เตชินท์และจิรายุปรากฏตัว ณ หุบเขาราตรี ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของภูผาม่าน ที่นี่เป็พื้นที่ราบสูงมีอากาศหนาวเย็น และแสงอาทิตย์จะส่องสว่างได้เพียงชั่วขณะต่อวันเท่านั้น ความมืดจึงปกคลุมทั่วบริเวณ ทำให้อสูรกาย และความชั่วร้ายต่างๆ สิงสู่หลบซ่อนอยู่เป็จำนวนมหาศาล ที่นี่จึงถือเป็อีกสถานที่อันตรายภายในอาณาจักรอิสรินทร์อีกที่หนึ่ง
—---------------
“เ้าทั้ง 2 นี่หน้าตาไม่คุ้นเลยแฮะ มาจากที่อื่นสินะ” สุรัสนารีกล่าวทักทายผู้มาเยือน
“ท่านคือท่านสุรัสนารีใช่ไหม” เธอพยักหน้าแทนคำตอบ เตชินท์และจิรายุจึงมอบม้วนกระดาษให้แก่เธอ เมื่อเธอกางออกก็ปรากฏเป็กระดาษเปล่าสีขาวบริสุทธิ์ และทันทีที่เธอััมันก็ปรากฏเป็อักษรโบราณบนกระดาษ เธอใช้เวลาอ่านเพียงครู่ ตัวอักษรและกระดาษนั้นก็เลือนหายไปในอากาศทันที
‘ถึงเวลาแล้วสินะ …ปภิชญา’
“ข้าเตชินท์ นวมนตราที่ 2 แห่งรุจีมาตุ”
“ส่วนข้าจิรายุ นวมนตราที่ 4 แห่งรุจีมาตุ” สุรัสนารีหันไปสบตาผูั้มาเยือนทั้ง 2
“ของที่พวกเ้า้าน่ะ ข้าไม่ได้เก็บไว้ที่นี่หรอก” เธอว่าพลางยิ้มเ้าเล่ห์
—---------
“ถ้าตามแผนที่ที่ท่านสุรัสนารีให้ไว้ เราไปจากตรงนี้อีกไม่ไกลก็จะถึงแล้ว เหนื่อยหน่อยนะเพื่อน” เตชินท์บอกเพื่อนรักที่กำลังเดินตามมา จิรายุพยักหน้าให้แทนคำตอบเงียบๆ
“โชคดีที่เ้าขุนพลดารามันคิดว่าเราเอาศาสตราเทพกลับไปแล้ว ทางโล่งแบบนี้น่าจะสบายละ”
ทั้งคู่เดินลัดเลาะมาตามทางที่แผนที่บอกไว้ มีเพียงเสียงย่ำเดินของทั้งคู่ และเสียงของสิ่งมีชีวิตที่ไม่ปรากฏร่างให้ได้ยินบ้างเป็ระยะๆ บางครั้งก็เป็เสียงร้องโหยหวนของอสูรกายที่โดนตัวที่แข็งแรงกว่าทำร้ายบ้าง ทั้งยังอากาศหนาวเย็นนั่นอีก ยิ่งทำให้บรรยากาศดูวังเวง ทั้งสองฝั่งของเส้นทางนั้นมืดสนิทไร้แม้แสงจันทร์สาดส่องทำให้จิรายุต้องจุดเพลิงจากความร้อนรอบๆ ตัวเพื่อใช้นำทาง และตลอดทางเดิน ก็มีเพียงเตชินท์ที่ส่งเสียงทำลายความเงียบตลอดเส้นทาง จนจิรายุต้องปรามอยู่บ่อยๆ
“ถ้าพวกเรากำลังหนีใครซักคน คงโดนจับเพราะเสียงเ้าสินะ”
“ก็มันวังเวงนี่นา เ้าเล่นเดินเงียบเหมือนฝึกสมาธิ เงียบจนข้าได้ยินเสียงหัวใจเ้าเต้นเหมือนจะกระเด็นออกมาอยู่ละ”
จิรายุหันมองหน้าผู้พูดหูแดงกำ่ ส่วนเ้าคนพูดก็เดินผิวปากไม่รู้ตัวนำหน้าไป
“เอ้า รีบมาสิเพื่อน” จิรายุยกมือปรามคนที่ส่งเสียงโวยวาย
“ข้ารู้สึกถึงไอปีศาจ พวกเรารีบไปจากตรงนี้เถอะ” ทั้งคู่รีบพุ่งออกไปยังด้านหน้า แต่ก็พบเงาประหลาดกำลังวิ่งตามมาอย่างรวดเร็ว เงานั้นวิ่งล้อมพวกเขาทั้งด้านหน้าและด้านหลังด้วยความเร็วสูง ทั้งคู่รีบวิ่งไปยังทางตรงหน้าเพื่อหนีออกจากบริเวณนั้น
“ข้าเห็นเหมือนสิงโต”
“ไม่ใช่ ข้าเห็นงูั์”
“ใครพลาด เลี้ยงเหล้าละกัน” เตชินท์ยิ้มส่งสัญญาณพร้อมชิ่งไปอีกทาง
“ได้เลย” จิรายุรวบรวมความร้อนรอบๆ บริเวณเกิดเป็บอลเวทย์ขนาดใหญ่ แล้วขว้างไปทางเงาที่วิ่งอ้อมไปดักด้านหน้า เสียงะเิดังไปทั่วหุบเขาราตรี ทั้งคู่ะโลงมาตรงจุดที่ขว้างบอลเวทย์
“เ้านี่ตาถั่วจริงๆ นี่มันแค่ปีศาจค้างคาวต่างหาก” เตชินท์หัวเราะเยาะเพราะพบแค่ซากปีศาจค้างคาวตัวใหญ่ร่างแหลกหลวอยู่ตรงนั้น
“นี่มันใช่ฝีมือข้าซะที่ไหนล่ะเ้าคนพูดมาก”
“ระวัง” แล้วก็เหมือนมีอะไรบางอย่างพุ่งโจมตีทั้งคู่ด้วยความเร็ว มันคือแท่งผลึกที่สร้างจากเวทย์ไฟคมกริบที่ปักลงพื้นข้างๆ เขาหลายชิ้น
“ข้าว่าได้ออกกำลังกันอีกแล้ว” เตชินท์กลายร่างเป็จิ้งจก 9 หาง แล้วะโไปทางผู้โจมตี แต่ก็ไม่สามารถตามได้ทัน
“ข้ามองไม่เห็นมันเลยจิรายุ ช่วยที”
จิรายุรวบรวมโมเลกุลความร้อนจากพื้นที่ทั้งหมดให้เกิดเป็ลูกไฟขนาดใหญ่เหนือบริเวณนั้นจนสามารถส่องสว่างได้ทั่วอีกครั้ง และตรงหน้าของพวกเขาก็ปรากฎร่างของอสูรกายขนาดใหญ่ที่มีหัวเป็สิงโต กลางหลังเป็ั มีปีกเหมือนค้างคาวขนาดใหญ่และมีหางเป็งูพิษ
“คิเมร่า!”
“อสูรกายระดับเทพมาร ไม่น่าจะมาอยู่บริเวณนี้ได้” เตชินท์เริ่มสังหรณ์ใจไม่ดี
“ข้าว่านอกจากคิเมร่าแล้ว มันน่าจะมีตัวอื่นอยู่ใกล้ๆ อีกแน่” ในขณะที่ทั้ง 2 ยังไม่ทันตั้งตัว คิเมร่าก็ปล่อยเปลวไฟออกมาจากหัวัที่กลางหลังใส่ทั้งคู่อย่างรุนแรง จิรายุที่พยายามรวบรวมโมเลกุลของความชื้นบริเวณนั้นเพื่อสกัดเพลิงที่เหมือนะเิจากนรก แต่เนื่องจากบริเวณนั้นไร้ซึ่งแหล่งน้ำ ทำให้พลังเวทย์ของเขาไม่สามารถต้านทานความร้อนของมันได้ และขณะกำลังเสียท่านั้น หัวที่เป็สิงโตของมันก็ปล่อยเขี้ยวน้ำแข็งแหลมคมออกมาและพุ่งโจมตีไปยังทั้งคู่
“ปีกแห่งพระเ้า”
จู่ๆ รอบกายของทั้งคู่ก็มีปีกลำแสงขนาดใหญ่ส่องประกายสีเงินเจิดจ้า 6 ปี โอบกำบังพวกเขาจากการโจมตีของคิเมร่า ปีกเวทย์มนต์นั้นรับการโจมตีรุนแรงได้อย่างง่ายดาย และสะบัดออกคล้ายปีกของนกขนาดั์ปัดเพลิงและเขี้ยวน้ำแข็งสะท้อนกลับไปหาคิเมร่าจนมันใที่จู่ๆ เวทย์มนต์ของมันกลับพุ่งเข้าทำร้ายมันเองจนมันาเ็และบินหนีไป
“ท่านเวณิก แสงเหนือ”
“สวัสดีทุกคน” แสงเหนือในชุดเกราะเบาสีทองอ่อนๆ ยกมือทักทายเตชินท์และจิรายุที่ยิ้มรับอย่างเป็มิตร
“นี่เ้าใส่ชุดนี้ หมายความว่า เ้าก็เป็นวมนตราที่สมบูรณ์แบบแล้วสินะ” เตชินท์วิ่งมาบีบไหล่แสดงความยินดี
“ตอนนี้ข้าให้จุดเพลิงเวทย์ยังทำไม่ได้เลย ภารกิจ 7 วันน่าจะล่ม” เวณิกว่าหน้าเ็าจนเตชินท์ขำแก้เขิน
“เหลืออีกตั้ง 3 วัน พวกท่านเชื่อมือข้าเถอะ”
“แล้วนี่พวกท่านมาได้อย่างไร”
“ท่านเวณิกบอกว่าหุบเขาราตรีน่ะ เป็ทางเชื่อมไปยังหุบเขาอนธการได้ ” แสงเหนืออธิบายให้ทั้ง 2 ฟัง
“แล้วพวกท่านมาตามหาหอกรัติกาล ท่านเวณิกเลยตามมาสมทบน่ะ”
“ข้าได้เบาะแสของหอกรัติกาลแล้ว มันอยู่ในถ้ำที่ลึกที่สุดของหุบเขาราตรีนี้แหละ”
“ถ้ำราตรีโลหิต” เวณิกพึมพำกับตนเอง
“ท่านรู้จักด้วยหรอท่านเวณิก” เตชินท์ถาม
“ถัดจากส่วนนี้เป็ต้นไป เราจะเข้าเขตน้ำตกราตรี อสูรกายระดับเทพมารจะอาศัยอยู่ในเขตนี้ ต่อไปก็จะเป็เขตพิภพราตรีเป็ที่อยู่อาศัยของอสูรระดับมารมหากาฬ และเขตสุดท้ายถ้ำราตรีโลหิต ที่สามารถเดินทางต่อไปยังหุบเขาอนธการได้ ทุกก้าวของพวกเ้า อาจจะเป็ก้าวสุดท้ายของชีวิต อย่าประมาทล่ะ” เวณิกกล่าวแนะนำทุกคนให้รู้ถึงอันตรายที่กำลังจะต้องเจอ
“แล้วถ้าพวกนั้นโจมตีข้าล่ะ ข้าไม่มีอาวุธต่อสู้เลย” แสงเหนือว่าพลางมองไปยังเวณิกด้วยสายตาอ้อนวอน
“ข้าว่าเ้าอยู่เฉยๆ ด้านหลังข้านี่แหละ” เวณิบอกแสงเหนือพร้อมเดินมาด้านหน้าเขา
“เพราะมันน่าจะปลอดภัยสำหรับทุกคน” เขาว่าพลางเดินนำทั้ง 3 เข้าไปในป่าลึก
—-------------------------------------------------
ในโถงใหญ่ของหุบเขาอนธการที่ 9 ขุนพลดาราใช้เพื่อประชุมนั้น จะมีมุมหนึ่งที่เป็แท่นหินสูงเพียงหนึ่งเดียวตั้งเด่นกว่าที่นั่งทั้ง 9 ตัว แท่นหินนี้จะมีบุคคลสำคัญที่จะปรากฏกายต่อเมื่อมีขุนพลดาราอัญเชิญ หรือเมื่อเขา้าสื่อสารกับทั้ง 9 คน
โครนอส อะโพรไดท์ และไกอา เดินมาถึงแท่นหินนั้น และใช้มือวางทาบที่แท่นหินจนมันเรืองแสงขึ้น แล้วบุคคลสำคัญก็ปรากฏกายภายใต้เสื้อคลุมต่อหน้าทั้ง 3
“ข้าไม่้าคำแก้ตัวจากพวกยะโสโอหัง” นักพยากรณ์ตำหนิทั้ง 3 ทันทีที่ปรากฏร่าง
“พวกเ้าเดินทางไปภูผาม่านนอกเหนือจากคำสั่งของข้า เพื่อคว้าน้ำเหลวสินะ
“ข้าขออภัยท่านนักพยากรณ์ เป็ความผิดของข้าเอง ที่ไม่ได้แจ้งท่านก่อน” โครนอสรีบรับผิดแทนทั้ง 2 คนที่นั่งก้มหน้าอยู่ด้วยความหวาดกลัว
“แล้วตอนนี้ วิหารศักิสิทธิ์ก็ล่วงรู้ถึงการทำงานของพวกเราแล้ว พวกเ้าต้องรับผิดชอบ”
“พวกข้าพร้อมจะถวายชีวิตเพื่องานครั้งนี้ จอให้ท่านสั่งมา”
“หอกรัติกาลน่ะ มันถูกเก็บไว้ในส่วนลึกสุดของถ้ำราตรีโลหิต ในหุบเขาราตรีต่างหากล่ะ”
“ถ้ำราตรีโลหิต?”
“แล้วหอกรัติกาลที่ข้าเจอในตลาดตอนนั้นล่ะ” อะโพรไดท์ถามพยายามประติดประต่อเื่ราว
“มันก็เป็แค่อุบายของสุรัสนารีและเ้า 2 ตัวนั่นไงล่ะ เ้าโง่!”
“หนอย… ไอ้หมาแก่หนังกลับ”
“จงใช้พลังทั้งหมดที่มี ใช้ทุกวิถีทาง และนำหอกรัติกาลกลับมาให้ได้” ทั้ง 3 ทำความเคารพนักพยากรณ์แล้วรีบออกเดินทางไปหุบเขาราตรี
… โครนอส … แต่แล้ว โครนอสก็ได้ยินเสียงเรียกของนักพยาการที่แล่นตรงสู่สมองของเขา
… ข้ามีเื่ต้องคุยกับเ้า … เพียงลำพัง …
—-------------------
FYI
ข้อมูลแนะนำในตอนนี้นะคะ
1. ปีกแห่งพระเ้า เป็เวทย์ 1 ในท่าไม้ตายของเวณิกค่ะ โดยเวณิกจะเรียก นางฟ้าแห่งแสงสว่าง ซึ่งมีปีกจำนวน 6 ปีก ออกมาและใช้ปีกทั้ง 6 ปกป้องผู้คนได้โดยการขยายปีกทั้ง 6 ปกคลุมปกป้องผู้อยู่ในปีกด้วยอัตราการป้องกัน 100% และสะท้อนเวทย์นั้นกลับ 50% ระยะเวลาร่ายเวทย์ครั้งต่อไป 120 วินาที
2. คิเมร่า (Chimera) เป็อสูรกายระดับมาร มีส่วนผสมของสัตว์สามชนิด ได้แก่ สิงโต ัและหางเป็งู หัวของมันนั้นมีความคิดเป็ของตัวเอง มันชอบทะเลาะกันประจำ หัวัของมันสามารถพ่นไฟได้ หายใจเป็เปลวไฟ หางมันเป็งูพิษร้ายแรง กัดแล้วถึงตายในทันที
3. อสูรกายในหุบเขาราตรีแบ่งออกเป็ 4 ระดับตามความร้ายกาจ แบ่งเป็ อสูรกายปีศาจ อสูรกายมาร อสูรกายเทพมาร และอสูรกายมารมหากาฬ
—-------------------
ขอบคุณที่อ่านกันมาจนถึงตอนนี้นะคะ ในหัวพล็อตมันซับซ้อนมากสัญญาว่าจะพยายามเขียนให้ดีขึ้นค่ะ รักทุกคนนะคะ