ลานกลางหมู่บ้านซื่อหานถูกปกคลุมด้วยบรรยากาศกดดันยิ่งกว่าที่เคยเป็มา แม้แต่เสียงลมหายใจของผู้คนก็เบาจนแทบไม่ได้ยิน เมื่อาุโเจี่ยนเอ่ยขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
“บัดนี้ การทดสอบขั้นแรกแห่งจิตตื่นรู้ จะเริ่มต้นขึ้น”
หลิงเซียวสูดลมหายใจลึกเพื่อเตรียมตัว ใบหน้าเรียบเฉย แต่ภายในใจกลับตื่นตัวกว่าครั้งไหนๆ ความทรงจำจากโลกก่อนปะปนกับความจริงที่เผชิญในเวลานี้ บางอย่างในใจเขายังแฝงความลังเล ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะรู้ว่าทางข้างหน้าคือเส้นทางที่เขาไม่อาจหันหลังกลับได้อีกต่อไป
เยว่อี้ ชายหนุ่มจากสำนักหมื่นกลจักร ยืนสงบนิ่งอยู่ด้านข้าง ดวงตาคมกริบจับจ้องผู้สมัครทุกคนด้วยสายตาเรียบเฉยแต่ทะลุทะลวง
“จงหลับตาลง…และปล่อยใจให้สงบ” เยว่อี้กล่าวเสียงเรียบ
หลิงเซียวหลับตาลงช้า ๆ รอบกายเงียบงันทันที ราวกับโลกทั้งใบจมหายไปในเงามืด
วินาทีนั้นเอง… ความเย็นะเืราวสายลมแห่งฤดูหนาวพลันแทรกผ่านกลางอกเขา หลิงเซียวรู้สึกเหมือนร่างกายถูกดูดเข้าสู่ความมืดอันไร้ที่สิ้นสุด
เขาเห็นตนเองยืนอยู่ในสถานที่แห่งหนึ่งที่ไม่คุ้นเคย รอบตัวมีแต่เงาดำหนาทึบ ไม่มีแสงใดส่องลอดมา
เสียงกระซิบแว่วดังจากทุกทิศ
“เ้า…ยังอยากไปต่อจริงหรือ?”
“เ้ามีค่าพอหรือ?”
“เ้าไม่เหนื่อยหรือ?”
เสียงนั้นกระซิบถี่ขึ้นเรื่อย ๆ หลิงเซียวรู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาลที่บีบให้หัวใจแทบแตกสลาย เขากัดฟันแน่น สายตาในความมืดนั้นแข็งกร้าวขึ้นทุกที
“ไม่ว่าข้าจะเหนื่อยเพียงใด ข้าก็จะเดินต่อไป” เขาตอบเสียงหนักแน่นในใจตนเอง
ทันใดนั้น เงาดำที่ห้อมล้อมเขาอยู่ก็แตกสลายราวกระจกที่แตกละเอียด แสงอ่อนโยนของดวงอาทิตย์ยามเช้ากลับมาััใบหน้าอีกครั้ง
หลิงเซียวลืมตาขึ้น พบว่าตนเองยังคงยืนอยู่กลางลานประลอง ท่ามกลางผู้คนที่กำลังเปิดตาขึ้นด้วยความสับสนและหวาดกลัวหลายคนทรุดลงกับพื้น บ้างหน้าซีดเหงื่อท่วมตัว บ้างถึงกับก้มหน้านิ่งไม่กล้าเงยขึ้น
เยว่อี้กวาดตามองไปรอบ ๆ ด้วยสีหน้าที่สงบนิ่ง ก่อนหยุดมองที่หลิงเซียวด้วยความสนใจเป็พิเศษ เขาพยักหน้าช้า ๆ อย่างพอใจ
“ผู้ที่ผ่านบททดสอบขั้นแรกจะได้รับอนุญาตให้เข้าทดสอบในขั้นที่สองแห่งสำนักหมื่นกลจักร…”
เสียงประกาศนั้นสะท้อนก้องในใจหลิงเซียว
เฟิ่งเหยาเดินเข้ามาหาเขาอย่างรวดเร็ว สีหน้าของนางเต็มไปด้วยความโล่งใจแต่ก็เจือความกังวล
“เ้าไม่เป็ไรใช่ไหม?”
หลิงเซียวพยักหน้าเบา ๆ ยิ้มบาง ๆ เพื่อปลอบใจเธอ
“ข้าผ่านแล้ว… แต่เหมือนว่านี่เป็แค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น”
“เ้าทำได้ดีแล้ว” นางกล่าวเบา ๆ “แค่เ้าผ่านมันได้ ข้าก็สบายใจมากแล้ว”
เขามองเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำขอบคุณ ความรู้สึกที่ก่อตัวขึ้นนี้ไม่จำเป็ต้องเอ่ยออกมาเป็คำพูด—เพราะความเข้าใจในแววตาก็ชัดเจนเกินพอแล้ว
หลิงเซียวมองไปรอบตัวอีกครั้ง ในสายตาของผู้ผ่านบททดสอบแต่ละคนเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น ในขณะที่ผู้ที่ล้มเหลวถูกพากันออกจากลานประลองด้วยแววตาเศร้าสลด
หลิงจื้อเองก็ผ่านการทดสอบด้วยเช่นกัน เขายืนอยู่ไม่ไกลนัก สายตามองหลิงเซียวอย่างนิ่งเฉยแต่เต็มไปด้วยการยอมรับบางอย่างในความลึกซึ้ง
หลิงเซียวรับรู้ได้ทันทีว่า จากวันนี้ไป พวกเขาไม่ใช่คู่แข่งในหมู่บ้านเล็ก ๆ อีกแล้ว แต่จะเป็เพื่อนร่วมเส้นทางสู่การก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเอง
าุโเจี่ยนก้าวออกมากลางลานอีกครั้ง พร้อมประกาศเสียงดัง
“บททดสอบขั้นที่สองจะมีขึ้นในอีกสองวันข้างหน้า พวกเ้ามีเวลาพักผ่อนและเตรียมตัวให้พร้อม ก่อนจะเดินทางไปยังสำนักใหญ่”
เสียงฮือฮาดังขึ้นในกลุ่มผู้เข้าทดสอบ หลิงเซียวสูดลมหายใจเข้าเงียบ ๆ อย่างหนักแน่น เขารู้ดีว่าเวลาสองวันจากนี้ไป คือ่เวลาสำคัญที่เขาต้องเตรียมทั้งร่างกายและจิตใจให้พร้อมที่สุด
ขณะที่ทุกคนทยอยแยกย้ายจากลานประลอง เฟิ่งเหยาเดินเข้ามาใกล้เขาอีกครั้ง สีหน้าของเธออ่อนโยนขึ้น ดวงตาสะท้อนประกายแสงของเช้าวันใหม่
“ข้าจะรอดูเ้าก้าวไปบนเส้นทางนี้ หลิงเซียว” นางกล่าวเบา ๆ แต่เต็มไปด้วยความเชื่อมั่น
หลิงเซียวสบตาเธอพร้อมพยักหน้าช้า ๆ อย่างหนักแน่น
“ข้าสัญญา…ข้าจะไม่ทำให้เ้าผิดหวัง”
แสงอาทิตย์ยามเช้าทอดเงายาวของพวกเขาลงบนลานดิน ราวกับเป็สักขีพยานให้คำมั่นที่เพิ่งก่อตัวขึ้น
และในหัวใจของหลิงเซียว…นี่คือแสงแรกแห่งเส้นทางที่เขาได้เลือกเดินไปอย่างแท้จริง