หลังจากวันที่ผู้ฝึกสอนกล่าวถึงการประเมินพื้นฐาน บรรยากาศภายในตระกูลเย่ก็เปลี่ยนไปอย่างเงียบงัน
ไม่มีเสียงกลอง ไม่มีคำประกาศใหญ่โต และไม่มีผู้ใดบอกอย่างชัดเจนว่าการประเมินครั้งนั้นจะตัดสินชะตาของใคร ทว่าเด็กหนุ่มรุ่นเยาว์ทุกคนต่างััได้ว่าบางสิ่งกำลังใกล้เข้ามา ความกดดันแทรกซึมอยู่ในอากาศยามเช้า ปะปนไปกับกลิ่นดินชื้นและกลิ่นเหงื่อในลานฝึก ผู้ที่เคยฝึกอย่างเอื่อยเฉื่อยเริ่มขยันขึ้น ผู้ที่เคยมั่นใจเริ่มระวังตัวมากขึ้น และผู้ที่เคยหัวเราะเยาะผู้อื่นก็เริ่มเงียบลงบ้าง เพราะในไม่ช้า คำพูดทั้งหมดจะไร้ค่า สิ่งที่จะถูกวัดมีเพียงผลลัพธ์เท่านั้น
เย่เทียนยังคงยืนอยู่ท้ายแถวเช่นเดิม
ตำแหน่งของเขาไม่เคยเปลี่ยน ั้แ่วันที่เขาเข้าลานฝึกจนถึงวันนี้ เขายังคงเป็คนที่ถูกจัดไว้ท้ายสุด เป็คนที่ผู้ฝึกสอนแทบไม่คาดหวัง เป็คนที่เด็กหลายคนมองด้วยสายตาเห็นใจบ้าง ดูแคลนบ้าง หรือบางครั้งก็ลืมไปเสียด้วยซ้ำว่าเขายังอยู่ตรงนั้น
แต่สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไป คือเย่เทียนไม่รู้สึกว่าท้ายแถวเงียบเหมือนเดิมอีกต่อไป
หลังจากคืนก่อน เขาััถึงความไหววูบเลือนรางภายในร่างได้อีกครั้ง แม้มันจะเบาบางเสียจนแทบเรียกไม่ได้ว่าเป็การรับรู้ปราณ แต่สำหรับคนที่เคยยืนอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่ามานานหลายปี มันก็ไม่ต่างจากเสียงเคาะประตูเบา ๆ ในห้องที่เคยมืดสนิท
เพียงแต่ประตูนั้นยังไม่เปิด
และเขาก็ยังไม่รู้ว่าต้องผลักมันอย่างไร
“วันนี้จะเป็การฝึกจับคู่” เสียงของผู้ฝึกสอนดังขึ้นกลางลาน ทำให้เสียงพูดคุยเบา ๆ ของเด็กรุ่นเยาว์เงียบลงทันที “ไม่ใช่การประลองจริง แต่เป็การทดสอบพื้นฐานการทรงตัว จังหวะ และการรับมือภายใต้แรงกดดัน ผู้ที่เปิดชีพจรได้แล้วห้ามใช้ปราณเต็มกำลัง ส่วนผู้ที่ยังเปิดชีพจรไม่ได้ก็อย่าคิดว่าตัวเองไม่มีสิทธิ์เรียนรู้ การต่อสู้ไม่ได้เริ่มจากพลังเสมอไป”
คำท้ายประโยคนั้นทำให้เด็กหลายคนหันมามองเย่เทียนโดยไม่รู้ตัว
เย่เทียนยิ้มบาง ๆ ราวกับไม่ได้ยินสายตาเ่าั้ เขาเพียงก้มลงจัดแขนเสื้อของตนให้เรียบร้อยกว่าเดิมเล็กน้อย ท่าทางดูผ่อนคลายเกินกว่าคนที่กำลังจะถูกจับเข้าฝึกกับผู้ที่เหนือกว่าตนเองหลายเท่า
ไม่ไกลออกไป เย่เฉิงยืนอยู่แถวหน้า สีหน้าของเขาสงบนิ่งเช่นเดิม ดวงตาคมเย็นมองลานฝึกตรงหน้าโดยไม่แสดงความตื่นเต้น เขาไม่ได้หันมามองเย่เทียน แต่เย่เทียนกลับรู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายรับรู้ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวอยู่ตลอดเวลา
คนแบบเย่เฉิงไม่จำเป็ต้องมองตรง ๆ เพื่อกดดันผู้อื่น
เพียงการมีอยู่ของเขา ก็ทำให้คนรอบข้างรู้สึกว่าตนเองกำลังถูกเปรียบเทียบอยู่แล้ว
ผู้ฝึกสอนเริ่มจับคู่ทีละกลุ่ม เด็กที่มีระดับใกล้เคียงกันถูกเรียกออกไปกลางลานแล้วฝึกปะทะกันอย่างง่าย ๆ บ้างผลัก บ้างหลบ บ้างเสียหลักล้มกลิ้งจนเพื่อนหัวเราะออกมา แต่ในเสียงหัวเราะนั้นไม่ได้มีความสนุกเพียงอย่างเดียว ทุกคนต่างรู้ดีว่าผู้ฝึกสอนกำลังมองอยู่ และทุกการเคลื่อนไหวอาจกลายเป็ส่วนหนึ่งของการประเมินในอนาคต
คู่แล้วคู่เล่าผ่านไป เย่เทียนยังคงยืนอยู่ท้ายแถว กระทั่งในที่สุดเสียงของผู้ฝึกสอนก็ดังขึ้น
“เย่เทียน”
ลานฝึกเงียบลงเล็กน้อยอย่างเห็นได้ชัด
เย่เทียนเดินออกจากแถวด้วยสีหน้าเรียบง่าย ไม่มีความลนลาน ไม่มีความตื่นเต้นเกินเหตุ เขายังคงยิ้มบางเหมือนคนกำลังถูกเรียกไปช่วยยกของ ไม่ใช่ถูกเรียกเข้าสู่ลานฝึกต่อหน้าคนทั้งตระกูล
ผู้ฝึกสอนมองรายชื่อในมือแล้วเอ่ยต่อ “เย่หลัว”
เด็กหนุ่มร่างสูงก้าวออกมาจากแถวกลาง เขาอายุไล่เลี่ยกับเย่เทียน แต่รูปร่างแข็งแรงกว่าอย่างเห็นได้ชัด แขนขามีกล้ามเนื้อจากการฝึกอย่างสม่ำเสมอ และที่สำคัญ เขาเปิดชีพจรได้แล้ว แม้ยังไม่มั่นคงนัก แต่ก็เพียงพอให้เขาเหนือกว่าเย่เทียนในสายตาของทุกคน
เย่หลัวทำหน้าประหลาดใจเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างอดไม่ได้ “อาจารย์ ให้ข้าคู่กับเขาจริงหรือ”
ผู้ฝึกสอนมองเขาเรียบ ๆ “นี่คือการฝึก ไม่ใช่การประลองเอาชนะ”
เย่หลัวรีบหุบยิ้มลงเล็กน้อย แต่แววตาก็ยังซ่อนความมั่นใจไว้ไม่มิด “ขอรับ”
เย่เทียนเดินไปหยุดตรงข้ามเขา ก่อนจะยกมือคารวะตามธรรมเนียม “รบกวนด้วย”
“ไม่ต้องพูดสุภาพนักก็ได้” เย่หลัวกล่าวเสียงเบาพอให้ได้ยินกันเพียงใกล้ ๆ “ข้าจะออมมือให้”
เย่เทียนกะพริบตาเล็กน้อย ก่อนจะยิ้ม “ขอบใจ แต่ถ้าออมมากไป เ้าจะดูไม่ดีนะ”
เย่หลัวชะงักไปครู่หนึ่ง เหมือนไม่แน่ใจว่าคำพูดนั้นเป็การขอบคุณหรือยั่วโมโหกันแน่
ผู้ฝึกสอนยกมือขึ้น “เริ่มได้”
ทันทีที่สิ้นเสียง เย่หลัวก้าวเข้ามาข้างหน้าอย่างรวดเร็ว เขาไม่ได้ใช้ปราณเต็มกำลังตามคำสั่ง แต่เพียงแรงกายของผู้ที่เปิดชีพจรแล้วก็เหนือกว่าเย่เทียนอยู่มาก หมัดขวาของเขาพุ่งเข้าหา่อกเย่เทียนในมุมตรงไปตรงมา ไม่ซับซ้อน แต่เร็วพอให้เด็กธรรมดาส่วนใหญ่หลบไม่ทัน
เย่เทียนขยับเท้าถอยครึ่งก้าว
ไม่มาก
เพียงครึ่งก้าวเท่านั้น
หมัดของเย่หลัวเฉียดผ่านหน้าอกเขาไปอย่างหวุดหวิด ขณะเดียวกันเย่เทียนหมุนไหล่เล็กน้อย ปล่อยให้น้ำหนักของอีกฝ่ายพุ่งผ่านแนวศูนย์กลางของตนเองไปโดยไม่ปะทะตรง ๆ
หลายคนในลานฝึกไม่ได้สังเกตเห็นรายละเอียดนั้น พวกเขาเห็นเพียงเย่เทียนถอยหนีได้อย่างเฉียดฉิว บางคนถึงกับหัวเราะเบา ๆ เพราะคิดว่าเขาแค่โชคดี
แต่ผู้ฝึกสอนขมวดคิ้วเล็กน้อย
เย่หลัวเองก็ชะงักไปเสี้ยวหนึ่ง ก่อนจะก้าวตามทันที คราวนี้เขาไม่ใช้หมัดตรง แต่เปลี่ยนเป็เตะกวาดต่ำ หมายจะทำให้เย่เทียนเสียหลักล้มลงอย่างรวดเร็ว
เย่เทียนมองปลายเท้าที่พุ่งเข้ามา ดวงตาอำพันสงบนิ่งอย่างประหลาด เขาะโหลบไม่ทันแน่นอน และถ้าถอยตรง ๆ ก็จะถูกไล่กดต่อทันที ดังนั้นเขาจึงเลือกสิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่คาดคิด
เขาก้าวเข้าไปข้างหน้า
เสียงอุทานดังขึ้นรอบลาน เย่หลัวเองก็เบิกตาเล็กน้อย เพราะทิศทางที่เย่เทียนเลือกคือการก้าวเข้าสู่ระยะอันตราย แต่ในเสี้ยววินาทีที่ปลายเท้าของเย่หลัวกวาดออกไปเต็มแรง เย่เทียนกลับเอียงตัวผ่านแนวเตะไปด้านใน แล้วใช้ไหล่กระแทกเข้าที่อกอีกฝ่ายอย่างแม่นยำ
แรงกระแทกนั้นไม่หนัก
แต่จังหวะของมันพอดีเกินไป
เย่หลัวที่กำลังทุ่มน้ำหนักไปกับการเตะเสียหลักทันที ร่างของเขาถอยหลังไปสองก้าวก่อนจะฝืนตั้งตัวได้ สีหน้าประหลาดใจปรากฏขึ้นชัดเจนเป็ครั้งแรก
ลานฝึกเงียบลง
เย่เทียนไม่ได้ตามซ้ำ เขาเพียงถอยกลับมายืนที่เดิม หายใจสม่ำเสมอเหมือนเมื่อครู่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“บังเอิญหรือ” เด็กคนหนึ่งพึมพำ
อีกคนตอบเบา ๆ “น่าจะบังเอิญ”
แต่เย่เฉิงที่ยืนอยู่แถวหน้าไม่ได้พูดอะไร สายตาของเขาขยับมาหยุดที่เย่เทียนในที่สุด
ครั้งนี้ไม่ใช่การมองผ่าน
แต่เป็การมองจริง ๆ
เย่หลัวรู้สึกได้ถึงสายตารอบข้าง ใบหน้าของเขาร้อนขึ้นเล็กน้อย เขาไม่ได้โกรธจนขาดสติ แต่ความอับอายทำให้การเคลื่อนไหวครั้งถัดไปหนักขึ้นกว่าเดิมอย่างชัดเจน เขาก้าวเข้ามาอีกครั้ง หมัดซ้ายขวาสลับกันรวดเร็วกว่าเดิม แม้ยังไม่ใช้ปราณเต็มกำลัง แต่แรงและความเร็วก็เพิ่มขึ้นจนเย่เทียนเริ่มถูกกดถอย
คราวนี้เย่เทียนหลบได้ไม่หมด
หมัดหนึ่งเฉียดแก้ม อีกหมัดกระแทกเข้าที่ไหล่ ทำให้ร่างเขาเซไปด้านข้าง ความเจ็บแล่นขึ้นมาทันที แต่เขายังกัดฟันรักษาจังหวะเท้าไว้ ไม่ปล่อยให้ตัวเองล้ม
เย่หลัวไม่ปล่อยโอกาส เขาพุ่งเข้ามาอีกครั้ง ใช้ฝ่ามือผลักเข้าตรงกลางอก หมายจะทำให้เย่เทียนกระเด็นออกจากวงฝึกให้จบเื่
เย่เทียนเห็นฝ่ามือนั้นชัดเจน
ชัดเจนเกินกว่าที่ควรจะเป็
ใน่เวลาสั้น ๆ นั้น เสียงรอบตัวเหมือนเบาลงเล็กน้อย เขารู้สึกถึงลมหายใจของเย่หลัว รู้สึกถึงน้ำหนักที่ถ่ายมาด้านหน้า รู้สึกถึงจุดที่ฝ่าเท้าอีกฝ่ายกดลงบนพื้น และลึกลงไปในร่างของเขา ความไหววูบเลือนรางเมื่อคืนก่อนพลันปรากฏขึ้นอีกครั้ง
มันไม่ใช่พลังที่เขาควบคุมได้
ไม่ใช่ปราณที่ไหลเวียน
แต่มันเหมือนบางสิ่งในร่างกำลังเตือนเขา
ตอนนี้
เย่เทียนไม่คิดมาก เขาขยับเท้าซ้ายครึ่งก้าว หมุนตัวตามแรงผลักของเย่หลัวแทนที่จะต้านรับตรง ๆ ฝ่ามือนั้นจึงเฉียดผ่านอกเขาไปเล็กน้อย ขณะเดียวกันมือขวาของเย่เทียนจับข้อมืออีกฝ่ายไว้เพียงชั่วพริบตา ก่อนจะปล่อยทันทีและใช้แรงของเย่หลัวนำร่างอีกฝ่ายให้พุ่งเลยไปข้างหน้า
เย่หลัวเสียหลักอีกครั้ง
คราวนี้เขาเกือบล้ม
เสียงฮือฮาดังขึ้นทั่วลานฝึกทันที
เย่หลัวรีบดึงตัวกลับมาได้ก่อนเข่าจะแตะพื้น แต่ใบหน้าของเขาแดงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ความอับอายครั้งนี้หนักกว่าครั้งแรก เพราะมันไม่อาจอธิบายด้วยคำว่าโชคดีได้ง่าย ๆ อีกแล้ว
เย่เทียนยืนหอบเล็กน้อย ไหล่ที่ถูกกระแทกเมื่อครู่เริ่มปวดมากขึ้น แต่เขายังยิ้มบาง ๆ ได้ “เกือบไปแล้ว”
คำพูดนั้นฟังเหมือนเขาพูดกับตัวเองมากกว่าจะเยาะเย้ย แต่มันกลับทำให้เย่หลัวรู้สึกเหมือนถูกแทงใจ
“พอ” ผู้ฝึกสอนกล่าวขึ้นก่อนที่เย่หลัวจะพุ่งเข้ามาอีกครั้ง
เสียงนั้นเด็ดขาดพอให้ทุกคนหยุดทันที
เย่หลัวหันไปมองผู้ฝึกสอน สีหน้ายังไม่ยินยอม “แต่—”
“ข้าบอกว่าพอ” ผู้ฝึกสอนกล่าวซ้ำ น้ำเสียงหนักกว่าเดิม
เย่หลัวกัดฟันเล็กน้อย ก่อนจะถอยกลับไปอย่างไม่เต็มใจ
เย่เทียนคารวะอีกฝ่ายตามมารยาท “ขอบใจที่ชี้แนะ”
เย่หลัวมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง สีหน้าซับซ้อนกว่าเดิมมาก ก่อนจะสะบัดหน้าเดินกลับแถวโดยไม่ตอบ
ผู้ฝึกสอนมองเย่เทียนอย่างเงียบ ๆ อยู่ชั่วครู่ ก่อนจะกล่าว “เย่เทียน เ้ายังอ่อนกว่ามาก ทั้งแรง ความเร็ว และพื้นฐานล้วนไม่พอ หากเย่หลัวใช้ปราณเต็มกำลัง เ้าคงล้มั้แ่สามลมหายใจแรก”
คำพูดนั้นทำให้เสียงฮือฮารอบลานเบาลง หลายคนเหมือนกลับมาจำได้อีกครั้งว่าเย่เทียนยังไม่ใช่ผู้ฝึกปราณจริง ๆ
แต่ผู้ฝึกสอนกล่าวต่อ “อย่างไรก็ตาม เ้ารู้จักหลบ ไม่ฝืนรับตรง ๆ และอ่านน้ำหนักของคู่ต่อสู้ได้ดีกว่าที่ข้าคาดไว้”
ลานฝึกเงียบลงอีกครั้ง
สำหรับเย่เทียน คำชมเพียงประโยคเดียวจากผู้ฝึกสอนถือเป็สิ่งที่แทบไม่เคยเกิดขึ้น
เย่เทียนเองก็ชะงักเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มบาง “ขอบคุณอาจารย์”
“อย่าเพิ่งดีใจ” ผู้ฝึกสอนมองเขาเรียบ ๆ “หากไม่มีพื้นฐานปราณ เ้าจะอ่านได้อีกกี่ครั้งก็ไร้ประโยชน์ เมื่อเจอผู้ที่เร็วกว่า แรงกว่า และไม่พลาดง่าย ๆ เ้าก็ยังแพ้อยู่ดี”
“ขอรับ” เย่เทียนตอบอย่างสงบ
เขาไม่ได้ผิดหวัง เพราะสิ่งที่ผู้ฝึกสอนพูดล้วนเป็ความจริง
แต่ความจริงวันนี้ต่างจากความจริงเมื่อวานเล็กน้อย
เมื่อวาน เขาเป็เพียงคนที่ยังไม่มีอะไร
วันนี้ อย่างน้อยเขาก็รู้แล้วว่าตนเองยังมีบางสิ่งที่ใช้ได้
หลังการฝึกจับคู่ดำเนินต่อไป เด็กหลายคนยังแอบมองเย่เทียนเป็ระยะ บางสายตายังคงดูถูก บางสายตาเต็มไปด้วยความสงสัย และบางสายตาเริ่มไม่มั่นใจเหมือนเดิม เย่เทียนกลับไปยืนท้ายแถว ไหล่ยังปวดอยู่ แต่สีหน้าของเขาไม่แสดงความเ็ปออกมา
เสี่ยวอวี่ที่ยืนดูอยู่ด้านข้างลานรีบเดินเข้ามาหาเมื่อมี่พัก นางมองไหล่ของเขาด้วยสีหน้ากังวล “เจ็บมากไหม”
“ไม่มาก” เย่เทียนตอบ
“อย่าโกหก” นางขมวดคิ้ว “เ้าโกหกไม่เก่งเท่าที่คิดหรอก”
เย่เทียนหัวเราะเบา ๆ “เช่นนั้นก็เจ็บนิดหน่อย”
“นิดหน่อยของเ้าคือแบบไหน”
“แบบที่ยังเดินไปกินข้าวได้”
เสี่ยวอวี่ถอนหายใจอย่างจนใจ ก่อนจะหยิบผ้าผืนเล็กออกมาจากแขนเสื้อ “ข้ามียาทาแก้ฟกช้ำอยู่ เดี๋ยวตอนพักกลางวันเ้าต้องทา”
เย่เทียนมองผ้าในมือนางแล้วอดยิ้มไม่ได้ “เ้าพกของแบบนี้ไว้ตลอดเลยหรือ”
“อยู่ใกล้เ้า ถ้าไม่พกไว้สิแปลก” นางตอบอย่างจริงจัง
เย่เทียนนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะออกมาเบา ๆ ความอบอุ่นบางอย่างแผ่ขึ้นในอกอย่างเงียบงัน
ไม่ไกลออกไป เย่เฉิงมองภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะละสายตาออก
ข้างกายเขา เด็กหนุ่มคนหนึ่งเอ่ยเสียงเบา “พี่เฉิง เมื่อครู่เย่เทียนแค่โชคดีใช่ไหม”
เย่เฉิงไม่ตอบทันที เขามองไปยังลานฝึกที่คู่ถัดไปกำลังเริ่มปะทะกัน ก่อนจะกล่าวเรียบ ๆ “ครั้งแรกอาจเป็โชคดี”
เด็กคนนั้นรีบถาม “แล้วครั้งที่สองล่ะ”
เย่เฉิงเงียบไปครู่หนึ่ง ดวงตาของเขาเย็นลงเล็กน้อย “นั่นคือปัญหา”
เด็กข้างกายไม่เข้าใจ แต่ก็ไม่กล้าถามต่อ
สำหรับเย่เฉิง คนอ่อนแอไม่ได้น่ากังวล คนที่พยายามก็ไม่ได้น่ากังวล สิ่งที่น่ากังวลคือคนที่ยังอ่อนแอ แต่กลับมีสัญชาตญาณบางอย่างที่ไม่ควรมี
เย่เทียนยังไม่เปิดชีพจร
แต่เขาอ่านจังหวะของผู้ที่เปิดชีพจรแล้วได้ถึงสองครั้ง
นั่นยังไม่ใช่พร์ในความหมายทั่วไป แต่มันก็ไม่ใช่สิ่งที่ควรมองข้าม
่เย็น หลังการฝึกสิ้นสุดลง เย่เทียนกลับมาที่ลานฝึกเล็กด้านหลังตระกูลอีกครั้ง ไหล่ของเขาถูกทายาจนรู้สึกเย็นวาบ แต่ทุกครั้งที่ขยับก็ยังมีความปวดแล่นขึ้นมาอยู่ดี เขายืนอยู่กลางลาน หายใจเข้าออกช้า ๆ แล้วพยายามนึกถึงจังหวะตอนที่ตนหลบฝ่ามือของเย่หลัว
ในตอนนั้น เขาไม่ได้เร็วกว่า
ไม่ได้แข็งแรงกว่า
และไม่ได้มีปราณ
แต่เขาเห็น
เห็นน้ำหนัก เห็นจังหวะ เห็นช่องว่างที่เกิดขึ้นเพียงเสี้ยววินาที
เย่เทียนหลับตาลง ความไหววูบลึกในร่างยังคงเลือนรางเช่นเดิม แต่น่าแปลกที่เมื่อเขาไม่พยายามไล่ตามมัน ความรู้สึกนั้นกลับไม่หนีหายไปทันทีเหมือนก่อน
เขายืนนิ่งอยู่เช่นนั้นเป็เวลานาน
จนกระทั่งเสียงไม้เท้าแตะพื้นเบา ๆ ดังขึ้นจากด้านหลัง
“วันนี้เ้าทำให้หลายคนประหลาดใจ”
เย่จงเดินเข้ามาอย่างช้า ๆ
เย่เทียนลืมตาแล้วหันไปยิ้ม “ข้าทำให้ท่านประหลาดใจด้วยหรือไม่”
“นิดหน่อย” เย่จงตอบตรง ๆ
“แค่นิดหน่อยเองหรือ”
“ถ้ามากกว่านั้น เ้าคงเหลิง”
เย่เทียนหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะหมุนไหล่ที่เจ็บเล็กน้อยแล้วสูดปาก “แต่ข้าก็ยังแพ้อยู่ดี”
เย่จงมองเขา “แพ้คือแพ้ แต่การแพ้มีหลายแบบ วันนี้เ้าแพ้โดยไม่ถูกบดขยี้ นั่นต่างจากเดิม”
เย่เทียนนิ่งไปเล็กน้อย
เย่จงเดินมาหยุดตรงหน้าเขา แววตาคมชัดและจริงจัง “จำความรู้สึกตอนที่เ้าหลบได้หรือไม่”
“จำได้” เย่เทียนตอบช้า ๆ “เหมือน…ข้าเห็นเขาช้าลง ไม่ใช่เพราะเขาช้าจริง แต่เหมือนข้ารู้ว่าเขาจะขยับอย่างไร”
เย่จงฟังเงียบ ๆ โดยไม่แสดงสีหน้าเกินจำเป็ แต่ในดวงตาลึก ๆ กลับมีบางอย่างไหววูบ
“อย่าบอกเื่นี้กับใคร” ชายชรากล่าว
เย่เทียนชะงักทันที “ทำไม”
เย่จงไม่ตอบตรง ๆ เขาหันไปมองท้องฟ้ายามค่ำเหนือเมืองชิงหลาน หมอกบางเริ่มลอยขึ้นจากแนวเขา ทำให้แสงดาวดูเลือนรางกว่าปกติ
“ในตระกูลนี้ ความแปลกไม่ใช่สิ่งที่ปลอดภัยเสมอไป” เขากล่าวเสียงต่ำ
เย่เทียนมองปู่ของตนอยู่ครู่หนึ่ง รอยยิ้มบนใบหน้าค่อย ๆ จางลงเล็กน้อย
“ท่านปู่ ท่านรู้อะไรเกี่ยวกับร่างกายของข้าใช่หรือไม่”
เย่จงเงียบ
ความเงียบนั้นยาวนานพอจะกลายเป็คำตอบในตัวเอง
แต่สุดท้ายชายชราก็เพียงกล่าวว่า “ยังไม่ถึงเวลา”
เย่เทียนไม่ได้เซ้าซี้ เขารู้จักเย่จงดีพอจะเข้าใจว่า หากปู่ของเขาตัดสินใจไม่พูด ต่อให้ถามอีกสิบครั้งก็ไม่ได้คำตอบ แต่การไม่ถามไม่ได้แปลว่าเขาไม่สงสัย
“เช่นนั้นตอนนี้ข้าควรทำอะไร” เขาถามแทน
เย่จงหันกลับมามองเขา “ฝึกต่อ แต่อย่าฝืนเปิดชีพจรด้วยวิธีของคนอื่น ลมหายใจของเ้าไม่เหมือนพวกเขา จังหวะของเ้าก็ไม่เหมือนพวกเขา หากเ้าหาทางของตัวเองเจอ ประตูบานนั้นอาจเปิดในแบบที่ไม่มีใครคาดคิด”
เย่เทียนก้มมองมือของตนเอง ก่อนจะกำเข้าช้า ๆ
วันนี้เขายังไม่ชนะ
ยังไม่เปิดชีพจร
ยังไม่ได้รับหินปราณ
และยังไม่ได้รับการยอมรับจากใครจริง ๆ
แต่บางสิ่งได้เปลี่ยนไปแล้ว
ไม่ใช่ในสายตาของทั้งตระกูล
แต่ในสายตาของตัวเขาเอง
เขารู้แล้วว่าแม้จะไม่มีปราณ เขาก็ยังมองเห็นช่องว่างได้
และหากมีช่องว่าง ก็ย่อมมีทางผ่าน
เย่เทียนเงยหน้าขึ้น ดวงตาอำพันของเขาสะท้อนแสงดาวจาง ๆ เหนือเมืองชิงหลาน ก่อนที่รอยยิ้มบางจะปรากฏขึ้นอีกครั้ง
“เข้าใจแล้ว ท่านปู่”
เสียงของเขาไม่ดัง แต่มั่นคงกว่าหลายวันที่ผ่านมา
เย่จงมองรอยยิ้มนั้นอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้าเบา ๆ โดยไม่กล่าวอะไรต่อ
ลมกลางคืนพัดผ่านลานฝึกเล็กอย่างเงียบงัน พัดเอาความเ็ปจากการฝึก ความอับอายจากสายตาผู้คน และความสงสัยที่ยังไม่มีคำตอบให้ลอยปะปนอยู่ในความมืด
แต่ครั้งนี้ เย่เทียนไม่ได้รู้สึกว่าความมืดตรงหน้าว่างเปล่าอีกต่อไป
เพราะในความมืดนั้น เขาเริ่มมองเห็นเส้นทางเส้นเล็ก ๆ
แม้มันจะเลือนราง
แม้มันจะยากลำบาก
แต่มันเป็เส้นทางของเขาเอง