ซุปเปอร์เมียยุค 70

    9 สำรวจบ้าน

            หลังจากที่นางหลิงซื่อออกไปซื้อของที่ในตัวเมืองแล้ว ที่บ้านก็เหลือเพียงมู่เสี่ยวหลัน เว่ยชิงชิง และสองแฝดที่กำลังนอนหลับเป็นลูกแมวขี้เซาอยู่ในตอนนี้ เธอจึงวางแผนสอบถามข้อมูลวันเวลาและสถานที่ ๆ ตัวเองโผล่มาแห่งนี้ว่ามันอยู่ตรงส่วนในของประเทศจีน 


            “ ชิงชิง ตั้งแต่สลบไปพี่ก็รู้สึกมึนหัว หลง ๆ ลืม ๆ ไปหมด ตอนนี้วันที่เท่าไหร่และปีอะไรเหรอจ๊ะ ”


            “ หือ.. พี่เสี่ยวหลันเป็นอะไรมากหรือเปล่าคะ ฉันได้ยินแม่บอกว่าพี่หยุดหายใจไปช่วงหนึ่งหลังจากที่คลอดต้าเป่าออกมา ฉันว่าให้พี่ใหญ่พาพี่ไปหาหมอที่โรงพยาบาลดีไหมคะ เพื่อสมองของเพื่อจะมีปัญหา ”


            มู่เสี่ยวหลัน “…” ทำไมมันถึงฟังทะแม่ง ๆ ชอบกล


            “ ไม่ต้องหรอกจ้ะ พี่แค่รู้สึกเบลอ ๆ และไม่แน่ใจนิดหน่อย ก็เลยถามเธอเพื่อความแน่ใจเท่านั้นเอง ตอนนี้ร่างกายพี่ดีขึ้นมากแล้ว ไม่จำเป็นต้องไปหาหมอให้เปลืองเงินหรอกจ้ะ ”


            “ ถ้าพี่มั่นใจว่าสบายดี ฉันก็จะเชื่อพี่ค่ะ แต่หากว่าพี่รู้สึกผิดปกติเมื่อไหร่ก็ให้รีบบอกพวกเราได้นะคะ เงินเก็บพวกเรายังพอมี สุขภาพร่างกายของพี่ย่อมสำคัญกว่าเงินพวกนั้นอยู่แล้ว ”


            “ ขอบใจนะจ๊ะ การมีครอบครัวมันดีอย่างนี้นี่เอง ” มู่เสี่ยวหลันขอบคุณน้องสาวสามีฟ้าประทานด้วยความซึ้งใจ


            “ ก็เราเป็นครอบครัวเดียวกันนี่คะ พี่ใหญ่เสียสละเพื่อครอบครัวมามากมาย พี่และหลาน ๆ ที่เป็นถึงเป็นภรรยาและลูก ๆ ของพี่ใหญ่ย่อมต้องสำคัญกับครอบครัวเราอยู่แล้ว เงินทองเป็นของนอกกาย เดี๋ยวฉันก็จะเรียนจบแล้ว จากนั้นฉันจะหางานทำ และช่วยครอบครัวทำงานหาเงินได้มากขึ้นแน่นอนค่ะ พี่ไม่ต้องเป็นห่วงนะ อ้อ! ฉันเกือบลืมที่พี่ถามไปเลย วันนี้เป็นวันที่ 30 เดือนมิถุนายน ปี 1975 ค่ะ แล้วพวกเราก็อยู่ที่หมู่บ้านสุ่ยหนานที่เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ในมณฑลเหอหนานค่ะ ”


            “ อ๋อ อืม ใช่จริงด้วย พี่ก็นึกว่าพี่จำผิดไป ที่แท้ก็ไม่ใช่ สมงสมองนี่น้า นี่แหละคนเขาถึงว่า ตั้งท้องทีเหมือนโง่ไปสามปี แต่พี่ท้องแค่แปดเดือน กลับรู้สึกเหมือนโง่ไปอีกแปดปีเลย แหะแหะ ” มู่เสี่ยวหลันแถเอาตัวรอดจนสีข้างถลอกปอกเปิก


            ในที่สุดเธอก็รู้แล้วว่าตอนนี้ตนเองอยู่ที่ภาคกลางของประเทศ ซึ่งเหอหนานนั้นเป็นแหล่งอารยธรรมอันยาวนานนับสามพันปีของประเทศจีน เรียกง่าย ๆ ว่าเป็นแหล่งรวมเมืองหลวงโบราณนั่นเอง โอ้….. ขุมสมบัติอยู่ไม่ไกล มู่เสี่ยวหลันรู้สึกขนลุกขึ้นมาทันทีเมื่อนึกถึงโบราณวัตถุจำนวนมาก แต่ตอนนี้เธอยังไม่มีทุนทรัพย์มากพอที่จะไปกว้านหาของโบราณมาเก็บสะสมเอาไว้ จึงต้องพักเรื่องนี้เอาไว้ก่อน และหาวิธีแก้ตัวไม่ให้สาวน้อยที่อยู่ตรงหน้าสงสัยเอาได้


            “ ฮ่า ฮ่า โง่อะไรกันคะ ฉันว่าพี่ฉลาดจะตาย ทั้งสวย ทั้งฉลาด แล้วยังคลอดลูกแฝดได้อีก พี่อี้หานโชคดีจะตาย ”


            “ ขอบใจจ้าที่ชมพี่ เธอก็ทั้งสวยทั้งฉลาดเหมือนกัน เดี๋ยวอีกไม่นานคงมีแม่สื่อมาเคาะประตูถึงบ้านแน่ ๆ เลย ไม่เชื่อรอดูได้เลยจ้ะ ”


            “ พี่เสี่ยวหลันละก็ อย่าล้อฉันเล่นแบบนี้สิคะ ฉันเพิ่งจะอายุสิบหกปีเองนะ ยังต้องรออีกนานกว่าจะแต่งงานได้ ” สาวน้อยวัยกระเตาะถึงกับอายหน้าแดงเพราะโดนพี่สะใภ้หยอกล้อเรื่องการออกเรือนของเธอ 


            “ นานอะไรกัน อีกสองปีเธอก็จะอายุสิบแปดปีแล้ว สามารถแต่งงานได้แล้ว ชิงชิงมีชายหนุ่มที่สนใจรึยังจ๊ะ บอกพี่ได้นะ พี่จะได้ช่วยดูได้ว่าผู้ชายคนนั้นเป็นคนดีและสามารถดูแลเธอได้หรือเปล่า แต่พี่ว่าอย่าเพิ่งรีบแต่งงานเลย ถึงจะแต่งหลังจากอายุยี่สิบไปแล้วก็ยังไม่ถือว่าสายเกินไปหรอกจ้ะ ถ้าพี่เลือกได้พี่ก็ยังอยากเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้นไปอีกเหมือนกัน ”


            เว่ยชิงชิงโดนพี่สะใภ้ถามเรื่องความรักก็ถึงกับหน้าแดงระเรื่อ “ ฉันไม่มีคนรักหรอกค่ะ แล้วฉันก็ไม่รีบด้วย ฉันอยากอยู่กับครอบครัวเราไปอีกนาน อยู่เลี้ยงหลาน ๆ ช่วยพี่กับพี่ใหญ่ไปนาน ๆ เลย ใช่ไหมจ๊ะ ต้าเป่ากับเสี่ยวเป่าก็อยากให้อาอยู่ด้วยกันนาน ๆ ใช่ไหมจ๊ะ ”


            “ ชิงชิงเธอถามเด็กทารกที่กำลังหลับ พวกเขาจะตอบเธอได้เหรอจ๊ะ ฮ่าฮ่า พี่ว่าเธอไม่ต้องรีบแต่งงานแหละดีแล้วตั้งใจเรียนให้จบ พี่มีลางสังหรณ์ว่าประเทศของเราอาจจะกำลังมีการเปลี่ยนแปลงภายในสองสามปีนี้ แล้วพวกเธอก็อาจจะสามารถมีโอกาสได้เรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยก็ได้ แต่เธออย่าเอาเรื่องนี้ไปพูดที่ไหนนะ เพราะพวกเราอาจจะเดือดร้อนได้ เธอก็รู้ใช่ไหมจ๊ะว่าเรื่องแบบนี้ไม่สามารถเอาไปพูดที่ไหนได้ แต่พี่คิดว่าเพื่ออนาคตของเธอและน้อง ๆ จึงอยากให้พวกเธอเตรียมตัวเอาไว้ก่อน หากมันเป็นจริงอย่างที่พี่คิด พวกเธอก็จะมีโอกาสมากกว่าคนที่อยากเรียนต่ออีกหลาย ๆ คน”


            “ ฉันก็หวังว่าจะเป็นอย่างนั้นเหมือนกันค่ะ แต่ฉันไม่หวังที่จะเรียนต่อหรอกค่ะ แค่มีโอกาสได้เรียนจนจบมัธยมปลายได้นี่ก็ถือว่าฉันเรียนจบสูงพอสมควรแล้ว เก็บเงินไว้ให้ อาหยางแล้วก็สองแฝดเรียนดีกว่าค่ะ ”


            “ เรื่องเงินเธอไม่ต้องเป็นห่วงปล่อยให้เป็นเรื่องของผู้ใหญ่จัดการเถอะจ้ะ หากมีโอกาสได้เรียนสูงๆ พี่ก็อยากให้เธอคว้าเอาไว้ เพราะมันจะช่วยทำให้เธอหางานที่ดีทำได้ ไม่ต้องลำบากใช้แรงงาน หรือเธอคิดจะแต่งงานพี่ก็ไม่ห้ามหรอกนะแต่พี่ไม่อยากให้เธอปิดกั้นโอกาสดี ๆ ในชีวิตโดยการแต่งงานเร็วเกินไป รอสักหลังเธออายุยี่สิบปีค่อยแต่งงานก็ยังไม่สายเกินไปหรอกจ้ะ ” 


            “ หากมีโอกาสฉันก็อยากเรียนต่อนะคะ แต่เรื่องนี้ฉันยังไม่สามารถตัดสินใจได้ คงต้องถามความเห็นพ่อแม่กับพี่ใหญ่ก่อน ”


            “ อืมพี่ก็แค่ถามความเห็นเธอเท่านั้นแหละจ้ะ พี่ไม่บังคับเธอหรอกนะ แต่ถ้าเธออยากจะเรียนต่อก็ต้องเตรียมตัวอ่านหนังสือล่วงหน้าไว้ให้มาก ๆ เพราะคงมีคนหนุ่มสาวอีกหลายคนที่ต้องการจะเรียนต่อในมหาวิทยาลัยเพื่อที่จะได้ย้ายกลับเข้าไปอยู่ในเมืองและไม่ต้องทนทำนาอีกต่อไป ซึ่งก็ต้องแข่งกันแล้วว่าตอนสอบใครจะทำคะแนนได้ดีและสูงมากพอที่จะผ่านเข้าไปเรียนที่มหาวิทยาลัยที่มีที่นั่งจำกัดได้ โดยเฉพาะในเมืองหลวงที่ต้องแข่งนันแย่งที่นั่งกันดุเดือดแน่ ๆ คนที่เตรียมตัวไม่พร้อมก็คงจะต้องผิดหวังไป อ่านมากก็มีความรู้มาก มันไม่เปล่าประโยชน์หรอกนะจ๊ะ ถึงแม้ว่าในอนาคตชิงชิงจะไม่ได้เรียนต่อในมหาวิทยาลัยก็ตาม เธอลองเอากลับไปคิดดูก่อนก็แล้วกัน แต่ตอนนี้พี่ต้องรีบไปเข้าห้องน้ำก่อนเพราะกลั้นไว้นานแล้ว ฝากเธอดูหลาน ๆ ให้พี่ด้วยนะแล้วจ๊ะเดี๋ยวพี่จะรีบกลับมา ” มู่เสี่ยวหลันร่ายยาวก่อนที่จะรีบเดินออกไปด้านนอก


            ตอนนี้ถือเป็นโอกาสดีที่ทั้งบ้านมีเพียงเว่ยชิงชิงอยู่กับเธอแค่สองคนที่เป็นผู้ใหญ่ไม่นับรวมเจ้าเหมียวน้อยสองคนของเธอ ดังนั้นมู่เสี่ยวหลันจึงขอร้องให้ชิงชิงดูแลเด็ก ๆ แทนเธอในระหว่างที่เธอออกไปเข้าห้องน้ำ ส่วนเธอขอออกไปสำรวจดูสภาพภายนอกห้องนอนก่อนสักนิดเถอะว่าจะมีสภาพเป็นอย่างไรบ้าง เพราะแม้จะข้ามวันข้ามคืนมาแล้วมู่เสี่ยวหลันก็ยังไม่มีโอกาสได้ก้าวเท้าออกไปจากห้องสี่เหลี่ยมแคบ ๆ ห้องนี้เลย 


            หลังจากที่มองดูคร่าว ๆ เธอก็เห็นว่าบ้านของตระกูลเว่ยเป็นบ้านอิฐซึ่งหาได้ยากมากในสมัยนี้ แต่มีสภาพค่อนข้างไปทางเก่ามีทั้งหมดสี่ห้องนอน มีห้องโถงกลางที่คงเอาไว้นั่งทานข้าวที่นี่เพราะมีโต๊ะตั้งอยู่ในห้องโถงนี้ ด้านหลังเป็นห้องน้ำและห้องครัว สภาพเก่าแต่ก็ดูสะอาดสะอ้าน เก็บกวาดเรียบร้อย มองดูรอบ ๆ ภายในบ้านเสร็จมู่เสี่ยวหลันก็รีบเดินไปสำรวจภายในห้องครัวต่อในทันที 


            อืม…ข้าวสารเหลือประมาณห้าจิน นอกจากนั้นก็ยังมีแป้งข้าวโพด แป้งสาลี แป้งข้าวเจ้า เครื่องปรุง ก็มีพวก เกลือ น้ำตาล ซอสปรุงรส น้ำส้มสายชู น้ำมัน 


            มู่เสี่ยวหลัน หันมองซ้ายขวาสำรวจรอบ ๆ เมื่อมั่นใจว่าไม่มีคนอยู่ในบริเวณนี้เธอก็รีบหายตัวเข้าไปในมิติ แล้วเติมทุกอย่างที่มีอยู่ในครัวในปริมาณที่ไม่ดูผิดสังเกต แล้วเธอก็ไม่ลืมที่จะเข้าห้องน้ำของเธอที่อยู่ภายในมิติก่อนที่จะออกมาอีกด้วย เพราะห้องน้ำส้วมซึมในชนบทจะสู้ห้องน้ำชักโครกอัตโนมัติจากยุคสองพันยี่สิบเอ็ดได้อย่างไร 


            แปรงฟันล้างหน้าล้างตาเช็ดตัวเสร็จ แม้ว่าจะยังอาบน้ำไม่ได้แต่เธอก็ไม่รู้สึกเป็นปลาเค็มเหมือนก่อนหน้านี้ ก่อนที่จะออกไปมู่เสี่ยวหลันก็ไม่ลืมหยิบถังน้ำที่อยู่ในครัว เดินออกไปตักน้ำที่สระน้ำด้านนอกแล้วเอาไปเติมใส่โอ่งน้ำดื่มที่มีเหลืออยู่เพียงครึ่งเดียวในครัว จากนั้นก็เอาไปเติมใส่ถังน้ำใช้ภายในห้องน้ำ 


            แม้ว่าเธอยังไม่รู้สรรพคุณที่แน่ชัดของบ่อน้ำวิเศษที่แน่ชัด แต่หลังจากที่ดื่มเข้าไปแล้วร่างกายที่บอบช้ำจากการคลอดลูกของเธอสามารถหายเป็นปกติได้ เธอจึงหวังว่ามันคงจะสามารถช่วยบำรุงร่างกายสมาชิกครอบครัวเว่ยได้ไม่มากก็น้อยหลังจากที่ต้องทำงานหนักมาทั้งวันในทุ่งนา


            เหลือบตาไปมองที่ด้านนอกห้องครัว มู่เสี่ยวหลันก็เห็นพื้นที่ที่เป็นแปลงผักหลายแปลงที่ครอบครัวเว่ยปลูกเอาไว้เพื่อรับประทานเอง เธอจึงนึกอยากลองเอาน้ำในมิติออกมารดดูว่ามันจะเหมือนในนิยายบางเรื่องที่เธอเคยอ่านมาก่อนหรือเปล่า


            “ ขอลองดูหน่อยก็แล้วกันนะ ” มู่หลันใช้น้ำจากในมิติรดน้ำผักทุกแปลงในสวนหลังบ้านรวมถึงต้นผิงกั่วและต้นท้อที่มีอยู่อย่างละต้นด้วยเช่นกัน 


            “ กะต๊าก กะต๊าก ”


            “ อะไรอยากได้น้ำเหมือนกันเหรอพวกแกน่ะ ” มู่เสี่ยวหลันหันมาถามกับแม่ไก่ในเล้าที่เหลืออยู่แค่สามตัว เพราะเมื่อเช้านี้โดนเชือดไปทำซุปบำรุงมู่เสี่ยวหลันเสียแล้วหนึ่งตัว 


            หากวิญญาณไก่ตัวนั้นมีอยู่จริงมันคงอยากจะมาบอกเพื่อน ๆ ร่วมบ้านเก่าของมันว่านี่คือศัตรูตัวฉกาจของพวกมันที่เหลือและพวกมันกำลังจะโดนเรียงคิวโดนเชือดไปบำรุงร่างกายของผู้หญิงคนนี้


            “ อ่ะ ก็ได้ฉันเป็นผู้หญิงใจดี รักสัตว์ เอ็นดูสามีเด็ก เอ้ย!ไม่ใช่ เอ็นดูเด็กหรอกนะจะบอกให้ ” พูดเองเออเองเสร็จมู่เสี่ยวหลันก็เทน้ำใส่ลงไปในถาดใส่น้ำสำหรับแม่ไก่ทั้งสามตัว 


            “ ไปละนะ ฉันรีบ! ” มู่เสี่ยวหลันรีบหันหลังเดินกลับเข้าไปในห้องน้ำก่อน จากนั้นก็เข้าไปในมิติอีกครั้งเพื่อทำความสะอาดตัวเองอย่างรีบเร่งก่อนที่จะเดินกลับเข้าไปในห้องนอน

     

            ……….

     

            “ พี่เสี่ยวหลันไปห้องน้ำนานจังเลยค่ะ พี่เป็นอะไรไปหรือเปล่าหรือรู้สึกไม่สบายตรงไหนไหม ถ้าพี่รู้สึกไม่ดีให้รีบบอกฉันนะ ฉันจะได้รีบไปเรียกพี่อี้หานให้มาพาพี่ไปหาหมอ ฉันเป็นห่วงจนเกือบจะตามออกไปดูแล้วหากพี่กลับมาช้ากว่านี้อีกนิดเดียว ” เว่ยชิงชิงยิงคำถามใส่พี่สะใภ้ไม่หยุดทันทีที่เธอกลับเข้ามาในห้องด้วยความเป็นห่วง


            “ เอ่อ พี่ขอโทษนะจ๊ะที่หายไปนานแล้วทำให้เธอเป็นห่วง พอดีว่า…พี่ท้องผูกน่ะ! ก็เลยนั่งนานไปหน่อย ” 


            มู่เสี่ยวหลัน  "..." !      ‘ เฮ้อ คนกันเองแค่อึไม่ออกคงไม่ขายหน้าเท่าไหร่หรอกมั้ง จะเสียภาพลักษณ์พี่สะใภ้ผู้ดูดีไปไหมเนี่ยเรา คิดมากไปก็เท่านั้นช่างมันเถอะ ' มู่เสี่ยวหลันนึกเสียใจนิด ๆ ที่เผลอปากไวตอบไปแบบนั้น


            “ ฮะฮะ อ๋อค่ะ ฉันเข้าใจ เอาไว้ฉันจะทำซุปผักให้พี่ทานเย็นนี้นะคะ เที่ยงนี้แม่บอกว่าให้ฉันอุ่นซุปไก่ที่เหลืออยู่ให้พี่กินค่ะบำรุง ”  


            “ อืม ขอบใจจ้ะ ชิงชิงก็แบ่งมากินเองด้วยนะ ตอนนี้เธอผอมมากไป ต้องบำรุงให้มากหน่อย เดี๋ยวต่อไปในอนาคตสุขภาพไม่แข็งแรงจะทำให้มีลูกยากนะจ๊ะ ” 


            “ ไม่ต้องหรอกค่ะ ฉันกินอย่างอื่นได้ ซุปไก่นี้เอาไว้ให้พี่กินบำรุงร่างกายหลังคลอด ร่างกายพี่จะได้แข็งแรงไวไวไงคะ ”


            “ โอ๊ย พี่แข็งแรงดี เธอดูสิตอนนี้พี่ตัวใหญ่กว่าเธอมาก บำรุงมากไปก็ไม่ดีหรอกนะจ๊ะ เดี๋ยวตอนแม่กลับมาก็ซื้ออาหารมาเพิ่มอีก เธอกินที่เหลือกับพี่เถอะจะได้ไม่ต้องทำอาหารเพิ่ม ”


            โดนพี่สะใภ้คะยั้นคะยอหนักเข้าในที่สุดเว่ยชิงชิงก็ยอมรับปากทำตามความต้องการมู่เสี่ยวหลันด้วยความจำใจ จากนั้นมู่หลันที่ทำใจยอมรับกับการที่ตนเองต้องกลายมาเป็นมู่เสี่ยวหลันได้แล้วก็คุยสัพเพเหระกับสาวน้อยเว่ยชิงชิงจนได้ข้อมูลของบ้านเว่ยมาเพิ่มไม่น้อยเลยทีเดียว ซึ่งบางเรื่องแม้แต่มู่เสี่ยวหลันคนเดิมก็ไม่เคยรู้มาก่อน 


            “ ชิงชิงจ๊ะ เล่าเรื่องของครอบครัวเราให้พี่ฟังบ้างสิ พี่รู้เพียงแค่ว่าแม่สามีเป็นคนหมู่บ้านสุ่ยหนานโดยกำเนิดเพราะตั้งแต่มาอยู่ที่นี่พี่ก็รู้จักแต่ญาติพี่น้องทางฝ่ายแม่สามี แล้วของพ่อล่ะ ท่านไม่มีครอบครัวหรือญาติพี่น้องที่นี่เหรอ ”


            “ ไม่มีหรอกค่ะ อันที่จริงฉันก็ไม่ค่อยรู้อะไรมากนัก รู้เท่าที่พ่อเล่าให้ฟังว่าเดิมพ่อเป็นคนเมืองหลวงแต่ย้ายมาอยู่ที่นี่พร้อมกับปู่ทวดและย่าทวด แต่ย่าทวดท่านเป็นภรรยาคนที่สอง ส่วนภรรยาคนแรกนั้นเสียไปนานแล้วตั้งแต่คลอดพี่ชายต่างแม่คนที่สองของพ่อน่ะค่ะ แต่พ่อก็เรียนจบชั้นมัธยมปลายนะคะ ที่พวกเราอ่านออกเขียนได้ก็เพราะท่านเป็นคนสอนด้วยตัวเองทุกคนเลยค่ะ ” เว่ยชิงชิงกล่าวถึงเว่ยชิงเทียนผู้เป็นพ่อด้วยความภูมิใจ


            “ อ๋อ มิน่าล่ะพี่ถึงรู้สึกว่าพ่อสามีท่านดูแตกต่างจากชาวบ้านทั่ว ๆ ไป ”


            “ ใช่ค่ะ แม่เคยเล่าให้ฟังว่าสมัยหนุ่ม ๆ  พ่อเนื้อหอมมาก มีสาว ๆ มาสนใจเยอะมากเพราะนอกจากจะหน้าตาดีแล้วยังมีการศึกษาอีกด้วย แต่สุดท้ายท่านก็เลือกที่จะแต่งงานกับแม่ที่เป็นเพียงหญิงสาวชาวบ้านธรรมดา ๆ ที่เรียนไม่จบแม้กระทั่งชั้นประถม ฐานะครอบครัวก็ยังไม่ดีอีก ตอนนั้นแม่เล่าว่าแม่โดนผู้ชายจะเข้ามาลวนลามตอนขึ้นเขาไปหาของป่า โชคดีที่พ่อผ่านไปเจอเข้าแล้วช่วยแม่เอาไว้ได้ทัน จากนั้นก็ค่อย ๆ สานสัมพันธ์กัน จนพ่อขอแม่แต่งงานแล้วมีพวกเราออกมาเพิ่มอีกสี่คน ก็นั่นแหละค่ะตำนานความรักของทั้งสองคนพวกเราฟังจนท่องจำได้ขึ้นใจเลยละค่ะ ”


            “ พี่ว่ามันก็ฟังดูโรแมนติกดีนะฟังดูเป็นเรื่องราวของวีรบุรุษช่วยสาวงามไงเอามาเขียนเป็นนิยายรักได้เลยนะเนี่ย ” 


            “ โร โรแมน อะไรนะคะที่พี่พูดเมื่อกี้นี้ ฉันฟังไม่เข้าใจเลยค่ะ มันหมายความว่ายังไงเหรอคะ ”


            “ อ๋อ โรแมนติก เป็นภาษาอังกฤษ หมายถึง หวานซึ้ง ชวนรักชวนฝัน ก็ประมาณว่าเรื่องราวรักหวานซึ้งทำนองนั้นแหละจ้ะ แต่เธออย่าเผลอเอาไปพูดข้างนอกเชียวนะไม่อย่างนั้นพวกเราแย่แน่เลย เมื่อกี้พี่ก็เผลอปากพูดมากไปหน่อย ขอโทษทีจ้ะ เธอคงเข้าใจนะว่าตอนนี้ภาษาต่างชาติล้วนเป็นเรื่องต้องห้ามน่ะ ชิงชิงต้องระวังอย่าไปเผลอพูดที่ไหนนะ แม้แต่กับพ่อแม่ก็ตาม ”


            “ ฉันเข้าใจค่ะ ฉันไม่เผลอพูดออกไปแน่นอนพี่ไม่ต้องเป็นห่วง ”


            “ อืมดีแล้วจ้ะ แต่ถ้าเธออยากเรียนเอาไว้ว่าง ๆ พี่จะสอนให้เผื่อมีประโยชน์ต่อเธอในอนาคต ”


            “ ขอบคุณค่ะพี่เสี่ยวหลัน พี่จะสอนฉันจริง ๆ เหรอคะ ” เว่ยชิงชิงถามด้วยความดีใจ เธอไม่นึกเลยว่าพี่สะใภ้คนสวยของเธอจะมีความสามารถในด้านภาษาต่างประเทศด้วย แต่เธอก็ไม่แปลกใจเท่าไหร่เพราะเว่ยชิงชิงนั้นรู้ว่ามู่เสี่ยวหลันเคยเป็นนักเรียนมาจากเมืองใหญ่เธอน่าจะมีโอกาสได้เรียนภาษาต่างประเทศมาก่อนนั่นเอง


            “ จริงสิจ๊ะแต่ต้องเก็บไว้เป็นความลับนะห้ามบอกใคร เอาไว้ลองถามน้อง ๆ อีกสองคนดูว่าอยากเรียนด้วยหรือเปล่า แต่ต้องกำชับสองคนนั้นให้ดีว่าห้ามแพร่งพรายเรื่องนี้ออกไปโดยเด็ดขาด เพราะพวกเธอคงไม่อยากให้ทางการมาจับพวกเราหรอกใช่ไหมล่ะ แต่ถ้ากลัวไม่อยากเรียนพี่ก็ไม่ฝืนใจพวกเธอหรอกนะ ชิงชิงลองเอากลับไปคิดดูก่อนก็แล้วกัน ”


            “ ฉันรู้ค่ะว่าพี่หวังดีกับพวกเราจริง ๆ แล้วฉันจะลองถามอิงอิงกับอาหยางดูก่อนนะคะ ว่าทั้งสองคนอยากจะเรียนไหม ”


            “ จ้า ไม่ต้องรีบร้อนไปหรอกนะ ถึงพวกเธออยากเรียนตอนนี้พี่ก็คงสอนให้ยังไม่ได้อยู่ดี เธอดูหลานของพวกเธอสิหลังจากกินเสร็จคนนึงก็อึอีกคนก็ฉี่ใส่ผ้าอ้อมทันทีเลยเนี่ย เฮ้อ โตไวไวนะแม่ขี้เกียจเช็ดก้นให้รู้รึเปล่าฮะ เจ้าตัวยุ่งทั้งสองคน ” 


            ถึงแม้ว่าในชีวิตที่แล้วมู่เสี่ยวหลันจะจบเพียงชั้นมัธยมปลายแต่นอกจากทักษะด้านการทำอาหารแล้วเธอก็สามารถพูดภาษาต่างประเทศเช่นภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศสได้ดีมากเช่นกัน เพราะเธอใช้ชีวิตทั้งเรียนและทำงานในร้านอาหารที่ต่างประเทศเป็นเวลานานถึงสิบกว่าปีเลยทีเดียว มู่เสี่ยวหลันจึงมั่นใจในทักษะทางด้านภาษาของเธอค่อนข้างมากเลยทีเดียว


            มู่เสี่ยวหลันไม่ได้คิดอะไรมากเธอเพียงต้องการที่จะสนับสนุนให้เด็ก ๆ บ้านเว่ยมีความสามารถและเรียนสูงๆ ให้ประสบความสำเร็จชีวิตกันทุกคน ไม่ใช่ว่าเธอเป็นคนดีมาจากไหนหรอก เธอแค่ไม่อยากมีตัวภาระในอนาคตเพียงแค่นั้นเอง

     

            เพราะเมื่อก่อนเธอเคยเห็นตัวอย่างมาเยอะแยะที่บางครอบครัวจะมีคนไม่เอาไหน นอกจากจะไม่รู้จักทำงานทำการแล้วยังล้างผลาญคนในครอบครัวอีกต่างหาก ซึ่งหากอนาคตเธอต้องอยู่กับครอบครัวนี้ต่อไป เธอก็หวังว่าบ้านนี้จะไม่มีแกะดำ ทุก ๆ คนจะช่วยกันทำให้ความครัวเจริญรุ่งเรือง 


            หรือหากไม่ทำหรือช่วยอะไรเลยอย่างน้อยก็แค่ไม่เป็นตัวถ่วงเท่านั้นเธอก็พอใจแล้ว และไม่ได้หวังให้ใครมาชอบหรือถือเป็นบุญคุณอะไร แค่ไม่คอยเป็นตัวถ่วงก็ดีที่สุดแล้ว ที่สำคัญคือเธอชอบเด็ก ๆ ทั้งสามคนและเธอก็คิดว่าพวกเขาเป็นคนดีมีศักยภาพที่ควรสนับสนุนเท่านั้นเอง 

     

     

     

    คล้ายกับเรื่องซุปเปอร์เมียยุค 70 ที่คุณอ่าน

    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    213K 1367
    บันทึกสงครามวอร์เทนเนีย (Wortenia Senki)

    บันทึกสงครามวอร์เทนเนีย (Wortenia Senki)

    นิยาย แฟนตาซี
    64K 246
    บันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า (แปลจบแล้ว)

    บันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า (แปลจบแล้ว)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.35M 933
    ยอดคุณพ่อขั้นเทพ

    ยอดคุณพ่อขั้นเทพ

    นิยาย แฟนตาซี
    235K 400
    [นิยายแปล] เทพมังกรสงครามอหังการ

    [นิยายแปล] เทพมังกรสงครามอหังการ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    2.72M 5471
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247
    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    นิยาย แฟนตาซี
    161K 179
    กำเนิดใหม่ : ปรมาจารย์เทพโอสถ [จบ]

    กำเนิดใหม่ : ปรมาจารย์เทพโอสถ [จบ]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    6.78M 1459
    เลเวลอัพ

    เลเวลอัพ

    นิยาย เกมออนไลน์
    738K 4984
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405