บทที่ 66 กลัวว่าจะทำงานไม่ได้
“ทัพ? มาทำอะไรที่นี่ล่ะ...” เชษเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ ปกติหัวหน้าบอดี้การ์ดคนนี้มักจะตามหาตัวยากเสมอ เจ้าตัวนั้นไม่ค่อยเข้ามาวุ่นวายในงานจุกจิกเหล่านี้ ดังนั้นจึงไม่ค่อยเข้ามาในบ้าน จะมีก็แต่ลาดตระเวนอยู่ข้างนอกรอบๆ หรือไม่ก็มารับคำสั่งที่สำคัญเท่านั้น
การที่ดึกดื่นป่านนี้แล้วทัพยังอยู่ในบ้าน มันทำให้เชษแปลกใจจริงๆ กระนั้นในความคิดของเขาก็ไม่เคยมีความหวาดระแวงอยู่เลย ทั้งเชษเองและทัพ พวกเขารู้ดีว่าทั้งคู่นั้นติดตามท่านประธานด้วยความนับถือจากใจจริง ไม่มีทางที่จะทรยศหักหลังอีกฝ่ายเป็นแน่ ยิ่งพวกเขาทั้งคู่ไม่มีจุดอ่อนอย่างเรื่องครอบครัวให้มาเป็นข้อต่อรอง ดังนั้นจึงเรียกได้ว่ามันไร้สาระมากที่จะมีใครสักคนมาบอกว่าใครคนใดคนหนึ่งในพวกเขานั้นทรยศคนเป็นนายอยู่
“เอ่อ มาหาประธานกับคุณเชษนั่นแหละครับ ไม่คิดว่าประธานจะเข้านอนแล้ว” ทัพอึกอัก แต่เขาก็ตอบตามที่คิดเอาไว้ออกมา ทั้งที่จริงๆแล้วแค่อยากได้เห็นหน้าพ่อเลขาข้างกายของท่านประธานเท่านั้น
“อืม มีเรื่องด่วนหรือเปล่า นี่ก็ดึกแล้ว ถ้าไม่ด่วนมากก็ให้ประธานได้พักเถอะ” เชษมองไปยังทิศทางที่เหมันต์เพิ่งเดินไป สำหรับเขานั้นไม่เท่าไรหรอก แต่ประธานที่ช่วงนี้ใช้เรี่ยวแรงเยอะเกินความจำเป็นนั้นน่าสงสารมากกว่า ถึงจะบอกว่าดูมีความสุขมากกว่าเดิม ทว่ากิจกรรมใดๆล้วนแต่ต้องใช้กำลังกายทั้งนั้น ถ้าไม่พักอาจจะลำบากในอนาคตก็ได้
อีกอย่างนี่ก็ตีสองแล้ว กำลังจะเข้าวันใหม่ หากไม่ได้นอนตอนนี้ก็คงไม่ได้นอนแล้ว พรุ่งนี้ก็มีงานอีกมากที่ต้องมาจัดการ ยิ่งคุณชายรองมีความคิดดีๆมากเท่าไร ประธานของเขาที่รับหน้าที่เหมือนนางสนองพระโอษฐ์ก็ต้องรับงานเข้าไปเต็มๆนั่นแหละ
ถึงจะปฎิเสธไม่ได้ว่าความคิดของคุณชายรองในการทำธุรกิจนั้นค่อนข้างดีเยี่ยม ขนาดการลงทุนเล็กๆของเขายังได้ผลักดันให้ระบบเงินตราเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง คาดว่าในอนาคตอีกไม่กี่ปีนี้ ไม่มีความจำเป็นต้องถือเงินสดอีกต่อไป โครงการใหม่ของคุณชายรองที่ว่าให้ซื้อนิยายผ่านการเติมเงินนั่นก็เป็นตัวนำแล้วหนึ่งทาง ไหนจะไอ้การเป็นเจ้าของเครือข่ายการค้าออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดและเป็นแห่งแรกของโลกด้วยอีกที่ให้เติมเงินผ่านระบบได้ ยิ่งตอนนี้ให้ทำระบบให้ยืมเงินด้วยอีก ตอนนี้ธนาคารมากมายต่างก็ร้องขอที่จะเข้ามาร่วมงานด้วยแล้ว
สุดท้ายเมื่อระบบการใช้จ่ายของผู้คนเปลี่ยนไป ธนาคารก็ต้องเปลี่ยนเหมือนกัน
ทว่ามันก็เป็นอะไรที่ยุ่งยากและลำบากในตอนแรกๆ ปัญหาที่เข้ามาทุกวันนี้คุณชายรองผู้ต้นคิดนั้นไม่ต้องใส่ใจ แต่คนสนับสนุนอย่างประธานของเขานี่แหละที่รับบทหนักเสียเหลือเกิน
กระนั้นมันก็ทำให้ฐานะของประธานนั้นสูงขึ้นไปอีกขั้น ตอนนี้ถึงกับมีคำกล่าวว่า....หากคุณเหมันต์ต้องการแบนใครสักคนล่ะก็....คนๆนั้นก็เหมือนกับถูกลบหายไปจากระบบเศรษฐกิจแล้ว เพราะตอนนี้ธนาคารทั้งหลาย รวมไปถึงนักธุรกิจจำนวนมากอยู่ข้างเขานั่นเอง
เอาเถอะ ที่พูดมาทั้งหมดก็เพื่อที่จะบอกว่าประธานของเขาสมควรได้พักจริงๆ
“ไม่ ไม่ด่วน” ทัพรีบปฎิเสธ จะให้บอกว่าด่วนได้ยังไง การมาของเขานั้นจุดประสงค์แรกก็ไม่เกี่ยวกับประธานเสียหน่อย มันก็แค่ข้ออ้างที่จะเข้าหาเชษเท่านั้นแหละ
“อืม ฝากฉันไว้ก่อนก็ได้นะ” เชษพยักหน้ารับ เขาเดินนำทัพเพื่อที่จะออกจากบ้านใหญ่ ปล่อยให้เจ้านายทั้งสองได้พักผ่อน แน่นอนว่าทัพเองก็เดินตามออกมาอย่างว่าง่าย ชายหนุ่มผิวเข้มมองดูคนที่ตัวเล็กกว่าด้วยสายตาที่อบอุ่น เหล่าลูกน้องที่แอบดูสถานการณ์ต่างก็ลุ้นระทึกไปตามๆกัน
พวกเขาบางคนถึงกับพนันกันด้วยซ้ำว่าวันนี้หัวหน้าหน่วยของพวกเขาจะชวนคุณเชษออกไปเดทยามค่ำคืนได้หรือไม่ เพราะแม้ว่าหัวหน้าหน่วยของพวกเขาจะเก่งกาจในการทำงานขนาดไหน แต่การจีบหนุ่มของหัวหน้านั้นดูเหมือนจะไปไม่เป็นเลย ถ้าไม่ใช่เพราะปัญหาหัวใจของประธานนั้นได้รับการตอบรับแล้ว เจ้าตัวก็คงไม่คิดจะรุกเหมือนกันนั่นแหละ
นี่คงอาศัยบารมีของประธานเพื่อที่จะดูการตอบรับของเชษว่าเป็นอย่างไร หากว่าเชษนั้นไม่เห็นด้วยกับความรักแบบนี้ ตัวทัพเองก็คงไม่กล้าที่จะสารภาพเหมือนกัน
“ไม่ ไม่เป็นไร เดี๋ยวค่อยรายงานก็ได้” ทัพโบกมือเบาๆ เสียงของเขาแม้ว่าจะเรียบนิ่ง แต่คนที่ทำงานด้วยกันมานานอย่างเชษทำไมจะดูไม่ออกว่าอีกฝ่ายมีอะไรในใจกัน
“มีอะไร? เกิดอะไรขึ้น” ถึงจะรู้ แต่ความคิดของเชษนั้นไม่ปกติเท่าไรนัก เขาไม่เคยมีความคิดเหมือนกับคนทั่วๆไป สิ่งที่เขาคิดอยู่ตลอดก็คือการจัดการงานให้ประธาน จัดการเรื่องต่างๆให้ไปสร้างความรำคาญใจให้ประธานน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เชษเป็นอีกคนที่เคารพหน้าที่ของตนเองมาก เขาจริงจังกับมันแม้ว่าจะเป็นเวลาเลิกงานแล้วก็ตาม
ดังนั้นสิ่งแรกที่เขาคิดหลังจากเห็นความลังเลของเพื่อนร่วมงานคือตอนนี้เกิดปัญหาใหญ่ที่แม้แต่ทัพก็แก้ไม่ตกเสียแล้วทัพเห็นคนตัวเล็กกว่าขมวดคิ้วอย่างจริงจัง เขาก็เกือบจะหลุดหัวเราะออกมา มือหนายื่นออกไปโดยมีเป้าหมายคือผมยุ่งๆของอีกฝ่าย ทว่าเขาก็ต้องชักมือกลับเมื่อรู้สึกตัว
เขามีสิทธิอะไรไปลูบผมคนตรงหน้ากัน?
“ไม่ ไม่มีอะไร แค่หิวน่ะ เชษกินอะไรรึยัง” ทัพที่เกาศีรษะแก้เก้อเอ่ยถามออกมา เชษเลิกคิ้วเล็กน้อย ปมคิ้วที่ขมวดอยู่ค่อยๆคลายออกเมื่อเห็นว่าคนตรงหน้ายังมีเวลาหิวได้ งั้นก็แปลว่าไม่มีเรื่องใหญ่จริงๆ
“ไม่ล่ะ ถ้าไม่มีอะไรก็ขอตัวก่อน” เชษเดินเลี่ยง เตรียมจะเข้าที่พักของตนเอง
กลายเป็นพ่อหนุ่มพูดไม่เก่งแทนที่ไม่อยากจะให้บทสนทนาจบลงแค่นี้ ปากหนาของเขาเม้มเข้าหากัน ตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว ใบหน้าของเขาจึงแสดงออกอย่างจริงจังมากขึ้น
เหล่าผู้คนที่ลุ้นอยู่ไม่ไกลก็พากันหยุดลมหายใจของตนเอง เข้าใจว่าหัวหน้าหน่วยของพวกเขาจะต้องสารภาพแล้วแน่ๆ หรือไม่ก็ต้องขอคุณเลขาไปเดทแล้ว
ชั่วอึดใจที่เวลาเงียบไปนั้น ประตูห้องของเชษที่กำลังจะปิดก็ถูกคว้าเอาไว้โดยมือที่ใหญ่กว่า เชษเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจที่ยังเห็นทัพตามเขามา แถมยังไม่ยอมให้เขาเข้าไปพักผ่อนดีๆอีก
“มีอะไรหรอ” เชษถามออกไปอีกคำ
“หิวแล้ว เชษทำอาหารเป็นไหม” คนขี้อายในที่สุดก็พูดออกไปจนได้ เขารู้สึกเหมือนกับว่าใบหน้าของตนร้อนผ่าวราวกับถูกไฟไหม้ เริ่มเข้าใจประธานที่เก็บงำความรู้สึกของตนเองอย่างทุกข์ทรมานมาหลายปีเสียแล้ว
ตอนนั้นเขายังยุอยู่ในใจว่าทำไมไม่พูดออกไปเลย ทำไมต้องพูดอ้อมค้อมให้คนเข้าใจผิดไปเองด้วย แต่ตอนนี้เขาเข้าใจมันด้วยตนเองแล้ว สิ่งที่ทำให้ใครต่อใครไม่กล้าพูดสิ่งที่คิดออกไปตรงๆ ทั้งหมดทั้งมวลนั้นมันเป็นเพราะ “ความกลัว”
กลัวว่าถ้าพูดออกไปตรงๆ ทุกอย่างก็จะไม่เหมือนเดิมแล้ว
“หิวก็ให้คนออกไปซื้อ มีคนเข้ากะดึกเยอะไม่ใช่หรอ ฉันจะนอนแล้ว” เชษนิ่วหน้า เขาง่วงมากและเหนื่อยด้วย ดังนั้นจึงไม่มีเวลามาหยอกล้ออะไรพวกนี้ ถ้าเป็นไปได้เขาอยากจะกระโจนไปนอนบนเตียงแล้วก็หลับไปแล้ว
“แต่เชษก็ยังไม่กินข้าวไม่ใช่หรอ งั้นฉันให้คนไปซื้อข้าวมาแล้วมากินด้วยกันดีไหม” ทัพเอ่ยถามอีกคำ เขารู้ว่าคนตรงหน้านั้นเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ทว่าจากที่เขาเฝ้าดู เชษก็ยังไม่ได้กินอะไรเลยนี่นา ถ้าให้นอนไปแบบนี้ อีกฝ่ายก็ต้องผอมลงอีกแน่ๆ
“ไม่เป็นไร ฉันกินแล้ว”
“โกหก!” ไม่รอให้เชษพูดอะไรไปมากกว่านี้ พอเห็นว่าเชษโกหกตนเอง ทัพก็รู้สึกโกรธขึ้นมา
สำหรับเขาแล้ว เชษจะโกหกเขาเรื่องอะไรก็ได้ แต่ต้องไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวกับสุขภาพของตัวเองแบบนี้ ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายยังไม่ได้กินอะไรเลย แล้วทำไมเขาจะไม่รู้ว่าช่วงนี้เชษน้ำหนักลงมากอีกด้วย
เขาไม่อยากให้เป็นแบบนี้เลย และนี่ก็เป็นอีกเหตุผลที่ทำให้เขาใจกล้าบ้าบิ่นบุกมาเจอเจ้าตัวตรงๆแบบนี้
“อะ อะไร” เชษตกใจเล็กน้อย ไม่คิดว่าจู่ๆทัพก็ขึ้นเสียงใส่ตนเอง ปกติแล้วทัพเป็นคนเงียบๆ แต่ทำงานได้ดีมาเสมอ พูดจากับเขาก็น้อยคำเหมือนกลัวว่าดอกพิกุลจะร่วง ยิ่งที่ผ่านมาเรียบร้อยมากเท่าไร ไอ้ท่าทางดุร้ายที่เห็นในตอนนี้ก็ยิ่งดูผิดหูผิดตาจริงๆ
“ก็เชษยังไม่ได้กินอะไรเลย น้ำหนักก็ลงด้วยไม่ใช่หรอ จะดูแลประธานได้ก็ต้องดูแลตัวเองให้ดีก่อนไม่ใช่รึไง ตกลงตามนี้แหละ เดี๋ยวสั่งข้าวมาให้ กินพร้อมกันแล้วค่อยนอน” ทัพพูดดุๆ เขาไม่สนใจท่าทางประหลาดใจของเชษที่เขารู้ทั้งเรื่องที่อีกฝ่ายยังไม่ได้กินข้าว ทั้งเรื่องน้ำหนักที่ลดลงไปของเชษ คนตัวสูงเดินเข้าไปในที่พักของเชษอย่างถือวิสาสะ แม้ว่านี่จะเป็นครั้งแรกที่ได้เข้ามา แต่ก็ใช่ว่าจะไม่คุ้นเคย
ไม่ว่าจะเป็นที่พักหรือส่วนใดๆทั้งหมดของบ้าน พวกมันจะต้องถูกติดกล้องเอาไว้เพื่อดูความปลอดภัย ถ้าไม่ได้เกิดเรื่องอะไรก็ไม่มีใครมาเปิดดูเหมือนทัพหรอก
“เอ่อ มีอะไรจะบอกหรือเปล่า” เชษคิดไม่ตก เขาเอ่ยถามออกไปอีกครั้งว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้ทัพมาบุกบ้านเขาแถมยังเดินไปหยิบนมมารินอย่างคล่องแคล่วแบบนั้น
แต่ที่เขาไม่มีทางรู้เลยก็คือ การที่ทัพจินตนาการเป็นพันๆครั้งว่าตัวเองได้มีโอกาสเข้ามาดูแลเชษในห้องแบบนี้ ตอนนี้สำหรับทัพแล้วมันก็เหมือนกับความฝันนั่นแหละ
“ไม่มีอะไร แค่กลัวว่าเชษจะทำงานตัวเองไม่ดีถ้าไม่สบาย” ทัพพูดหน้าตาย แต่ในใจของเขาก่นด่าตนเองเป็นร้อยๆครั้ง ทั้งที่อยากจะพูดดีๆออกไป ทว่าก็กลัวว่าอีกฝ่ายจะรับไม่ได้กับสิ่งที่เขาคิด ยิ่งพวกเขานั้นเป็นคนสำคัญ เป็นแขนขาของประธาน หากว่าเชษเกลียดเขาขึ้นมา ต่อไปก็คงทำงานด้วยกันลำบาก อีกอย่าง....เขาก็แค่กลัวว่าเชษจะเปลี่ยนไป เชษอาจจะไม่อยากคุยกับเขา ไม่ปล่อยให้เขาได้เก็บเอาเสียงหวานๆนั้นไปนอนฝันถึง เขากลัวว่าเชษจะหายไปจากเขาถ้าเขาบอกความรู้สึกออกไป
ก็เหมือนกับที่ประธานเคยกลัว เขาเองก็กลัวเหมือนกัน ตอนนี้เขาได้แค่ภาวนาให้เชษนั้นเป็นเหมือนคุณชายรอง ถ้าเชษรู้ว่าเขารักตัวเองมากขนาดไหนแล้วจะดีใจมีความสุขมากกว่าหลบหนีไปจากเขา
“อ่า เรื่องนั้น...”
“กินนมสิ” ทัพส่งแก้วใสที่ใส่นมลงไปจนเกือบเต็ม เพราะเชษไม่ค่อยได้กินอะไรมากนัก ดังนั้นทัพจึงอยากให้คนตัวเล็กได้บำรุงเสียหน่อย อย่างน้อยๆได้โปรตีนไปบ้างก็ยังดี
“อ่อ” เชษรับมา ไม่รู้ว่าจะตอบรับอะไรกลับไปดี เขามองหน้าทัพครั้งหนึ่งก่อนจะดื่มนมจนหมดแก้ว ปล่อยให้ทัพยืนพยักหน้ากับตนเองเหมือนตอนที่ผู้ปกครองมองดูลูกที่กำลังเชื่อฟังตนเอง
“หมดแล้วก็ไปอาบน้ำ เดี๋ยวรอข้าวมาก่อนแล้วค่อยมากินด้วยกัน” ทัพสั่งอีกครั้ง สถานการณ์นี้ดูกลับตารปัตรโดยสิ้นเชิง ปกติแล้วจะเป็นเชษที่ออกคำสั่งนั่นนี่ให้ทัพในการทำงาน แต่จู่ๆทัพก็มาสั่งตนเองแบบนี้ เชษเองก็กลายเป็นคนมึนงง เสมือนว่าไร้สติและความคิดไปแล้ว
ใบหน้าของเขายังเต็มไปด้วยคำถาม ทว่าเท้าก็เดินเข้าไปอาบน้ำตามคำสั่งเสียแล้ว
หลังจากที่อาบน้ำเสร็จสรรพ เชษก็เห็นว่าทัพได้จัดจานอาหารแล้วเรียบร้อย ทั้งยังล้างแก้วนมเมื่อครู่ไปคว่ำไว้ให้แล้วอีก เมื่อเห็นเชษยืนนิ่งอยู่ ทัพก็โบกมือเรียก
“มากินข้าวสิ” สองคนนั่งกินข้าวด้วยกัน แม้ว่าจะเงียบ ทว่าบรรยากาศของทั้งคู่ก็ดูแปลกประหลาดไม่น้อยเลย หลังจากกินอิ่มแล้ว เชษเข้าใจว่าทัพน่าจะออกไปและปล่อยให้เขาได้คิดอะไรกับตนเอง ทว่าทัพกลับเดินไปที่เตียงสีอิฐของเขา ส่งสายตาเหมือนกับต้องการถามว่าทำไมเขาไม่ขึ้นมานอนอย่างไรอย่างนั้น
มองดูท่าทางเช่นนี้แล้วเชษรู้สึกขนลุกแปลกๆ ไม่รู้เพราะอะไร แต่เขารู้สึกเหมือนว่าทัพนั้นกำลังเลียนแบบท่าทางของประธานอย่างไรอย่างนั้น
“อะไร” เชษไม่ใช่คุณชายรองที่จะเชื่อฟังคนที่ไปนั่งบนเตียงแล้วส่งสายตาว่าให้ขึ้นมานอนดีๆแบบนั้น เขาจึงเอ่ยถามออกไป หัวคิ้วของเขาชนกันแน่น แสดงออกถึงความหวาดระแวงเล็กๆ
“มานอนได้แล้ว”
“แต่ทัพไปนั่งนั่นทำไม”
“ก็เชษยังนอนไม่ได้ เพิ่งกินอิ่มไม่ให้เอนตัวนอนเลย มานั่งพิงทัพแล้วก็หลับได้เลย จับเวลาครับ 30 นาทีเมื่อไรจะพานอนเอง”
“ไม่ต้องขนาดนั้นก็ได้” เชษโบกมือกับความละเอียดของอีกฝ่าย
“ไม่ได้ ถ้าทำบ่อยๆจะเป็นกรดไหลย้อน มาเถอะ พรุ่งนี้ก็ต้องตื่นเช้าอีก” ทัพไม่พูดพร่ำทำเพลง เหมือนต้องการทำเวลาเพราะอยากให้อีกฝ่ายได้นอนมากขึ้น แม้สัก 5 นาทีก็ยังดี
เขาเดินไปจับแขนของเชษมา กระทั่งจัดท่าทางของเชษด้วยมือตนเองด้วยซ้ำ ร่างกายนุ่มนิ่มนั้นทำให้ทัพหัวใจเต้นแรงอยู่บ่อยครั้ง ทว่ามือของเขาไม่หยุดเลย เชษที่เพิ่งถูกถึงเนื้อถึงตัวครั้งแรกในชีวิตก็เหมือนกับสติหลุดจากร่างไปอีกครั้ง นั่งจ้องหน้าของทัพแต่ก็ปล่อยให้เขาทำอะไรได้ตามต้องการ
หลังจากได้ท่าทางที่พร้อมแล้ว ขาของเชษถูกจับให้เหยียดตรงเพื่อความสบายในการนอน ลำตัวให้พิงที่หัวเตียง แต่หัวของเขาถูกจัดให้วางที่ไหล่กว้างของทัพ
ดวงตาของเขายังเปิดอยู่อย่างนั้น และดูเหมือนทัพจะรับรู้ด้วย เขาจึงใช้มือโอบไหล่เชษแล้วอ้อมมาปิดตาคนไว้อย่างนั้น สุดท้ายแล้วเชษก็ต้องปิดเปลือกตาอย่างช่วยไม่ได้ ถึงแม้ว่าสถานการณ์ประหลาดนี้ไม่ควรจะทำให้เขาได้นอนหลับก็ตาม ทว่าความเหนื่อยล้าตลอดทั้งวันนี้ก็ยังทำให้เขาหลับลงในที่สุด
เมื่อรับรู้ได้ว่าลมหายใจของคนในอ้อมแขนนั้นสม่ำเสมอแล้ว ทัพก็ยกยิ้มอย่างมีความสุข ความวาบหวามในใจของเขานั้นเพิ่มขึ้นอีกมาก เขารู้สึกชอบไออุ่นที่อยู่ข้างกายของเขามากจริงๆ ถึงแม้ว่าเกิดมาจะไม่เคยมีคนรัก ไม่เคยรับรู้ว่าการได้รักใครสักคนนั้นจะทำให้มีความสุขมากมายขนาดไหนก็ตาม
ทว่า.....
เขารับรู้แล้วว่าการที่เขามีโอกาสได้ดูแลคนที่เขาชอบนั้นมันทำให้เขามีความสุขมากขนาดไหน ที่จริง...ต่อให้พวกเขาทั้งสองคนจะอยู่ในฐานะของเพื่อนร่วมงานไปแบบนี้ตลอด เขาก็ไม่ได้ติดขัดอะไร ขอเพียงมีโอกาสได้ดูแลอีกฝ่ายอยู่แบบนี้ ... บางทีมันก็เพียงพอแล้วสำหรับคนไร้ค่าอย่างเขา
................................