ระหว่างเดินทางกลับโรงเตี๊ยมต้วนจื่อครุ่นคิดถึงทิศทางของตนในอนาคต
ก่อนหน้านี้ที่เขาไปสมัครเข้าร่วมการประลองเชื่อมสัมพันธ์ของตระกูลต้วนนั้นที่จริงแล้วเขา้าซ่อนเร้นพลังที่แท้จริงเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นแล้วในการประเมินวันพรุ่งนี้ เขาจะได้จู่โจมผู้อื่นอย่างไม่ทันตั้งตัวเล่นงานให้พวกเขาตั้งรับไม่ทัน
ทว่าน่าเสียดาย ทั้งที่เขาไม่ได้ก่อเื่แต่ก็มักมีคนมาหาเื่เขาถึงที่ บีบบังคับให้เขาต้องลงมือซึ่งเป็เื่ที่ช่วยไม่ได้จริงๆ
หลังจากประกาศศักดาไปแล้วสถานการณ์ของเขาในตอนนี้กลับไม่ได้ดีนักพวกลวี่ฉาเปี่ยวต้องนำเื่ที่เขาทำร้ายต้วนเตียวไปบอกกล่าวไม่ผิดแน่ด้วยนิสัยของคนในสายรองของตระกูลต้วนในการประลองเชื่อมสัมพันธ์ในตระกูลวันพรุ่งนี้ คงเต็มไปด้วยอันตราย
"ถ้าอยากจะทำภารกิจเทียนซิ่ว‘ชื่อเสียงระบือไกล’ ให้สำเร็จชิงตำแหน่งอันดับหนึ่งในการประลองเชื่อมสัมพันธ์ในครอบครัว และปกป้องตัวเองไปด้วยก็ต้องพยายามเลื่อนระดับตัวเองอีกครั้งก่อนการประเมินในวันพรุ่งนี้พยายามเข้าใกล้ขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับเก้าให้ได้มากที่สุด"
หลังจากคิดได้ดังนั้นต้วนจื่อจึงตรวจสอบค่าเทียนซิ่วที่ต้องใช้สำหรับเลื่อนระดับไปยังขอบเขตที่สูงขึ้น
[ขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับเจ็ด -ค่าเทียนซิ่ว 7,500 แต้ม]
[ขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับแปด -ค่าเทียนซิ่ว 10,000 แต้ม]
[ขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับเก้า -ค่าเทียนซิ่ว 13,000 แต้ม]
ต้วนจื่อรู้สึกหนาวเยือกไปถึงขั้วหัวใจ
นี่มันไม่แพงไปหน่อยหรือ?
หากนับเป็สัตว์อสูรเขาต้องสังหารสัตว์อสูรขั้นเนื้อหนังระดับหกอย่างน้อยยี่สิบตัวถึงจะสามารถเลื่อนขั้นไปสู่ขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับเก้าได้การที่เทือกเขาจื่อหรานจะมีสัตว์อสูรขั้นเนื้อหนังระดับหกมากมายขนาดนั้นหรือไม่ยังคงเป็ปัญหาอยู่ดี ส่วนสัตว์อสูรที่สูงกว่าขั้นเนื้อหนังระดับหกขึ้นไปส่วนใหญ่ก็มีสติปัญญาแล้ว ฉลาดกว่ามนุษย์เสียอีกเขาไม่คิดว่าการสังหารพวกมันจะเป็เื่ง่าย ถ้าพลาดพลั้งขึ้นมาอาจจะเป็จุดจบของเขาก็ได้
"เมื่อถึงคราวคับขัน์ย่อมมีทางออก เื่นี้ต้องมีทางแก้ไขรอคิดดูอีกทีตอนกลับไปถึงที่พักก่อนก็แล้วกัน" ต้วนจื่อส่ายศีรษะไล่ความคิดเ่าั้ออกไป
ทันทีที่เขาเตรียมจะเร่งความเร็วไปยังที่พักเสียงเอะอะก็ดังมาจากทางด้านซ้าย
ต้วนจื่อหยุดชะงัก มองไปยังทิศทางนั้นก็เห็นกลุ่มคนกำลังมุงดูบางอย่างราวกับกำลังชมการแสดงสนุกๆ
ด้วยจิตใจที่ใคร่รู้เขาจึงเบียดเข้าไปดูด้วย
เห็นเพียงสตรีนางหนึ่งคุกเข่าอยู่กลางวงล้อมนางมีใบหน้ารูปผลผิงกั๋วที่ขาวผ่อง เส้นผมดำขลับเป็เงางามดวงตาทั้งสองข้างใสกระจ่างหากไม่ใช่เพราะอาภรณ์ที่เก่าซอมซ่อคงจะสามารถขับเน้นความงามของนางให้เด่นชัดขึ้นได้
เบื้องหน้าสตรีผู้นั้นมีแผ่นป้ายวางอยู่เขียนด้วยตัวอักษรที่บิดเบี้ยวว่า "ขายตัวฝังศพบิดา!"
เมื่อกวาดสายตามองไปรอบๆกลับไม่พบผู้คนที่เห็นใจหรือสงสารสตรีผู้นี้นัก
ในเมืองจื่อหรานอันกว้างใหญ่นี้มีผู้คนที่ล้มป่วยและสิ้นชีพด้วยความยากจนจำนวนมากมีเพียงชนชั้นสูงและชนชั้นกลางเท่านั้นที่จะสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างสุขสบายส่วนชนชั้นล่าง การที่จะรักษาท้องให้อิ่มนั้นก็ยากยิ่งแล้วจะไปคิดถึงเื่การช่วยเหลือผู้อื่นได้อย่างไร? ช่างเป็เื่ไร้สาระ!
ยิ่งไปกว่านั้น การขายตัวเลี้ยงชีพนั้นพบเห็นได้ทั่วไปในเมืองจื่อหรานบางคนถึงกับใช้การกระทำเช่นนี้เป็กลอุบายเพื่อหลอกเงินจากคนใจบุญซึ่งเป็สิ่งที่น่ารังเกียจอย่างยิ่ง
การที่ผู้คนพากันมามุงดูในวันนี้ก็เป็เพราะความงามของสตรีผู้นี้ หากอีกฝ่ายเป็หญิงอัปลักษณ์คงไม่มีผู้ใดมาเหลียวแล
"หน้าตาก็งามใช้ได้หากซื้อกลับไปเป็คนใช้ก็คงไม่เลว" ชายผู้มีอันจะกินคนหนึ่งเลิกคิ้วขึ้นเผยให้เห็นรอยยิ้มที่แฝงความหมาย
"ข้าว่าเอาไปเป็สาวอุ่นเตียงจะเหมาะกว่านะ?"สหายของเขาหัวเราะคิกคักพลางพูดแทรก
"นางก็ดูดีอยู่หรอกน่าเสียดายที่เพิ่งจะสูญเสียบิดา ความอัปมงคลคงติดตัวหากซื้อกลับไปอาจส่งผลต่อดวงชะตา การค้าขายของพวกเรานั้นกลัวที่สุดคือโชคร้ายเ้าจงไตร่ตรองดูให้ดี"
เมื่อได้ยินดังนั้นชายผู้มีอันจะกินก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนส่ายศีรษะในที่สุด
ถึงแม้ว่าเขาจะไม่เชื่อเื่งมงายทว่ากันไว้ดีกว่าแก้ หากต้องแลกกับความมั่งคั่งของตนก็คงไม่คุ้มค่ากัน
"ถ้าพวกท่านไม่ซื้อก็หลีกไปเสียข้าจะซื้อเอง" พ่อค้าพุงพลุ้ยเชิดคางขึ้น ค่อยๆใช้พัดไล้ไปตามคางของสตรีนางนั้น
"ขายตัว...เ้าจะให้ข้าซื้อตัวเ้าในราคาเท่าไรหรือ?"
"หนึ่ง... หนึ่งเหรียญทอง..."สตรีผู้นั้นเอ่ยเสียงตะกุกตะกัก
เมื่อได้ยินดังนั้นผู้คนรอบข้างก็หัวเราะเยาะ
"หนึ่งเหรียญทองเท่ากับหนึ่งร้อยเหรียญเงินคิดเป็เหรียญทองแดงก็เกินหมื่นเหรียญ เทียบเท่ารายได้หลายปีของคนทั่วไปแล้วเด็กน้อย เ้าโลภมากเกินไปแล้วกระมัง?"
"ข้าเพิ่งเคยเห็นคนขายตัวเพื่อหาค่าฝังศพที่ตั้งราคาสูงขนาดนี้ช่างเป็เื่น่าขัน คิดแต่จะหาเงินจนหน้ามืดตามัวแล้วสินะ?"
"ค่าจัดงานศพโดยทั่วไปในเมืองจื่อหรานก็ไม่เกินสิบเหรียญเงินเสียหน่อยเ้าเรียกราคานี้ช่างไร้ยางอาย เห็นทีว่าคนน่าสงสารย่อมมีด้านที่น่าชังจริงๆ"
.........
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังมาไม่ขาดสายส่วนใหญ่กล่าวถึงเื่ที่สตรีผู้นี้เรียกร้องราคาสูงเกินไป
ในทางกลับกัน สตรีผู้นั้นกลับไม่โต้เถียงนางเพียงก้มหน้าลงเงียบๆ
บิดาของนางติดการพนันอย่างหนักก่อหนี้สินไว้มากมาย หนึ่งเหรียญทองนี้นอกจากจะใช้จัดงานศพแล้วส่วนใหญ่จะต้องนำไปใช้หนี้
พ่อค้าพุงพลุ้ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนตัดสินใจกล่าว"ถึงจะพูดว่าถูกก็ไม่ถูก จะบอกว่าแพงก็ไม่แพง เอ้า!ข้าจะเมตตาซื้อเ้าก็แล้วกัน หลังจากนี้เ้าต้องปรนนิบัติข้าให้ดีต้องแสดงคุณค่าของหนึ่งเหรียญทองออกมาให้ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยเล่า!"
สตรีผู้นั้นกำลังจะพยักหน้าตอบรับเสียงอันธพาลจากอีกฟากก็ดังขึ้น
"เดี๋ยวก่อน ข้าขอซื้อสตรีผู้นี้!"
เมื่อผู้คนหลีกทางก็เห็นชายรูปร่างหน้าตาธรรมดาผิวพรรณซีดเซียวเขาเดินเข้ามาพร้อมกับบ่าวรับใช้ร่างกำยำสองคน
ชายผู้นี้เดินอย่างอ่อนแรงมองดูก็รู้ว่าคลุกคลีอยู่กับอบายมุข
"นั่นมันลวี่จื่อฮั่นนี่นา?"มีคนจำชายผู้นี้ได้
ในชั่วพริบตาสีหน้าของผู้คนก็เปลี่ยนไปก่อนจะพากันถอยกรูด
ลวี่จื่อฮั่นผู้นี้เป็ลูกหลานสายตรงที่เกเรที่สุดแห่งตระกูลลวี่ในเมืองจื่อหราน เขาคือจอมวายร้ายที่ใครๆ ต่างก็รู้จักอาศัยบารมีของตระกูลลวี่ข่มเหงผู้อื่นเป็นิจ ร่วมกับต้วนซานแห่งตระกูลต้วนจนได้รับการขนานนามว่าเป็ 'สองจอมสำราญ'
เมื่อเห็นว่าเป็ลวี่จื่อฮั่นพ่อค้าพุงพลุ้ยก็รีบกล่าวอย่างนอบน้อม "ที่แท้ก็เป็คุณชายลวี่ข้าน้อยเสียมารยาท ขออภัยท่านด้วย หากมีสิ่งใดที่ข้าน้อยทำผิดไป โปรดยกโทษให้ด้วย่นี้ท่านเ้าบ้านลวี่ยังสบายดีหรือไม่ขอรับ?"
"บิดาของข้าเพิ่งจะจัดงานเลี้ยงวันเกิดไปเมื่อวานท่านยังกล้าถามว่าเขาเป็อย่างไรบ้าง? ท่านอยากแช่งให้เขาตายหรืออย่างไร?"ลวี่จื่อฮั่นหรี่ตาลง ดีดนิ้วเสียงดัง
ในวินาทีต่อมาบ่าวรับใช้ร่างกำยำสองคนก็เดินเข้ามาขนาบข้างพ่อค้าพุงพลุ้ย ทำท่าทีคุกคาม
พ่อค้าพุงพลุ้ยถึงกับหน้าซีดรีบโค้งคำนับกล่าวขอโทษ"คุณชายลวี่ ข้า... ข้าไม่ได้ตั้งใจ..."
ลวี่จื่อฮั่นยื่นนิ้วออกมาห้านิ้ว
"ค่าทำขวัญห้าเหรียญทองเื่นี้ข้าจะไม่เอาเื่ แต่ถ้าไม่เช่นนั้นละก็..."
คำพูดที่เหลือไม่จำเป็ต้องเอ่ยก็สามารถเข้าใจความหมายได้
บ่าวรับใช้ร่างกำยำทั้งสองเข้าใจในทันทีรีบเข้ามาล้อมหน้าล้อมหลังพ่อค้าพุงพลุ้ย ทำท่าทีว่าหากไม่ยอมจ่ายเงินก็จะเอาชีวิต
พ่อค้าพุงพลุ้ยจะกล้าขัดขืนได้อย่างไรได้แต่กล้ำกลืนความขมขื่นรีบมอบเหรียญทองห้าเหรียญให้แต่โดยดี จากนั้นก็รีบจากไป
เขาเป็เพียงพ่อค้าจะกล้าต่อกรกับตระกูลลวี่ได้อย่างไร หากไม่ระวังตัวละก็เขาอาจต้องนอนเป็ศพข้างถนนในวันรุ่งขึ้นเขาไม่กล้าเอาชีวิตตนเองไปเสี่ยงกับเื่พรรค์นี้แน่
เมื่อเห็นดังนั้นผู้คนมากมายที่มุงดูอยู่โดยรอบต่างก็รีบถอยห่างออกไป เพราะเกรงว่าตนเองจะถูกลูกหลงต้องเสียเงินไปอย่างไร้ประโยชน์
ลวี่จื่อฮั่นไม่สนใจผู้อื่นเขารีบเดินไปยังสตรีผู้นั้น เอื้อมมือไปััใบหน้าของนาง
"ไม่เลว ดูท่าทางจะเป็สาวบริสุทธิ์คุ้มค่าที่จะลงมือ เ้าจงตามข้ามาเถอะ"
สตรีผู้นั้นไม่ขยับนางกลับเอ่ยออกมาอย่างขลาดเขลา "ท่านโปรดจ่ายเงินก่อนให้ข้านำไปจัดงานศพให้บิดา หากเป็เช่นนั้นข้าก็จะยินดีปฏิบัติตามคำสั่งของท่านทุกประการ"
"ไอ๊หยานี่เ้ากล้าต่อรองกับข้าด้วยเรอะ?" ลวี่จื่อฮั่นหัวเราะเสียงเย็นก่อนจะตวาดกร้าว "การที่ข้าหมายตาเ้าถือเป็วาสนาที่เ้าสั่งสมมาแต่ชาติปางก่อนแล้ว อย่าได้มาทำเป็เล่นตัวกับข้ารีบลุกขึ้นมาเสียดีๆ หากปรนนิบัติข้าจนพอใจข้าก็จะให้เ้าได้อยู่อย่างสุขสบายไปตลอดชีวิต"
สตรีผู้นั้นกลับกล่าวอย่างดื้อรั้น"ถ้าท่านไม่จ่ายเงิน ข้าก็จะไม่ไปกับท่าน"
"ดี!ในเมื่อเ้าอยากหาเื่ซวยเข้าตัวเอง ก็อย่าโทษว่าข้าใจร้ายแล้วกัน" ดวงตาของลวี่จื่อฮั่นวาวโรจน์สั่งให้บ่าวรับใช้ร่างกำยำสองคนจับตัวสตรีผู้นั้น "จับนางไว้ให้ข้าข้าจะสั่งสอนให้นางรู้สำนึก ว่าอะไรคือการกระทำอันอุกอาจ่กลางวันแสกๆ!"
"ขอรับ คุณชายลวี่!" บ่าวรับใช้สองคนลงมือในทันที เข้ามาตรึงแขนของสตรีผู้นั้นไว้ไม่ว่านางจะดิ้นรนอย่างไรก็ไม่เป็ผล
ผู้คนที่มุงดูก็ได้แต่ดูไม่กล้าเข้าไปขัดขวาง ต่างพากันรอดูฉากเร้าอารมณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น
ขณะที่ลวี่จื่อฮั่นกำลังจะลงมือฉีกทึ้งเสื้อผ้าของสตรีผู้นั้นมือเรียวบางก็คว้าไหล่ของเขาไว้ ความแข็งแกร่งนั้นทำให้เขาขยับไม่ได้
เมื่อหันกลับไปมองก็พบกับบุรุษรูปงามที่กำลังยิ้มแย้มแต่แฝงไปด้วยความชั่วร้ายที่มิอาจบรรยาย
"ปล่อยหญิงนางนี้ซะให้ข้าดูแลต่อเอง!"
น้ำเสียงอันเฉียบขาดนั้นดังลั่นไปทั่วพื้นที่
ผู้คนล้วนตกตะลึงงัน
ทุกคนไม่อาจเชื่อสายตาตนเองว่าจะมีผู้ใดบังอาจมาขัดขวางลวี่จื่อฮั่นอย่างโจ่งแจ้ง
เมื่อเห็นว่าเป็ใครบรรดาผู้คนก็ยิ่งเบิกตากว้างจนแทบถลนออกมาจากเบ้า คนที่พูดก็ไม่ใช่ใครอื่นหากแต่เป็ขยะอันดับหนึ่งของเมืองจื่อหรานนายน้อยสายตรงสมองพิการแห่งตระกูลต้วนผู้นั้นเอง!
ลวี่จื่อฮั่นอึ้งไปก่อนจะกุมท้องแล้วหัวเราะออกมา
"นึกว่าใครหน้าไหนที่แท้ก็เ้าปัญญาอ่อนนี่เอง เ้าคนดื่มน้ำนมพิษที่หอคณิกาจนเส้นสติฟั่นเฟือนแล้วนี่ข้าไปทำอะไรให้เ้ากัน?"
เื่ราว "ความอื้อฉาว" ของต้วนจื่อนั้นผู้คนในเมืองจื่อหรานล้วนทราบดีทำให้เขากลายเป็แบบอย่างที่ผู้คนนำมาเปรียบเทียบถึงความเลวร้าย
ผู้คนมากมายต่างยกต้วนจื่อขึ้นมาเป็ตัวอย่างสอนสั่งบุตรหลานให้เดินไปในทิศทางที่ถูกต้องบางคนก็ใช้ต้วนจื่อเป็บรรทัดฐานในชีวิต ตราบใดที่ชีวิตยังดีกว่าต้วนจื่อก็ยังถือว่าไม่เลวแล้ว
"เพียะ!"
เสียงตบดังสนั่นขึ้นกะทันหันเห็นเพียงรอยฝ่ามือแดงฉานปรากฏขึ้นบนใบหน้าของลวี่จื่อฮั่น
เขาจ้องมองต้วนจื่อด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง
"เ้า... เ้ากล้าตบข้า?"
"คุณชายลวี่ ข้าแค่ช่วยท่านไล่ยุงเมื่อกี้มันบินมาเกาะหน้าท่าน" ต้วนจื่อแบมือออกพลางกล่าวเสริมว่า"เ้ายุงพวกนี้มีชื่อว่า ยุงหน้าด้านผู้ใดถูกมันกัดเข้าละก็จะติดเชื้อโรคที่น่ากลัวอย่างยิ่ง"
ขณะกล่าวเขาก็ยื่นมือออกไปตบที่ปากของลวี่จื่อฮั่นอีกครั้ง
"อ๊ะเ้ายุงสารเลวตัวนั้นกำลังจะบินเข้าไปในปากของท่านลวี่แล้ว ตายซะเถอะ!"
หลังจากกล่าวจบต้วนจื่อก็รัวหมัดใส่่ล่างของลวี่จื่อฮั่นอย่างรวดเร็วราวกับพายุโหมกระหน่ำ
ในพริบตาทุกสิ่งก็ราวกับตกอยู่ในความเงียบงัน
ดวงตาของผู้คนเบิกกว้าง
หลงเหลือเพียงต้วนจื่อที่ยังคงรัวหมัดต่อยไม่หยุด
เสียงชกต่อยดังสนั่นก้องฟ้าเปรียบดั่งเสียงระฆังจากนรก ก้องกังวานไปทั่วทุกพื้นที่...