ยามโฉ่ว ่เวลาเงียบสงัดแห่งการหลับใหล บ้านเรือนต่างดับไฟชาวบ้านปิดบ้านนอนไม่มีเสียงอื่น นอกจากเสียงลมพัด แมลงนกกลางคืน และเสียงตีปีกของค้างคาว กลับมีเสียงกลุ่มคนดังขึ้น
"ตามไป จับตัวกลับมาให้ได้"
เสียงฝีเท้าหลายสิบคนดังขึ้นท่ามกลางความมืดของเมืองฉู่หวิน ห่างออกไปเกือบครึ่งลี้มีเงาวิ่งสองเงาพากันวิ่งหนีไปข้างหน้า คนด้านหลังเป็สตรีร่างกายบอบบางหยุดยืนหอบหายใจถี่กระชั้นราวกับสำลักอากาศ
“ข้า ข้าไปต่อไม่ไหวแล้ว คุณชายท่านหนีไปเถอะอย่าเอาข้าไปเป็ภาระ ลำพังตัวท่านต้องหนีรอดแน่นอน"
“ไปด้วยกัน ข้างหน้ามีที่หลบซ่อน”
ทั้งสองหายไปจากเส้นทางที่พวกมันวิ่งตามมาทั้งๆที่คิดว่าตามทันแล้วจู่ๆ เงาคนก็หายไป
“แยกย้ายกันหาอีกหนึ่งเค่อกลับมารวมกันที่นี่”/ “ขอรับ”
คนทั้งกลุ่มกระจายตัวออกแยกย้าตามหาไปในทิศต่างๆ ตามพุ่มไม้ ริมน้ำ ต้นไม้ใหญ่ ริมรั้ว เรียกได้ว่าค้นแบบแทบพลิกแผ่นดิน ในที่สุดก็คว้าน้ำเหลว ตามไม่พบคนที่หลบหนีจับกลับมาไม่ได้ พวกมันต่างหัวเสียพากันเดินย้อนกลับไปครั้งนี้พวกมันต้องโดนทำโทษแน่นอนไม่มีทางรอด
เสียงต่างๆกลับมาสงบเงียบ เงาร่างหนึ่งค่อยๆใต่เชือกขึ้นมา มองดูดีๆ กลับกลายเป็คนสองคนโอบกันไว้คนหนึ่งเกี่ยวเอวอีกฝ่ายด้วยสองมือ อีกฝ่ายใช้แขนดึงเชือกขึ้นมาจากบ่อน้ำร้าง เมื่อยืนได้สนิทหญิงสาวร่างบางทรุดตัวลงกอดตัวเองร้องไห้ครางออกมาเบาๆ
“เมื่อครู่ข้ากลัวมาก พวกมัน ส่องไฟมาทางปากบ่อน้ำ ใยพวกมันมิเห็นพวกเราสองคนเ้าคะ”
“ข้ามีมนต์วิเศษไง เ้ายังพอมีแรงไหมไปกันเถอะ”
อีกฝ่ายยื่นมือมาช่วยดึงนางจึงฝืนลุกขึ้นค่อยๆ ก้าวเท้าตามอีกฝ่ายเดินช้าราวเต่าคลานบางคราก็ซวนเซเหมือนคนจะหมดแรงเดิน
ต้นยามเหมา ประตูเมืองเปิดให้ผ่านเข้าออกได้ ชาวบ้านและคนเดินทางเริ่มทยอยผ่านเข้าออกประตูเมืองฉู่หวิน ก่อนถึงประตูมีกลุ่มชายฉกรรจ์กลุ่มใหญ่นับสิบคนยื่นเฝ้ามองอยู่(ห้าคนในนั้นคือกลุ่มที่เคยมีเื่กับนางที่ร้านน้ำชา) พวกมันจ้องมองคนที่เตรียมตัวผ่านออกจากประตูเมืองทุกคนไม่เว้นแม้แต่เด็กอายุสิบขวบขาดเพียงเดินเข้าไปลูบคลำเท่านั้น
ถอยห่างออกมาไม่ไกลนักที่ร้านน้ำชา ด้านหน้ายังคงมีซาลาเปาร้อนๆ พร้อมกับของว่างสำหรับขายให้กับคนที่รีบเดินทางยามเช้าตรู่เช่นนี้ เฉินิเยว่นั่งดื่มชาร่วมโต๊ะกับสตรีอีกนางที่แต่งกายเยี่ยงสาวชาวบ้านทั่วไป ด้านข้างวางหมวกพร้อมผ้าสำหรับปิดบังหน้าสำหรับป้องกันแดดลม นางนั่งหันหลังจึงมองเหตุการณ์ด้านนั้นมิได้แต่เฉินิเยว่ลอบสังเกตุตลอดเวลา
“พวกมันมากันั้แ่ยามนี้ ดูท่าหากมิได้ตัวเ้ากลับไปคงมิยอมเลิกลา”
“เช่นนั้นพวกเราจะทำเช่นไรดี”
“พวกเราย้อนกลับไปก่อน ค่อยหาทางออกจากเมืองให้ได้จึงจะปลอดภัย”
“ขอบคุณคุณชายท่านพบน้องสาวท่านแล้วหรือ”
“ใช่เฒ่าแก่ ั้แ่วันพรุ่งนี้ไปข้าคงมิได้มาอุดหนุนท่านแล้ว ดูแลสุขภาพด้วย”
“ขอบคุณคุณชายที่เป็ห่วง ขอให้พวกท่านเดินทางปลอดภัย”
สองคนเดินเคียงกันฝ่ายชายจูงม้าสีดำสวยงามเป็ที่สะดุดตาสำหรับคนที่เริ่มเพิ่มมากขึ้น
“น้องชายชิง”
มีเสียงทักทายมาจากด้านหลังเมื่อหันกลับไปดู พบเห็นชายหนุ่ม(พี่เมิ่งที่แสนจะพูดมาก) บนม้าตัวสูงใหญ่สีน้ำตาลเข้ม เดินมาข้างรถม้าคันใหญ่ผ้าม่านมีเพียงชายผ้าที่ขยับขึ้นลงเมื่อลมพัดเบาๆ คาดว่าอีกคนคงจะอยู่ด้านในไม่น่าเชื่อว่าชายตัวโตจะนั่งรถม้าไม่ขี่ม้า
“พี่เมิ่ง”
“พวกเ้ากำลังจะไปไหนกัน มิใช่จะออกเดินทางจากเมืองหรือ เหตุใดย้อนกลับมา”
“ข้าเคยมีปัญหากับอันธพาลกลุ่มหนึ่ง หากพาสตรีไปด้วยเกรงจะปกป้องมิได้จึงย้อนมาเพื่อรอพวกมันไปเสียก่อน”
“คนเลวเหรอ เ้า้าให้ข้าช่วยไหม สตรีด้านข้างเ้าเป็อันใดกับเ้า”
“นางเป็ญาติผู้พี่ของข้า พ่อแม่ของนางไหว้วานข้ามาตามหานางจะพากลับไปพบหน้า”
“ไม่ใช่เื่ยาก เช่นนั้นให้นางขึ้นไปกับรถม้า นั่งเป็สาวใช้ไปกับพี่เซี่ยดีหรือไม่”
“จะดีหรือ ลำบากพวกท่านเปล่าๆ หากพวกนั้นกระทำรุนแรงจะทำให้ท่านเดือดร้อนไปด้วย”
“ไม่เป็ไร ข้าไม่ได้ยืดเส้นยืดสายออกแรงมานาน หากพวกมันลงมือข้าก็มิรังเกียจที่จะร่วมมือกับเ้าต่อยตีกับพวกอันธพาลสักยก”
พี่ชายใบหน้าของท่านช่างระรื่นราวกับว่าจะเห็นโลกใบนี้สงบสุขเกินไป ยินดีที่จะก่อกวนสักเล็กๆน้อยๆ แล้วจะมิถามความเห็นกับคนหน้าตายที่นั่งเงียบอยู่้ารถม้าสักหน่อยหรือไร
“พี่เซี่ย หากว่าจะรบกวนช่วยพวกเราสักครั้งจะได้ไหมขอรับ ข้าจะมิลืมพระคุณเลย”
ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ ออกมาหากอีกฝ่ายใช้การพยักหน้าเช่นเดียวกับในหอฝางเหยียนโหล๋ว ก็คงจะมิมีใครรู้ได้
“แม่นาง เ้าขึ้นไปเถอะนั่งข้างในด้านหน้าประตู ทำตัวเสมือนสาวใช้”
นางจึงช่วยพยุงหญิงสาวขึ้นไปบนม้า เปิดผ้าม่านเข้าไปพับเพียบชิดกับผ้าม่าน เมื่อเห็นว่าเรียบร้อยดีแล้วจึงปล่อยชายผ้าม่านลง
“เ้าก็ขี่ม้าเถอะ”
เมื่อถึงประตูเมืองคนกลุ่มนั้นมองมาที่ขบวนคนที่เคยถูกมีดสั้นปักเข้าที่แขนยังพันผ้าที่ข้อมืออยู่เมื่อเพ่งดูพบเห็นคนเคยมีเรืื่องกันก็ทำหน้าตาเหยเก ขยับถอยไปข้างหลังเหลือเพียงคนที่ไม่รู้เื่ พวกมันเพียงมองอย่างตั้งใจมิได้เข้ามาก่อกวนจึงไม่เื่ใดเกิดขึ้น เมื่อผ่านออกประตูได้สองลี้รถม้าก็หยุดให้สตรีด้านในลงมายืนด้านข้าง
“ขอบคุณพี่เมิ่ง ขอบคุณพี่เซี่ยที่ช่วยเหลือ หากวันหน้ามีเื่ใดให้ข้าช่วยเหลือมิต้องเกรงใจ”
“พวกเ้าเดินทางไปที่ใดต่อหรือ”
“ข้าจะไปเมืองกานลู่”
“พวกข้ามีธุระที่กานลู่เช่นกัน แต่พวกข้ามีธุระที่ต้องไปจัดการให้เรียบร้อยเสียก่อนจึงจะเดินทางต่อไปที่กานลู่ จึงมิอาจให้พวกเ้าร่วมเดินทางไปกับพวกข้าได้ หากมีวาสนาพวกเราอาจได้พบกันที่กานลู่”
“กานลู่ ชายแดนฝั่งแคว้นจ้าว หนทางยาวไกลอันตรายก็มีมาก เ้าสองคนระวังตัวด้วย”
“ขอบคุณท่านทั้งสองที่ช่วยเหลือ แล้วพบกัน” /"แล้วพบกัน"
จวบจนแยกจากกัน พวกเราสองคนก็ยังมิได้ยินเสียงของบุรุษอีกผู้หนึ่งที่อยู่ภายในรถม้า หรือว่าเขาจะเป็ใบ้ แต่ก็ิไม่น่าจะเป็ไรก็สหายร่วมเดินทางของเขาคงพูดแทนเขาจนหมดสิ้นแล้ว
เดิมที่หลังจากสำรวจฝางเหยียนโหล๋วแล้ว ตามแผนเดิมนางจะต้องแวะตรวจตราร้านค้าที่เปิดใหม่ในพื้นที่ที่ต้องเดินทางผ่าน แต่เพราะมีคนเพิ่มมาอีกคนทั้งยังอ่อนแอบอบบางขนาดนี้ ดูท่ากำหนดการที่นางวางไว้จำต้องเปลี่ยนแปลงเวลาที่เหลือเพียงหกวัน หากใช้เยว๋หว่านก็มีเวลาเกือบไม่พอ จะหยุดพักนอนค้างตามโรงเตี๊ยมมิสะดวกนักหากอีกฝ่ายยังติดตามหานางอยู่เกรงว่าจะเป็เป้านิ่งให้ศัตรูที่ติดตามจับกุมนาง แต่จะมิช่วยก็รู้สึกสงสารเพราะนางเองก็เป็สาเหตุส่วนหนึ่งให้หญิงสาวนางนี้ต้องตกที่นั่งลำบาก
“พวกเราเดินทางลำบากหน่อย เ้าก็ทนเอาสักระยะผ่านหกวันนี้ไปได้พวกเราก็ปลอดภัย”
“คุณชายมิต้องกังวลข้าจะอดทนเ้าค่ะ”
“หากทนไม่ไหวก็บอก เ้าเป็สตรีที่อยู่แต่ในเรือนเช่นนั้นคงจะเป็ความยากลำบากที่มิเคยได้พบมาก่อน พวกเรายังพอมีเวลาพักได้บ้าง แต่มิอาจพักในเมืองต่างๆได้ จะเป็จุดเด่นให้อีกฝ่ายตามเ้าพบได้”
“ข้าเข้าใจเ้าค่ะ”
ร้านน้ำชาจุดแวะพักม้า
เ้าว่าสองคนนั้นเป็คู่รักกันหรือไม่ จะใช่หนีตามกันหรือเปล่า พวกเราช่วยพวกเขาสมหวังหรือไม่นะ"
“ …….” อีกฝ่ายเพียงปรายตามองเล็กน้อยแล้วก็ไม่ได้พูดตอบอะไร
“เ้าว่าเด็กสองคนนั่นจะหนีไปถึงกานลู่ได้สมดังใจหวังหรือไม่นะ”
“เ้าว่าคนพวกนั้นจะใช่คนของบ้านพ่อแม่หญิงสาวที่หนีตามเด็กน้อยชิงหรือไม่”
“………”
“ช่างเถอะ หากโชคของเด็กสองคนนั้นดีพอ คงรอดไปจนถึงกานลู่แน่ ได้ข่าวว่าพระราชทานตำแหน่งเ้าเมืองให้แม่ทัพที่ไปประจำชายแดนชื่ออะไรนะ …. เฉินอวี้อัน ใช่ๆ แถมควบคุมพื้นที่ชายแดนฝั่งนั้นทั้งหมด ครานี้งานของพวกเราจะสำเร็จหรือไม่นะ”
“……..”
“เฒ่าแก่คิดเงิน”
ชายสูงอายุได้แต่มองตามชายหนุ่มสองคนที่มีความแตกต่างกันชนิดว่าหน้ามือกับหลังมือเลยเชียว ั้แ่เปิดขายของที่จุดพักม้านี้มาหลายสิบปี เขาได้พบคนที่พูดไม่หยุดมาก็มาก แต่ยังไม่เคยพบคนพูดมากเดินทางมากับกับคนที่ไม่พูดเลยสักคำเป็ครั้งแรก แต่ว่านะในโลกนี้ไม่มีสิ่งใดแปลกประหลาดมากกว่าคนอีกแล้วกระมัง
ชายป่าขณะที่หยุดพักให้เยว๋หวานได้พักฝีเท้าทั้งสองคนต่างใช้น้ำจากลำธารด้านข้างลูบไล้ตามมือตามแขนเพื่อลดความเหนียวเหนอะหนะห้าวันที่ผ่านมาทั้งคนทั้งม้าต่างก็ต้องอดทน ตลอดทางมีแต่ความระมัดระวัง นางรู้เพียงคนเดียวว่าการที่คนของฝางเหยียนโหล๋วตามหาหญิงสาวนางนี้เพราะคิดว่านางนำสิ่งของติดตัวมาด้วย ส่วนของนั้นกลับมิได้อยู่กับนางแต่อย่างใด แต่เฉินิเยว่ก็มิคิดจะบอกออกไป
นางกำลังย้อนนึกถึงความลับที่ได้พบที่ฝางเหยียนโหล๋ว ความงดงามของสตรีเป็ความลับที่น่าสะพรึงกลัว ชายหนุ่มที่เฝ้าใฝ่ฝันถึงสาวงามหากพบเห็นความจริงตรงหน้ายากจะทำใจรับได้เป็แน่ หญิงสาวร่างกายบอบบางที่ไร้หนทางจะไปเมื่อหลบหนีจากฝางเหยียนโหล่วแล้วก็ขอติดตามนางมาด้วย โดยมิได้สอบถามใดๆเลย ก่อนก็เริ่มออกเดินทางอีกครั้งปรากฏร่องรอยการเดินทางของกองทัพที่ผ่านไปไม่นาน
“จากนี้ไปพวกเราจะเดินทางบนถนนสายหลัก”
ในที่สุดเฉินิเยว่ก็สามารถพาสตรีนางนี้หนีรอดจากการติดตามจับกุมได้เสียที มองไปบนเนินเขาที่อยู่ไกลออกไปนางมองเห็นทิวแถวของทหารที่ทอดยาวขึ้นไป ท้ายขบวนมีเกวียนและรถมาหลายสิบคันที่เคลื่อนตามกันไปอย่างช้าๆ