หลินเฉี่ยนได้ยินเช่นนี้ก็รู้สึกซาบซึ้งใจจนใบหน้าของเธอไม่สามารถซ่อนรอยยิ้มเอาไว้ได้อีก
“เอาล่ะหลี่ปู้หยี นี่เธอกำลังจะบอกว่าตั้งแต่ที่พี่ถูกลักพาตัว เธอก็เริ่มสะกดรอยตามพี่มาตลอดเลยเหรอ ?”
“ใช่ค่ะ”
“โอ้โหเฮ๊ะ! ว่าแล้วเชียวว่าต้องมีคนคอยตาม ตอนแรกพี่คิดว่าตัวเองตาฝาดแล้วก็คิดไปเองซะอีก เธอนี่ซ่อนตัวเก่งใช่เล่นเลยนะ”
หลี่ปู้หยีถอนหายใจ “แต่สุดท้ายก็ถูกพี่จับได้อยู่ดีไม่ใช่เหรอคะ ? นี่ฉันยังไม่รู้เลยว่าจะไปสารภาพกับหัวหน้ายังไง โดนทำโทษแน่ ๆ เลย”
“ไปต้องห่วงหรอก เดี๋ยวพี่ช่วยพูดให้เอง แต่ต่อจากนี้เธอไม่ต้องตามพี่แล้วนะ ตอนนี้กฎหมายบ้านเมืองมันดีขึ้นมาก คงไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นได้ง่าย ๆ หรอก”
“ต่อให้กฎหมายมันดีกว่านี้ก็ยังมีการลักพาตัวเกิดขึ้นอยู่ดี เราไม่ควรประมาทนะพี่”
“แต่คนพวกนั้นถูกจับไปหมดแล้วไม่ใช่เหรอ ?”
หลี่ปู้หยีเงียบไป อันที่จริงเรื่องนี้ถือว่าเป็นความลับมากและเธอก็ไม่คิดที่จะเผยข้อมูลให้อีกฝ่ายรู้ด้วยจึงเพียงแค่ยิ้มแล้วพูดขึ้น “พี่หลินเฉี่ยน... ในเมื่อฉันถูกพี่จับได้แล้ว ถ้างั้นหลังจากนี้พี่ก็ให้ฉันตามพี่ไปด้วยแล้วกันนะ ฉันจะเป็นบอดี้การ์ด คนขับรถ แล้วก็สาวรับใช้ให้พี่เอง ไม่ว่าจะเรื่องอะไรพี่บอกฉันได้ทุกเรื่องเลยเดี๋ยวฉันจะเป็นคนทำให้ทั้งหมดเลยล่ะ แล้วแบบนี้ฉันจะได้ไปบอกกับหัวหน้าได้ง่ายขึ้นด้วย”
“เอ่อ... คือ...” หลินเฉี่ยนอยากจะปฏิเสธในทันทีเพราะเธอยังต้องการอิสรภาพให้กับตัวเอง “น้องสาว... พี่ว่ามันไม่มีความจำเป็นอะไรเลย ต่อให้เจออันตราย พี่ก็สามารถดูแลตัวเองได้ พี่ว่าเธอรีบกินรีบกลับไปพักผ่อนดีกว่า ส่วนกู้เฉิงเซียวเดี๋ยวพี่จะเป็นคนพูดให้เอง”
“แต่......”
“No! ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว ตกลงตามนี้แหละ”
“……”
เมื่อออกมาจากร้านสุกี้กันแล้ว หลินเฉี่ยนก็เรียกรถแท็กซี่ก่อนที่จะยื่นเงินให้คนขับไปร้อยหยวน “ลุงคะ ช่วยไปส่งเธอหน่อยนะคะ ที่ที่จะให้ส่งถามเธอได้เลยค่ะ”
หลี่ปู้หยีรู้สึกลำบากใจขึ้นมา “อ่า.. พี่หลิน... พี่ไม่ต้องการฉันจริง ๆ เหรอ ? อย่างน้อยก็ให้ฉันไปส่งพี่ที่บ้านหน่อยเถอะนะ”
“รีบกลับไปเถอะหน่า ดูเสื้อผ้าที่เธอใส่สิคงจะหนาวแย่แล้ว” หลินเฉี่ยนพูดก่อนที่จะผลักหลี่ปู้หยีเข้าไปในรถ “ออกรถเลยค่ะลุง”
หลี่ปู้หยีเห็นเช่นนั้นก็ยอมนั่งรถแต่โดยดี ตอนที่เธอรับภารกิจนี้มา เธอเองก็ถามหัวหน้าของเธอแล้วว่าทำไมถึงไม่ยอมบอกหลินเฉี่ยนตรง ๆ แต่หัวหน้ากลับบอกมาว่าหลินเฉี่ยนคนนี้รักอิสระมากกว่าสิ่งอื่นใด และตอนนี้เธอก็เชื่อแล้วว่าสิ่งที่หัวหน้าพูดเป็นเรื่องจริง
หลังจากกลับมาที่สำนักงาน หลี่ปู้หยีก็รีบไปที่ห้องประชุมของกู้เฉิงเซียวทันทีโดยที่สมาชิกคนอื่น ๆ ก็ยังคงนั่งประชุมกันอย่างเคร่งเครียด
“ขออนุญาตรายงานตัวค่ะ”
“เข้ามา”
หลี่ปู้หยีเดินเข้ามาในห้องและทันทีที่เธอเห็นปู้เหยียนพี่ชายของตัวเอง เธอก็พูดเสียงแผ่วลงขณะหันไปทางกู้เฉิงเซียว “หัวหน้า...... ดิฉัน.... กลับมาแล้วค่ะ”
กู้เฉิงเซียวไม่ได้มองหน้าเธอแต่สายตายังคงจ้องไปที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ตรงหน้า
ยิ่งอีกฝ่ายทำท่าทางเช่นนี้ยิ่งทำให้หลี่ปู้หยีเริ่มกดดันมากขึ้นจนเธอต้องรีบก้มหน้าแล้วพูด “หัวหน้าคะ ดิฉันถูกจับได้แล้วค่ะ ดิฉันไม่สามารถที่จะทำภารกิจให้สำเร็จลุล่วงไปได้ ดิฉันยอมรับบทลงโทษค่ะ ”
ซ่งจิ่งหยีรีบพูดแซวขึ้นมาเพื่อทำให้บรรยากาศผ่อนคลายลง “โห ดูเหมือนว่าความสามารถในการสืบหาความจริงของน้องหลินจะไม่เลวเลยนะเนี่ย น้องปู้หยีถูกจับได้เข้าให้แล้ว ว่าแต่ ถูกจับได้ยังไงล่ะครับ ?”
“คือว่า พี่หลินเฉี่ยนเค้ากินเต้าหู้เหม็นติดกันถึงห้าถ้วยแล้วยังต่ออีกถ้วยกับชาไข่มุกหนึ่งแก้วค่ะ แล้วหลังจากนั้นก็แกล้งปวดท้อง ฉันเห็นว่าพี่เขาทรุดลงไปนั่งอยู่ที่พื้นด้วยท่าทางเจ็บปวดทรมานมากแล้วยังตะโกนว่า ช่วยด้วย เสียงดัง ฉันเลยจำเป็นต้องรีบเข้าไปช่วย แล้วก็เลยถูกจับได้ค่ะ”
ซ่งจิ่งหยีอดไม่ได้ที่จะหัวเราะพรวดออกมา “ฮ่า ๆ ๆ ที่แท้น้องหลินก็เป็นแฟนพันธุ์แท้ของเต้าหู้เหม็นหรอกเหรอ หัวหน้ากู้ครับ... สงสัยกลับไปวันนี้คงจะต้องดมกลิ่นเต้าหู้เหม็นไปทั้งคืนแน่เลยครับ”
กู้เฉิงเซียวมองกลับมาที่ซ่งจิ่งหยีด้วยสายตาที่แหลมคมจนอีกฝ่ายสัมผัสได้ถึงรังสีอัมหิตจาง ๆ ชิ้ง--- (สายตาทิ่มแทง)
“เอ่อะ... ผมแค่ล้อเล่นน่ะครับ แหะ ๆ” ซ่งจิ่งหยีรีบพูดและเงียบเสียงทันที
“โอเค ฉันรู้แล้ว เธอออกไปก่อนแล้วกัน” กู้เฉิงเซียวออกคำสั่ง
“ค่ะหัวหน้า” หลี่ปู้หยีหันไปมองหน้าพี่ชายของตัวเอง ในขณะที่หลี่ปู้เหยียนก็รีบส่งสายตาให้เธอรีบออกไป เธอจึงรีบเดินออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว
ก่อนที่เธอจะมาที่นี่ เธอคิดคำแก้ตัวและคำอธิบายในหัวไว้สารพัดแบบ แต่ใครจะไปคิดว่าหัวหน้าของเธอจะไม่ถามอะไรเธอแม้แต่ประโยคเดียว ดูเหมือนว่าพวกเขาคงมีเรื่องสำคัญกว่าที่ต้องทำ
ภายในห้องทำงาน กู้เฉิงเซียวมองไปที่แผนการตรงหน้า ตอนนี้แผนการที่พวกเขาคิดได้ถือว่าเป็นวิธีที่เขาพอใจมากที่สุดแต่มันก็เป็นวิธีที่อันตรายมากที่สุดด้วย
เจิ้งจือจวิ้นเป็นกังวล “หัวหน้าจะทำแบบนี้จริง ๆ เหรอครับ ?”
หนานเว่ยตบบ่าเขาพร้อมกับพูด “เอาหน่า หัวหน้าพาพวกเราผ่านประสบการณ์มาแล้วมากมายขนาดนี้ คงไม่มีปัญหาหรอก จริงไหมครับหัวหน้ากู้ ?”
ทว่ากู้เฉิงเซียวส่ายหน้า “ไม่รับปาก แต่ก็ต้องลองดู”
ทุกคน “........”
——
ตอนนี้หิมะตกลงมาอีกครั้งแล้วและครั้งนี้ก็ดูเหมือนว่าจะตกหนักมากกว่าครั้งก่อน ๆ จนทำให้มองไม่เห็นถนนไปแล้วแต่ก็ไม่สามารถที่จะขัดขวางการเดินของผู้คนได้อยู่ดี
กู้เฉิงเซียวกำลังรีบกลับบ้านตระกูลกู้ท่ามกลางพายุหิมะ ตอนนี้กู้หยวนและเย้เชี่ยนหรูคงหลับไปแล้ว แต่หลังจากที่ได้รับสายจากลูกชายก็รีบลุกขึ้นมาแต่งตัวรอรับทันที
เย้เชี่ยนหรูยืนอยู่ด้านหน้าหน้าต่างและใช้สายตามองไปข้างนอกที่เต็มไปด้วยหิมะพลางถามสามีของเธอด้วยความสงสัย “คุณคะ... เฉิงเซียวมาทำอะไรที่นี่ดึก ๆ ดื่น ๆ คะ ?”
กู้หยวนที่หลับตาครุ่นคิดบางอย่างอยู่ได้ยินเสียงของภรรยาที่ถามขึ้นมาก็ค่อย ๆ ลืมตาตอบ “เธอเองก็ตั้งหน้าตั้งตารอให้ลูกกลับบ้านทุกวันไม่ใช่เหรอ ตอนนี้เขาก็กลับมาเองแล้วไงไม่เห็นต้องมีข้อสงสัยอะไรเลย ว่าแต่เธอไม่ดีใจเหรอที่ลูกชายมา ?”
“ไม่ใช่ว่าฉันไม่ดีใจ แต่ฉันแค่กังวล คุณว่าลูกชายของเรากำลังทำภารกิจใหญ่อยู่รึเปล่า การที่จู่ ๆ เขาก็กลับมาแบบนี้ฉันว่ามันผิดสังเกต ?”
กู้หยวนหันไปมองนอกหน้าต่าง “ในเมื่อประเทศต้องการ เขาก็ต้องทำทุกอย่างนั่นแหละ”
“.......” เย้เชี่ยนหรูถอนหายใจออกมา “ก็จริง... ประโยชน์ของประเทศต้องมาก่อน การฟังคำสั่งเป็นหน้าที่ของทหาร ฉันเข้าใจค่ะ คุณไม่ต้องพูดอะไรแล้วล่ะ”
“.......”
ในเวลานั้นเอง เย้เชี่ยนหรูก็เห็นไฟรถส่องแสงท่ามกลางหมอกขาวในยามราตรี “คุณคะ... ลูกมาแล้วค่ะ”
กู้เฉิงเซียวรีบวิ่งเข้ามาในบ้านท่ามกลางพายุหิมะจนทำให้ร่างกายส่วนบนของเขาถูกปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลน
เย้เชี่ยนหรูรีบปัดหิมะออกจากร่างของเขาพร้อมเงยมองหน้าลูกชายตัวเอง “ผิวคล้ำแถมยังผอมซูบไปตั้งเยอะเลยนะลูก”
“หึ ๆ ก็แปลว่าผมหล่อขึ้นสินะแม่ ?”
เย้เชี่ยนหรูอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา “มันก็แน่นอนอยู่แล้วจ้ะ ทูนหัว”
กู้เฉิงเซียวถอดชุดคลุมออกก่อนที่จะเดินเข้ามาในห้องรับแขก “เมื่อกี๊คงนอนกันหมดแล้วสินะครับ ? โทษทีที่ผมมาบ้านดึก ๆ ดื่น ๆ”
กู้หยวนยังคงมองเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉยก่อนที่จะผายมือแล้วพูดขรึม ๆ “มานั่งก่อนแล้วค่อยคุย”
เย้เชี่ยนหรูรีบเตรียมน้ำชาให้สองพ่อลูกทันที เป็นเวลานานมากแล้วที่เธอไม่ได้ทำมันด้วยตัวเองแบบนี้ ภายใต้สถานการณ์ในเวลานี้มันทำให้เธอรู้สึกอบอุ่นแต่ก็ยังมีความรู้สึกวิตกกังวลอยู่เนือง ๆ
“นี่ลูกจะออกไปทำภารกิจใหญ่อีกแล้วเหรอ ? แม่เดาถูกไหม ?” เธออดไม่ได้ที่จะถามออกมา
ทว่ากู้หยวนแทรกขึ้นอย่างรวดเร็ว “คุณอย่าถามเรื่องงานของเขา”
“........” เย้เชี่ยนหรูได้ยินเช่นนั้นก็นั่งลงข้าง ๆ ลูกชายเงียบ ๆ โดยไม่ถามอะไรอีก
กู้เฉิงเซียวตบหลังมือแม่เบา ๆ เป็นเชิงปลอบใจ “แม่ นี่เป็นงานของผม แม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะผมดูแลตัวเองได้”
“แม่นึกว่าเราจะได้ฉลองปีใหม่ด้วยกันซะอีก” เย้เชี่ยนหรูพูดในขณะที่น้ำตาเริ่มคลอเบ้า
“โถ่แม่! อย่าเป็นแบบนี้สิ ถ้าเป็นแบบนี้ผมกลับแล้วนะ”
“อย่าเพิ่งกลับสิลูก!” เย้เชี่ยนหรูรีบเช็ดน้ำตาก่อนที่จะยิ้มออกมา “ลูกพูดต่อเลย”
กู้เฉิงเซียวจับมือแม่ของเขาในขณะที่สายตามองไปที่พ่อแล้วเขาก็พูดขึ้น “ตอนที่ผมไม่อยู่ พ่อกับแม่อย่าทำอะไรหลินเฉี่ยนนะครับ เธอเป็นภรรยาของผม และเป็นคนที่ผมรักมากที่สุด หวังว่าพ่อกับแม่จะเข้าใจและเห็นใจผมนะครับ”
สิ้นเสียงลูกชาย สองพ่อแม่ก็เงียบไปอยู่นาน จากความทรงจำของพวกเขา พวกเขาไม่เคยเห็นลูกชายเป็นแบบนี้มาก่อนเลยสักครั้ง ไม่มีเลยที่ลูกชายผู้เข้มแข็งของพวกเขาจะบากหน้ามาขออะไรแบบนี้...
เย้เชี่ยนหรูได้ยินเช่นนั้นก็ถามขึ้นมาว่า “ลูกชอบเด็กผู้หญิงคนนั้นได้ยังไงกัน ? เด็กคนนั้นดู.......”
“แม่... ผมตอบคำถามของแม่ไม่ได้ เพราะผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ผมรักเธอตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็น”
สองพ่อแม่ “........”
กู้เฉิงเซียวเห็นว่าพ่อแม่ของเขาเงียบจึงรีบพูดต่อไป “พ่อ... ตั้งแต่เล็กจนโต ผมเดินตามเส้นทางที่พ่อขีดไว้ให้ตลอดและผมก็รับผิดชอบต่อหน้าที่ของตัวเองอย่างไม่ขาดตกบกพร่องและไม่เคยทำให้พ่อต้องผิดหวังสักครั้ง แต่เรื่องแต่งงาน มันเป็นเรื่องที่ผมอยากจะจัดการด้วยตัวผมเอง ผมหวังว่าพ่อกับแม่จะเข้าใจผมบ้าง”