ตอนที่ 3 "เสียงเรียกในความมืด"
ผมมาหยุดยืนหอบหายใจอยู่ที่หน้าประตูบ้านตอนไหนก็ไม่รู้
รู้ตัวอีกทีคือตอนที่มือข้างหนึ่งกำลังยันกำแพงปูนเย็นชืดเอาไว้เพื่อไม่ให้ตัวเองทรุดลงไปกองกับพื้น
หัวใจข้างในอกเต้นแรงราวกับเพิ่งวิ่งหนีอะไรบางอย่างมาสุดชีวิต
เสียงเกือกม้าและเสียงโห่ร้องจากในหัวค่อยๆ จางหายไป ถูกแทนที่ด้วยเสียงพูดคุยจอแจและเสียงตะหลิวจากบ้านข้างๆ
เสียงเด็กหัวเราะ เสียงคนบ่นเื่ดินฟ้าอากาศ...
ผมปล่อยให้เสียงธรรมดาๆ เ่าั้ทำหน้าที่ราวกับสายน้ำใสสะอาด ไหลเข้ามาชะล้างความพร่าเลือนในหัวจนสติที่เตลิดไปกลับเข้าที่
ผมสูดหายใจลึก พยายามปรับสีหน้าให้เป็ปกติที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนจะค่อยๆ ดึงประตูเหล็กให้เลื่อนเปิดออก
ทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตู กลิ่นต้มจับฉ่ายร้อนๆ ของอาม่าก็ลอยมาต้อนรับ
กลิ่นที่คุ้นเคยนี้ไม่ได้ทำหน้าที่แค่ตอกย้ำว่าผมกลับมาสู่ความจริงแล้ว...แต่มันยังช่วยปลอบประโลมหัวใจที่ยังคงเต้นระรัวของผม ให้ค่อยๆ สงบลง
ผมยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นครู่หนึ่ง ปล่อยให้ความรู้สึกปลอดภัยนั้นโอบล้อมตัวเอง
อาม่ายังคงนั่งอยู่ที่เดิมบนม้านั่งตัวเก่าของท่าน และเมื่อทุกอย่างกลับสู่ภาวะปกติแล้ว จึงได้เห็นว่าท่านกำลังทำกิจวัตรเดิมๆ ของทุกคืน: ค่อยๆ ใช้นิ้วคัดถั่วเหลืองเมล็ดที่ไม่ดีออกจากถาดไม้
มือเหี่ยวๆ ของท่าน...มือนั้นที่เต็มไปด้วยริ้วรอยและจุดด่างดำราวกับแผนที่ชีวิตที่ผ่านการทำงานหนักมาทั้งชีวิต
มือคู่นั้นที่กำลังสาละวนอยู่กับการคัดถั่ว พลันหยุดชะงัก
ท่านค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตาผม แววตาของท่านหรี่ลงเล็กน้อยเหมือนกำลังสำรวจอะไรบางอย่าง
“อาม่า” ผมยกมือไหว้ท่านแล้วรีบเดินไปตักข้าวต้มที่ยังอุ่นอยู่ในหม้อ
ผมนั่งลง พยายามจดจ่ออยู่กับอาหารตรงหน้าเพื่อทำตัวให้เป็ปกติที่สุด
ผมตักข้าวต้มขึ้นมาคำหนึ่ง กำลังจะส่งเข้าปาก...
แต่ในความเงียบระหว่างคำ ความคิดของผมกลับเผลอนึกย้อนไปถึงภาพที่เห็นเมื่อตอนเย็น...ภาพกำแพงสีเื...กับเสียงเกือกม้าที่ดังก้องอยู่ในนั้น...
ช้อนในมือของผมพลันหยุดค้างนิ่งอยู่กลางอากาศ สายตาเหม่อลอยไร้จุดหมาย...
ผมคงนั่งค้างอยู่ในท่านั้นนานเกินไปจนอาม่าสังเกตเห็น
"เป็อะไรของลื้อ อาตี๋" อาม่าถามขึ้นทำลายความเงียบ "หน้าซีดๆ ไม่สบายรึเปล่า เห็นนั่งเหม่อนิ่งไปตั้งนาน"
ผมสะดุ้งเล็กน้อย รีบส่ายหน้า "ไม่มีอะไรครับอาม่า แค่เหนื่อยๆ เื่งานนิดหน่อย"
ผมตอบพลางรีบก้มหน้ากินต่ออย่างรวดเร็ว
โกหก... ผมเกลียดที่ต้องโกหกท่าน แต่จะให้เล่าเื่จริงได้อย่างไร ท่านคงคิดว่าผมเสียสติไปแล้ว
อาม่าไม่ได้พูดอะไรต่อ แต่ผมยังรู้สึกได้ถึงสายตาของท่านที่ยังคงมองมาที่ผมอย่างไม่วางใจ
ผมรีบล้างถ้วยแล้วขอตัวขึ้นห้องนอนทันที
ปิดประตูลงกลอน แต่ก็ไม่ได้รู้สึกปลอดภัยขึ้น...
ในกระเป๋าเสื้อ ผมยังรู้สึกได้ถึงไออุ่นจางๆ ที่แผ่ออกมาจากขุนหยก ราวกับมันเป็สิ่งมีชีวิต
ผมลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ไม่กล้าที่จะััมันโดยตรงอีกแล้ว ก่อนตัดสินใจหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนเก่าออกมาจากลิ้นชัก
ผมใช้ผ้าเช็ดหน้าค่อยๆ ประคองขุนหยกออกจากกระเป๋า แล้ววางมันลงพร้อมผ้าเช็ดหน้า บนโต๊ะไม้ข้างเตียงอย่างแ่เบา
ข้างๆ รูปเก่าของอากงอาม่า
แสงไฟสีเหลืองจากโคมเล็กส่องกระทบตัวหมาก ขับให้เงาของมันทอดยาวบนผนังราวกับรอยหมึกดำ เป็เงาที่บิดเบี้ยวและใหญ่โตกว่าของจริงอย่างน่าประหลาด
มันควรจะเป็เพียงเงาที่พร่าเลือนไร้รูปทรง คล้ายกับใครเอาหมึกดำไปป้ายไว้บนผนัง
แต่แล้วจู่ๆ แสงไฟจากโคมก็สั่นไหววูบหนึ่ง...
และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง...
เงาที่บิดเบี้ยวก็หดตัวเข้าหากัน กลายเป็เค้าโครงร่างของบุรุษในชุดเกราะโบราณที่ยืนสงบนิ่ง!
มันเกิดขึ้นเร็วมาก... เร็วเสียจนแทบไม่แน่ใจว่าตาฝาดไปหรือไม่
เมื่อเพ่งมองอีกครั้ง ก็เหลือเพียงเงาพร่าเลือนดังเดิม... ไม่มีร่างบุรุษใดๆ
ภาพติดตานั้นทำให้ผมตัวแข็งทื่อ ลมหายใจสะดุด
ผมผงะถอยหลังไปก้าวหนึ่งอย่างลืมตัว ก่อนจะสะดุดขาตัวเองจนเสียหลักล้มลงไปนั่งจุกอยู่บนขอบเตียง
เสียงหัวใจตัวเองเต้นดังอยู่ในหู แข่งกับเสียงหอบหายใจหนักๆ ในความเงียบของห้อง
ผมจ้องมองขุนหยกบนโต๊ะเขม็ง กลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว
เงาร่างนั้นหายไปแล้ว... แต่มันยังคงตราตรึงอยู่ในม่านตา
สมองฝั่งเหตุผลกรีดร้องว่าตาฝาด... มันก็แค่หมากหยกเก่าๆ ชิ้นหนึ่ง
แต่หัวใจที่ยังเต้นระรัวราวกับจะหลุดออกมานอกอก และความรู้สึกเย็นเยียบราวกับถูกจ้องมองจากเงามืดเมื่อครู่ กลับะโแย้งว่ามันไม่ใช่เื่บังเอิญ
สายตาผมไล่สำรวจมันอย่างละเอียด...
มันเป็เพียงหมากหยกทรงกระบอกแบนๆ เก่าๆ แต่เนื้อหยกสีแดงเืนกนั้นกลับดูไม่ธรรมดา
สีของมันไม่สม่ำเสมอกัน มีลายเส้นสีเข้มพาดผ่านราวกับสายเืที่แห้งกรังอยู่ภายใน เมื่อต้องแสงไฟก็ดูราวกับมีไอเืจางๆ ไหลเวียนอยู่
ผิวของมันเรียบลื่นและมันวาวจากการััของผู้คนนับไม่ถ้วนจนขึ้นเงา แต่ที่ขอบฐานกลับมีรอยบิ่นเล็กๆ เป็เครื่องยืนยันถึงการใช้งานจริงมาอย่างยาวนาน
และที่ฐานของมัน...รอยสลักอักษรตัวนั้น...ต้นตอของทุกสิ่ง
ผมจ้องมองอักษรตัวนั้นนิ่ง...แล้วภาพทุกอย่างก็เริ่มฉายซ้ำในหัว ภาพกำแพงเมืองสีเื...เสียงเกือกม้าที่ก้องกังวาน...
ผมไม่รู้ว่ามันคือตัวอะไร แต่อารมณ์ทุกอย่างที่ถาโถมเข้ามาบอกผมว่ามันคือหัวใจของเื่ราวทั้งหมด
แล้วความคิดหนึ่งก็แวบเข้ามาในหัว...
ในเมื่อผมอ่านไม่ออก ก็ให้เทคโนโลยีมันอ่านให้สิ
ผมหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ปลดล็อกหน้าจอแล้วเปิดกล้องทันที
ผมพยายามซูมเข้าไปที่รอยสลักเล็กๆ นั้น แต่มือที่ยังสั่นเทาทำให้ภาพเบลอไปหมด
ผมต้องสูดหายใจลึกๆ วางศอกลงบนโต๊ะเพื่อบังคับมือให้นิ่ง แล้วกดถ่ายภาพ
ผมเปิดแอปพลิเคชันแปลภาษา เลือกฟังก์ชันค้นหาจากรูปภาพ วงนิ้วไปรอบๆ ตัวอักษรบนหน้าจอแล้วกดค้นหา
หน้าจอประมวลผลอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนจะแสดงผลลัพธ์ขึ้นมา...
李 (lǐ) 'หลี่'
หลี่... เสียงอ่านนั้นก้องอยู่ในหัว
มันเหมือนกับนามสกุลผม ลีคุณานนท์
ลีตัวหน้าก็มาจากแซ่หลี่ อากงเคยบอก
ผมจ้องตัวอักษรจีนบนจอโทรศัพท์สลับกับภาพจำของนามสกุลตัวเองในบัตรประชาชน ‘ลีคุณานนท์’ ...
ไม่สิ มันอาจจะเป็แค่ความบังเอิญก็ได้ ผมพยายามบอกตัวเองแบบนั้น แต่สัญชาตญาณลึกๆ กลับไม่ยอมเชื่อ
"...ความคิดที่ว่ามันอาจไม่ใช่เื่บังเอิญมันน่ากลัว... แต่มันก็ดึงดูดใจอย่างประหลาด เอ๊ะ! หรือว่า...มันจะเกี่ยวข้องกับผมจริงๆ?"
ตอนนี้มันไม่ใช่แค่รอยสลักไร้ชื่ออีกต่อไป มันมีตัวตน...มีชื่อเรียก
ความอยากรู้ท่วมท้นจนเอาชนะความกลัวได้อย่างสิ้นเชิง
ผมต้องรู้ให้ได้ว่ามันคืออะไร ไม่เช่นนั้นคืนนี้ผมคงไม่ได้นอนแน่
สุดท้าย ผมก็ทนไม่ไหว...
ปลายนิ้วของผมสั่นเทาขณะที่มันค่อยๆ เคลื่อนเข้าใกล้ฐานของขุนหยก...ช้าๆ ...ราวกับกำลังจะแตะเปลวไฟ
ทันทีที่ปลายนิ้วััอักษร ‘หลี่’ ตัวนั้น...
โลกทั้งใบก็มืดดับลง!
ผมไม่ได้ เห็น ภาพอีกต่อไป แต่ผม กลายเป็ ส่วนหนึ่งของมัน
สติของผมไม่ได้อยู่ในห้องนอนอีกต่อไป...แต่มันกลับมาอยู่บนหลังม้าศึกสีดำทมิฬกลางสมรภูมิรบ
ผมรู้สึกถึงน้ำหนักของชุดเกราะบนบ่าและความเย็นของด้ามดาบที่ข้างเอว
เสียงกลองรบกระหน่ำรัวอยู่ในอก กลิ่นคาวเืและกลิ่นสนิมเหล็กลอยคละคลุ้ง
ธงรบสีดำปักลายัทองโบกสะบัดรุนแรงอยู่เื้ั
เมื่อผมกวาดสายตาไปเบื้องหน้า...ก็เห็นกองทัพทหารม้าในชุดเกราะสีดำทมิฬสุดลูกหูลูกตา
พวกเขาทั้งหมดนิ่งสงบ รอคอยคำสั่งจากผมเพียงคนเดียว
มือในถุงมือเกราะของผมกำด้ามดาบไว้แน่น ผมััได้ถึงความรับผิดชอบต่อชีวิตทหารนับหมื่นที่หนักอึ้งดั่งขุนเขา
มันเป็ความรู้สึกที่สมองของ ‘เพ้ง’ ไม่เคยรู้จัก แต่ร่างกายและหัวใจของผมกลับคุ้นเคยกับมันอย่างน่าประหลาด...
ราวกับได้กลับบ้านที่จากมานานแสนนาน
ผมรู้สึกถึงหัวใจของตัวเองที่เต้นเป็จังหวะเดียวกับเสียงกลองรบ...สงบนิ่งและทรงพลัง
เฮือก!
ผมสะดุ้งสุดตัวราวกับถูกกระชากกลับมาสู่โลกปัจจุบัน!
ผมชักมือกลับจากขุนหยกราวกับถูกไฟลวก แผ่นหลังเย็นวาบด้วยเหงื่อ
อกกระเพื่อมไหว หายใจหอบถี่
ปลายนิ้วที่เพิ่งััมันยังคงร้อนผ่าว...
ความร้อนนั้นส่งคำถามน่าสะพรึงเข้ามากัดกินในหัว: ความรู้สึกเมื่อครู่คืออะไร? ทำไมร่างกายนี้ถึงได้คุ้นเคยกับมันนัก?
ผมทนไม่ไหวอีกต่อไป!
ผมรีบขยับตัวหนีไปอีกฝั่งของเตียง ให้ห่างจากมันที่สุดเท่าที่จะทำได้ ราวกับกลัวว่าถ้าอยู่ใกล้มันนานกว่านี้ ผมอาจจะถูกดูดกลับเข้าไปในนั้นอีก
ผมไม่ได้คิดจะหาคำตอบ...ผมแค่้าจะหนี
ผมรีบปิดไฟ ล้มตัวลงนอน ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปง บังคับให้ตัวเองหลับตา...หนีจากทุกสิ่งทุกอย่างที่เพิ่งเกิดขึ้น
คืนนั้นผมพลิกตัวไปมาอยู่เนิ่นนาน ภาพสนามรบยังคงตามมาหลอนแม้ในความมืด
แต่ในที่สุดความอ่อนเพลียที่สะสมมาทั้งวันก็ดึงสติของผมให้จมดิ่งลงสู่ภวังค์ที่ไร้ฝัน...
ความมืดและความเงียบสงัดเข้าครอบงำ ราวกับผมกำลังลอยอยู่ในห้วงอวกาศที่ว่างเปล่า...
...จนกระทั่งเสียงนั้นดังขึ้น
"...เต้าเอ๋อร์..."
เสียงทุ้มต่ำก้องอยู่ในความมืด
มันไม่ใช่ภาษาไทย และไม่ใช่จีนแต้จิ๋วที่คุ้นหู แต่เป็สำเนียงโบราณที่หนักแน่นและทรงอำนาจ...
เป็เสียงเรียกที่เต็มไปด้วยความคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด ราวกับว่ามันถูกเอ่ยขึ้นที่ข้างหูของผม...
และราวกับว่าผมเคยได้ยินมันมาทั้งชีวิต
--- จบตอนที่ 3 ---
สวัสดีครับนักอ่านทุกท่าน! เสวี่ยซื่อจื้อ (血誓志) / ธ.ปณิทัศน์
มาพบกับตอนที่ 3 ครับ!
ตอนนี้ต้องบอกว่าความลึกลับยิ่งทวีความเข้มข้นขึ้นไปอีกนะครับ!
จากที่ "ขุนหยก" ทำให้เห็นแค่ "ภาพ" ในตอนที่แล้ว
คราวนี้มันดึง 'เพ้ง' เข้าไป "เป็ส่วนหนึ่ง" ของความทรงจำนั้นเลย
"...เต้าเอ๋อร์..."
เขาเป็ใคร? และเสียงที่เรียกนั้น... เป็เสียงของใครกันแน่?
ดูเหมือนว่าการตื่นขึ้นในวันพรุ่งนี้ของเพ้ง จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้วครับ
ขอบคุณที่ติดตามอ่านกันมาอย่างต่อเนื่องนะครับ! อ่านตอนนี้แล้วรู้สึกยังไงกันบ้าง? ขนลุกตอนเห็นเงาบนผนัง หรือลุ้นระทึกตอนที่เพ้งััตัวอักษร? คอมเมนต์มาพูดคุยแลกเปลี่ยนกันได้เลยครับ อ่านทุกคอมเมนต์แน่นอน!
ฝากกดติดตาม กดหัวใจ ❤️ และเพิ่มเข้าชั้นหนังสือ ???? ไว้รอตอนต่อไปด้วยนะครับ
แล้วพบกันใน "ตอนที่ 4: โลกคู่ขนาน" ครับ!
— เสวี่ยซื่อจื้อ / ธ.ปณิทัศน์
#เสวี่ยซื่อจื้อ #ธปณิทัศน์ #ดุจัคืนถิ่นลิขิตแค้นใต้ราชัน #นิยายย้อนเวลา #ทะลุมิติ #ราชวงศ์ถัง #เอาตัวรอด #นิยายจีน