บทที่ 7 เครื่องมือไถแบบใหม่
หลังจากส่งทุกคนกลับไปแล้ว สยงอู่เหลียงคุกเข่าลงหน้าโต๊ะเขียนหนังสือพร้อมครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบพู่กันขึ้นมาวาดเส้นสายลงบนแผ่นหนังแกะที่ว่างเปล่า จากนั้นจึงเดินทอดน่องไปมาในห้องหนังสือ พลางหยิบม้วนไม้ไผ่ขึ้นมาเปิดอ่านอย่างไม่ใส่ใจนัก
ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม จงหัวก็นำตัวชายผู้หนึ่งที่สวมเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งกลับมา
"นายท่าน ช่างผู้นี้ชื่อว่าสือเอ้อร์ หากพูดถึงฝีมือแล้วนับว่าเป็ยอดฝีมือในเมืองฉู่หยางเลยขอรับ"
"ช่างสือเอ้อร์คำนับนายท่าน!" ชายผู้นั้นรีบหมอบลงกับพื้นเพื่อทำความเคารพ
สยงอู่เหลียงโบกมือเป็สัญญาณให้สือเอ้อร์ลุกขึ้นแล้วถามว่า "เ้าทำงานไม้เป็หรือไม่?"
"เรียนนายท่าน ผู้น้อยพอจะมีความรู้เื่งานไม้และงานหินอยู่บ้าง นายท่านโปรดสั่งการได้เลยขอรับ"
สยงอู่เหลียงหยิบแผ่นหนังแกะบนโต๊ะแล้วส่งให้สือเอ้อร์ "ลองดูสิว่าสามารถทำออกมาได้หรือไม่?"
สือเอ้อร์รับแบบร่างไป เขาเพ่งมองดูแล้วอดไม่ได้ที่จะอุทานด้วยความประหลาดใจ "นี่คือ... หัวไถหรือขอรับ?"
โอ้? สยงอู่เหลียงอดไม่ได้ที่จะชำเลืองมองช่างผู้นี้อีกครั้ง เ้าหมอนี่ฉลาดไม่เบา สิ่งที่เขาวาดในแบบร่างนั้น รูปลักษณ์ภายนอกแตกต่างจากหัวไถที่ผู้คนใช้กันอยู่ในปัจจุบันไม่น้อยเลย
"สิ่งนี้เรียกว่าคันไถชวีหยวน ซึ่งเป็หัวไถชนิดหนึ่ง" สยงอู่เหลียงพยักหน้า
สือเอ้อร์ถือแบบร่างพลางเดาะลิ้น "ในโลกนี้มีหัวไถที่ซับซ้อนเช่นนี้ด้วยหรือ? ผู้น้อยทำงานช่างมาทั้งชีวิตเพิ่งจะเคยเห็นเป็ครั้งแรกขอรับ"
"ทำออกมาได้หรือไม่?"
สือเอ้อร์พิจารณาแบบร่างอย่างละเอียด แล้วตอบด้วยความมั่นใจว่า "แม้แวบแรกจะดูเหมือนมีรูปทรงซับซ้อน แต่โครงสร้างทั้งหมดนั้นเรียบง่าย หากนายท่าน้า ไม่เกินครึ่งวันผู้น้อยก็สามารถทำเสร็จได้ขอรับ"
ชาติก่อนสยงอู่เหลียงทำงานด้านโยธา แบบร่างนี้จึงวาดได้อย่างมืออาชีพอย่างยิ่ง ขนาดและสัดส่วนทุกจุดถูกระบุไว้ในแบบร่างอย่างชัดเจน หากทำออกมาไม่ได้สิถึงจะแปลก!
"ดี! รีบทำตัวอย่างออกมาให้เร็วที่สุด แล้วส่งมาที่จวนของข้า จะมีรางวัลให้อย่างแน่นอน" สยงอู่เหลียงยิ้มพลางกล่าว
หลังช่างสือเอ้อร์จากไป จงหัวก็กล่าวด้วยความไม่เข้าใจว่า "นายท่าน คันไถชวี... อะไรนั่น แท้จริงแล้วมันคือสิ่งใดหรือขอรับ?"
สยงอู่เหลียงยิ้มบาง ๆ "คันไถชวีหยวนเป็เครื่องมือไถแบบใหม่ ซึ่งมีประสิทธิภาพเร็วกว่าหัวไถที่มีอยู่ในปัจจุบันหลายเท่า! หากสามารถนำมาใช้ในวงกว้างที่ฉู่หยางได้ ย่อมจะช่วยในการบุกเบิกที่ดินได้อย่างมหาศาล!"
คันไถชวีหยวนสิ่งนี้คืออุปกรณ์วิเศษที่เคยปรากฏในตำราเรียนประวัติศาสตร์ มันคือสัญลักษณ์ของการพัฒนาเทคโนโลยีการเกษตรที่สมบูรณ์ของแคว้น และก้าวหน้ากว่าคันไถแบบเดิมในปัจจุบันเกือบหนึ่งพันปี! นี่เป็การโจมตีด้วยเทคโนโลยีที่เหนือกว่า เข้าใจหรือไม่?
"ได้ยินหรือยัง? ท่านจวินโหวน้อยที่มาใหม่จะเปลี่ยนแปลงเื่ภาษีแล้ว!"
"ว่ากันว่าเป็การลดภาษี!"
"มีเื่เช่นนี้ด้วยหรือ? เคยได้ยินแต่เพิ่มภาษี มีเื่ลดภาษีั้แ่เมื่อไหร่กัน?"
สำหรับเกษตรกรแล้ว แทบไม่มีเื่ใดสำคัญไปกว่าเื่ภาษี ข่าวลือแพร่กระจายไปราวกับสายลม ทำให้ผู้คนในเมืองฉู่หยางต่างวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่
บริเวณประตูเมือง ผู้คนจำนวนมากที่ได้ยินข่าวต่างมารวมตัวกันเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ทำให้เมืองฉู่หยางที่เคยเงียบเหงา กลับมาคึกคักได้อย่างไม่น่าเชื่อ
"ปีนี้จะใช้ระบบภาษีหนึ่งในสิบ!" เ้าหน้าที่ผู้นำสารประกาศเสียงดัง
ทุกคนต่างส่งเสียงฮือฮา! จะมีเื่ดีเช่นนี้จริงหรือ?
"ท่านเ้าหน้าที่ อย่าล้อพวกข้าเล่นเลย ใต้หล้านี้จะมีภาษีหนึ่งในสิบที่ไหนกัน?" ชายชราคนหนึ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
"ใครจะมีใจมาล้อเล่นกับพวกเ้า? นายท่านกล่าวว่าภาษีเกษตรปีนี้ให้เก็บเพียงหนึ่งในสิบ นอกจากนี้ที่ดินที่บุกเบิกใหม่ั้แ่วันนี้เป็ต้นไป จะไม่มีการเก็บภาษีเป็เวลาสามปี!" แม้เ้าหน้าที่ผู้นำสารจะทำหน้าบึ้งตึง แต่แววตาแห่งความยินดีกลับปกปิดไว้ไม่มิด สำหรับฉู่หยางที่บอบช้ำอย่างหนัก คำสั่งลดภาษีนี้สำคัญอย่างยิ่ง!
ผู้คนส่งเสียงอื้ออึงอยู่ครู่ใหญ่ และในที่สุดก็มั่นใจว่าเ้าหน้าที่ไม่ได้ล้อเล่น บริเวณประตูเมืองจึงคึกคักขึ้นมาทันที เสียงโห่ร้องยินดีดังขึ้นระงม
"นายท่านปรีชาสามารถ!"
"นายท่านจงเจริญหมื่นปี!!"
ฝูงชนตื่นเต้นจนถึงขั้นกรูเข้าไปอุ้มเ้าหน้าที่ผู้นำสารขึ้นสูงพร้อมกับโห่ร้องไม่หยุด
"เฮ้ย! เฮ้ย! ชาวบ้านจอมวุ่นวายพวกนี้ รีบปล่อยข้าลงเร็ว ข้ายังมีราชการต้องทำ!" เ้าหน้าที่ะโดุ แต่ท่าทางถือตัวนั้นคงอยู่ได้ไม่นาน เขาก็เริ่มโห่ร้องยินดีไปกับฝูงชนด้วย
ภาษีหนึ่งในสิบ นี่มันคือแิแบบไหนกัน? หลายร้อยปีมานี้ไม่เคยได้ยินว่าที่ใดมีภาษีต่ำเช่นนี้!
สำหรับเกษตรกรแล้ว การต่อสู้แบ่งพรรคแบ่งพวกของชนชั้นสูงไม่ได้เกี่ยวข้องกับพวกเขาเท่าใดนัก หากไม่ใช่เพราะเพื่อนบ้านและญาติพี่น้องต้องตายด้วยน้ำมือชาวฉินเป็จำนวนมาก เกรงว่าท่าทีที่พวกเขามีต่อคนฉินคงจะเฉยเมยกว่านี้ เื่ใหญ่ของบ้านเมืองจะเกี่ยวอะไรกับพวกเขาเล่า? นายท่านคนใหม่เป็เ้านายที่ดีที่เห็นอกเห็นใจราษฎร นี่แหละคือเื่ดีที่สุดในโลกแล้ว!
"ที่ดินบุกเบิกใหม่ไม่เก็บภาษีถึงสามปี ข้ากำลังอยากจะบุกเบิกที่ดินรกร้างแถบตลิ่งแม่น้ำอยู่พอดี ประจวบเหมาะยิ่งนัก!" ทุกคนตื่นเต้นและมีกำลังใจเต็มเปี่ยม
ระหว่างพูดคุยหัวเราะ บางคนก็เอ่ยถึงเื่ส้วมสาธารณะ
"ได้ยินว่าท่านจวินโหวน้อยไม่อนุญาตให้พวกเราถ่ายเรี่ยราดแล้ว จะสร้างสิ่งที่เรียกว่าส้วมสาธารณะ"
"ส้วมสาธารณะคืออะไร?"
"ก็คือห้องน้ำส่วนรวมน่ะ"
เ้าหน้าที่ผู้นำสารได้ยินดังนั้นจึงรีบกล่าวทันที "พวกเ้าอย่าประมาทเป็อันขาด หากใครยังกล้าถ่ายเรี่ยราดอีก การลดภาษีนี้จะไม่ครอบคลุมถึงบ้านของผู้นั้น"
เกษตรกรผู้ซื่อบื้อคนหนึ่งะโถาม "หรือว่าทางราชการจะเอาของสกปรกเหม็น ๆ พวกนั้นไปใช้ประโยชน์ได้ขอรับ?"
ทุกคนต่างะเิเสียงหัวเราะ เ้าหน้าที่ทำหน้าบึ้งแล้วตบปากเกษตรกรผู้นั้นฉาดใหญ่ "อย่าพูดจาเหลวไหล นายท่านมีเมตตา พวกเ้ายังไม่สำนึกบุญคุณอีกหรือ?"
บางคนพยักหน้าเห็นด้วย "พูดถูกแล้ว ขุดส้วมไว้หน้าบ้านก็ถือว่าชดเชยการเกณฑ์แรงงานของปีนี้ได้ ในใต้หล้านี้จะมีเื่ดีเช่นนี้ที่ไหนอีก?"
ในยุคสมัยนี้ การถูกเกณฑ์แรงงานเป็งานที่หนักและเหนื่อยอย่างยิ่ง สิ่งที่เรียกว่าการเกณฑ์แรงงานคือการที่ชาวบ้านต้องสละเวลาใน่หนึ่งของปี เตรียมเสบียงอาหารมาเองเพื่อทำงานให้แก่นายท่านของดินแดนตน
โดยทั่วไปมักเป็งานหนักอย่างการสร้างกำแพงเมือง นอกจากจะต้องเดินทางไกลแล้ว ยังเสี่ยงต่ออันตรายต่าง ๆ อีกด้วย การได้สร้างกระท่อมมุงจาก ขุดหลุมส้วมไว้หน้าบ้าน แล้วสามารถชดเชยการเกณฑ์แรงงานได้ทั้งปี นับว่าเป็นโยบายที่เปี่ยมด้วยเมตตาอย่างยิ่ง
"ท่านจวินโหวน้อยเห็นอกเห็นใจราษฎรถึงเพียงนี้ พวกข้าจะไม่สำนึกบุญคุณได้อย่างไร? ในเมื่อท่านเ้าหน้าที่บอกว่าอุจจาระมีประโยชน์ พวกข้าจะพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อให้ท่านเ้าหน้าที่ได้รับผลผลิตอย่างมหาศาลขอรับ" บางคนพูดล้อเลียนด้วยใบหน้ายิ้มกริ่ม
ทุกคนหัวเราะลั่น "ใช่แล้ว ๆ มาลองแข่งกันดูว่าปริมาณของบ้านใครจะทำให้ท่านเ้าหน้าที่พอใจได้มากกว่ากัน..."
เ้าหน้าที่หน้าแดงก่ำพลางพึมพำด่าทอ แต่ผู้คนกลับยิ่งหัวเราะดังขึ้นกว่าเดิม...
สยงอู่เหลียงบิดี้เี เมื่อไม่มีอะไรทำจึงเดินทอดน่องรอบจวน โดยมีทหารคนสนิทและผู้ติดตามไม่กี่คนคอยประกบ
แม้ที่นี่จะดูเรียบง่ายจนเกือบซอมซ่อ ไม่เหมือนจวนหรูหราของชนชั้นกดขี่เลยสักนิด ทว่าการได้ที่ดินผืนใหญ่ขนาดนี้ในตัวอำเภอ เป็เื่ที่ในชาติก่อนไม่สามารถจินตนาการได้เลย
ตอนนี้คำสั่งทางการชุดแรกของเขาได้ถูกส่งออกไปแล้ว ไม่ว่าชาวบ้านเบื้องล่างจะเข้าใจหรือไม่ แต่โดยรวมแล้วการตอบรับถือว่าดีมากและดำเนินการไปได้อย่างราบรื่น
หลังจากสยงอู่เหลียงตรวจตราจนรอบ ท้องฟ้าก็เริ่มมืดลง ยุครณรัฐไม่มีชีวิตยามค่ำคืน และอำเภอฉู่หยางซึ่งเป็ชนบทห่างไกลยิ่งไม่มีสิ่งบันเทิงใด ๆ เมื่อเห็นแสงตะวันลับตา สยงอู่เหลียงจึงมุ่งหน้าไปยังห้องนอนทันที
"คำนับนายท่าน" หน้าห้องนอนมีทหารคนสนิทสองนายยืนอยู่ เห็นได้ชัดว่าเฝ้าอยู่ที่นี่ตั้งนานแล้ว
"น้ำอุ่นในถังอาบเตรียมไว้พร้อมแล้วขอรับ วางอยู่ด้านใน นายท่านเชิญพักผ่อนให้สบายเถิด มีพวกข้าสองคนเฝ้าอยู่หน้าประตู และหากมีเื่ใดโปรดเรียกพวกข้าเสียงดังได้เลยขอรับ"
สยงอู่เหลียงตบไหล่ทหารทั้งสอง "ลำบากพวกเ้าแล้ว พวกเ้าไม่จำเป็ต้องเฝ้าอยู่ที่นี่หรอก ไปพักผ่อนเถิด"
การเดินทางต่อเนื่องหลายวัน ประกอบกับวันนี้ที่ต้องวุ่นวายทั้งวันทำให้สยงอู่เหลียงเหนื่อยล้าจนหมดแรง แม้ทหารคนสนิทจะเตรียมน้ำอุ่นไว้ให้แล้ว ทว่าตอนนี้เขาไม่มีแม้แต่แรงจะอาบน้ำ ช่างมันเถอะ ยอมตัวสกปรกเหม็นไปอีกคืน พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน... อย่างไรคุณชายหมี่เหลียงก็ไม่ใช่คนรักสะอาดจนเกินเหตุอยู่แล้ว
สยงอู่เหลียงเข้าไปในห้องนอนโดยไม่จุดตะเกียง เขาคลำทางในความมืดแล้วทิ้งตัวลงบนเตียงนอนทันที
นุ่มนิ่มจัง
เอ๊ะ? ทำไมััมันแปลก ๆ?