้าเบื่อเล่นเป็แมวไล่จับหนูกับเ้าแล้ว” เสียงจอมยุทธ์คนหนึ่งที่กำลังพุ่งเข้ามาหาเฉินฟงเอ่ยขึ้น พร้อมกับอ้าแขนกำหมัดจู่โจมเฉินฟงที่กำลังะโหลบอยู่ด้านข้างต้นไม้
“หมัดคำราม !!”
แรงหมัดถูกส่งออกไปพร้อมกับรัศมีสีเหลืองอ่อนโอบอุ้มหมัดเอาไว้ ด้วยความไวของหมัดคำรามนี้ ความเร็วของจอมยุทธ์ลี่จิงขั้น 1 ไม่อาจหลบหลีกพ้น เฉินฟงยังคงยืนอยู่กับที่สายตาคมจ้องมองกำปั้นที่พุ่งเข้ามาใส่ตัวเอง ดวงตาหรี่ลงจนในที่สุดหมัดคำรามก็กระแทกเข้าใส่กลางอกเต็มกำลังบังเกิดเเสงสีเหลืองสว่างวาบเหมือนะเิบดบังสายตาของทุกคน
จอมยุทธ์ทั้งสามส่งสายตาเย้ยหยันให้กับกลุ่มเเสงเ่าั้ด้วยแรงระดับนี้เฉินฟงไม่มีทางรอด ร่างของเ้านั้นจะต้องเละเป็กองเือย่างแน่นอน เมื่อกลุ่มเเสงสีค่อย ๆ จางลงหนึ่งในจอมยุทธ์ทั้งสามเดินเข้าไปตรงจุดที่เป็ศพของเฉินฟง แต่สิ่งที่เขาเห็นกลับเป็เพียงความว่างเปล่าไร้สิ่งอื่นใด !
หายไปไหน…
ความคิดนี้พุ่งเข้าใส่จอมยุทธ์ทั้งสามคนในทันที เห็นเต็มสองตาว่าหมัดคำรามพุ่งเข้าใส่ชายคนนั้นอย่างจัง ไม่มีทางที่คนผู้นั้นจะมีชีวิตรอด หรือว่า…ร่างเงา ?
ร่างสูงในชุดสีดำของเฉินฟงยังคงพุ่งทะยานตัวด้วยความเร็วไปด้านหน้าอย่างต่อเนื่อง ใบหน้าหล่อเหลายิ้มมุมปากเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา กว่าคนพวกนั้นจะรู้ว่าเขาหนีออกมาก็ช้าเกินกว่าจะติดตามได้เเล้ว กระบวนท่าที่เขาใช้คือกระบวนท่าร่างเงาพรางตา เป็หนึ่งในตำรายุทธ์ด้านการหลบหนีที่ชายหนุ่มถนัด
ในความเป็จริงเฉินฟงไม่พอใจกับการใช้ท่าร่างเงาพรางตาของตัวเองนัก เนื่องจากพลังของเขาที่ต่ำมากยังทำให้ท่วงท่านี้มีช่องโหว่อีกเยอะ หากคนพวกนั้นไม่ได้ประมาทว่าเขาอยู่ในระดับลี่จิงขั้น 1 พวกนั้นคงสังเกตเห็นถึงความเลือนรางของร่างเงาที่เฉินฟงสร้างและคาดการการหลบหนีของเฉินฟงได้ ครั้งนี้ต้องขอบคุณโชคที่เข้าข้างด้วย
เมื่อมาถึงริมแม่น้ำเฉินฟงชะลอฝีเท้าให้ช้าลง เขาจำได้ว่ามีคนของตระกูลเว่ยซุ่มโจมตีอยู่ แต่เมื่อมองสำรวจรอบ ๆ แล้วกลับพบว่าไร้เงาของผู้ซุ่มโจมตี และเรือของหลายตระกูลที่เคยจอดเทียบท่าหายไปแล้ว คาดเดาได้ว่าก่อนหน้านี้ที่นี้ก็เกิดการต่อสู้ขึ้นเเละฝ่ายที่พ่ายแพ้ก็คือคนตระกูลเว่ยที่ซุ่มโจมตี
เฉินฟงไม่ได้ขึ้นเรือที่มีธงตระกูลซูในทันที ชายหนุ่มเดินสำรวจโดยรอบอีกครั้ง หากมีการต่อสู้ย่อมต้องมีศพหรือร่างคนเจ็บอยู่ เดินมาได้ซักพักก็พบกับสิ่งที่ตามหา ร่างชุ่มไปด้วยเืของจอมยุทธ์ตระกูลเว่ยกำลังนอนสลบไสล เฉินฟงเข้าไปจัดการถอดชุดตัวนอกของอีกฝ่ายออกสลับกับชุดตระกูลซูของตนเอง แล้วปล่อยร่างชุ่มเืไว้ที่เดิม เข้าไม่ใช่พระพุทธองค์ที่มีจิตใจเมตตา หากคนเจ็บเป็เขาแน่นอนว่าไม่มีใครจะเห็นอกเห็นใจเช่นเดียวกัน
เฉินฟงเดินขึ้นเเพไม้ไปพร้อมปลดธงตระกูลซูลงจากเสา ไม่ใช่เื่ดีที่จะประกาศตนว่าเป็คนของตระกูลซูที่ได้แมวเบญจมาศใน
ระหว่างเดินทางผ่านแม่น้ำประสาทััของชายหนุ่มทำงานเต็มที่ เขาไม่แน่ใจว่าจะมีพวกซุ่มโจมตีกลางแม่น้ำหรือไม่ ระหว่างทางยังมีเศษไม้หรือซากเรือลอยน้ำมาให้เห็นเป็ระยะบ่งบอกว่าอาจมีการต่อสู้เกิดขึ้น เเต่ร่างของจอมยุทธ์ทั้งหลายหากตกลงในแม่น้ำก็เป็เพียงอาหารจระเข้เหล็กเท่านั้น เมื่อเริ่มมองเห็นฝั่งจวบจนใกล้จะถึงฝั่งการเดินทางของเฉินฟงยังคงราบเรียบไม่มีสิ่งผิดปกติใดเกิดขึ้น เมื่อเขาก้าวเท้าขึ้นฝั่งก็ไม่ต้องกังวลการตามล่าของตระกูลเว่ยหรือตระกูลอื่น ๆ อีกต่อไป ตามข้อตกลงเมื่อขึ้นฝั่งมาแล้วใครเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้ให้ยึดถือตามนั้น จะไม่มีการปล้นชิงกันระหว่างตระกูลอีก
ร่างสูงของเฉินฟงก้าวลงจากแพไม้ ทันทีที่เท้าััพื้นดินจึงรีบทะยานตัวไปยังซุ้มกระโจมของตระกูลซูทันที เมื่อก้าวเข้ามาในเขตของตระกูลซูกลับพบว่าภายในกระโจมที่ควรจะมีคนรออยู่กลับว่างเปล่า ข้าวของวางระเกะระกะไม่เป็ระเบียบ
“เ้า…ช่วย…ช่วยข้าด้วย”
เสียงแหบพร่าไร้เรี่ยวเเรงดังมาจากมุมหนึ่งของกระโจม เฉินฟงเดินไปตามเสียงที่อยู่หลังโต๊ะขนาดใหญ่มุมหนึ่งของห้อง
“ท่านลุงรุ่ย !”
ร่างที่พบเป็ซูรุ่ยที่นอนเือาบมุมปากใบหน้าไร้สีเื แม้ภายนอกจะดูไม่รุนแรงมากนักแต่อาการาเ็ภายในของซูรุ่ยถือว่าหนักเอาการ เฉินฟงรีบเข้าไปประคองซูรุ่ยให้นั่งพิงกำเเพง ดวงตาอ่อนล้ามองมายังเฉินฟงมีแววผิดหวังเล็กน้อยเมื่อคนที่เจอไม่ใช่คนที่มีพลังมากเพียงพอ
“เฉินฟง เ้าเองหรือ”
“เกิดอะไรขึ้นกับท่านที่นี่กันแน่ นี่มันนอกเขตการล่าไม่ใช่หรอ”
ซูรุ่ยส่ายศีรษะ มือที่เปื้อนเืจับเเขนเฉินฟงไว้แน่น
“เ้า พวกเราได้แมวมาใช่หรือไม่”
“แมวเบญจมาศอยู่ที่ข้า ท่านวางใจเถอะพวกเราทำภารกิจสำเร็จ” เมื่อได้ยินเช่นนั้นใบหน้าของซูรุ่ยกลับมีรอยความกังวลมากขึ้นยิ่งกว่าเดิม
“อยู่ที่เ้าหรือ ! ไม่ได้การ เฉินฟง ! เ้าต้องรีบพาแมวเบญจมาศกลับไปที่หนานตู เข้าเขตเมืองเมื่อไหร่จึงจะปลอดภัย เมื่อถึงตระกูลค่อยเเจ้งผู้าุโแล้วกลับมาช่วยพวกเรา”
“ท่านลุงรุ่ย เป็กลุ่มไหนกันที่ไม่สนใจสัญญาระหว่างตระกูลทำให้พวกท่านมีสภาพเช่นนี้” ซูรุ่ยสีหน้ามืดคลึ้มเมื่อถามถึงต้นเหตุของสภาพน่าเวทนาของเขา เฉินฟงค่อนข้างแปลกใจ ซูรุ่ยเป็จอมยุทธ์ระดับลี่จิงขั้น 6 ที่อีกก้าวเดียวจะบรรลุขั้น 7 และยังจอมยุทธ์อีกสี่คนที่รออยู่ที่นี่ ทุกคนล้วนอยู่ระดับลี่จิงขั้น 5 ทั้งนั้น ไม่ใช่เื่ง่ายที่จะทำให้พวกเขามีสภาพเช่นนี้
“เป็พวกตระกูลเว่ย ! ไป !! รีบพาแมวเบญจมาศกลับไปให้ได้ ภารกิจนี้เราจะต้องทำให้สำเร็จ”
เฉินฟงพยักหน้ารับ ด้วยกำลังของเขาตอนนี้ไม่สามารถช่วยใครได้ เพียงแค่เขาเอาตัวเองและเเมวเบญจมาศกลับตระกูลซูก็ไม่ใช่เื่ง่ายแล้ว ชายหนุ่มประคองซูรุ่ยอีกครั้งแล้วจึงรีบจากมา เขามองไปรอบตัวที่เป็ป่าทุกอย่างดูเงียบสงบ แต่สัญชาตญาณของเฉินฟงกลับร้องเตือนว่าเขากำลังโดนจดจ้อง เพียงแค่ไม่สามารถบอกได้เท่านั้นว่าคนที่จ้องมองเป็ใคร พลังของเขายังไม่ถึงขั้นนั้น น่าเจ็บใจนัก !!
เฉินฟงไม่สนใจรีบพุ่งทะยานไปในป่า เขาต้องเข้าเขตเมืองหนาตูโดยเร็วที่สุด ที่นั้นต่อให้ตระกูลเว่ยจะหาญกล้าเเหกข้อตกลงที่นี่อย่างไรก็ไม่มีทางไม่สนใจกฏหมายในเมืองหนานตู
เฉินฟงใช้เวลากว่าสองชั่วยามในการเดินทางไม่หยุดพัก ตลอดเส้นทางเขายังคงรู้สึกถึงสายตาที่กำลังจ้องมอง มีหลายครั้งที่ชายหนุ่มพยายามล่อให้อีกฝ่ายแสดงตัวแต่ก็ไร้ผล เมื่ออีกไม่ไกลจะพ้นชายป่าเข้าสู่ตัวเมืองหนานตูคิ้วของเฉินฟงยิ่งขมวดเข้าหากันแน่นมากขึ้น
…ราบรื่นเกินไป…
นี่คือความคิดของเขา ตระกูลเว่ยอุส่าต่อสู้ดุเดือดไม่สนใจความสัมพันธ์ใด ๆ เพื่อแมวเบญจมาศ แต่ตัวเขากลับสามารถเดินทางได้อย่างราบรื่น นอกจากนี้เเมวเบญจมาศทั้งสี่ตัวมีค่าก็จริง แต่มันมากพอให้ตระกูลเว่ยไม่สนใจสิ่งใดทำตัวเป็ใหญ่ที่นี่จริงหรือ หลังจากการล่าสิ้นสุดเกรงว่าทุกตระกูลที่เคยโดยตระกูลเว่ยทำร้ายจะต้องรวมกำลังกันเพื่อต่อต้านสร้างความเดือดร้อนแน่นนอน แมวเบญจมาศคุ้มค่าพอให้เสี่ยงจริงหรือ ? สิ่งเหล่านี้เป็ข้อสงสัยของเฉินฟงมาตลอดทาง
ฟิ้วววว
เสียงแหวกอากาศเรียกสติของเฉินฟงอีกครั้งร่างสูงเอี่ยวตัวหลบการโจมตีที่คาดไม่ถึง ดีที่เขาระวังตัวเอาไว้ตลอดเวลาการโจมตีนี้จึงไม่เกินความคาดหมายนัก กลับกันเฉินฟงกำลังรออยู่ต่างหาก
ตูมม !!
เมื่อการโจมตีแรกพลาดเป้า การโจมตีที่สองก็ถูกส่งมาติดต่อทันทีเฉินฟงตีลังกาหลบได้อย่างฉิวเฉียด การโจมตีนี้คือพลังของจอมยุทธ์ระดับลี่จิงขั้น 5 !!
ตุบ !!
ร่างสูงของเฉินฟงกระเเทกไปตามพื้นเกือบ 2 จั้ง เเม้เขาจะหลบการโจมตีได้แต่ก็ได้รับผลกระทบจากแรงะเิอยู่ดี
“ตระกูลเว่ย”
เฉินฟงเอ่ยรอดไรฟัน รีบพลิกตัวเตรียมพร้อมรับการโจมตี ศัตรูไม่ปล่อยให้เฉินฟงได้พักลูกศรอีกสามดอกก็พุ่งตรงมายังร่างของเขาจากสามทิศทาง นี่ไม่ใช่ลูกศรธรรมดาแต่มันอาบไปด้วยพลังิชี่ ! เฉินฟงใช้วิชาร่างเงาพรามงตาเคลื่อนกายด้วยความเร็วหลบอาวุธทั้งสามชิ้น
ตู้มม
ลูกศรทั้งสามที่พลาดเป้าะเิออกทันทีเมื่อปักโดนพื้นบริเวณที่เฉินฟงเคยอยู่ ชายหนุ่มปรายตามองเพียงเเวบเดียว ร่างสูงพุ่งทะยานด้วยความเร็วเป้าหมายของเขาคือประตูเมืองหนานตู !
ดูจากพลังรู้ได้เลยว่าเฉินฟงในตอนนี้ไม่ใช่คู่ต่อสู้กับจอมยุทธ์ตระกูลเว่ยพวกนั้น หากเขาต่อสู้ไม่ใช่แค่าเ็สาหัสแต่มันอาจหมายถึงความตาย…
ตอนนี้เฉินฟงอยู่ในที่แจ้ง เขารับรู้ว่ามีคนมากกว่าสิบคนเฝ้ามองเขาราวกับสุนัขล่าเหยื่อ ชายหนุ่มได้เเต่เจ็บใจไม่อาจทำอะไรได้คนพวกนั้นกำลังเพลิดเพลินกับการดูเขาหลบหนี !
ฟิ้วว
กระเเสพลังสายหนึ่งพุ่งตรงมาหาเฉินฟงด้วยความเร็วและแรง เฉินฟงะโหลบไปด้านข้างได้อย่างฉิวเฉียดด้วยความเร็วของวิชาร่างเงาพรางตาแต่สุดท้ายก็ไม่อาจหลบพ้น เมื่อกระเเสพลังสีเขียวอีกสายซัดเข้ามาที่กลางหน้าอกเฉินฟงเต็มเเรง เืสีแดงสดไหลออกจากมุมปากร่างสูงทรุดลงกับพื้นคิ้วขมวดเข้าหากันด้วยความเ็ป
เขารับรู้กระเเสพลังแต่ไม่อาจหลบได้ทัน
ดวงตาสีน้ำตาลที่เคยอ่อนโยนเปลี่ยนเป็เเข็งกร้าวมากขึ้นจิตสังหารที่แผ่ออกมารอบทิศทางจากศัตรูไม่อาจประมาทได้ เพียงไม่ถึงสองลมหายใจต่อมากระเเสพลังอีกสายก็พุ่งออกหวังจบชีวิตของเฉินฟงในกระบวนท่าเดียว ดวงตาสีน้ำตาลหันไปทางนั้นเล็กน้อย ร่างสูงพุ่งเข้าใส่พลังตรงหน้าเมื่อห่างไม่ถึงคืบจากพลังที่โจมตี เฉินฟงเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนไหวหลบพ้นพลังที่ซัดเข้ามา ชายหนุ่มเรียกมีดสั้นที่เต็มไปด้วยสนิทของตนออกมาแล้วซัดออกไปกลางอากาศด้วยความดุดัน ไม่นานเสียงร้องแห่งความเ็ปก็ดังขึ้น
“อ๊าคคค”
เืสีแดงฉาดพุ่งออกจากลำคอของเป้าหมายในเงามือทันทีที่ปลายมีดเฉือนปาดลำคอ พรากลมหายใจศัตรูในครั้งเดียว !
ฉึก !!
ร่างสูงของเฉินฟงกระแทกไปด้านหน้าทันทีเมื่อมีลูกศรคันหนึ่งพุ่งเข้าใส่หัวไหล่ขวาของเขาด้วยความเร็วที่ยากเกินหลบหนีเืสีแดงฉาดไหลอาบเปื้อนเสื้อผ้า ความเ็ปเเล่นไปทั่วร่างแต่เฉินฟงไม่ได้ใส่ใจนัก ตอนนี้สายตาชายหนุ่มพุ่งตรงไปยังจุด ๆ หนึ่งในป่าที่ตอนแรกไร้เงาคน แต่ตอนนี้กลับปรากฏเงาร่างนับสิบในชุดสีเขียวของตระกูลเว่ยอยู่
“ในที่สุดก็ปรากฏตัวสินะ”
เฉินฟงลุกขึ้นยืนเรียกมืดสั้นให้กลับมาอยู่ในมือตนอีกครั้งด้วยท่าทางเตรียมพร้อมสู้ ไม่ว่าอย่างไรเขาไม่มีทางยอมแพ้ !
แปะ แปะ
เสียงปรบมือดังขึ้นพร้อมกลุ่มคนตระกูลเว่ยที่หลีกทางให้ชายสองคนเดินออกมาด้านหน้า ชายคนแรกที่นำหน้าอยู่ในชุดสีขาวใบหน้ามีหน้ากากหยกขาวปิดบังครึ่งใบหน้าท่าทางเย่อหยิ่งกำลังเดิมปรมมือมาทางเฉินฟง ดวงตาที่ปรากฏพ้นหน้ากากเผยให้เห็นประกายสนุกสนานเหมือนเจอของเล่นที่น่าพอใจ
ชายอีกคนที่เดินอยู่ด้านหลังสวมใส่ชุดสีน้ำเงินร่างสูงโปร่งใบหน้าคมเข้มสายตาเ้าเล่ห์จ้องมองเฉินฟงเหมือนเสือที่กำลังล่ากวาง จอมยุทธ์ด้านหลังทั้งหมดให้ความเคารพชายทั้งสองมาก สองคนนี้อาจเป็คุณชายตระกูลเว่ย
“ช่างน่าประหลาดใจที่เ้าสามารถฆ่าจอมยุทธ์ลี่จิงขั้น 3 ได้ด้วยพลังแค่นี้” ชายในหน้ากากเอ่ยออกมาพร้อมรอยยิ้มสนุกสนาน
“แต่ว่า…”
ฟิ้ววว
แส้สีดำยาวกว่า 2 จั้ง พุ่งตรงมาหาเฉินฟงจากชายชุดน้ำเงิน ชายหนุ่มหลบหลีกได้เพียงชั่วครู่ก็ถูกเเส้เส้นยาวมัดตรึงร่างกายเอาไว้
“ข้าเบื่อเกมเเมวล่าหนูครั้งนี้แล้ว”
เฉินฟงมองกลุ่มคนตรงหน้าด้วยสายตาไม่ยอมแพ้ สถานการณ์ตอนนี้ของเขาเข้าขั้นจนตรอก เขาััได้ถึงพลังของคนทั้งสองที่มากกว่าระดับลี่จิง ไม่แปลกใจที่เ้าพวกน้ันมองเขาดั่งมดปลวกในสายตา แต่มันช่าง…น่าเจ็บใจ !!
“องค์ชายฆ่ามันเลยดีหรือไม่ คนคนนี่บังอาจสังหารคนตระกูลเว่ยของข้าแค่โทษนี้ก็สมควรตายแล้ว”
ชายในชุดน้ำเงินเอ่ยกับชายสวมหน้ากากหยกขาวด้วยท่าทางนอบน้อมพร้อมกระชับเเส้ในมือให้บีบรัดร่างของเฉินฟงมากขึ้น ร่างกายที่ถูกพันธนาการของเฉินฟงปวดร้าวไปหมด นี่ไม่ใช่เเส้ธรรมดาแต่ทุกการบีบรัดแฝงไปด้วยพลังิชี่ที่ร้ายกาจ ทุกการััของเเส้ราวกับเปลวเพลิงแผดเผาิัร้าวลึกไปถึงกระดูกถือเป็เคล็ดวิชาควบคุมแส้ที่ยอดเยี่ยมวิชาหนึ่ง เหนือล้ำกว่าการควบคุมแส้ของซูอิงอิงไปหลายขั้น ใบหน้าของเฉินฟงซีดเซียวทันที
“อ็อค”
แส้พวกนี้…กำลังซูบกินเืของเขา !!
“มันต้องตายอยู่แล้ว เอาแมวมาให้ข้า”
สิ้นเสียงองค์ชายใต้หน้ากากร่างของเเมวเบญจมาศที่หลับไหลในอกของเฉินฟงก็ถูกกระเเสพลังสายหนึ่งโอบล้อมและลอยไปในมือของจอมยุทธ์คนหนึ่ง
เพียงพริบตาเดียวร่างสูงในชุดสีขาวขององค์ชายก็เคลื่อนเข้ามาใกล้ร่างเฉินฟง ก้มลงหยิบมืดสั้นสนิมเขรอะของเฉินฟงขึ้นมาถือไว้ มุมปากยิ้มด้วยความพอใจ เขาไม่เชื่อว่าพลังของเฉินฟงอย่างเดียวจะสามารถฆ่าจอมยุทธ์ระดับลี่จิงขั้น 3 ลงได้อย่างง่ายดาย แต่คงเป็เพราะอาวุธที่ดูธรรมดาเล่มนี้มากกว่าที่ทำให้การฆ่าง่ายขึ้น
“อาวุธเล่มนี้อยู่ในมือขยะเช่นเ้าก็ดูน่าเสียดายนัก”
“ตระกูลเว่ยกล้าบ้าบิ่นเช่นนี้ไม่กลัวว่าหลังจากนี้จะถูกทุกตระกูลรุมเอาคืนหรืออย่างไร”
“รุมเอาคืนอย่างนั้นหรือ ก็แค่พวกตระกูลชั้นต่ำ ไม่อยู่ในสายตาข้าซักนิดเดียว” ชายใต้หน้ากากหยกขาวเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มหยัน
เมื่อเห็นอีกฝ่ายกำลังมองสำรวจมีดสั้นเฉินฟงได้แต่เจ็บเเค้นสายตาแข็งกร้าวมองไปยังชายในชุดขาวด้วยท่าทางไม่ยินยอม แม้พยายามดิ้นรนจากพันธนาการมากเพียงไหนก็ไม่อาจคลายมันลงได้ กลับกันแส้ยิ่งรัดร่างของเขาแน่นขึ้นและเพิ่มความเร็วในการดูดกลืนโลหิตในร่างกายเขามากขึ้น
“ไม่ยินยอมอย่างนั้นหรือ แล้วเ้าจะทำอะไรได้ เป็แค่ขยะระดับลี่จิงขั้น 1 กล้าดีอย่างไรใช้สายตาเช่นนั้นกับองค์ชาย !” เสียงชายในชุดน้ำเงินดังขึ้นพร้อมกับหมัดอาบไปด้วยพลังิชี่กระแทกเข้าเต็มท้องของเฉินฟง ชายหนุ่มกระอักเืออกมาอีกคำโต
สถานการณ์ตอนนี้ไม่ใช่การต่อสู้แต่เป็เขาที่กำลังโดนซ้อมอยู่ฝ่ายเดียวต่างหาก !
“ช่างเถอะคุณชายเว่ย เราเสียเวลาเล่นสนุกกับเ้านี่มานานเกินไปแล้วเ้ารีบสังหารมันเถอะ” ชายใต้หน้ากากหยกขาวพูดโดยที่ไม่แสดงความสนใจใด ๆ ต่อเฉินฟงอีก เขาลูบมีดสั้นไปมาแล้วออกเเรงหักมันเป็สองท่อน !!
เพล้ง
ด้ามมีดสั้นทั้งสองร่วงลงพื้น เฉินฟงมองมีดของตนที่ถูกหักเป็สองท่อนด้วยสายตาเ็ป ดวงตาสีน้ำตาลมองออกไปยังชายในหน้ากากด้วยสายตาดุดัน แต่อีกฝ่ายเพียงยิ้มหยันกลับมาเท่านั้น มีดเล่นนี้อาจจะค่อนข้างพิเศษ แต่เมื่อดูดี ๆ แล้วก็ยังไม่มีคุณค่ามากพอให้เขาสนใจองค์ชายเช่นเขาหรือจะ้าของแบบนี้
“โกรธแค้นข้าหรือ แล้วด้วยพลังของเ้าจะทำอะไรได้”
เฉินฟงจ้อมมองใบหน้าภายใต้หน้ากากนิ่งมือทั้งสองข้างกำแน่นเข้าหากัน อีกฝ่ายเพียงยิ้มแล้วส่ายหน้าโบกมือเป็สัญญาณให้คุณชายเว่ยสังหารเฉินฟงซะ พร้อมกับหันหลังเดินจากไป
นาทีนั้นแรงบีบรัดรอบด้านรุนแรงมากเฉินฟงกระอักเืออกมาอีกคำโต
“อ๊าคคคค”
เสียงเเห่งความเ็ปดังออกมาชายหนุ่มพยายามกัดฟันฝืนกลั้นความทรมานนี้ไว้
เขาจะไม่ยอมตายที่นี่….
ชายหนุ่มหลับตาลงเคลื่อนพลังไปยังตันเถียนแห้งแล้งของตน ร่างจิตทรุดโทรมตรงไปหาลูกแก้วตันเถียนที่ร้าวลึกในศาลา โดยไม่ลังเลเฉินฟงโคจรพลังภายในรวบรวมพลังแห่งจิติญญาของตนเองมีเพียงทางนี้เท่านั้น มีเพียงเขายืมพลังจากลูกแก้วตันเถียงเท่านั้นจึงสามารถรักษาชีวิตของตนไว้ได้ แม้จะต้องแลกกับพลังอายุขัยครึ่งหนึ่งในร่างกายและการสูญเสียลูกแก้วตันเถียนไป !
เฉินฟงกัดฟัน ถ้าไม่ใช่สถานการณ์เป็ตายเขาไม่มีทางเลือกเส้นทางนี้แน่ !
แต่ก่อนที่การโคจรพลังจะสำเร็จเฉินฟงััได้ถึงกระเเสพลังสายหนึ่งที่เเล่นเข้ามาในตันเถียนอย่างรวมเร็ว คิ้วหนาขมวดเข้าหากันพลังสายนี้เขาไม่คุ้นเคยมาก่อน จู่ ๆ ในตันเถียงของเฉินฟงปรากฏมีช่องว่างขนาดใหญ่เกิดขึ้น ภายในช่องว่างเป็คลื่นพลังวนเวียนสีดำม่วงน่าพิศวง เฉินฟงหันไปมองมันสายตาคมเกิดแววลังเล ในที่สุดก็ตัดสินใจหยุดโคจรพลังและทะยานตัวเข้าไปภายในช่องว่างขนาดใหญ่นั้น บางอย่างในจิตใจร้องบอกว่านี่เป็อีกทางรอดของเขา !!
ด้านคนตระกูลเว่ยคุณชายเว่ยตวัดเเส้เตรียมปลิดลมหายใจของเฉินฟง ร่างที่เคยหลับตาเกือบสิ้นใจของเฉินฟงลืมตาโพร่งขึ้นพร้อมกับช่องว่างวงกลมขนาดใหญ่เหนือร่างของชายหนุ่มดูดดึงร่างของเฉินฟงเข้าไปภายในนั้น คุณชายเว่ยใแต่ก็มีสติมากพอที่จะคลายเเส้ออกเพราะพลังงานนั้นกำลังดึงอาวุธของเขาเข้าไปพร้อมร่างเ้าขยะนั้น
ทุกสายตาหันมองช่องว่างที่มีกระเเสพลังปั่นป่วนสีดำสลับม่วงด้วยความตกตะลึงทุกคนััได้ถึงพลังปริศนาที่ดึงร่างพวกเขาเข้าไปภายในช่องว่างมากขึ้นเรื่อย ๆ เพียงไม่นานร่างของเฉินฟงที่อยู่ใกล้ที่สุดก็หายไปภายในนั้น !
“องค์ชาย !” คุณชายเว่ยร้องเรียก้าความคิดเห็น คนที่ถูกเรียกสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นทันที พลังแบบนี้มันอะไรกัน ด้วยสัญชาตญาณทุกคนรับรู้หากตนถูกดูดเข้าไปชีวิตของพวกเขาก็จบลง
“รีบไป !” พูดจบชายในหน้ากากหยกก็ทะยานตัวจากไปเป็คนแรก ดีที่หลังจากช่องว่างนั้นดูดกลืนเฉินฟงไปแล้วพลังการดึงดูดของมันจางลงมากพวกเขาจึงสามารถหลบหนีออกมาได้ เพียงไม่นานช่องว่างม่วงดำก็ปิดลงทุกอย่างกลับคืนสู่สภาวะปกติ คนตระกูลเว่ยที่หลบหนีห่างออกไปหลายสิบลี้จ้องมองช่องว่างที่ค่อย ๆ ปิดลง
ดวงตาภายใต้หน้ากากหยกมีแววสงสัยไม่น้อยว่าช่องว่างนั้นคืออะไรกัน เกิดขึ้นได้อย่างไรและทำไมถึงหายไปเฉย ๆ
“องค์ชายช่องว่างนั้น มันเป็พลังรูปแบบใดกัน”
ผู้ถูกเรียกไม่เพียงไม่ตอบกลับหันร่างทะยานตัวออกไป เมื่อไม่ได้รับคำตอบจากผู้เป็นายคุณชายเว่ยและจอมยุทธ์คนอื่น ๆ จึงทะยานตัวตามออกไป แม้ไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่คนที่ถูกดูดกลืนไปอย่างไรก็ไม่อาจรอดชีวิตไปได้