บทที่๗ทั่ววังล้วนต้องสยบได้ ใต้เท้าพระชายา (๒)
จูหยางเหยี่ยนหลังจากหัวฟัดหัวเหวี่ยงถูกไล่ออกมาจากห้องส่วนตัวของไท่จื่อเฟย เขาก็โซซัดโซเซไปเรื่อยจนคิดว่าจะไปปักหลักที่ห้องหนังสือ ทว่าก็พลันคิดถึงสหายรัก จางไป๋หู...เวลานี้น่าจะดีหากได้ร่ำสุราชมจันทร์ด้วยกันสักชั่วยาม
ทว่าเมื่อเดินไปจนถึงบริเวณที่พักของเพื่อนสนิท เขากลับไม่พบวี่แววของเจ้าของห้อง มีเพียงข้าทาสสบริวารเดินอยู่ไม่ห่าง ถามใครก็ตอบไม่ได้ว่าเจ้าของห้องหายไปไหน รัชทายาทหนุ่มถอนใจ ปล่อยให้องครักษ์ที่ติดตามรออยู่ด้านนอก ส่วนตนก้าวเข้าไปนั่งภายในห้องรับรองด้านใน
จางไป๋หูกลับมาเห็นสภาพหน้าห้อง ก็พอเดาได้ว่าจะพบใคร จึงได้สั่งให้บ่าวเตรียมสุราอาหาร และทันใดนั้นเอง เมื่อประตูถูกเปิดออก เขาก็ได้ยินเสียงคนข้างในทักขึ้นมา
“ไปไหนมาล่ะเจ้า ค่ำมืดดึกดื่นเช่นนี้ ไม่เอาการเอางาน”
“ข้า...” ไม่ทันตั้งตัวว่าจะถูกถามไถ่ตรงไปตรงมา จึงอ้ำอึ้งอยู่บ้างก่อนจะตอบ “ไปเดินตรวจแถวยามดึกมา ข้าไม่ทันคิดว่าจะเรียกรับใช้”
“เช่นนั้นหรือ...ข้านึกว่าไปติดสาวที่ใดเสียอีก” ไท่จื่อแกล้งหยอกล้อขบขัน
“ถามประไรใกล้เคียงภรรยาเช่นนี้เล่า อันตัวท่านเถอะ ได้ไปดูใจพระชายาบ้างหรือไม่?” จางไป๋หูขยับตนมานั่งเคียงกัน เมื่ออยู่กันลำพัง เขาสองก็เหมือนเพื่อนสนิทชวนหัวกอดคอกันตามปกติ
“ต้องไปดูใจอะไรกัน...นางเป็นไท่จื่อเฟย ย่อมต้องมีใจคอเด็ดเดี่ยวมั่นคง โดนคาดทัณฑ์เพียงแค่นี้ย่อมไม่เสียกำลังใจ” รัชทายาทหยางเหยี่ยนคลี่พัดในมือออกเหมือนแก้ขัดเขิน
“ข้าขอบังอาจแนะนำ ท่านเป็นสวามี ก็ควรมีน้ำใจแก่นางบ้าง”
“ระวังแต่เจ้าเถอะ อีกสี่วันจะเข้าหอแล้ว เตรียมน้ำอกน้ำใจไว้บ้างหรือยัง?”
“ข้าได้ฝากฝังพี่สาวดูแลไม่ให้ขาดตกแล้ว ถึงเวลาเข้าหอก็คงไม่แคล้วบกพร่องแต่สิ่งใด”
“ฟังมั่นใจเช่นนี้ ข้าก็โล่งอก จะฝากของขวัญส่งไปให้ หวังว่าบ่าวสาวคงเป็นที่ถูกใจ” ทรงยิ้มย่องอย่างมีเลศนัย ก่อนจะขยับกายมากระซิบ “เจ้าว่าเจ้าสาวของเจ้า กับเจ้าสาวของข้า ไฝฝาราคีจะต่างกันหรือไม่?”
เมื่อได้ยินแวบแรก จางไป๋หูก็รู้สึกร้อนเร่าจนใบหูแดง แต่ความแข็งขันคะนองอย่างชายได้ลบอาการขัดเขินไปสิ้น ดังนั้นคนถูกหยอกถามจึงได้ที แอบกระซิบกลับไปบ้าง คนฟังได้ยินก็หัวเราะชอบใจ รีบสั่งบ่าวใช้รินสุราแทบไม่ทัน
เพราะเจ้าจางไป๋หูดันกล่าวว่า...หากจันทรามีข้างขึ้นข้างแรมฉันใด ใยสาวเจ้าเกิดมาเพียงหนึ่งแต่เป็นสอง มองอย่างไรก็คงเครือเดียวกันนั่นแล...
เช้านั้นเยี่ยซูจิ้นมิได้ดูซูบเซียว ทว่ายังเปล่งปลั่งในสายตาของบ่าวไพร่ พระชายาคนงามยังคงอารมณ์ดีร้องเพลงระหว่างที่ฮัวชุนสางผมเกล้ามวยให้ พอเห็นนายมีอาการครื้นเครงเช่นนี้ นางก็อดจะลอบถามเสียหน่อยมิได้
“พระชายาอารมณ์ดีนัก ผิดแต่เมื่อวานยังหงุดหงิดที่มิได้ทานอาหาร มีเรื่องดีอันใดหรือ”
“มิมีอันใดดอก ข้าก็ปกติดี เพียงอดข้าวทำอะไรข้ามิได้ดอก” คนถูกถามกระหยิ่มยิ้มย่องกลับมา พอมองเห็นว่าภายในห้องมีเพียงนางสองคน จึงได้กล่าวต่อไปอีกว่า “เมื่อวานขอบใจเจ้าสำหรับซาลาเปามาก ข้ากินเสียอิ่มแปล้เลย”
“ซาลาเปางั้นหรือ? พระชายาหมายถึงสิ่งใดเจ้าคะ?” ฮัวชุนมีท่าทีสงสัย
“อ้าว ก็ที่เจ้าลอบเอามาวางไว้ตรงหน้าต่างนั่นไง”
“บ่าวไม่ได้แวะเวียนเข้าห้องครัวอีกเลยนะเจ้าคะ ท่านไปเอาซาลาเปามาจากที่ใดกัน?”
เยี่ยซูจิ้นจึงได้ตระหนักว่า...แท้จริงในวังแห่งนี้ยังมีบางบุคคลจับตามองนางอยู่ และมองอย่างละเอียดถี่ถ้วนเสียด้วย ถึงได้กล้าลอบเอาอาหารมาให้นางถึงห้อง ทั้งๆ ที่นางถูกลงโทษกักบริเวณและถือศีลอดอาหาร ไม่น่าเชื่อว่าท่ามกลางทะเลทรายแห่งนี้ ยังมีบ่อน้ำรอคอยอยู่ แต่จะเป็นบ่อน้ำเย็น หรือบ่อปรอทกันแน่ ช่างน่าคิด
“เมื่อคืนวานมีผู้ลอบเอาสำรับอาหารมาส่งให้ข้า แวบแรกคิดว่าเป็นเจ้าเสียอีก” นางเปรยขึ้น “เห็นทีจะต้องคิดใหม่ เจ้าไปตรวจสอบให้ดี ว่าเมื่อคืนมีใครเข้ามาทำงานใกล้กับห้องของข้าบ้าง”
“ข้าจะรีบไปตรวจสอบให้ ระหว่างนี้คงต้องให้ท่านระวังตัวเสียหน่อย”
“วันนี้ข้าโดนกักตัว ยากที่จะมีใครเข้าถึงได้ง่าย ยังวางใจได้อยู่”
“อย่างไรเสีย พระชายาก็อย่าได้ประมาท” ฮัวชุนยังมีท่าทีกังวล
“ดูเอาเถิด มีแค่กระดาษกับแท่นหมึกทั้งวัน ไม่ใช่ข้าเอาพู่กันแทงตาตน กระดาษก็คงไม่บาดเนื้อถึงชีวิต”
ฟังแบบนี้แล้ว คนเป็นห่วงก็ค่อยใจชื้นขึ้นและยอมถอยฉากออกจากห้องไปโดยง่าย เมื่อฮัวชุนถอยหลังออกมาจะงับบานประตูปิด เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
“ไม่ต้องปิด ข้าจะเข้าไป”
นางน้อมหัวรับคำสั่งได้โดยมิต้องหันเงยหน้ามองด้วยซ้ำ เนื่องจากคนที่จะมีอำนาจสั่งการเข้าถึงห้องไท่จื่อเฟยเช่นนี้ได้ คงไม่พ้นองค์ไท่จื่อนี่เอง
“ข้าขอทูลลา” แล้วบ่าวคนดีก็รีบเร่งเดินออกไปทันใด
รัชทายาทจูหยางเหยี่ยนฉลองพระองค์สีเขียว ปักดิ้นเงินดิ้นทองอย่างหรูหรา เดินโบกพัดตรงเข้ามาด้านในห้อง เยี่ยซูจิ้นยังคงก้มหน้าก้มหน้าคัดอักษรเขียนจดหมายสำนึกผิด ไม่ได้เงยหน้ามองสิ่งใด เพียงยินเสียงฝีเท้ากระทบโสตมา นางจึงเอ่ยทัก
“มีอะไรอีกหรือ ฮัวชุน”
“หน้าข้าอ่อนหวานหรือ...ถึงได้ทักข้าประหนึ่งเป็นบ่าวสตรี”
พอเสียงเข้มกระแอมไอทักแล้วพูดต่อไป พระชายาจึงได้ผินหน้าขึ้นมอง เห็นเจ้าสวามีจิ้งจอกของน้องสาวเดินมา นางก็ไม่ซ่อนสีหน้าระอาแต่อย่างใด
“ท่านเองรึ มาเยี่ยมพระชายาผู้ต้อยต่ำอย่างข้าทำไม”
“มีที่ไหนให้เจ้าถ่อมตนถึงเพียงนี้”
“มิได้ ข้าก็แค่เรียนถามไปตามความสัตย์ ตัวข้าถูกจองจำ มิกลัวพระอาญาหรือถึงได้กล้ามาถึงนี่”
“วาจาปากคอเราะร้ายเช่นนี้ อดข้าวเสียสองวันคงน้อยเกินไป ถึงได้ยังมีแรงมาต่อปากต่อคำข้า”
“แล้วที่ข้าเรียนถาม ท่านตอบได้หรือไม่ว่ามาด้วยเหตุอันใด?” เยี่ยซูจิ้นถามขึ้นอีก พอถูกซักไซ้มากเข้า ผู้มาเยือนถึงเรียกคนด้านนอกให้เข้ามา
“เอาของเข้ามา” รัชทายาทออกปากสั่งทันใด ประตูจึงถูกเปิดขึ้นอีกครา สาวใช้สองคนประคองหีบไม้แกะสลักสวยงามเดินมายืนอยู่ตรงหน้านาง
“ข้าวของอะไรเยอะแยะ” นางแกล้งทำเสียงแข็งไม่สนใจ
“เอ่อ...” จูหยางเหยี่ยนเงียบไปคล้ายพยายามเรียบเรียงวาจาเสียใหม่ ท้ายสุดแล้วไม่พบคำอื่นใด จึงจำใจกล่าวต่อ “ข้า...ข้านำเสื้อผ้าชุดใหม่มาให้เจ้า ทดแทนที่...ที่...”
เยี่ยซูจิ้นพระชายาพยายามหรี่ตามองอย่างคาดคั้น คนระวังคำพูดจึงหลุดปากออกมาคำใหญ่ “ที่ข้าถือติดมือกลับไปด้วยวันนั้น!”
ที่แท้แล้วเจ้าจิ้งจอกสูงศักดิ์เจ้ายศเจ้าอย่างนี่ ก็มาชดใช้คืนเรื่องเมื่อวาน ครั้นตอนลอบเข้ามาในห้องนาง แล้วคว้าสายคาดเอวแสนสวยติดมือกลับไป ทิ้งให้คนถอดเสื้อต้องเปล่าเปลือยอยู่ในอ่างน้ำ นางละล่ำละลัก ไม่รู้อันใดควรไม่ควรอยู่นาน ฝ่ายผู้มาเยือนจึงเป็นอีกหนึ่งซึ่งเอ่ยลาเสียเอง
“หมดธุระแล้ว ข้าไม่เสียเวลาอีก วางของแล้วรีบปล่อยให้พระชายาสำนึกความผิดต่อไป”
แล้วเจ้าสวามีจิ้งจอกก็กระโจนแผล็วจากไปในทันใด...
เยี่ยซูจิ้นคิดถึงเรื่องเมื่อวานก็เขินอาย แต่นางก็ไม่อาจดับความสนใจในข้าวของซึ่งถูกยกมาวางในห้องไม่ได้ นางจึงขยับเดินไปดู เปิดหีบใบแรกออกจึงเห็นเสื้อไหมสีเขียว ประดับดิ้นเงินทองดูคุ้นตา พิจดีๆ ไม่ต่างกับลายปักของเสื้อสวามีที่เพิ่งจากไป อีกใบเปิดพบเสื้อไหมสีดอกบ๊วย แม้จะไม่มีลวดลายละเอียดใดๆ แต่ก็ทอด้วยไหมเนียนละเอียด มีสายคาดเอวสีแดงปักลายทองงดงามเข้าคู่กัน
แม้ว่าจะปากมาก ทว่ารสนิยมในการเลือกสรรเป็นเลิศแท้ นางยิ้มให้กับอาภรณ์ตรงหน้า แม้เยี่ยซูจิ้นจะเป็นม้าดีดกะโหลก แต่นางก็ยังเป็นสตรี เห็นเสื้อผ้าสวยๆ ก็ย่อมพึงพอใจ
จ้าวหมิงเย่วไม่ได้ตั้งใจมาเห็น แต่ก็ได้เห็น นางตั้งใจเดินมายังห้องทรงอักษรพร้อมกับพานเอ๋อร์คนสนิท ทว่าทางผ่านต้องเลียบมายังห้องแถวของพระชายา จึงทันมองพบขบวนของรัชทายาทซึ่งเพิ่งออกจากห้องของเยี่ยซูจิ้น
“พระชายาผู้มีบุญ โดนทัณฑ์บนเช่นนี้ก็ยังทรงเสด็จมาเหลียวแล” พานเอ๋อร์เป็นผู้กล่าวขึ้น
“ทันเห็นหีบที่ยกมาหรือไม่ ข้าเลาๆ ว่ามองเห็นบ่าวยกอะไรมาด้วย” พระชายารองพูด
“เต็มสองตาเจ้าค่ะ คุณพี่ ควรกราบบังคมทูลซู่เต๋อฮองเฮาหรือไม่?”
“จะดีหรือน้องสาว อย่างไรเสียก็เป็นพี่น้องบ้านเดียวกันแล้ว” จ้าวหมิงเย่วกล่าวประหนึ่งหวาดหวั่น
“ดีที่ซื่อสัตย์เจ้าค่ะ ท่านพี่ ในเมื่อถูกกักบริเวณ แต่ยังแอบไปมาหาสู่กันเช่นนี้ บ่าวไพร่จะมองว่าหละหลวมต่อคำสั่ง เป็นแบบอย่างที่ไม่ดีแก่ไพร่ฟ้าในภายหลัง” สนมปากดียกเหตุผลขึ้นมาอย่างหนักแน่น “หากพี่มิทูล น้องสาวจะทูลเองเจ้าค่ะ”
“อย่างไรเสียตอนนี้ก็ไปหาองค์ไท่จื่อเสียก่อนดีกว่า ดีเลวอย่างไรค่อยว่ากัน” จ้าวหมิงเย่วกล่าวเหมือนตัดใจ แต่ดวงตายังแอบชะม้อยคล้อยกลับไปมองประตูบานเดิม
“หากรัชทายาทมิยอมกล่าวความอันใด ค่อยไล่ไปเพ็ดทูลกันอีกที”
พานเอ๋อร์พยักหน้าคล้ายเข้าใจ ทว่าในอกนั้นเหมือนมีไฟร้อนสุมอยู่ เมื่อจะใช้ให้คนใหญ่ทูล แล้วไม่ทูล นางผู้น้อยเองจะหาเรื่องไปแถลงถึงพระกรรณซู่เต๋อฮองเฮาเอง ไฟใดเล่าจะร้อนเร่าเท่าไฟริษยาของนางใน ไฟนั้นคงมีเพียงไฟนรกโลกันตร์เท่านั้นจึงดับได้