ภายในงานประลองหกสถาบันรอบสุดท้าย ทั่วทั้งสนามประลองต่างเงียบสงัด ล้วนไม่มีใครคาดคิดว่าอัจฉริยะฟ้าประทานอย่างมู่ป๋าย จะต้องพ่ายแพ้ อีกทั้งคนที่เอาชนะเขาได้ กลับเป็นเพียงเด็กหนุ่มผู้หนึ่ง ที่ไม่เคยมีใครได้ยินชื่อเสียงเรียงนามมาก่อน อีกทั้งเด็กหนุ่มผู้นี้ยังมีระดับพลังที่ต่ำกว่ามู่ป๋ายอยู่ถึงสองระดับเลยด้วย
ท่ามกลางความสับสนและงุนงงของใครหลายคน ผู้ที่ทำใจเชื่อไม่ลงมากที่สุด ดูจะเป็นเติ้งหุยผู้เป็นอาจารย์ของเขา ที่ได้แต่มองไปยังร่างของลูกศิษย์อย่างไม่เชื่อในสายตา “ไม่น่าเชื่อ มู่ป๋ายของข้าแพ้แล้ว..!”
แม้เติ้งหุยจะสัมผัสได้ถึงความแข็งแกร่งของเจียงหวู่ฉางอยู่ก่อนแล้ว และคอยย้ำเตือนมู่ป๋ายอยู่เสมอ ว่าอย่าได้ประมาท แต่เขากลับนึกไม่ถึงเลย ว่ายามที่มู่ป๋ายเอาจริง ใช้ทุกอย่างที่มีอยู่ออกมาจนหมด กลับยังไม่สามารถเอาชนะอีกฝ่ายได้..!
ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบงันของสนามประลอง จ้าวเฉินมองไปที่เจียงหวู่ฉาง เห็นอีกฝ่ายยืนมองมาที่ตน เหมือนกำลังจะบอกเป็นนัย ๆ ว่าข้ากำลังรอเจ้าอยู่ รีบประลองให้เสร็จได้แล้ว
หลังจากได้สบตากลับเจียงหวู่ฉาง จ้าวเฉินตัดสินใจได้ในทันที เขาหันกลับมาที่คู่ต่อสู้ของตน ใช้ปลายนิ้วชี้ข้างขวาดันแว่นตาที่ตกลงมาให้กลับเข้าที่
“ออกมา!”
สิ้นสุดเสียงของจ้าวเฉิน แสงสีม่วงสลับดำได้ทอประกายออกมาจากบันทึกอสูร เงาร่างของเสือโคร่งเนตรอัคคีที่เคยถูกทำลายไปก่อนหน้านี้ได้ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง
“เจ้าเด็กนั่นเรียกสัตว์อสูรตนเดิมกลับมาแล้ว!”
เหล่าผู้ชมเคยเห็นจ้าวเฉินเรียกสัตว์อสูรที่ถูกทำลายไปแล้วออกมาเป็นครั้งที่สอง ครั้งนี้ทุกคนจึงไม่แตกตื่นตกใจกันเสียเท่าไหร่นัก และจ้าวเฉินก็ไม่ได้หยุดเพียงเท่านี้ เพราะบันทึกอสูรของเขายังคงทอแสงสว่างอยู่
ท่ามกลางแสงสีม่วงสลับดำที่ดูน่าหวาดหวั่น สัตว์อสูรตนหนึ่งที่ยาวกว่าสามจั้ง (ประมาณ 8 เมตร) ได้พุ่งพรวดออกมาจากหน้าหนังสือ
ฟุบบบ!
การปรากฏตัวของสัตว์อสูรอีกตนหนึ่ง ทำให้ทั่วทั้งสนามประลองตกลงสู่ความเงียบงันอีกครั้ง
“จ้าวเฉินผู้นี้ สามารถควบคุมสัตว์อสูรได้ถึงสามตัวพร้อมกันเลยหรือนี่!>”
สัตว์อสูรที่กำลังโผล่ออกมานั้น ทั่วร่างของมันถูกหุ้มเอาไว้ด้วยเกล็ดสีดำเงางาม มันขดตัวเป็นวงกลม ชูคอแผ่แม่เบี้ย ส่งเสียงขู่ออกมา
ฟ่อ ฟ่ออออ! ออกมา
“เจ้านั่นมัน! อะ..อะ..อสรพิษเกล็ดดำไม่ใช่หรือ?”
ด้วยรูปลักษณ์ที่โดดเด่น หลายคนจึงสามารถบอกได้ทันทีว่ามันคืออสรพิษเกล็ดดำ
ตัวของอสรพิษเกล็ดดำไม่ได้น่าหวาดกลัวจนทำให้ทุกคนถึงกับแตกตื่นตกใจได้ แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาตกใจนั้น เป็นเพราะอสรพิษเกล็ดดำตัวดังกล่าว มีขนาดตัวใหญ่กว่าหมาป่าอัสดงแห่งความมืด และนั่นย่อมหมายความว่า ระดับพลังของมันต้องสูงกว่าอย่างแน่นอน
จุนจื่อผู้ที่เคยมีสีหน้าเรียบเฉยมาตลอดยังต้องเปลี่ยนสีหน้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่เขาได้รับตำแหน่งจ้าวตำหนักของสำนักปีกนภา เขาเคยเห็นอัจฉริยะของสายควบคุมอสูรมามากมาย แต่กลับไม่เคยเจอใครเหมือนกับจ้าวเฉินผู้นี้
โดยปกติแล้ว สายควบคุมที่อยู่ต่ำกว่าขอบเขตหลอมดวงจิตลงไปนั้น ไม่มีใครสามารถควบคุมสัตว์อสูรที่มีระดับพลังสูงกว่าตนเองได้ และทุกคนยังควบคุมได้เพียงครั้งละหนึ่งตัวเท่านั้น เลยทำให้ผู้ที่สามารถควบคุมสัตว์อสูรที่มีระดับพลังสูงกว่าตนเองได้ ถูกหลายคนยกย่องให้เป็นอัจฉริยะที่หาตัวจับได้ยาก
ส่วนผู้ที่เคยอยู่ต่ำกว่าขอบเขตหลอมดวงจิต และสามารถควบคุมสัตว์อสูรได้ถึงคราละสองตัวพร้อมกันนั้น จะปรากฏตัวขึ้นเพียงแค่สิบปีครั้ง และทุกคนที่มีพรสวรรค์ระดับนี้ ล้วนเติบโตชึ้นมาเป็นบุคคลที่แข็งแกร่งเหนือกว่าผู้ใด เป็นตัวตนระดับสูงของอาณาจักรอรุณรุ่งด้วยกันทั้งนั้น!
สายตาของจุนจื่อได้รอบประเมินจ้าวเฉิน ด้วยวัยเพียงแค่สิบห้าปี และยังเป็นเพียงแค่ขอบเขตกำเนิดลมปราณ อีกฝ่ายไม่น่าที่จะควบคุมสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งกว่าตนเองได้ถึงสามตนเยี่ยงนี้
จุนจื่อได้หันไปหาหลี่ผิงเพื่อสอบถามถึงระดับพรสวรรค์ของจ้าวเฉิน “เด็กคนนี้มีพรสวรรค์อยู่ระดับใด?”
หลีผิงไม่กล้าปิดบังพรสวรรค์ของจ้าวเฉิน จึงตอบไปตามความเป็นจริง “เขาเป็นพวกบัวไร้กลีบ”
“ไร้กลีบ!” คำตอบที่ได้ยินทำเอาสีหน้าของจุนจื่อต้องทะมึนทึ้ง แผ่รังสีกดดันเข้าใส่หลี่ผิง “นี่เจ้ากำลังล้อข้าเล่นอยู่รึ?”
อึกก!
แรงกดดันที่อีกฝ่ายปลดปล่อยออกมานั้น ทำเอาใบหน้าของหลี่ผิงถึงกับซีดเผือด เขารีบคุกเข่าลงไปกับพื้น
“ข้าน้อยไม่กล้า...จ้าวเฉินผู้นี้เป็นผู้ที่มีบัวไร้ลักษณ์ และยังไร้กลีบ”
เห็นสีหน้าที่หวาดกลัวของหลี่ผิง คำพูดของอีกฝ่ายดูจะไม่ใช่เรื่องโกหก แต่ลมปราณไร้ลักษณ์ ไร้กลีบนี่มันออกจะ..!
จุนจื่อสลายแรงกดดันทั้งหมด หันหน้ากลับไปที่สนามประลอง
หากเจ้าเด็กนี่ไร้พรสวรรค์ ความสามารถในการควบคุมอสูร น่าจะเป็นผลมาจากหนังสือเล่มนั้น...หรือเจ้าเด็กนั้นจะไม่ใช่สายควบคุม แต่จะเป็นสายจิตมหาศาสตรา?
โดยปกติแล้ว ผู้ที่ไร้พรสวรรค์ การยกระดับพลังจะเป็นไปได้อย่างเชื่องช้า ความสามารถในด้านอื่น ๆ เองก็เช่นกัน ไม่มีทางที่จะควบคุมสัตว์อสูรได้ถึงสามตัวแบบนี้ได้ แต่ถ้าเป็นความสามารถพิเศษที่ผิดแปลกไปจากสามัญสำนึกทั่วไปของสายจิตมหาศาสตราแล้ว มันก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้
หลังจากเรียกสัตว์อสูรทั้งสามตัวออกมา จ้าวเฉินได้ออกคำสั่งให้อสรพิษเกล็ดเข้าไปจัดการกลับหมาป่าอัสดงแห่งความมืด ส่วนตัวเองก็พุ่งเข้าโจมตีเยว่เหนียงพร้อมกับเสือโคร่งเนตรอัคคีและหมาป่าขนเทา
ด้วยจำนวนสัตว์อสูรที่มากกว่า จ้าวเฉินนั้นได้เปรียบกว่ามาก ทำให้เยว่เหนียงได้แต่เป็นฝ่ายตั้งรับ
อสรพิษเกล็ดดำฉกเข้าใส่จิ้งจอกอัสดงแห่งความมืด แต่ด้วยความว่องไวของสัตว์อสูรประเภทจิ้งจอก ความเร็วในการเคลื่อนไหวของมันจึงไม่ได้ด้อยไปกว่าอสรพิษเกล็ดดำที่มีระดับพลังเหนือกว่า แต่ถึงมันจะหลบการโจมตีไปได้ กรงเล็บและฟันของมันก็ไม่ได้ขมพอ ที่จะเจาะทำลายเกล็ดของอสรพิษเกล็ดดำได้ การต่อสู้ของสัตว์อสูรทั้งสองจึงเป็นไปอย่างยืดเยื้อ
ส่วนอีกด้าน เยว่เหนียงต้องรับมือการโจมตีจากสามทิศทาง แม้เธอจะมีแส้ที่เป็นศาสตราวุธระดับสามอยู่ในมือ เธอก็ไม่อาจรับมือจากหลายทิศทางพร้อมกันได้
เสือโคร่งเนตรอัคคีพุ่งเข้าโจมตีจากทางด้านหน้า เยว่เหนียงจึงเหวี่ยงแส้เพื่อสกัดกั้นมันเอาไว้ ก่อนจะรีบสะบัดแส้กลับมา ป้องกันหมาป่าขนเทาที่พุ่งเข้ามาจากทางด้านหลัง ซึ่งในจังหวะที่เธอเหวี่ยงแส้กลับมาสกัดหมาป่าขนเทานั้น จ้าวเฉินก็ปรากฏตัวขึ้นที่ด้านหลังของเธอ
“ยอมแพ้ซะ!”
เยว่เหนียงยังคงดึงดัน เธอไม่คิดที่จะเอ่ยยอมแพ้ง่าย ๆ พยายามที่จะพลิกร่าง เพื่อชิงเป็นฝ่ายโจมตีก่อน
ราตรีหวนกล..!
เห็นเยว่เหนียงเริ่มขยับตัว จ้าวเฉินจึงไม่รอช้า โจมตีเข้าใส่อีกฝ่ายอย่างไม่ลังเล
หมัดทะลวงอากาศ!
โม่เฟิงใช้กระบวนท่าของเคล็ดวิชาระดับหนึ่งที่เรียบง่าย แต่แฝงเอาไว้ด้วยพลังลมปราณที่หนาแน่น ทั้งยังรวดเร็วกว่ากระบวนท่าของเยว่เหนียงอีกด้วย
เยว่เหนียงหันหลังกลับไปได้เพียงครึ่ง เธอก็รู้ตัวแล้ว ว่าการโจมตีของเธอนั้นช้ากว่ามาก เธอจึงรีบรวบรวมพลังลมปราณส่วนมากเอาไว้ที่แผ่นหลัง เพื่อลดทอนอาการบาดเจ็บของตน
ผัวะ!
เย่วเหนียงรับหมัดของจ้าวเฉินเข้าไปเต็มแรง แต่ด้วยพลังลมปราณที่เธอได้รวบรวมเอาไว้ อาการบาดเจ็บของเธอจึงไม่ได้มากมายนัก เธอยังคงสู้ต่อไปได้ แต่จากพลังหมัดของจ้าวเฉิน ส่งผลให้ร่างของเธอนั้นพุ่งกระเด็นออกมาไปราวกับลูกศร เธอจึงต้องรีบตั้งหลักให้ไว
แต่ก่อนที่เยว่เหนียงจะมีเวลาได้ตั้งหลัก เธอก็เห็นส่วนหางของอสรพิษเกล็ดดำกำลังฟาดเข้ามา
จ้าวเฉินรู้ดี ว่าการโจมตีของตนนั้นรุนแรงเพียงใด มันสามารถจัดการกับระดับหนึ่งของขอบเขตหลอมกายาได้อย่างแน่นอน แต่เย่วเหนียงอยุ่ในขอบเขตหลอมกายาระดับที่สอง ย่อมไม่อาจทำให้บาดเจ็บหนักได้ ดังนั้นจ้าวเฉินจึงได้สั่งให้อสรพิษเกล็ดดำฟาดห้างไว้รอแล้ว
แม้เยว่เหนียงจะเห็นหางของอสรพิษเกล็ดดำพุ่งเข้ามาได้อย่างชัดเจน แต่เธอก็ไม่สามารถดึงพลังลมปราณที่นำไปกองเอาไว้ที่แผ่นหลังกลับมาได้ทัน และด้วยระดับพลังของอสรพิษเกล็ดดำตัวนี้ หากเธอฝืนรับการโจมตีด้วยร่างกายเพียงอย่างเดียว กระดูกทั่วร่างของเธอต้องแหลกเป็นแน่แท้
เยว่เหนียงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากกระตุ้นแผ่นป้ายที่อยู่ในอกเสื้อด้วยพลังลมปราณ สร้างโล่ลมปราณขึ้นมาคุ้มครองร่างกายกายของตนเอาไว้
ฟุบบ!
โล่พลังลมปราณถูกสร้างขึ้นในชั่วพริบตา มันรวดเร็วกว่าการโจมตีของอสรพิษเกล็ดดำอย่างทาบไปติด
เปรี้ยง!
หางของอสรพิษเกล็ดดำฟาดเข้าใส่โล่พลังลมปราณจนเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว การโจมตีของอสรพิษเกล็ดดำนั้นทรงพลังมาก แรงกระแทกทำให้ร่างของเยว่เหนียงและโล่พลังลมปราณที่เธอสร้างขึ้น ต้องกลิ้งกระเด็นกระดอนไปกับพื้นสนาม ก่อนที่จะหยุดลง
แม้การโจมตีของอสรพิษเกล็ดดำจะรุนแรง แต่มันก็ไม่สามารถสร้างรอยขีดข่วนให้กับโล่พลังลมปราณที่ห่อหุ้มร่างของเยว่เหนียงเอาไว้ได้ ส่วนร่างกายของเยว่เหนียงที่อยู่ภายในเอง ก็ไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรเลย แต่ถึงอย่างนั้น.. การเรียกใช้โล่พลังลมปราณ ก็ทำให้เยว่เหนียงนั้นตกรอบไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------
มาช้า มาสาย แต่ก็ยังมานะ (พยายามแต่งสุดชีวิต แต่ชีวิตดันสู้กลับ เวลาไม่ค่อยมี 555+)
ฝากทุกคนช่วยกดติดตามนิยายเรื่องนี้ รวมถึงกดไลค์กดติดตามเพจ Facebook : Nightfall.Novel ด้วยนะครับ