หลีไป๋หยางเดินนำหน้าคณะซึ่งต่างถือธนู คันพลอง และตาข่ายดักสัตว์
เสียงปีกกระพือดังขึ้นเมื่อเหยี่ยวโฉบต่ำไล่ต้อนบางสิ่งออกจากดงไม้ ไก่ป่าคู่หนึ่ง!มันใพุ่งออกมาอย่างรวดเร็ว ฝุ่นดินตลบตามแรงกระพือปีก
หลีไป๋หยางเคลื่อนไหวอย่างแคล่วคล่องมือขวาปลดคันธนูจากหลังในชั่วพริบตา นิ้วมือเกี่ยวสายพร้อมลูกศรหนึ่งดอกดวงตาจับจ้องเป้าหมายแน่วแน่ ฉึก! ลูกศรแหวกอากาศไปอย่างแม่นยำปักเข้าที่ลำตัวไก่ป่าตัวหนึ่ง มันดิ้นพราดกลางอากาศก่อนจะร่วงลงพื้นแต่ก่อนที่เขาจะยิงซ้ำ ไก่ป่าอีกตัวก็กระพือปีกพุ่งหายไปในพงหญ้าอย่างรวดเร็ว
หลีไป๋หยางยิ้มบาง ๆสะบัดคันธนูพลางถอนหายใจเบา ๆ “เร็วดี...”
องครักษ์หลงควบม้าตามมาถึงพลางยกมือป้องหน้าผากกันแดดจ้า เขากวาดตามองซากไก่ป่าที่ถูกลูกศรปักแน่น แล้วหัวเราะร่า“ฮา ฮา ฮา วิชายิงธนูของนายน้อยยอดเยี่ยมยิ่งนักยิงเพียงดอกเดียวก็ตัดิญญาไก่ป่าได้”
หลีไป๋หยางเพียงยิ้มบางๆ ดึงลูกศรออกจากซากไก่ป่า สะบัดเืออกแล้วเสียบกลับใส่แล่งธนูบนหลัง มุมปากยังคงยกขึ้นเล็กน้อยแต่ดวงตาดูเหมือนจะครุ่นคิดบางอย่าง
ทันใดนั้นเอง เสียงร้องขององครักษ์ย้งก็ดังขึ้นจากดงไม้ทางซ้ายมือ น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความตื่นเต้น“นายน้อยรีบมาที่นี่มีกระต่าย!”
หลีไป๋หยางกระตุ้นม้าให้พุ่งไปข้างหน้าดวงตาคมกริบมองตรงไปยังจุดที่องครักษ์ย้งร้องบอก ทันใดนั้นเอง กระต่ายตัวหนึ่งก็กระโจนออกมาจากดงไม้ มันมีขนสีเทาหม่นดวงตาดำเป็ประกายระแวงระวัง
หลีไป๋หยางไม่รอช้าเขาหยิบลูกธนูออกมาขึ้นสาย กำลังจะแผลงศร ทว่าเพียงพริบตาก่อนที่เขาจะปล่อยลูกกระต่ายพลันพุ่งตัวหนี ฉึก!
ลูกธนูพุ่งแหวกอากาศไปเพียงเสี้ยววาพลาดเป้าหมายโดยฉิวเฉียด
หลีไป๋หยางขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะแสยะยิ้มบางๆกล่าวว่า“เ้ากระต่ายน้อย คิดว่าหนีข้าพ้นรึ?”
มือขวาของเขาตวัดแส้ขึ้นสูงก่อนจะฟาดลงอย่างแม่นยำเพี๊ยะ! ปลายแส้หวดเข้าใส่ข้างลำตัวของกระต่ายตัวนั้นมันร้องเสียงแหลม กลิ้งไปกับพื้นหลายตลบ ก่อนจะนอนแน่นิ่ง หูยาวสั่นระริกองครักษ์ย้งวิ่งเข้ามาหัวเราะพลางเอ่ยว่า“นายน้อยไม่เพียงยิงธนูเก่ง แม้แต่ฟาดแส้ก็ยังแม่นยำ”
องครักษ์หลงที่ตามมาด้วยก็หัวเราะเสียงดังพยักหน้าเห็นด้วย คนทั้งห้ามุดเข้าไปในดงไม้ เสียงกิ่งไม้แห้งแตกกรอบแกรบใต้เท้าม้ากลิ่นดินชื้นและไอไพรพฤกษ์ลอยอวลไปทั่ว
พวกเขากระจายตัวออกไล่ขับทั้งผืนป่าให้พุ่งออกจากที่หลบซ่อน องครักษ์ซ้ง องครักษ์หลง และอีกสองคนต่างรู้หน้าที่ดี พวกเขามิได้หวังล่าเหยื่อเพื่อตัวเอง หากแต่คอยไล่ต้อนมันให้วิ่งไปเบื้องหน้าของหลีไป๋หยาง
แม้บางครั้งจะมีเหยื่อผ่านหน้าแต่พวกเขาก็มิได้ลงมือ หากปล่อยให้มันวิ่งเลยไป องครักษ์หลงหัวเราะพลางกล่าวกับองครักษ์ย้งว่า“เ้าดูไว้ นายน้อยของเราหากคิดยิง มิว่าเหยื่อใดก็ไม่มีทางหนีรอด”
หลีไป๋หยางนำกระต่ายและไก่ป่าที่ล่ามาได้มัดรวมกัน หยิบผ้าเช็ดหน้าสีครามขึ้นซับเหงื่อ พลางเหลียวมองไปยังแนวป่าลึกเบื้องหน้า กล่าวว่า “วันนี้สัตว์ป่าน้อยเสียจริง” เขาพึมพำ สีหน้าฉายแววผิดหวัง
องครักษ์ซ้งยกมือขึ้นปาดเหงื่อตนเอง มองดูพระอาทิตย์คล้อยต่ำกล่าวว่า “ เราออกล่ามาหลายชั่วยามแล้ว หรือจะพอแค่นี้ก่อนดี?”
หลีไป๋หยางส่ายหน้ากล่าวว่า “มิเช่นนั้นเราคงต้องกลับจวนมือเปล่าเป็แน่ ไหนๆ ก็มาแล้ว ลองเข้าป่าด้านหน้าอีกสักหน่อยเถอะ อาจพบหมูป่าหรือกวางตัวเขื่องบ้าง”
องครักษ์ซ้งทอดสายตามองท้องฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนสีค่ำคืนกำลังคืบคลานเข้ามา พร้อมกับสายลมเย็นที่พัดผ่านปลายยอดไม้สูงนายน้อยของตนยังคงขึงคันธนูแน่น ดวงตาจับจ้องไปเบื้องหน้าราวกับไม่ยอมรามือ
ขณะที่ทุกคนเริ่มเก็บอาวุธและตาข่ายเตรียมกลับองครักษ์ซ้งก็ก้าวเข้ามาหยุดยืนตรงหน้าหลีไป๋หยาง น้ำเสียงยังคงสุขุมตามแบบผู้มีวินัยกล่าวว่า“นายน้อย เวลานี้ใกล้ยามตะวันจะตกดินแล้วหากเรากลับช้า เกรงว่าระยะทางจะมืดค่ำก่อนถึงตำหนัก”
หลีไป๋หยางนั่งอยู่บนแผ่นหิน หยิบกิ่งไม้หักเป็ท่อนเพื่อที่จะก่อเป็กองไฟเงยหน้าขึ้นกล่าวว่า“รีบร้อนไปไย? พวกเ้าไม่เห็นหรือ…วันนี้เราได้ไก่ป่าข้าว่าเราก่อกองไฟแล้วย่างมันจะดีกว่า”
องครักษ์ซ้งถอนหายใจสักพักกล่าวว่า “นายน้อย ไก่ป่าคู่นี้ไม่คุ้มกับราชกิจที่รออยู่เบื้องหน้า”
หลีไป๋หยางยังหันมามองหน้าองครักษ์ซ้งกล่าวว่า“แต่มิตรภาพที่เบ่งบานข้างกองไฟนี่ล่ะเ้ามองไม่เห็นหรือ?”
หลีไป๋หยางเอียงหน้าขึ้น มองดวงอาทิตย์ที่ลอยต่ำแต่ยังไม่ลับปลายฟ้ากล่าวว่า“ราชกิจรอข้าอยู่ก็จริง...แต่วันนี้ ป่าแห่งนี้รอข้าอยู่ก่อนหน้าเสียอีก”
องครักษ์ทั้งหลายที่ฟังอยู่ด้านหลังแม้จะพยายามกลั้นหัวเราะ แต่แววตาต่างเต็มไปด้วยความเอ็นดูหลีไป๋หยางที่ท่าทียังดูเหมือนเด็กน้อยที่ยังไม่ประสาอะไร
องครักษ์ฉิงตงแกล้งกล่าวว่า“นายน้อย ไม่เช่นนั้นคืนนี้พวกข้าอยู่เฝ้ากองไฟให้ก็ได้ นายน้อยกลับไปก่อนดีหรือไม่?”
หลีไป๋หยางหันขวับ ตีหน้าดุกล่าวว่า“ฮึ่ม! กองไฟข้าก่อเอง ทำไมไยข้าถึงให้ใครเฝ้าแทน”
องครักษ์ซ้งรู้ดีว่าต่อให้กล่าวคำใดก็ยากจะเกลี้ยกล่อมนายน้อยได้ นายน้อยของตนมีนิสัยดื้อรั้นหากยังไม่ได้สิ่งที่้า ย่อมไม่ยอมเลิกล่าไปง่าย ๆ
ทว่า… ม้าเกาลัดตัวนี้เป็สัตว์โปรดของเขาท่านยายของหลีไป๋หยางมอบให้เป็ของขวัญวันเกิดเมื่อตอนอายุครบสิบเจ็ดปีด้วยความรักและความผูกพัน หลีไป๋หยางไม่ยอมให้มันได้รับาเ็แน่นอน
องครักษ์ซ้งกะพริบตา พลันเปลี่ยนแผนการเกลี้ยกล่อมหลีไป๋หยางกล่าวว่า“ม้าเกาลัดเดินทางมาทั้งวัน หากต้องฝ่าป่ารกยามค่ำคืนเกรงว่าอาจสะดุดหินแหลมได้รับาเ็”
มือที่กำคันธนูของหลีไป๋หยางชะงักไปเล็กน้อยดวงตาที่ยังเปี่ยมด้วยไฟแห่งความมุ่งมั่นฉายแววลังเลวูบหนึ่ง
องครักษ์ซ้งยกยิ้มบาง ๆ ในใจคิด ครั้งนี้เกรงว่าต้องใช้ม้าเกาลัดเป็โล่ป้องกันตนจากการถูกตำหนิจากฮูหยินแล้ว
จริงดังคาดหมายหลีไป๋หยางเพียงแค่ได้ฟังก็หัวเราะเบาๆ ก่อนลูบลงบนหัวม้าเกาลัดเบา ๆ ดวงตาเปี่ยมด้วยความภาคภูมิใจกล่าวว่า “ม้าเกาลัดของเราเฉลียวฉลาดนักมันไม่มีวันเหยียบถูกหินแหลมเด็ดขาดแต่ม้าของพวกเ้าสิ น่ากลัวว่าจะใช้การไม่ได้”
กล่าวจบก็สะบัดชายเสื้อพลิกตัวขึ้นบนอานม้าอย่างสง่างาม แล้วหันไปมองพวกองครักษ์กล่าวว่า“เอาเถอะทั้งหมดกลับตำหนัก อย่าให้ใครกระแทกแรงนักล่ะ มิฉะนั้น ก้นขององครักษ์ฉิงตงอาจพังไปจริงๆ”
สิ้นคำ บรรดาผู้ติดตามพากันกลั้นขำองครักษ์ฉิงตงที่ถูกพาดพิงหน้าถอดสี เหลือบตามองม้าของตนด้วยสีหน้าสิ้นหวังพร้อมพำพึงว่า“เ้าม้าตัวนี้ แม้แต่ทางราบยังเดินเหมือนจะล้ม… นับประสาอะไรกับหินแหลมในป่าเขา”
คนทั้งห้าต่างพากันหัวเราะ เมื่อเสียงหัวเราะเริ่มแ่ลงหลีไป๋หยางก็ลุกขึ้น ปัดฝุ่นตามชายเสื้อและพยักหน้าให้พวกองครักษ์เริ่มจัดเก็บของแล้วกล่าวว่า“ตกลง ข้าจะกลับ...แต่ไม่กลับทางเดิม”
องครักษ์ซ้งที่กำลังยัดไก่ป่าลงกระบุงไม้ไผ่เงยหน้าขึ้นด้วยท่าทีลังเลสงสัยเอ่ยว่า
“หา? แล้วท่านจะกลับทางไหนเล่า นายน้อย?”
หลีไป๋หยางยิ้มบางดวงตาหลุบลงมองเงาเขาที่ทอดยาวเบื้องหน้ากล่าว่า
“วกขึ้นเหนือ ข้ามสันเขาไปทางลำธารหลินซือ…พวกเ้าคงลืมไปแล้วว่าเส้นทางนั้นมีดอกเหมยป่าบานอยู่่นี้ของปี”
องครักษ์ซ้งขมวดคิ้วทันทีกล่าวว่า“นายน้อย...ทางนั้นสูงชันและมีรอยสัตว์ร้ายมากกว่าทางเก่าอีกทั้งจะถึงช้ากว่า”
หลีไป๋หยางยกมือขึ้นเพื่อให้ทุกคนฟังเขากล่าวว่า“ข้าบอกว่าจะกลับ...ก็หมายถึงกลับแน่เพียงแต่ข้าไม่ชอบการเดินซ้ำรอยเดิม”
องครักษ์ฉิงตงหัวเราะเบาๆกล่าวว่า“นายน้อย...หรือท่านอยากชะลอเวลาไม่อยากพบท่านแม่ของท่าน?”
หลีไป๋หยางตวาดใส่ว่า“เ้าอยากโดนปรับให้ออกไปเก็บสมุนไพรยามดึกหรือไม่?”
ทุกคนหัวเราะอีกระลอกแต่คราวนี้เสียงหัวเราะค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็ความเงียบเมื่อพวกเขาเริ่มเคลื่อนขบวนม้าวกขึ้นเนินทางเหนือ
หลังควบเต็มฝีเท้าชั่วขณะความอยากโลดแล่นในเืหนุ่มก็เริ่มคลายลง หลีไป๋หยางชะลอฝีเท้าม้าเปลี่ยนเป็ควบเหยาะย่าง ทอดสายตามองไปรอบ ๆ
ข้างทางเบื้องหน้า มีป้ายผ้าผืนหนึ่งปลิวไสวใต้แสงสนธยาบนผืนผ้าขาวนั้นมีอักษรตัวใหญ่เขียนว่า “โรงเตี๊ยมสุราหยกเมฆา”
องครักษ์หลงที่ควบตามหลังมามองเห็นเช่นนั้นก็ยิ้มพลางเอ่ยขึ้น “นายน้อย พวกเราเข้าไปดื่มสักอกเป็อย่างไร? จะได้สั่งผัดกระต่ายกับไก่ป่ามาแกล้มสุรา”
เสียงลมอ่อน ๆ พัดผ่านความหอมของเหล้าจาง ๆ คล้ายลอยออกมาจากโรงเตี๊ยมเบื้องหน้า หลีไป๋หยางหรี่ตาลงชั่วครู่ก่อนริมฝีปากจะยกยิ้มขึ้นอย่างมีเลศนัย…
หลีไป๋หยางหัวเราะเบา ๆดวงตาฉายแววรู้เท่าทัน ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกลั้วขำ“องครักษ์หลงท่านตามเรามาล่าสัตว์ แต่จุดประสงค์แท้จริงของท่าน กลับอยู่ที่สุราสินะ”
เขากระตุกบังเหียนม้าเกาลัดให้หยุดลงหน้าประตูโรงเตี๊ยมเบื้องหน้ากลิ่นสุราหอมกรุ่นโชยมาตามลม หลีไป๋หยางปรายตามององครักษ์หลงอย่างรู้ทันก่อนยกยิ้มมุมปากเอ่ยว่า“หากวันนี้เราไม่เลี้ยงสุราท่าน เกรงว่าวันพรุ่งนี้ท่านคงไม่ยอมตามเราออกมาล่าอีกเป็แน่”
องครักษ์หลงหัวเราะร่าราวกับถูกจี้ใจดำกล่าวว่า“นายน้อยช่างรู้ใจผู้อื่นยิ่งนัก” กล่าวจบก็รีบลงจากหลังม้า ก้าวฉับ ๆนำเข้าไปในโรงเตี๊ยมโดยไม่รั้งรอ