หลังจากเก็บกลีบดาราโรยมาได้แล้ว พวกเขาทั้งสามคนต่างเดินทางเข้าสู่เขตดินแดนหิมะที่ไม่มีวันละลายทางตอนเหนือของเมืองที่หยุดพักแรม
ครานี้ลั่วิเฟยไม่อาจใช้เวทย์เคลื่อนย้ายได้เพราะเดินแดนแห่งนี้เป็สถานที่ของสัตว์เทพหลากหลายเผ่าพันธุ์ และพวกมันจะคอยป้องกันของล้ำค่าแต่ละอย่างสุดความสามารถ
หากจับได้ว่ามีเวทย์แปลกปลอมหลุดเข้ามาในดินแดนแห่งนี้ มันจะกลับมารวมฝูงกันแล้วขับไล่ผู้ที่ไม่ได้รับเชิญโดยไม่รีรอ
การเดินทางในครั้งนี้จึงกินเวลามากกว่าเจ็ดวันแล้ว ทั้งสามคนดูจะผ่านเื่ราวผจญภัยมาด้วยกันไม่น้อย ความสัมพันธ์จึงดูสนิทสนมกันมากขึ้น
“ท่านพี่ ข้าเมื่อยแล้ว” เยี่ยนฟางแหงนมองหน้าลั่วิเฟยจนคอตั้งฉาก ไม่เคยนึกเลยว่าพี่ชายตนเองจะสูงถึงเพียงนี้
ลั่วิเฟยยิ้มให้นางแล้วอุ้มแมวน้อยสีขาวขนปุกปุยขึ้นมาแล้วหันไปหาองค์หญิงลู่เหลียน “เ้าหนาวยังหนาวอยู่หรือไม่”
นางส่ายหน้าพลางขยับเข้ามาใกล้เขามากกว่าเดิม สีหน้าไม่กังวลสิ่งใดราวกับเชื่อใจเขาว่าสามารถปกป้องนางได้อย่างไรอย่างนั้น
การเดินทางในแดนหิมะค่อนข้างยากลำบากแต่ทั้งสามคนไม่มีใครย่อท้อจนคิดจะถอดใจเพราะพวกเขาตั้งมั่นแล้วว่าจะต้องไปขโมยหญ้าเซียนมาให้ได้คนละกำสองกำ
เยี่ยนฟางเจออากาศหนาวเย็นจนขนปุกปุยไม่อาจต้านทานได้จึงซุกตัวเข้าในอ้อมกอดของลั่วิเฟยแล้วหลับไปทั้งอย่างนั้น ปล่อยให้การค้นหาหญ้าเซียนและปกป้องตัวเองเป็หน้าที่ของเขา
“นางหลับแล้วหรือ” องค์หญิงเอ่ยปากถามเพราะเห็นอีกฝ่ายนิ่งเงียบไป
ลั่วิเฟยพยักหน้าแล้วกอดแมวขาวตัวน้อยไว้ ปล่อยให้นางได้นอนหลับสบาย สายตากวาดมองตรงหน้าเห็นเพียงแต่ภาพทุ่งหิมะสีขาวโพลนปกคลุมไปทั่วทุกหนแห่ง
“ข้าว่าคืนนี้อาจจะต้องหยุดก่อน” เขาหันมามององค์หญิงที่กำลังแก้มแดงระเรื่อ ขนตาของนางมีเกล็ดน้ำแข็งเกาะอยู่ “ไหวหรือไม่”
“ข้าทนได้” นางพึมพำเริ่มรู้สึกว่าหนาวจนถึงขั้วหัวใจแต่ไม่กล้าบอกคนตรงหน้าไปตามตรงเพราะกลัวว่าเขาจะไม่ให้นางติดตามไปหาหญ้าเซียนด้วย
จู่ ๆ กล่องไม้ของลั่วิเฟยเกิดสั่นะเืขึ้นมาอีกครั้ง จนป่านนี้แล้วเขายังไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดเสี้ยวิญญาจึงดูร้อนรนเช่นนี้ พลันองค์หญิงลู่เหลียนทรุดตัวลงกับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง
หน้าผากของนางปรากฏสัญลักษณ์สีทองวูบวาบขึ้นมา
“ลู่เหลียน!” ลั่วิเฟยใที่นางล้มพับไปอย่างนั้นแล้วตระหนักได้ว่าเื่ที่นางเล่าคงจะเป็เื่จริง
หากนับ่เวลาที่องค์หญิงเล่าเื่ราวพวกนั้นให้เขาฟังเท่ากับว่านางเหลือเวลาไม่เกินครึ่งเดือนเท่านั้น
“ข้าหนาว” เสียงเอ่ยพึมพำของนางทำให้ลั่วิเฟยรีบประคองร่างบางมาไว้ใกล้ ๆ
เพราะไม่อาจใช้เวทย์ได้ ความคิดในหัวของเขาจึงวนเวียนมาที่ของสิ่งหนึ่ง เวลานี้มีคนสองคนที่เขาต้องปกป้องจึงไม่อาจมัวแต่คิดถึงผลที่ตามมา
ลั่วิเฟยสละหางจิ้งจอกของตนเองเพื่อใช้พลังส่วนนั้นทำให้ร่างกายขององค์หญิงและเยี่ยนฟางอบอุ่น อีกทั้งยังกักพลังส่วนหนึ่งเอาไว้ในร่างกายของทั้งสองคน
หากมีเื่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น พลังตบะของจิ้งจอกแดงเก้าหางจะคอยช่วยปกป้องคนทั้งคู่ให้ปลอดภัย
น่าแปลกที่พอทำเช่นนั้นแล้วกล่องไม้ของลั่วิเฟยกลับสงบนิ่งไปด้วย สายตาของเขามองดูร่างบางด้วยความสงสัยอยู่สิบส่วน
เ้าหน้าตาไม่เหมือนนางสักนิด ทั้งนิสัยยังต่างกันลิบลับแต่เหตุใดใจข้าถึงรู้สึกคุ้นเคยกับเ้ายิ่งนัก พอเห็นว่าเ้าเจ็บป่วย ข้าเองก็รู้สึกพะวักพะวงไปด้วย
หลังจากสละหางของตนเองไปหนึ่ง ลั่วิเฟยจึงรู้สึกอ่อนเพลียเล็กน้อยจนเผลอหลับไป
สามชั่วยามต่อมา เสียงร้องเหมียว เหมียวของเยี่ยนฟางทำให้เขาสะดุ้งตื่นรู้สึกตัว
แมวขาวตัวน้อยกำลังหางชี้ขนฟูขู่เงาดำทะมึนที่มีขนาดใหญ่กว่าเท่าตัวอย่างไม่เกรงกลัว
“เยี่ยนฟาง ถอยมา” เขาะโบอกนางพลางปลุกองค์หญิงที่นอนหลับอยู่ข้าง ๆ
“ทำไมจู่ ๆ ถึงโผล่เข้ามาอยู่ในถ้ำนี่ได้เล่า” นางถามเขาด้วยความสงสัย
“...” ลั่วิเฟยไม่รู้จะตอบเช่นไรเพราะก่อนนอนเขาจำได้แม่นว่ารอบข้างมีแต่ทุ่งหิมะไกลสุดลูกหูลูกตา
เสียงเสือคำรามก้องในถ้ำจนเยี่ยนฟางรีบะโหาลั่วิเฟย นางตัวสั่นเทาด้วยความกลัวเพราะเห็นเงาดำมืดขยับออกมา
ร่างของเสือดำตัวใหญ่น่าเกรงขามกำลังคิดอยากขย้ำเหยื่อที่อยู่ตรงหน้า
ทว่า ลั่วิเฟยสังเกตว่าด้านหลังของมันมีหญ้าสีเขียวขจีขึ้นอยู่เต็มไปหมด กลิ่นดอกหญ้าและพลังเซียนที่แผ่ออกมาจากกอหญ้าพวกนั้นทำให้เขาตระหนักได้ในทันที
“หญ้าเซียน!!!” ลั่วิเฟยกับเยี่ยนฟางพูดพร้อมกัน “ไม่ผิดแน่ เ้าเสือดำนี่คงเป็สัตว์เทพเฝ้าหญ้าเซียนแน่นอน” นางบอกลั่วิเฟยพลางคิดแผนหนึ่งขึ้นมา
“ไม่ได้นะเยี่ยนฟาง อันตรายเกินไป” เขาเอ่ยปากห้าม
องค์หญิงลู่เหลียนเห็นพวกเขาไม่ยอมให้อีกฝ่ายเป็เหยื่อล่อเสือดำจึงเสนอขึ้นมาว่า “พวกเ้าไปด้วยกันทั้งคู่ก็ได้นี่จะได้ช่วยเหลือกัน ส่วนข้าจะรีบเก็บหญ้าเซียนพวกนั้นแล้วออกไปเจอกันที่จุดนัดพบ”
“ใบหญ้าเซียนเคลือบพิษ มนุษย์อย่างเ้าแตะต้องมันไม่ได้” เยี่ยนฟางไม่รู้ว่าพี่ชายของตนเองผนึกพลังจิ้งจอกแดงไว้ในตัวนางแล้วหันไปมองหน้าลั่วิเฟยอีกครั้ง “มิน่าล่ะ เ้าถึงได้เผลอหลับไปทั้งอย่างนั้น อย่าบอกนะว่าเ้าสละหางจิ้งจอก”
“...” เขาพยักหน้ายอมรับ แล้วกล่าวขึ้นว่า “เช่นนั้น ข้ากับเยี่ยนฟางจะช่วยกันล่อเ้าเสือดำออกไป ส่วนเ้ารีบเก็บหญ้าเซียนแล้วรีบออกมา”
“ไม่ต้องห่วง” นางรับปากเตรียมพร้อมพุ่งเข้าไปด้านในถ้ำเมื่อได้สัญญาณ
สีหน้าของลั่วิเฟยเป็ห่วงนางอยู่ไม่น้อยคิดจะสละหางตนเองอีกหนึ่งจนเยี่ยนฟางต้องห้ามเอาไว้ก่อน “หางเดียวก็เอาอยู่ เหตุใดเ้าถึงใจอ่อนกับนางมากเพียงนี้”
“อย่าถามหาเหตุผลเลย ข้าตอบเ้าไม่ได้หรอก” เขาส่ายหน้าไม่เข้าใจตัวเองแล้วนับถอยหลังให้ทุกคนเตรียมตัว
จากนั้นต่างฝ่ายต่างแยกย้ายทำหน้าที่ของตัวเองด้วยสีหน้าจริงจัง องค์หญิงลู่เหลียนพุ่งตัวเข้าไปข้างในถ้ำโดยไม่รีรอ แล้วฉวยเก็บหญ้าเซียนลงไปในถุงอย่างใจจดใจจ่อ
อีกทางด้านหนึ่ง แม้สองพี่น้องจะล่อเสือดำออกมาด้านนอกถ้ำแต่ดูเหมือนว่าเ้าเสือดำจะเอาแต่ตามเยี่ยนฟางไม่ให้คลาดสายตา
“ทำไมเ้านั่นเอาแต่วิ่งตามข้าแบบนั้นเล่า” นางะโบอกลั่วิเฟยแล้ววิ่งรอบเนินเขาหิมะวนไปวนมาอยู่หลายรอบก็สลัดสัตว์เทพตัวนี้ไม่ได้เสียที
จนสุดท้ายเหลือบเห็นว่าองค์หญิงลู่เหลียนออกมายืนรอที่จุดนัดพบจึงะโบอกิเฟยว่า “ท่านพี่ ข้าไม่ไหวแล้ว หมดแรง”
ลั่วิเฟยได้ยินดังนั้นจึงร่ายเวทย์ดึงตัวเยี่ยนฟางและองค์หญิงลู่เหลียนมาหาตนเองแล้วใช้เวทย์เคลื่อนที่หลบหนีจากเสือดำออกจากแดนหิมะอย่างรวดเร็ว
พรึ่บ
ร่างกายที่เต็มไปด้วยเกล็ดหิมะปกคลุมพวกเขาทั้งสาม จนชาวเมืองต่างหันมามองกันเป็ตาเดียว
“เมืองอวิ๋นเจียงอย่างนั้นหรือ” องค์หญิงลู่เหลียนพึมพำจำได้แม่นว่าสถานที่แห่งนี้คือบ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง
พลันหางตามองเห็นเกี้ยวเ้าสาวรออยู่ด้านนอกประตูเมืองพร้อมร่างจำแลงของอีกาดำ
“รอเ้าอยู่พอดี ไม่นึกว่าจะมาได้ตรงเวลาเยี่ยงนี้” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเหนือกว่า “ข้ามารับเ้าเข้าพิธีแต่งงานกับเ้าหุบเขาจันทร์เสี้ยว”