เยี่ยจือกำลังบันทึกคุณความดีของนาง สมุดบันทึกความดีความชอบหนาๆเล่มนั้นทุกตัวอักษรเยี่ยจือเป็ผู้เขียน เขาจดเื่ราวทุกอย่างมาสองปีแล้ว
เหมยเซียวเหรินรู้สึกว่าเยี่ยจือนั้นคาดหวังให้นางได้เลื่อนขั้นมีเงินมีทองมากกว่าตัวนางเองเสียอีกเื่ใดๆ ล้วนคำนึงถึงนาง
“เยี่ยจือ เหตุใดเ้าจึงคิดว่าเื่ที่ข้าทำในวันนี้เป็เื่ดีเกิดข้าไปล่วงเกินคนที่ไม่ควรล่วงเกินเข้า จะไม่แย่หรือ”
“ใต้เท้าเคยไปล่วงเกินคนที่ไม่อาจล่วงเกินเมื่อใดกันหรือ”
มุมปากของเยี่ยจือเจือรอยยิ้มเล็กๆ ภายใต้แสงจันทร์เขาให้ความรู้สึกเหมือนบัณฑิต สะอาดและกระจ่างใส
เหมยเซียวเหรินหลุดรอยยิ้มที่หาได้ยากเช่นกันพูดว่า“ข้ามองไม่ออกว่าแม่ทัพนั่นจะมีดีอะไร คนหยาบคาย จะมีที่พึ่งพาที่ไหนกัน”หากมีผู้หนุนหลัง จะถูกสั่งการให้มาคุ้มกันที่ชายแดนอำเภอชิวสุ่ยได้เยี่ยงไร
เยี่ยจือยังคงกังวล“พวกเขาไม่ยอมช่วยเหลือ แล้วพวกเราจะปราบโจรอย่างไรกัน”
“ปัญหาทุกอย่างย่อมมีทางออก”
เยี่ยจือรู้ว่าในสมองของใต้เท้ามีแผนการอยู่มากต่อให้เผชิญกับเื่ตึงมือแค่ไหนก็ย่อมมีหนทาง เมื่อได้ยินเหมยเซียวเหรินพูดเช่นนี้ใจของเขาก็โล่งใจขึ้นบ้าง
เยี่ยจือเก็บกระดาษและพู่กัน ควักของที่ห่ออยู่ในกระดาษเคลือบน้ำมันออกมายื่นให้เหมยเซียวเหริน“ใต้เท้ายุ่งมาทั้งวัน คงจะหิวแล้ว”
เหมยเซียวเหรินรับมาดู ที่แท้คือขนมปิ่ง[1]ไม่ต้องเดานางก็รู้ว่า นี่เป็ฝีมือของกุนซือที่อยู่ตรงหน้านี้ทีี่นอกจากจะจับพู่กันเป็แล้วยังจับตะหลิวทำอาหารเป็
เมื่อใดที่นางต้องออกไปทำธุระด้านนอก เยี่ยจือจะเตรียมอาหารแห้งให้นางอย่างดียามลมพัดฝนตกยังเตรียมเสื้อกันลมให้นางไว้ป้องกันหนาว…หากเขาเป็ตรี ก็สามารถใช้คำว่ามีคุณธรรมและเอาใจใส่มาพรรณาได้
เหมยเซียวเหรินมองไปรอบข้างจึงพบว่าเส้นทางนี้นางเคยผ่านมาแล้ว
สองปีก่อน นางมีประสบการณ์ที่ยากจะลืมอยู่บนเส้นทางสายนี้
ในตอนนั้นนางเพิ่งสอบผ่านเป็จวี่เหริน[2]ถือใบคำสั่งส่งตัวเดินทางอย่างเร่งรีบจากอำเภอปี้หยุ่นข้างเคียงไปรับตำแหน่งที่อำเภอชิวสุ่ยเวลานั้นอำเภอชิวสุ่ยยากจนย่ำแย่ไปหมด ในเมืองไม่มีขอทานแต่นอกเมืองกลับมีโจรป่า
นางพบโจรป่ากลุ่มหนึ่ง แม้แต่คนถือสัมภาระก็ล้วนถูกโจรป่ามัดจับไปในรังบนูเาของโจรป่านั้นนางได้พบเยี่ยจือที่ถูกจับมาเช่นกัน
พวกเขาต่างตกที่นั่งลำบากเหมือนกัน เพียงมองตาก็คุ้นเคย
ต่อมาโจรบอกค่าไถ่ คนที่บ้านของเยี่ยจือส่งเงินและธัญพืชมาไถ่ตัวเยี่ยจือออกไปหลังจากเยี่ยจือเป็อิสระแล้วก็ไม่อาจหักใจทิ้งเหมยเซียวเหรินไว้คนเดียวได้ ด้วยเหตุนี้จึงใช้หยกที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษของตนไถ่ตัวเหมยเซียวเหรินออกไป
ต่อมาเหมยเซียวเหรินจึงได้รู้ว่า ครอบครัวของเยี่ยจือมีเพียงมารดาที่ตาบอดทั้งสองข้างและเพื่อไถ่ตัวเยี่ยจือมารดาของเขาได้นำที่นาและบ้านไปขาย พวกเขาสองแม่ลูกไร้บ้านให้กลับไปเสียแล้ว
เพื่อตอบแทนบุญคุณของเยี่ยจือ หลังจากขึ้นรับตำแหน่งเหมยเซียวเหรินไม่เพียงไถ่หยกกลับมาคืนให้เยี่ยจือยังให้พวกเขาสองแม่ลูกอาศัยอยู่ในที่ว่าการ เมื่อนางรู้ว่าเยี่ยจือเคยเรียนหนังสือก็ให้เขาเป็กุนซือข้างกาย
เขาทำหน้าที่นี้มาสองปี ตั้งใจจัดการดูแลที่ว่าการให้นางเสนอนโยบายให้นาง กลายเป็ผู้ช่วยและคนสนิทมือดีที่สุดของนาง
เยี่ยจือในตอนนี้มีอาหารและเสื้อผ้าไม่ขาด แต่เหมยเซียวเหรินรู้สึกว่ารอบตัวเขามีอะไรบางอย่างขาดหายไปนางคิดถึงเื่ในค่ายทหารเื่หนึ่งขึ้นมา ถามอย่างสนใจว่า“พี่เยี่ย เ้ามองหญิงสาวก็เขินอายได้ถึงเพียงนั้น ต่อไปจะไม่เตรียมแต่งภรรยาหรือไร”
เยี่ยจือส่ายหัวเงียบๆ
ความหมายของเขาคือไม่คิดแต่งภรรยาสินะ เช่นเดียวกับนางที่หัวเด็ดตีนขาดก็จะไม่คิดจะแต่งให้ใคร
หลังจากวันนั้น ปราบโจรได้กลายเป็เื่ใหญ่อันเร่งด่วนดับหนึ่งของที่ว่าการอำเภอชิวสุ่ยยิ่งเมื่อเหมยเซียวเหรินได้รับหนังสือราชการจากเมืองหลวง
พวกโจรกลุ่มนั้นไม่ธรรมดาเลยจริงๆ
พวกมันโจมตีระรานในเสวียนโจวมาเป็เวลานานแล้วบุกปล้นหมู่บ้านชิงทรัพย์ไปทั่วทุกแห่งหน อำเภอข้างเคียงไม่น้อยต่างได้รับความเดือดร้อน
ทุกวันนี้พวกโจรยังคงหนีไปได้อย่างลอยนวล ด้วยพวกมันเป็โจรย้ายที่ปล้นที่หนึ่งก็ย้ายไปอีกที่หนึ่ง ทำให้ราชสำนักที่คิดจะส่งทหารไปปราบโจรต่างไม่รู้ว่าจะส่งไปปราบยังที่ใดเป้าหมายของพวกมันล้วนเป็หมู่บ้านนอกตัวเมือง อาศัยจังหวะที่ขุนนางในท้องที่ยังรับมือไม่ทันประกอบกับจำนวนคนของที่ว่าการแต่ละอำเภอต่างมีน้อย พึ่งพาตัวเองปราบโจรจึงเสียเปรียบส่งผลให้เหล่าขุนนางในท้องที่ไร้หนทางจะจับพวกโจร
มีเบาะแสว่าพวกโจรยังอยู่ภายในตัวอำเภอชิวสุ่ยสำหรับเหมยเซียวเหรินแล้วเื่นี้เป็เื่ที่สุดแสนจะปวดหัว แต่ว่าเื่ที่แย่ก็สามารถมีตอนจบที่ดีได้ถึงจะเป็ปัญหาที่ยาก แต่ก็เป็โอกาสเช่นกัน
หากนางปราบโจรที่ใครก็ปราบไม่ได้แน่นอนว่าจะสามารถนำคนอื่นไปได้ก่อนหนึ่งก้าว ได้นั่งในตำแหน่งที่ใครก็นั่งไม่ได้
“ปัญหาทุกอย่างย่อมมีทางออก”คำพูดนั้นของเหมยเซียวเหรินไม่ได้พูดเหลวไหล ในใจของนางมีแผนการอื่นอยู่นานแล้ว เพียงแต่หากไม่จำเป็ก็ไม่อยากเดินหมากนี้เท่านั้นเอง
แต่ตอนนี้จำเป็เสียแล้ว
เหมยเซียวเหรินใช้เวลาหลายวันในการวางแผนรอทุกสิ่งเตรียมพร้อม นางเตรียมจะลงศึกด้วยตัวเอง
ฟ้าเพิ่งจะสว่างเหมยเซียวเหรินตั้งใจตื่นแต่เช้ามืด แต่งกายให้ตัวเองอยู่ในห้อง
นางเปลี่ยนไปสวมชุดคลุมที่ปักด้วยดิ้นทองดิ้นเงินแม้แต่ปิ่นปักผมก็เปลี่ยนจากปิ่นเงินเป็ปิ่นที่ทำจากทอง หลังจากที่วุ่นวายอยู่นานก็ย้ายกล่องที่อยู่ใต้เตียงออกมาหยิบแหวนทองคำเพชรที่เก็บซ่อนไว้ออกมาหนึ่งนิ้วสวมใส่หนึ่งวง
“ใต้เท้า ถึงเวลาแล้ว”เยี่ยจือส่งเสียงบอกอยู่นอกประตู
ประตูห้องเปิดออกการแต่งกายของเหมยเซียวเหรินทำให้ผู้คนที่รออยู่หน้าประตูตกตะลึงปากอ้าตาค้าง
เยี่ยจือกลับไม่ใกับชุดแสดงงิ้วของนางแต่กังวลในความปลอดภัยของนาง ขมวดคิ้วถามว่า “ใต้เท้าจะไปด้วยตนเองจริงๆหรือ”
“เ้าพวกหลานชายกลุ่มนั้นก่อเื่ในพื้นที่ของข้าแน่นอนว่าข้าต้องไป” เหมยเซียวเหรินพูดจบก็กางพัดโบกไปมา พัดเคลือบทองส่องแสงเสียดตาใต้แสงอาทิตย์การโอ้อวดตัวเองเช่นนี้ ต้องทำให้โจรชั่วตาลุกวาวเป็แน่
โจวหู่ถูกทองแท้เงินขาวบนร่างของใต้เท้าทำให้ตะลึงอยู่นานเมื่อก่อนเขาทราบเพียงว่าพื้นเพครอบครัวของใต้เท้าทั้งมีเงินและไม่ตระหนี่ ใต้เท้าในวันปกติชอบควักเงินตัวเองมาจัดการคดีขี้หมูราขี้หมาแห้งทั้งยังชอบช่วยเหลือพี่น้องที่ครอบครัวลำบากยากจน แต่ไม่เคยคิดเลยว่าในห้องของใต้เท้าจะมีของล้ำค่าดั่งเมืองเหล่านี้อย่างเช่นแหวนเพชรเม็ดใหญ่เหมือนไข่ห่านนั่นอย่างไร หากใช้เพียงดึงดูดโจรชั่ว…ช่างน่าเสียดายเสียจริง
“ไปได้”
เหมยเซียวเหรินเก็บพัด เดินนำหน้าไปทางประตูใหญ่ของที่ว่าการอำเภอ
เยี่ยจือกอดสมุดบันทึกความดีความชอบเดินตามหลังหากวันนี้ราบรื่นไปด้วยดี บนสมุดบันทึกความดีความชอบจะได้เพิ่มผลงานครั้งยิ่งใหญ่อย่างแน่นอนตัวเขาเองจะระวังปกป้อง”ของล้ำค่า”ของใต้เท้าอย่างดีที่สุด
โจวหู่รับคำสั่งให้นำมือปราบสองสามคนไปด้วยคนเหล่านี้ต่างไม่รู้ว่าใต้เท้าของตนวางแผนปราบโจรเช่นไร แต่ละคนล้วนอกสั่นขวัญแขวนแต่ที่พวกเขามีข้าวอิ่มท้องได้อย่างทุกวันนี้ล้วนเป็เพราะได้รับความเมตตาจากใต้เท้าใต้เท้าให้พวกเขาขายชีวิต พวกเขาจะไม่ขายได้อย่างไรกัน
กลุ่มคนเดินมาถึงหน้าประตู มือปราบที่เฝ้าประตูกำลังเตรียมเปิดประตูนอกประตูกลับมีเสียงกลอง “ตึง ตึง”ดังขึ้น
การเคลื่อนไหวเช่นนี้เหมยเซียวเหรินคุ้นเคยเป็อย่างดี
มีคนกำลังตีกลองร้องทุกข์
เดิมทีเหมยเซียวเหรินคิดว่าเป็ชาวบ้านมีเื่มาร้องเรียนรอกระทั่งประตูเปิดออก เมื่อนางมองเห็นคนที่มาจึงหยุดฝีเท้าลงทันที ยกมือขึ้นมาอย่างรวดเร็วแววตาที่เ็าเล็กน้อยมองตรงไปยังร่างของคนผู้นั้น
คนที่ตีกลองไม่ใช่คนผู้นั้น แต่เป็บ่าวติดตามของเขา
คุณชายในชุดไหมไม่เพียงไม่หลบสายตาของเหมยเซียวเหรินกลับหัวเราะแล้วก้าวมาข้างหน้า “ใต้เท้าน้อย มาได้เร็วยิ่ง”
โจวหู่ตะคอกด้วยความโมโห“เ้าช่างบังอาจนัก กล้าไม่ให้เกียรติใต้เท้ารึ!”
คุณชายในชุดไหมหัวเราะอีกครั้ง“ข้าไม่ให้เกียรติเขาอย่างนั้นรึ เขาไม่ได้เรียกว่าใต้เท้าน้อยหรอกหรือ”หันศีรษะกลับไปถามบ่าวติดตามว่า “อาชิ่ง เขาชื่อว่าอะไรนะ”
“ตอบคุณชาย เป็ใต้เท้าใหญ่เหมยเหมยเซียวเหรินขอรับ”
“ได้ยินหรือไม่ ใต้เท้าน้อย”
“บนพื้นที่ของข้า ไม่มีใต้เท้าน้อย!”เหมยเซียวเหรินจ้องเขา แววตาโเี้ กล่าวจบจึงใช้พัดแยกคนที่ขวางอยู่หน้าประตูคิดให้คนหลีกทาง
เขากลับไม่หลีกทางให้แม้เพียงคืบ ยังคงท่าทางถือดีนั่นทำให้กลุ่มคนของเหมยเซียวเหรินถูกขวางอยู่ในประตู
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่https://www.readawrite.com/a/5d7b9cb0fc55049fdb4dfc1e85909306
[1] ขนมปิ่ง เป็ขนมโบราณของคนจีน ทำจากแป้งหรือเป็แป้งผสมมันเทศบด ยัดไส้ด้วยถั่วเหลืองหรือเผือกกดให้แบนแล้วนำไปทอด อาจโรยงาด้วยก็ได้
[2]จวี่เหริน เป็คำเรียกผู้ที่ผ่านการสอบคัดเลือกในระดับภูมิภาคในสมัยโบราณของจีน