ตอนที่3 คัดเลือกศิษย์สายนอก
“โอ๊ะโอ๋! ยิ่งใหญ่อลังการและอยู่ไกลทีเดียวแต่ไม่เป็ปัญหาสำหรับเราไปเยี่ยมชมดูสำนักเหมันต์สักหน่อยดีกว่า”
เขาเอ่ยอย่างชื่นชมกับความยิ่งใหญ่ของสำนักเหมันต์
เมื่อหลิวเย่เตรียมตัวจะเหินตัวบินขึ้นบนท้องฟ้าเพื่อไปเยี่ยมชม
ปรากฏว่าเขาไม่สามารถเหินบินได้เลยและะโสูงจากพื้นได้แค่1 ฉื่อ (0.33 เมตร)เท่านั้น
“บ้าจริง! บินก็ไม่ได้”หลิวเย่สบถอย่างหัวเสียที่ไม่สามารถใช้พลังปราณได้อย่างเต็มที่
ทำให้เขาตัดสินใจเลือกที่พักสะดวกสบายแถวในตัวเมืองหลวงดีกว่า
จากนั้นเขากวาดสายตามองหาที่พักแทนและมองเห็นโรงเตี๊ยมที่น่าสนใจแห่งหนึ่ง
เป็โรงเตี๊ยมขนาดใหญ่ที่สุดในเมืองหลวงเซียนเทียนที่ดูสวยงามและสะอาดตา
“พักที่นี่แหละบรรยากาศโอ่โถงสะอาดตาดี”
จากนั้นเขาพุ่งตัววิ่งอย่างรวดเร็วกลายเป็แสงวูบดำตรงไปยังโรงเตี๊ยมหลังใหญ่สูง5 ชั้น
ชั้นล่างเป็ห้องโถงทานอาหารสำหรับลูกค้าทั่วไป
ชั้นสองมีห้องพักแบบธรรมดาขนาดเล็ก24 ห้อง
ชั้นสามมีห้องพักขนาดใหญ่เป็สองเท่าของชั้นสอง12 ห้อง
และชั้นสี่เป็ห้องพักขนาดใหญ่ตกแต่งหรูหรา6 ห้องเฉพาะแขกพิเศษเท่านั้น
ส่วนชั้นห้าเป็เหมือนที่พักของเ้าของโรงเตี๊ยมและมีห้องทำงานอยู่ด้วย
“เอาห้องบนชั้นสี่1 ห้อง” หลิวเย่แจ้งความประสงค์กับเด็กรับใช้ที่เดินมาให้บริการกับเขาโดยตรง
ปรากฏว่าเด็กรับใช้ชายทำหน้าประหลาดและถามเขาอย่างไม่แน่ใจว่า
“เอ่อนายท่านมาจากสำนักใดหรือขอรับ?ขอข้าดูตราสัญลักษณ์ได้ไหม?”
หลิวเย่อึ้งเล็กน้อยที่เด็กรับใช้ถามถึงตราสัญลักษณ์ซึ่งแสดงว่าชั้นสี่ถูกจองไว้เป็การเฉพาะ
เขาไม่้าสร้างปัญหาจึงหลีกเลี่ยงโดยเลือกห้องพักชั้นสามแทน
“อ้องั้นข้าเปลี่ยนใจพักห้องชั้นสามแทนก็แล้วกัน”
เด็กรับใช้ทำสีหน้าดูถูกหลิวเย่ครู่หนึ่งเมื่อเห็นว่าหลิวเย่แอบอ้างใช้สิทธิเข้าพักในชั้นพิเศษนั่น
แต่ด้วยการให้บริการลูกค้าที่ดีเขาจึงรีบปรับเปลี่ยนสีหน้าและเชื้อเชิญหลิวเย่อย่างสุภาพว่า
“มีว่างอยู่ห้องหนึ่งพอดีขอรับคืนละ 1 หลัน”
หลิวเย่หยิบหลันออกมาสองก้อนและยัดใส่มือของเด็กรับใช้โดยตรง“ซื้อเสื้อผ้าสีแบบนี้หรือสีดำให้ข้าสักชุดด้วย”
“ได้ขอรับเชิญนายท่านทางนี้เลย”
เด็กรับใช้มีสีหน้าตื่นเต้นยินดีทันทีที่ได้เงินส่วนต่างจำนวนมากจากที่หลิวเย่ให้ไปและเชื้อเชิญเขาไปยังห้องพักทันที
..........
ด้วยความสนใจเป็พิเศษในสำนักเหมันต์
หลิวเย่เลือกที่จะออกไปสำรวจในเวลากลางคืนเพื่อตรวจสอบสภาพแวดล้อมล่วงหน้า
เพราะว่าระยะทาง80 ลี้เขาใช้เวลาวิ่งแค่ 4-5 นาทีก็ถึงแล้ว
“เสียดายที่ในนี้บินไม่ได้ไม่งั้นแว็บ! แค่พริบตาก็ถึงสำนักเหมันต์แล้ว”หลิวเย่คิดโอ้อวดในใจ
ครู่หนึ่งหลิวเย่มาถึงเชิงเขาใกล้อาณาเขตของสำนักเหมันต์
เขาเปิดใช้ัั์เพื่อตรวจสอบสถานการณ์ภายในสำนักซึ่งทำให้หลิวเย่ตื่นตระหนกขึ้นทันใด
“โอ๊ะ!มีผู้าุโแข็งแกร่งมากกว่าเราหลายคนเลย”
หลิวเย่อุทานในใจอย่างหวาดกลัวเนื่องจากเขาเคยเผชิญหน้ากับคนที่แข็งแกร่งกว่า
และทำให้รู้ว่าเขายังอ่อนด้อยและเป็อันตรายถึงชีวิตตนเองได้
“หือแต่ละยอดเขามีผู้แข็งแกร่งขอบเขตแกนเทพเหนือกว่าเราอีก อ๊ะ!”
หลิวเย่ถอนัั์ทันทีเมื่อมองเห็นชายชราเ้าสำนักเหมันต์บนยอดเขาสูงที่สุดได้หันหน้ามายังทิศทางของตนเอง
“วู้เกือบไปแล้วไหมล่ะ?แต่เอ.....นั่นคงเป็เ้าสำนักแน่ๆเพราะแข็งแกร่งจนมองขอบเขตไม่ออกเลย”
เขาพึมพำสงสัยระคนตื่นกลัวกับการลอบสังเกตการณ์ของตน
“เฮ้อ...กลับดีกว่าคงเข้าไปแบบง่ายๆไม่ได้แล้ว มีคนแข็งแกร่งเยอะแยะเต็มไปหมด”
เขาถอนหายใจอย่างเสียดายและตัดสินใจหันหลังพุ่งตัววิ่งกลับโรงเตี๊ยม
ทางด้านเ้าสำนักเหมันต์
ชายชราจ้าวตงขมวดคิ้วแน่นและลุกจากเก้าอี้นั่งทำงานเดินมายืนอยู่ข้างหน้าต่างพลางจ้องมองไปยังทิศทางของหลิวเย่
เนื่องจากเขาััได้ว่ามีใครบางคนใช้ทักษะพลังปราณตรวจสอบภายในอาณาเขตของสำนักเหมันต์
“ทักษะัันั่นดูคุ้นเคยเสียจริงเป็ใครกันแน่ที่อาจหาญทำเช่นนี้?”
จ้างตงพึมพำด้วยความสงสัยที่จะมีใครแข็งแกร่งกว่าตนเอง?
ด้านหลิวเย่ที่กลับมาถึงห้องพักในโรงเตี๊ยมแล้ว
เขาตบหน้าอกตนเองพลางบ่นพึมพำอย่างเสียวสันหลังย้อนหลังกับเหตุการณ์ที่ัั์พบกับเ้าสำนัก
“วู้หวาดเสียวเสียจริง ถ้าตาแก่นั่นตั้งใจทำร้ายเรา เย่น้อยคงไม่รอดแน่ๆ”
จากนั้นเขาอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าและใช้ทักษะัั์แตะบนหน้าปกหนังสือ
เขาอ่านหนังสือทั้งสามเล่มอย่างรวดเร็ว
ในเวลานี้หลิวเย่ยิ้มอย่างสดชื่นที่ตนสามารถอ่านหนังสือและอักษรของโลกเทียนถังได้แล้ว
“เฮ้อค่อยยังชั่วถ้าอ่านไม่ได้จะตามหาร่องรอยของอาจารย์ในโลกนี้ได้อย่างไร?”
จากนั้นเขานั่งฝึกฝนอย่างชื่นอกชื่นใจกับพลังฉีที่เข้มข้นจนถึงเช้า
..........
รุ่งเช้าเด็กรับใช้ชายคนเดิมให้บริการหลิวเย่เป็อย่างดีด้วยการยกถาดอาหารเช้ามาให้ถึงที่ห้อง
เพราะได้รับเงินทอนเป็ค่าตอบแทนจำนวนมากจากเขา
“ขอบใจ”หลิวเย่พอใจที่เด็กรับใช้บริการตนอย่างดี
“นายท่านมาเข้าร่วมคัดเลือกศิษย์สายนอกด้วยไหมขอรับ?” เด็กรับใช้ถามด้วยความใคร่รู้
“ใช่”หลิวเย่พยักหน้าตอบตามตรง
เขาตัดสินใจเมื่อคืนนี้ที่ได้เห็นความแข็งแกร่งของเ้าสำนักเหมันต์และคิดว่าในหอตำราของสำนักอาจมีตำราเกี่ยวกับ
อาจารย์หรือข้อความบันทึกใดๆที่จะบ่งบอกที่อยู่ของอาจารย์หรือพิกัดของประตูเวลา
ที่ทำให้เขาสามารถเดินทางออกจากโลกนี้ได้หากว่าอาจารย์ไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว
เนื่องจากเวลานี้เขาจำเป็ต้องสืบหาข้อมูลที่จะเป็ประโยชน์ให้ได้มากที่สุด
ดังนั้นเขาจึงต้องเข้ารับการคัดเลือกเป็ศิษย์สายนอกเพื่อได้มีโอกาสเข้าไปในหอตำราหรือสอบถามผู้าุโในนั้น
“นายท่านโชคดีมากขอรับตัวข้าอายุเกินแล้วเลยหมดโอกาสเข้ารับการคัดเลือก”
เด็กรับใช้บ่นเล็กน้อยอย่างเสียดาย
“ต้องอายุเท่าใดถึงจะเข้ารับการคัดเลือกได้?” หลิวเย่ถามอย่างสงสัย
“อายุระหว่าง12-25 ปีขอรับ” เด็กรับใช้ตอบตามตรง
หลิวเย่ลอบถอนหายใจเพราะว่าปีนี้เขาอายุ23 ปีพอดีซึ่งไม่เกินเกณฑ์ที่ทางสำนักเหมันต์ตั้งกฎไว้
จากนั้นเขาทานอาหารเช้าที่มีซาลาเปาขาวขนาดเท่ากำปั้น2 ลูก น้ำเต้าหู้ 1 ถ้วย ข้าวต้มขาว ผัดผักใส่หมู ต้มจืดซี่โครง
หมูและผักดองอีกอย่างละ 1 ถ้วย
“เฮ้อ! คิดถึงรสชาติอาหารที่โลกและฝีมือของแม่จังเลย”
หลิวเย่ถอนหายใจและพยายามทานทุกอย่างอย่างทำใจยอมรับกับรสชาติแสนจืดชืด
จนในที่สุดเขาอดทนไม่ได้เลยต้องหยิบเครื่องปรุงรสออกมาจากมิติพื้นที่และเติมผงปรุงรส์ลงในอาหาร
“แบบนี้รสชาติดีขึ้นมากกว่าเดิมเยอะเลย”หลิวเย่ยิ้มพอใจและทานอาหารเช้าอย่างมีความสุข
เมื่อทานอาหารเช้าอิ่มแล้ว
เขาออกเดินทางจากโรงเตี๊ยมโดยเดินไปช้าๆอย่างใจเย็น
แต่ทว่าแต่ละก้าวของเขามีระยะทางไกลถึง1 จั้ง
ทางด้านโรงเตี๊ยมเมื่อเด็กรับใช้มาเก็บจานอาหารและทำความสะอาดห้องพัก
เขาประหลาดใจที่พบว่าหลิวเย่ทานอาหารเกือบหมดเหลือน้ำต้มจืดซี่โครงหมูเล็กน้อยเท่านั้น
เขางุนงงอย่างมากเนื่องจากรสชาติอาหารที่นี่จะจืดชืดและลูกค้าส่วนใหญ่ทานกันได้มากที่สุดแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น
อาเจินถือถาดอาหารของหลิวเย่เดินกลับห้องครัวทางด้านหลังโรงเตี๊ยมด้วยสีหน้างุนงงและสับสน
เขาพึมพำอย่างแปลกใจว่า“วันนี้พ่อครัวฟู่ทำอาหารอร่อยกว่าเดิมหรือ?”
เมื่ออาเจินเดินมาถึงห้องครัวพลันยื่นถาดอาหารให้กับพ่อครัวฟู่และเอ่ยชมอย่างจริงใจว่า
“พ่อครัวฟู่วันนี้ท่านทำอาหารเช้าได้อร่อยมาก มีลูกค้าคนหนึ่งทานอาหารของท่านเกือบหมด”
อาเจินจ้องมองท่าทางของพ่อครัวฟู่อย่างจับผิดเพราะความสงสัย
แต่เขาเห็นว่าพ่อครัวฟู่ขมวดคิ้วแน่นและก้มหน้าลงดมกลิ่นบางอย่างในถาดอาหารนั้น
“ข้าทำเหมือนเดิมเช่นทุกวันแต่ในถ้วยชามพวกนี้มีกลิ่นบางอย่างที่ข้าไม่คุ้นเคยไม่ใช่เครื่องปรุงที่ข้าใส่แน่นอน”
พ่อครัวฟู่พูดอย่างมั่นใจและยกถ้วยต้มจืดที่มีน้ำแกงเหลืออยู่นิดหน่อยขึ้นชิม
ปรากฏว่าพ่อครัวฟู่ส่งเสียงในลำคออย่างพอใจระคนประหลาดใจ“อ๊ะ! อร่อยจริงๆ”
เขายกแขนเสื้อขึ้นเช็ดริมฝีปากโดยตรงและจ้องมองอาเจินด้วยตาเป็ประกายพลางถามเสียงดังอย่างตื่นเต้นว่า
“บอกข้ามาอาเจินว่าเป็ลูกค้าคนใดเขาใส่อะไรบางอย่างลงไปแน่ๆ มันแตกต่างจากเครื่องปรุงของข้า มันอร่อย วิเศษ
จริงๆบอกข้ามาเร็วๆ” พ่อครัวฟู่จับไหล่สองข้างของอาเจินโยกไปมาอย่างแรง
อาเจินทำสีหน้าแตกตื่นใที่พ่อครัวมีท่าทางผิดปกติเช่นนี้และตอบตามจริงว่า
“ลูกค้าเป็ชายหนุ่มหล่อเหลามาเข้าร่วมคัดเลือกศิษย์สายนอกของสำนักเหมันต์แต่มาจากที่ใดนั้นข้าไม่ได้ถาม?”
“เ้าโง่! แล้วข้าไปจะตามหาได้อย่างไรเล่า?มีคนเป็พันเป็หมื่นมาเข้าร่วมคัดเลือกในแต่ละปี”
พ่อครัวฟู่สบถด่าอาเจินยกใหญ่ด้วยความเสียดายที่พลาดโอกาสสนทนาและขอสูตรลับความอร่อยกับหลิวเย่
..........
ด้านหลิวเย่ที่ไม่ได้รับรู้ความวุ่นวายของโรงเตี๊ยมและห้องครัวนั้นเลย
เวลานี้เขาเดินทางมาถึงเชิงเขาหน้าประตูทางเข้าสำนักเหมันต์
เขาอึ้งตะลึงที่พบว่ามีผู้คนชายหญิงจำนวนมากกว่าห้าพันคนมาเข้าร่วมคัดเลือกครั้งนี้
“โอ้โฮมีคนมาสมัครเข้าร่วมเป็ศิษย์สายนอกเยอะขนาดนี้เลยหรือ?”
บริเวณหน้าประตูทางเข้ามีศิษย์ของสำนักเหมันต์ใส่ชุดสีดำตั้งโต๊ะรับสมัครผู้คนที่มาเข้ารับการคัดเลือกศิษย์สายนอกกัน
จำนวน10 โต๊ะ
แต่ถึงอย่างนั้นแต่ละโต๊ะก็มีผู้คนเข้าแถวกันยาวเหยียด
หลิวเย่เลือกแถวหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้กับตนเองโดยเขายืนอยู่ด้านหลังหญิงสาววัยรุ่นคนหนึ่งที่รวบผมยาวเป็หางม้า
“เ้ามาจากเมืองไหน? ดูไม่เหมือนคนเมืองหลวงเลย?” หญิงสาวด้านหน้าหันหลังมาถามหลิวเย่ด้วยความสงสัย
เธอแปลกใจที่พบชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหล่าและมีบุคลิกเหมือนนักวิชาการมากกว่านักสู้ทั่วไป
“ข้าพึ่งมาจากนอกเมืองน่ะ”หลิวเย่ตอบกลับอย่างไม่สนใจและไม่อธิบายขยายความเพิ่มแต่อย่างใด
เนื่องจากสาวน้อยตรงหน้าที่มีอายุไม่เกิน20 ปีแสดงความสนใจเขามากเกินไปเพราะเธอแอบมองเขาบ่อยครั้ง
เขาคิดในใจอย่างหนักแน่นว่า“เรามีภรรยาหลายคนแล้วและไม่้าสร้างปัญหาให้กับผู้หญิงคนอื่นอีก”
เขาไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้กลับโลกดาวเคราะห์สีน้ำเงินที่เป็บ้านของเขาหรือไม่?
หลังจากนั้นหลิวเย่มองด้านอื่นอย่างไม่สนใจเด็กสาวตรงหน้าซึ่งเธอแสดงท่าทางไม่พอใจที่หลิวเย่เมินเฉยต่อเธอ
เมื่อถึงคิวของเขาชายหนุ่มซึ่งเป็ศิษย์ใส่ชุดดำตรงหน้าถามข้อมูลส่วนตัวเพื่อกรอกรายละเอียดในกระดาษบันทึก
“ชื่ออะไร? มาจากไหน?วาง 50 จินลงบนโต๊ะ”
หลิวเย่ส่ายหัวเล็กน้อยที่ชายหนุ่มตรงหน้าแสดงท่าทางกดข่มตนเอง
แต่เขายังไม่้าเรียกความสนใจจากผู้าุโและเ้าสำนักที่แข็งแกร่งจึงอดกลั้นและตอบเสียงเรียบว่า
“หลิวเย่มาจากเมืองหยงกัน” หลิวเย่แอบใช้ชื่อเมืองหยงกันเป็ข้อมูลของตนเอง
“เมืองหยงกันมีคนแซ่หลิวั้แ่เมื่อไหร่?” ชายหนุ่มขมวดคิ้วแน่นด้วยความสงสัย
หลิวเย่แอบสะดุ้งเล็กน้อยและภาวนาให้การสมัครผ่านไปโดยเร็ว
“หรือว่าเ้าอพยพมาจากอาณาจักรเหมียนที่นั่นมีตระกูลหลิวด้วย”
ชายหนุ่มแสดงความคิดเห็นส่วนตัวออกมาทำให้หลิวเย่ตาลุกวาวและพูดขึ้นทันทีว่า
“อ่า ใช่แล้วข้ามาจากอาณาจักรเหมียน” หลิวเย่ได้ทีแอบอ้างข้อมูลตามนั้น
“อ้อหมายเลขของเ้าคือ 1129”
ชายหนุ่มจดบันทึกด้วยพู่กันแบบโลกโบราณและยื่นแผ่นไม้ที่ระบุหมายเลขด้วยภาษาที่เขาพึ่งอ่านออกเมื่อคืนนี้
หลิวเย่คิดในใจอย่างโล่งอกว่า“ถ้าไม่ได้เรียนเมื่อคืน ต้องแย่แน่เลย”
“ยังดีนะนี่ที่เราเรียนรู้ได้รวดเร็วด้วยัั์ไม่งั้นต้องเสียเวลานานกว่าจะเรียนรู้และอ่านตำราทั้งหลายได้”
เมื่อหลิวเย่จ่ายจินและบอกข้อมูลส่วนตัวเรียบร้อยแล้วเขามุ่งหน้าเดินขึ้นเขาช้าๆเหมือนกับคนอื่น
แต่มีชายหนุ่มบางคนที่แสดงพลังอย่างโอ้อวดด้วยการวิ่งอย่างรวดเร็วเพื่อชิงตำแหน่งอันดับต้นๆกับคนอื่น
“ฟิ๊ว ฟิ๊วฟิ๊ว”
เสียงวิ่งอย่างรวดเร็วของชายหนุ่มที่มีความแข็งแกร่งในขอบเขตแกนทองคำวิ่งผ่านเขาจนกลายเป็แสงวูบดำ
หลิวเย่ส่ายหน้าเล็กน้อยอย่างเบื่อหน่ายกับการแสดงของชายหนุ่มเ่าั้
เวลานี้เขาระงับออร่าความแข็งแกร่งของตนเองไว้เพราะไม่้าเรียกความสนใจจากคนที่แข็งแกร่งกว่า
จนกว่าจะถึงเวลาเหมาะสมหรือตามแต่สถานการณ์ที่เขาจะตัดสินใจในอนาคต
หลังจากนั้นอีกหนึ่งชั่วยาม
มีเสียงป่าวประกาศด้วยพลังปราณอันแข็งแกร่งจากศิษย์ที่รับผิดชอบจัดคิวการประลองฝีมือคัดเลือก
สถานที่ประลองเป็ลานกว้างขนาดมหึมาบนเนินเขาแห่งหนึ่ง
หลิวเย่เดินมาถึงสถานที่จัดประลองคัดเลือกศิษย์สายนอก
และมองเห็นลานประลองยกสูงจากพื้น1 ฉื่อเป็รูปวงกลมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 10 จั้ง
เรียงรายอย่างเป็ระเบียบทั้งหมด10 ลานโดยแต่ละลานมีศิษย์ชุดดำยืนประจำอยู่ลานละ 1 คน
มีลานหนึ่งทางทิศเหนือที่มีขนาดกว้างใหญ่ขนาด20 จั้ง
และมีพลับพลาซึ่งมีเก้าอี้ไม้สวยงามวางเป็ชั้นๆลดหลั่นลงมาจำนวน 3 ชั้นอยู่ใกล้กับสนามประลองลานใหญ่นั้น
หลิวเย่หรี่ตามองลานใหญ่นั้นด้วยความสนใจ
เนื่องจากเขาพบเ้าสำนักเหมันต์นั่งเป็ประธานในชั้นบนสุดตรงกลางคนเดียว
ซึ่งเป็คนเดียวกับที่เขาใช้ัั์และพบเข้าพอดีเมื่อคืนนี้
ชั้นล่างถัดลงมาเป็ชายหญิงวัยกลางคนและชายชรารวม5 คน