จวนเ้ากรมคลัง
ในห้องหนังสือของจวนเ้ากรมคลัง พบศพเสนาบดีเฮ่อหยุนนอนหงายเสียชีวิตบนพื้น เขาเป็ขุนนางาุโของราชสำนักรับราชการั้แ่ครั้งองค์ไท่จู่ เสนาบดีเ้ากรมคลังผู้นี้ อายุ 55 ปี ลักษณะการเสียชีวิต นอนหงายที่พื้นไม่ไกลจากตู้หนังสือบนหน้าอกมีมีดเล่มใหญ่คมสองด้านปักหน้าอกปลายทะลุออกด้านหลัง ไม่ไกลนักที่โต๊ะหนังสือตั้งพื้นมีสตรีนางหนึ่งอายุราว 25 ปี เสียชีวิตนั่งคว่ำหน้าบนโต๊ะมีเืออกจากปาก มือเท้าชักเกร็ง เสนาบดีเหวินเจ๋อเ้ากรมอาญา พร้อมเ้าหน้าที่กรมอาญาอีก 4 คนร่วมกับมือปราบของเมืองหลวงอีก3 คนกำลังสำรวจบริเวณสถานที่เกิดเหตุ เมื่อ เสวี่ยซิงจางเหยา ไปถึงที่เกิดเหตุ พบเสนาบดีเหวินเจ๋อ เ้ากรมอาญา ต่างทำความเคารพแก่กัน
“ท่านองครักษ์ทั้งสอง ข้าตรวจสอบศพในเบื้องต้นแล้วปรากฏว่ามีดปลายแหลมเล่มใหญ่ยาว 12 ชุ่น (12นิ้ว) ปักที่อกเสนาบดีเฮ่อหยุน ปลายมีดแทงทะลุหัวใจทะลุออกด้านหลังเสียชีวิตทันที คาดว่านางซูหนี่ อายุ 25 ปีอนุภรรยาที่เพิ่งเข้าจวนมา เกิดมีปากเสียงกับท่านเสนาบดีแล้วเกิดบันดาลโทสะใช้มีดด้ามใหญ่แทงท่านเสนาบดีเฮ่อหยุน เพราะมือสองข้างของนางมีรอยเืท่านเสนาบดีเฮ่อเปื้อนอยู่”
สองสหายมองดูสภาพศพแล้วไม่ได้คล้อยตามคำสันนิษฐานของเสนาบดีเหวินเจ๋อเพียงรับฟังแล้วเดินสำรวจมุมต่างๆ รอบห้อง พบว่าภายในห้องเสนาบดีเฮ่อหยุน อันเป็สถานที่เกิดเหตุไม่มีร่องรอยการต่อสู้ใดๆสองสหายเดินไปค้นตู้เก็บหนังสือ ชั้นวางหนังสือทั้งหมด พบว่าสิ่งของทั้งหมดล้วนอยู่สภาพปกติ ไม่มีสิ่งใดชำรุดเสียหาย สองสหายสำรวจบริเวณรอบห้องอยู่นานก่อนเข้ามานั่งพินิจศพของเสนาบดีเฮ่อหยุนที่นอนตายอยู่กล่าวได้ยินกันเพียงสองคน
จางเหยาถามสหาย “เ้าว่าสตรีนางนี้จะมีพละกำลังมหาศาลใช้มีดแทงจนทะลุผ่านซี่โครงเข้าหัวใจไปถึงด้านหลังได้เช่นนั้นหรือ?”
ด้านสหาย เสวี่ยซิง ไม่ตอบแต่ถามกลับ“ห้องสะอาดเรียบร้อย ไม่มีร่องรอยบ่งบอกว่าทะเลาะกัน แต่คนร้ายกลับชิงกินยาพิษตาย เ้าว่ายาพิษที่นางกินเป็ของใครกัน?”
จางเหยาก็ไม่ตอบ แต่ถามเสวี่ยซิง “เสนาบดีเฮ่อถูกแทงจนนอนตายตรงนี้ แต่รอยเืกลับกระเซ็นไปถึงกำแพงด้านหลังเ้าว่านางมีกำลังภายในสูงส่งถึงขนาดแทงผู้ตายจนเืกระเซ็นไปไกลถึงผนังห้องเทียวหรือ?”
สหายเสวี่ยซิง ไม่ตอบ แต่กลับถามจางเหยาว่า “เ้าว่ารอยเืบนผนังด้านหลังเหมือนถูกยิงด้วยธนูหรือไม่ ส่วนเืที่เปื้อนมืออนุผู้นี้เหมือนเป็แค่รอยเปื้อนใช่หรือไม่?”
สหายจางเหยาไม่ตอบแต่กำลังจะอ้าปากจะถามเสวี่ยซิง “โธ่... ท่านทั้งสองข้าเวียนหัวจะแย่อยู่แล้ว ท่านถามกันไป ถามกันมา สรุปแล้วมันคืออะไร” เสนาบดีเหวินเจ๋อ ที่นั่งอยู่ตรงกลางมองสองสหายโต้ตอบสลับกันไปมาสุดท้ายจึงโพล่งออกมา
เสวี่ยซิงกล่าว “เราสรุปว่ามีคนที่สามอยู่ในที่เกิดเหตุด้วย และมีคนที่สี่ยิงธนูปลิดชีวิตเสนาบดีเฮ่อหยุน“
“เช่นนั้นเสนาบดีเฮ่อหยุนถูกฆาตกรรมจากคนนอกจวนน่ะสิ” เสนาบดีเหวินเจ๋อเ้ากรมอาญาถาม สีหน้าวิตกกังวล
“เช่นนั้น ท่านเหวินเจ๋อ ท่านนำศพเสนาบดีเฮ่อหยุน ไปไว้ที่กรมอาญาก่อนเราสองคนจะไปร่วมดูการชันสูตรศพ” จางเหยากล่าว
กรมอาญา
ที่ห้องชันสูตรศพกรมอาญา มีสองศพคลุมผ้าขาวนอนบนโต๊ะไม่ห่างกันนัก เสวี่ยซิง และจางเหยาสองสหายยืนกอดอกอยู่ในห้องชันสูตร หมอชันสูตรของกรมอาญาทำหน้าที่ผ่าศพพิสูจน์หมอชันสูตรเปิดผ้าคลุมศพถึงส่วนออกเผยให้เห็นเสนาบดีเฮ่อหยุน ที่บัดนี้นอนนิ่งมีดบนศพถูกนำออกมาแล้ว วางไว้บนถาดใกล้ศพ
เสนาบดีเหวินเจ๋อกล่าว“ตามที่ท่านคาดไว้เสนาบดีเฮ่อถูกลูกธนูยิงทะลุด้านหลัง แล้วมีผู้ดึงลูกธนูออก ก่อนจะปักมีดทับลงไปเพื่ออำพรางรอยลูกธนู ส่วนอนุของเสนาบดีเฮ่อนางถูกให้กินยาพิษ ทรมานก่อนตายสังเกตได้จากมือเท้าเกร็ง แล้วจึงนำมีดใส่มือเอาเืท่านเสนาบดีมาป้ายมือนาง”
“เราหาหัวธนูในที่เกิดเหตุไม่พบ ไม่ทราบว่าบนธนูมีพิษหรือไม่?”
“ไม่มีพิษขอรับ” หมอชันสูตรตอบ เสวี่ยซิงกล่าว “ต้องเป็เช่นนั้น เพราะคนร้าย้าให้เราเชื่อว่าเสนาบดีเฮ่อเสียชีวิตจากมีดของอนุภรรยา ส่วนยาพิษที่นางถูกให้ดื่มเป็พิษอะไรหรือ?”
หมอชันสูตรตอบ“พิษฟู่จื่อขอรับ ทำให้เืออกทางทวารทั้ง เจ็ด” หมอชันสูตรกล่าวต่อ “ท่านเสนาบดีเหวินขอรับ ตอนผ่าเอามีดออกจากหน้าอกท่านเสนาบดีเฮ่อ ข้าน้อยพบว่าอาวุธที่ยิงเข้ามามีกำลังมหาศาลจนเนื้อหัวใจและปอดฉีกขาดกว้างมากข้าน้อยคิดว่าต้องเป็ผู้ที่มีความชำนาญการยิงธนูมาก” แล้วหมอชันสูตรใช้คีมจับเศษเหล็กสีดำชิ้นเล็กยาวครึ่งชุ่น จากถาดใส่อาวุธของกลางให้กับ เสวี่ยซิง “ข้าน้อยพบสิ่งนี้จากกระดูกด้านหลังของศพมันน่าจะแตกหลุดออกตอนที่ถูกดึงออกจากศพ” เสวี่ยซิง พยักหน้ารับทราบ
หมอชันสูตรเปิดผ้าคลุมศพลงมาถึงเข่าศพต่างร่วมกันพิจารณาศพเสนาบดีเฮ่ออย่างละเอียดอีกครั้งปรากฏว่าครั้งนี้เขาพบว่ามีรอยหมึกเปื้อนที่ปลายนิ้วก้อยขวาของเสนาบดีเฮ่อหยุน
ตำหนักบูรพา
เศษเหล็กสีดำชิ้นนี้เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับมุมต่างๆ ของปลายธนูที่ใช้อยู่ในค่ายซานตง ทำให้แน่ใจว่าเศษเหล็กนี้เป็ส่วนหนึ่งของหัวธนูจริงๆ “จางเหยาเ้าไปสืบมาว่าเหล็กที่ใช้ทำมาจากไหน”
“พ่ะย่ะค่ะ” จางเหยาน้อมรับคำสั่งและรับเศษเหล็กจากองค์รัชทายาทมาเก็บไว้
“หมอชันสูตรคาดว่าพิษที่ใช้คือ ฟู่จื่อ พืชในพื้นที่ราบภาคกลางแต่ฝีมือการยิงธนูถ้าไม่ใช่ทหารที่ฝึกมาก็น่าจะเป็ผู้ที่ใช้ธนูได้อย่างดีเยี่ยมหรือไม่พวกชนเผ่าที่ชำนาญการยิงธนู” เสวี่ยซิงกล่าว
องค์รัชทายาทกล่าว “ดูเหมือนว่ามือสังหารครั้งนี้น่าจะเกี่ยวข้องกับชนเผ่านอกด่านอีกแล้ว แต่เรามุ่งสืบที่เผ่าเหลียวด้านเดียวไม่ได้เพราะดูจากพิษฟู่จื่อที่ใช้ ต้องมีบุคคลที่สามอยู่ในห้องเสนาบดีเฮ่อหยุนด้วย ซึ่งเขาอาจเป็คนพื้นราบภาคกลาง พรุ่งนี้เสวี่ยซิง เ้าไปจวนเสนาบดีเฮ่ออีกครั้งดูว่ามีหลักฐานอะไรเพิ่มเติมอีกหรือไม่”
“พ่ะย่ะค่ะ” เสวี่ยซิง น้อมรับคำสั่ง
“พรุ่งนี้เราจะเริ่มฝึกทหารในค่ายกันต่อ” องค์รัชทายาทตรัส
“ทรงระวังพระองค์ด้วยนะ” องค์รัชทายาทพยักหน้ารับทราบ
จวนเ้ากรมคลัง
เสวี่ยซิงเดินเข้าไปในจวนเสนาบดีเฮ่อหยุนอีกครั้ง บัดนี้ศพของเสนาบดีเฮ่อถูกบรรจุในโลงตั้งอยู่ในโถงของจวนมีฮูหยินใหญ่ บุตรธิดา นั่งไว้ทุกข์อยู่ที่นั่น ดังนั้นเขาจึงเดินเลี่ยงเข้ามาในห้องเกิดเหตุ
ที่ห้องหนังสือเขากลับพบว่าภายในห้องมีบางสิ่งผิดปกติไปจากเมื่อวานที่เขามาตรวจสถานที่พร้อมกับเ้าหน้าที่กรมอาญา สภาพข้าวของไม่มีร่องรอยการรื้อค้นแต่อย่างใด มีเพียงรอยเืที่กระเซ็นไปติดผนังห้องเท่านั้น แต่เวลานี้ชั้นวางหนังสือกลับมีหนังสือกระจัดกระจาย มีบางเล่มตกอยู่ที่พื้นเขากำลังจะเดินเข้าไปยังชั้นวางหนังสือนั้น พลันมีเสียงลมเบาวูบหนึ่งผ่านกายเขาเบี่ยงกายหลบปลายดาบนั้น ชักกระบี่ออกมาตวัดตอบโต้ แล้วแทงสวนกลับไป มันผู้นั้นกลับหลบคมกระบี่เขาได้อย่างว่องไว
มันเป็บุรุษร่างใหญ่สวมชุดดำอำพรางตัวอีกแล้ว ปิดใบหน้ามิดชิดเห็นเพียงลูกตายาวรีเท่านั้นเขาฟาดกระบี่จู่โจมอย่างรวดเร็ว มันใช้ดาบโต้ตอบ เขารู้ถึงน้ำหนักดาบที่ฟาดฟันกลับมาหนักหน่วงและรุนแรง กระบวนท่าต่อสู้ไม่คุ้นสายตา ทั้งสองต่อสู้หลายสิบกระบวนท่าเสียงการต่อสู้ดังไปทั่วจวน ่หนึ่งที่มันหลบกระบี่เขาตวัดกระบี่ถูกเข้ากลางหลังแรงที่ส่งไปมากพอทำให้เกิดาแลึกพาดกลางหลัง
แรงกระบี่ฉีกเนื้อและเศษผ้ากระเด็นตกพื้นพร้อมกับสะบัดปลายกระบี่ต่ออย่างรวดเร็วหมายจะเปิดผ้าคลุมหน้ามันเบี่ยงตัวหลบพ้นปลายกระบี่ได้ แล้วพลันหันกายโดดหนีออกไปทางหน้าต่างห้องอย่างรวดเร็วเสวี่ยซิง จะโดดตามไปก็เกรงว่าหลักฐานจะหายไป เขาจึงหยุดไม่ตามคนชุดดำผู้นั้นไป
เขาเก็บกระบี่ ก้มลงเก็บเศษผ้าเปื้อนเืที่ตกพื้น คิ้วขมวดเล็กน้อยแสดงว่ามันหลบซ่อนตัวอยู่ เมื่อเห็นว่าเขากำลังจะไปที่ชั้นวางหนังสือจึงได้เผยตัวออกมาเพื่อขัดขวาง เช่นนั้นชั้นวางหนังสือต้องมีสิ่งสำคัญที่มัน้าอยู่ เขาเก็บเศษผ้าไว้แล้วหันกลับไปสำรวจหนังสือบนชั้นวางและที่ตกพื้นอย่างช้าๆเขาจำได้ว่าบนปลายนิ้วก้อยขวาของศพเสนาบดีเฮ่อหยุนเปื้อนหมึกสีดำเช่นนั้นเบาะแสสำคัญอาจเป็หนังสือเล่มใดเล่มหนึ่งในกองนี้แน่นอน
เขาพลิกดูทีละเล่มทีละหน้า แต่ไม่พบอะไรถ้อยความหรือสัญลักษณ์ใดผิดแปลกมีหนังสือเล่มหนึ่งมีรอยเปื้อนเืเล็กน้อยคงเป็เืของเสนาบดีเฮ่อหยุนกระเซ็นมาตอนถูกลูกธนูแต่เมื่อตรวจดูแล้วเป็เพียงหนังสือกวีนิพนธ์ธรรมดาเล่มหนึ่ง
เมื่อไม่พบเบาะแสในหนังสือเล่มใดเป็พิเศษ ดังนั้น เสวี่ยซิง จึงรวบรวมหนังสือทุกเล่มตรงนั้นกว่า 50เล่ม ดึงผ้าคลุมโต๊ะผืนใหญ่ในห้องมา แล้ววางหนังสือทั้งหมดลงบนผ้าห่อมันแล้วนำกลับค่ายซานตง
ท้องพระโรงพระราชวังต้าซ่ง
กลางเดือนพฤศจิกายนนครเปี้ยนจิง ด้านนอกพระราชวัง หิมะจากท้องฟ้ากำลังโปรยปรายไปทั่วภายในท้องพระโรงพระราชวังต้าซ่ง พระโอรสทั้ง 4ร่วมประชุมกับเหล่าขุนนาง เสวี่ยซิง จางเหยา สวมชุดขุนนางขั้น 5 เสื้อคลุมสีแดงร่วมประชุมด้วย ภายหลังพิจารณาฎีกาแล้วอัครเสนาบดีเฉินเสี่ยง เ้ากรมขุนนาง ก้าวออกมาหน้าพระพักตร์
“กราบทูลฝ่าา เนื่องจากเสนาบดีเฮ่อหยุน เ้ากรมคลัง ที่เสียชีวิตจากการถูกฆาตกรรมซึ่งขณะนี้กรมอาญากำลังสืบคดีนี้อยู่ ฝ่าาจะแต่งตั้งผู้ใดให้มารับตำแหน่งเสนาบดีเ้ากรมคลังที่ว่างอยู่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
เสนาบดีหวังไฉก้าวออกมาเบื้องหน้า “ทูลฝ่าากระหม่อมทูลเสนอขุนนางขั้น 4 เจียวโจวอดีตจิ้นซื่ออันดับหนึ่ง มีความชำนาญด้านบัญชี ให้ขึ้นมาดูแลกรมคลังแทนพ่ะย่ะค่ะ” เมื่อเสนาบดีหวังไฉ ทูลเสนอชื่อบุคคล ก็มีขุนนางขั้น 4 คนหนึ่งก้าวออกมาเสนอ
“ทูลฝ่าา กระหม่อมเสนอว่าเ้ากรมคลังคนใหม่ต้องสามารถช่วยฝ่าาจัดหารายได้เข้าท้องพระคลัง กระหม่อมทูลเสนอหวังเหล่ย ผู้ช่วยอดีตเ้ากรมคลังลำดับที่ 2 พ่ะย่ะค่ะ” และมีเสนาบดีอีก 2 คนที่ทูลเสนอชื่อ จากนั้นไม่มีใครนำเสนอรายชื่ออีก
ฝ่าาตรัสถามในที่ประชุมขุนนาง“มีใครจะเสนอรายชื่อกันอีกไหม?” “....” เมื่อเห็นว่าทุกคนนิ่งเงียบกัน ทรงตรัสขึ้น
“รัชทายาท เ้าเห็นว่าอย่างไร?”
“กระหม่อมไม่มีชื่อขุนนางที่จะนำเสนอพ่ะย่ะค่ะ แต่กระหม่อมมีความเห็นว่าให้ขุนนางั้แ่ระดับ 4 ขึ้นไปร่วมกันเขียนวิจารณ์ว่าขุนนางกรมคลังควรต้องทำอย่างไรให้แผ่นดินต้าซ่งมีฐานะการเงินการคลังเข้มแข็งและมั่นคงขึ้น การสอบนี้ต้องกระทำต่อหน้าพระพักตร์พ่ะย่ะค่ะ”
ฝ่าาพอทรงพระทัยคำตอบขององค์รัชทายาทยิ่งนักทรงแย้มพระสรวลพยักหน้ายอมรับความคิดนี้ “ดีมาก เอาตามที่รัชทายาทกล่าวท่านอัครเสนาบดีเฉิน ท่านหาวันที่เหมาะสมจัดให้เหล่าขุนนางั้แ่ขั้น 4 ขึ้นไปทุกคนสอบพร้อมกันหมดที่ท้องพระโรง เราจะคุมสอบเอง”
“ฝ่าาทรงพระปรีชา ทรงพระปรีชา” ขุนนางทุกคนคุกเข่าน้อมรับพระบัญชานี้ บางคนแม้ไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้เพราะตำแหน่งตนเองก็ดีอยู่แล้ว จะทำงานเพิ่มหรือเปลี่ยนงานอีกไปทำไมกัน!แต่เมื่อมีพระราชโองการมาเช่นนี้จึงจำเป็ต้องน้อมรับไว้
ฝ่าาตรัสต่อ “เอาหละยังมีใครจะเสนออะไรอีกไหม?”
“………………..........”
ที่ประชุมเงียบงัน จึงทรงตรัสต่อไปว่า “เมื่อเช้านี้เราได้รับพระราชสาส์นจากฮ่องเต้แห่งต้าหลี่ แจ้งแก่เราว่าองค์หญิงอี้อัน พระธิดาองค์เล็กของเราที่ไปอยู่ที่ต้าหลี่เมื่อ 13 ปีก่อน จะเดินทางกลับต้าซ่ง ต้นเทศกาลลี่ชุน** (ฤดูใบไม้ผลิ) ที่จะถึงนี้”**(ลี่ชุนเป็ฤดูกาลแรกในจำนวน 24 ฤดูกาลดั้งเดิมของจีนด้วยคำว่า “ชุน” หมายถึง ใบไม้ผลิเป็สัญลักษณ์แห่งความอบอุ่นและการเจริญเติบโต เป็การเริ่มต้นของสี่ฤดูกาลรอบใหม่)
สิ้นพระสุรเสียงเหล่าขุนนางทั้งหมดในท้องพระโรงหันหน้าเข้าถามไถ่กัน บ้างถามว่า องค์หญิงอี้อันคือผู้ใดหรือ? บางคนตอบว่าองค์หญิงไปรักษาพระอาการที่ต้าหลี่ บางคนแอบกระซิบว่า องค์หญิงพระองค์นี้กลายเป็องค์หญิงโรคโง่ไปแล้ว เหล่าขุนนางต่างซูบซิบกันและกันจึงไม่มีคนใดสังเกตเห็นพระพักตร์ฮ่องเต้ว่าทรงยิ้มน้อยๆอย่างปีติ มิได้ใส่ใจบรรดาขุนนางที่แอบกระซิบกระซาบนินทากัน
ส่วนองค์ทายาทมีอาการตะลึง มองพระพักตร์ฝ่าาเหมือนจะถามว่า “เป็ความจริงหรือเสด็จพ่อ?” เมื่อเห็นพระพักตร์ฝ่าาจึงรู้แน่ว่า “นี่เป็เื่จริง...ดีจริงๆ เ้าลูกเต่าน้อยของพี่ จะกลับบ้านแล้ว
พระตำหนักฮุ่ยหลิง
องค์รัชทายาทรีบเร่งเสด็จมาที่พระตำหนักฮุ่ยหลิงพบพระมารดานั่งสนทนากับองค์หญิงเหออัน ใบหน้าต่างตื่นเต้นดีใจ รวมถึงนางกำนัลฟาง นางกำนัลคนสนิทที่มาแทนแม่นมเฉินที่ไปดูแลอี้อันแล้วไม่กลับมาอีกเลย13 ปี ทุกคนล้วนมีสีหน้าเบิกบาน แสดงว่าพระมารดาและน้องสาวทราบข่าวแล้วองค์รัชทายาทคุกเข่าตรงหน้าคารวะพระมารดา “อาชิว เ้าทราบข่าวแล้วใช่ไหมว่าน้องสาวของเ้าอีกคนกำลังจะกลับมา”พระมารดาแม้จะรู้สึกตื่นเต้นยินดี แต่กลับมีน้ำตาคลอเบ้าส่วนน้องสาวคนโตก็เช่นกันรู้สึกยินดี นางกำนัลฟางอีกคน นางยืนซับน้ำตาไปกับเขาด้วยทำให้เขาอดยิ้มขำสตรีทั้งสามนางไม่ได้
“อี้อันไปอยู่ต้าหลี่ถึง 13 ปีไม่รู้ว่าป่านนี้นางจะจำพวกเราได้หรือไม่?” ฮองเฮาตรัสแล้วซับน้ำตาต่อ “นางคงจำเราไม่ได้แน่เพคะ นางเดินทางไปั้แ่ไม่รู้ความเราเองก็คงจำนางไม่ได้เหมือนกัน” องค์หญิงเหออันกล่าวเขาฟังพระมารดาและน้องสาวคาดการณ์ไปต่างๆ นานา ทำให้พลอยตื่นเต้นไปด้วย
“เสด็จพ่อตรัสว่า อี้อันจะมาถึงต้นเทศกาลลี่ชุน”องค์รัชทายาทตอบ แล้วโอบพระมารดาและน้องสาวคนโตที่บัดนี้ดูมีชีวิตชีวามากขึ้น ร่างสูงใหญ่ของเขาโอบทั้งพระมารดาและเหออันน้องสาวไว้ทั้งสองข้างรู้สึกตื้นตันใจต่อสตรีทั้งสอง อีกไม่นานน้องสาวอีกจะกลับบ้าน ต่อให้ผู้คนจะพากันวิจารณ์นางอย่างเสียหายเช่นไรเขาก็จะโอบนางไว้เช่นเดียวกับที่โอบกอดพระมารดาและเหออันปกป้องนางอย่างสุดกำลังของเขาแน่นอน .......
วันเวลาผ่านไป ท้องฟ้านครเปี้ยนจิงหลังผ่านพ้นฤดูหนาว บัดนี้อากาศเริ่มอุ่นขึ้นบ้างท้องฟ้าแจ่มใสยิ่งนัก
.....นี่กำลังย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ .......