รถม้าเคลื่อนตัวมาจนถึงจุดสูงสุดของไร่ชา ก่อนจะทยอยจอดส่งนักท่องเที่ยวหน้าประตูร้านขายของฝากไม้สักหลังใหญ่ ตัวอาคารออกแบบให้โปร่งโล่งรับลมูเา ภายในอัดแน่นไปด้วยยอดอ่อนใบชาที่แพคใส่ถุงวางกันเป็ระเบียบ ชุดชงชาเครื่องปั้นดินเผา และผลิตภัณฑ์แปรรูปอย่าง ลูกอมชาอู่หลง
เมื่อถึงคิวของกฤษฎิ์และกลุ่มเพื่อนที่ต้องลงจากรถม้า จู่ๆ กฤษฎิ์ก็มีสีหน้าเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด เขาปลีกตัวออกจากกลุ่มไปยืนคุยโทรศัพท์ในมุมลับตาคน เพื่อเช็กข้อมูลบางอย่างกับลูกน้องตำรวจ ก่อนจะเดินกลับมารวมกลุ่มด้วยสีหน้าเรียบเฉยราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
โดยกลุ่มเพื่อนตกลงกันว่าจะข้ามการซื้อของฝากนี้ไป แล้วตรงดิ่งลงเขาไปยังบ้านพักแฝดเพื่อเปิดห้องประชุมด่วนในห้องของเปา ระหว่างทางเดินลงเขา จินซึ่งแอบสังเกตความผิดปกติของกฤษฎิ์มาั้แ่ลงรถม้า จึงแกล้งเดินเนียนเข้าไปใกล้คู่หูเก่าก่อนจะโพล่งประโยคจี้จุดจนทำให้กฤษฎิ์ถึงกับสะดุ้ง
“เื่สาวผมแดงคนนั้นหรอ?”
“ร... รู้ได้ไง!” ดวงตากลมเล็กของกฤษฎิ์เบิกโพลง และหันมองเพื่อนด้วยความใ
“เราเคยเป็คู่หูสายสืบกันมาตั้งกี่ปี จะไม่รู้ได้ไง หน้าตาคุณมันฟ้องขนาดนี้” จินยิ้มกริ่ม
กฤษฎิ์รีบยกมือขึ้นจับหน้าตัวเองทันที “จริงดิ... มันออกขนาดนั้นเลยหรอ”
“ถึงผมจะวางมือจากงานสืบสวนไปเป็นักเขียนนิยายแล้ว แต่สัญชาตญาณมันไม่ได้หายไปไหนหรอกนะ อีกอย่างนิยายที่ผมเขียนก็เป็แนวสืบสวน สมองผมถูกลับให้คมอยู่ตลอดเวลา” จินโน้มน้าวด้วยน้ำเสียงกึ่งเล่นกึ่งจริง “คุณจะไม่เล่าให้ผมฟังจริงๆ หรอ ว่าตกลงเื่สาวผมแดงนี่ยังไงกันแน่”
กฤษฎิ์สบตากับจินอยู่อึดใจหนึ่งก่อนจะถอนหายใจยาว ความจริงลึกๆ เขารู้สึกโล่งใจเสียด้วยซ้ำที่จินเป็ฝ่ายทักขึ้นมาเอง เพราะใจหนึ่งเขาก็อยากปรึกษา ‘มันสมอง’ ของอดีตคู่หูอยู่แล้ว แต่ด้วยศักดิ์ศรีและความเกรงใจที่ไม่อยากดึงคนนอกเข้ามาพัวพันทำให้เขาต้องเก็บไว้ แต่เมื่อจินเปิดประตูให้เช่นนี้ กฤษฎิ์จึงตัดสินใจเล่าทุกอย่างออกมา
“...และล่าสุด เราเพิ่งสั่งให้ลูกน้องเช็คข้อมูลคดีทั้งหมดที่เคยเกิดขึ้นในหมู่บ้านสบหมอก” กฤษฎิ์พูดพลางก้มมองโทรศัพท์ “อีกไม่นานข้อมูลคงถูกส่งมา”
สิ้นคำพูด เสียงแจ้งเตือนโทรศัพท์ก็ดังขึ้นทันที กฤษฎิ์รีบกดเปิดอ่านข้อความจากลูกน้องด้วยใจที่ระทึก
[จากปี พ.ศ. 2410 เป็ต้นมา ไม่พบประวัติคดีอาชญากรรมใดๆ ในหมู่บ้านสบหมอกบันทึกอยู่ในระบบเลยครับ]
กฤษฎิ์นิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่กับความว่างเปล่าภายในสมองของเขา จนกระทั่งจินโพล่งข้อสันนิษฐานหนึ่งออกมาที่ทำให้กฤษฎิ์ถึงกับตาลุกวาว
“สมมติว่าสาวผมแดงนั่นเป็คนจริงๆ มันก็ยิ่งน่าสงสัยนะกฤษฎิ์ ในเมื่อไม่มีบันทึกคดีเลย แล้วเธอจะถ่อมาที่นี่เพื่ออะไร... หรือว่าจริงๆ แล้ว คดีมันเคยเกิดขึ้น แต่ถูกใครบางคน ‘คัดออก’ จากระบบเพื่อปกปิดความล้มเหลว หรือซ่อนความลับที่น่ากลัวบางอย่างเอาไว้กันแน่ หรือไม่แน่ว่าคดีเ่าั้อาจจะยังปิดไม่ได้ หรือมีเงื่อนงำบางอย่างที่ซับซ้อนเกินไป จนไม่สามารถนำข้อมูลมาลงในระบบตามปกติได้”
คำพูดของจินเหมือนแสงสว่างที่ส่องเข้าไปในเงามืด ไม่รอช้า กฤษฎิ์ตัดสินใจแจ้งเื่ต่อหัวหน้าทันที โดยขอหนังสือสั่งการสืบสวนกรณีพิเศษ เพื่อให้ลูกน้องเข้าตรวจสอบ ‘บันทึกเหตุการณ์ประจำวัน’ หรือแฟ้มเอกสารเก่าในพื้นที่ ซึ่งอาจมีรายละเอียดตกหล่นและยังไม่ได้ถูกนำเข้าระบบคอมพิวเตอร์
“นายนี่ยังฉลาดเหมือนเดิมเลยนะ” กฤษฎิ์เอ่ยปากชมออกมาจากใจจริง ขณะมองดูข้อความที่เขากดส่งหาหัวหน้าเพื่อขออนุมัติการสืบสวนพิเศษ
“ขอบคุณคร้าบ” จินตอบรับเสียงใสพลางยักคิ้วให้หนึ่งที ท่าทางยียวนนั้นทำให้บรรยากาศรอบตัวของทั้งคู่เปลี่ยนไป ราวกับเข็มนาฬิกาถูกหมุนย้อนกลับไปใน่เวลาที่พวกเขายังคงสวมเครื่องแบบตำรวจและเดินเคียงข้างกันในฐานะ “คู่หูสายสืบมือดี”
จินและกฤษฎิ์คือคู่หูที่ลงตัวที่สุดของกรมตำรวจ กฤษฎิ์เปรียบเสมือน ‘ดาบ’ ที่แหลมคม เขาคือสายบู๊ที่กล้าตัดสินใจ บ้าบิ่น ไหวพริบดี และมีสัญชาตญาณในการตามล่าคนร้ายอย่างเฉียบขาด ส่วนจินคือ ‘โล่และมันสมอง’ เขาเป็สายบุ๊นที่อ่านเกมขาดกระจุย วิเคราะห์หลักฐานจากสิ่งเล็กน้อยที่คนอื่นมองข้าม ขณะเดียวกัน หากสถานการณ์บีบบังคับ จินก็เป็สายบุ๊นที่ ‘บู๊’ ได้อย่างน่าทึ่ง ทักษะการป้องกันตัวและการใช้ไหวพริบในวงล้อมศัตรูของเขาเคยช่วยชีวิตกฤษฎิ์ไว้หลายต่อหลายครั้ง
หนึ่งในผลงานที่สร้างชื่อจนกลายเป็ตำนานคือ “คดีคฤหาสน์นาฬิกา” คดีลึกลับระดับประเทศที่ถูกตราหน้าว่าเป็ ‘คดีอาถรรพ์ที่ปิดไม่ได้’ ซึ่งกลายเป็เวทีที่แจ้งเกิดให้ทั้งคู่ก้าวขึ้นมาเป็ดาวเด่นของกรมตำรวจได้อย่างสง่างาม
เหตุการณ์เริ่มต้นมาจากมหาเศรษฐีเ้าของคฤหาสน์เสียชีวิตในห้องปิดตายที่ล็อกจากด้านในทุกทิศทาง ไม่มีร่องรอยการงัดแงะ ไม่มีสารพิษในร่างกาย และไม่มีอาวุธสังหาร ทรัพย์สินมีค่าทุกชิ้นยังอยู่ครบ แม้ทีมสืบสวนจะตรวจสอบอย่างละเอียดและอายัดพื้นที่ไว้ในสภาพเดิมทุกกระเบียดนิ้ว แต่กลับหาข้อสรุปไม่ได้จนต้องยกธงขาว หลายคนถึงขั้นเชื่อว่าเป็เื่ลี้ลับเกินกว่าที่กฎหมายจะเอื้อมถึง
หลังจากนั้นไม่นาน คดีที่มืดแปดด้านนี้จึงถูกโยนมาให้จินและกฤษฎิ์ คู่หูสายสืบนอกสายตาที่แทบไม่มีใครให้ค่า ทว่าเื้ัการมอบหมายงานกลับไม่ใช่ความไว้วางใจแต่อย่างใด แต่เป็แผนร้ายของผู้การที่จงใจใช้พวกเขาเป็โล่กำบังความล้มเหลว ซึ่งหากปิดคดีไม่ได้ ประวัติผลงานของพวกเขาก็จะด่างพร้อยจนถูกเขี่ยออกจากกองบัญชาการสืบสวนสอบสวนได้อย่างง่ายดาย เพื่อเป็การเปิดทางให้ ‘เด็กเส้น’ เข้ามาเสียบตำแหน่งแทน
ทันทีที่ได้รับมอบหมาย จินไม่ได้เริ่มจากการเปิดอ่านสำนวนเดิมเหมือนคนอื่น เพราะเขาจดจำทุกตัวอักษรได้ขึ้นใจั้แ่ก่อนจะได้รับหน้าที่นี้เสียอีก เขาเลือกที่จะตรงดิ่งเข้าไปนั่งนิ่งอยู่กลางห้องนั่งเล่นของคฤหาสน์ที่เกิดเหตุเพื่อััถึงความผิดปกติที่ซ่อนอยู่แทน เขาหลับตาลงเพื่อตัดสัญญาณรบกวนภายนอกและเริ่มเปิดระบบ Mind Palace จำลองภาพเหตุการณ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกความเป็ไปได้ที่อาจเกิดขึ้นภายในสมองของเขา หลังจากที่ได้วิเคราะห์เบาะแสและหลักฐานทั้งหมด เขาค่อยๆ เงี่ยหูฟังเสียง ‘ติ๊กตอก’ ของนาฬิกานับสิบเรือนที่ติดตั้งตามจุดต่างๆ ทั่วคฤหาสน์ เสียงเครื่องจักรนับร้อยจังหวะดังก้องมาถึงห้องนั่งเล่น จนกระทั่งเขา “เอ๊ะ” กับจังหวะเสียงที่เหลื่อมล้ำกันเพียงเสี้ยววินาที
จินเก็บความสงสัยนั้นไว้ในใจพลางปล่อยให้ภาพจำลองในสมองค่อยๆ ร้อยเรียงเบาะแสที่ดูไร้ทิศทางเข้าด้วยกันอย่างใจเย็น
“เอาล่ะ... เริ่มจากจุดที่ทุกคนมองข้าม เสียง ‘ติ๊กตอก’ ที่ควรจะพร้อมกัน แต่มันกลับมีหนึ่งจังหวะที่หน่วงไปเสี้ยววินาที... ตรงนั้นแหละ!”
ภายในมโนภาพของจิน เขาเห็นเข็มนาฬิกาของนาฬิกาโบราณเรือนใหญ่ที่ห้องนั่งเล่นขยับถึงขีดที่ตั้งไว้ น้ำหนักของลูกตุ้มที่ทิ้งตัวลงไม่ได้แค่บอกเวลา แต่มันกำลัง ‘กระชาก’ วาล์วลับของเครื่องปั๊มลมที่ซ่อนอยู่ใต้ผนังให้ทำงาน
เครื่องปั๊มลมชั้นใต้ดินถูกเปิดใช้งาน แต่ไม่ใช่การดูดฝุ่น มันกำลังกลับทิศทาง ลมมหาศาลพุ่งพล่านผ่านท่อแอร์ เข้ามาในห้องนอนของผู้เสียชีวิต ห้องที่ถูกปิดตายจนอากาศออกไปไหนไม่ได้
จินเห็นภาพร่างของผู้เสียชีวิตที่กำลังหลับใหลเริ่มกระสับกระส่าย อากาศในห้องนอนของผู้เสียชีวิตหนาแน่นขึ้นจนกดทับปอด อุณหภูมิพุ่งสูงขึ้นราวกับอยู่ในเตาอบร้อนจัดถึง 60 องศาเซลเซียส จนเหงื่อไหลโชกจนชุ่มชุดนอน ร่างกายพยายามระบายความร้อนแต่ทำไม่ได้ เพราะแรงดันอากาศมันบีบคั้นเกินไป จนกระทั่งผู้เสียชีวิตสลบไป
จินจ้องมองกลไกจิ๋วของนาฬิกาเรือนเล็กบนโต๊ะข้างหัวเตียงที่กำลังหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง
“ตีสี่... จังหวะสังหารมาถึงแล้ว”
เข็มสั้นสะบัดตัวเหมือนไกปืน ปลดล็อกสลักที่ยึดวาล์วระบายอากาศฉุกเฉินออก...
พรึ่บ! เสียงลมพุ่งกระชากออกจากห้องอย่างรุนแรง
จนจินที่เป็คนจำลองมโนภาพต้องหยีตา แรงดันดิ่งวูบกะทันหัน
“เื... ก๊าซในเืขยายตัวเป็ฟองอากาศเหมือนตอนเปิดขวดน้ำอัดลม วิ่งพล่านไปอุดตันที่ขั้วหัวใจ ทำให้ตายทันทีโดยไม่ต้องััตัว”
จินมองดูแรงลมที่เหลืออยู่ซึ่งพัดวนรอบห้อง มันเป่าเอาเส้นเอ็นที่ขาดสะบั้นและเข็มนาฬิกาชิ้นเล็กๆ นั้นให้ปลิวหายกลับเข้าไปในท่อแอร์อย่างหมดจด
“ฉลาดมาก... ห้องกลับมานิ่งสนิทเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทิ้งไว้แค่ศพที่ดูเหมือนหัวใจวายธรรมดา แต่นายคงลืมไปอย่างหนึ่งนะ! นายลืมล้างคราบเกลือจากเหงื่อที่แห้งไวเกินไปบนเสื้อของเขาไงล่ะ”
จินลืมตาขึ้นช้าๆ ด้วยสายตาที่เปล่งประกาย “เจอตัวแล้ว...”
หลังจากจินลืมตาขึ้น เขาเดินตรงไปหาคู่หูพร้อมชี้จุดที่คนมองข้าม “กฤษฎิ์ นายลองมาดูรอยขีดข่วนจางๆ บนพื้นไม้นี่สิ มันไม่ใช่รอยลากของหนัก แต่มันคือรอยที่เกิดจากแรงตึงของเส้นลวดที่พาดผ่านช่องว่างเฟืองนาฬิกาโบราณเรือนนี้”
จินสรุปหลักฐานที่ชี้ตัวฆาตกรกับคู่หูของเขา จาก ‘คราบเกลือ’ บนชุดนอนศพที่เกิดจากเหงื่อที่แห้งกรังอย่างรวดเร็วภายใต้สภาวะแรงดัน และ ‘กลิ่นน้ำมันชะโลมเหล็ก’ เกรดพิเศษสำหรับนาฬิกาโบราณที่ตกค้างตรงวาล์วระบายอากาศ ซึ่งโยงไปถึงช่างซ่อมนาฬิกาเพียงคนเดียวที่เข้ามาตรวจสภาพนาฬิกาทุกตัวในคฤหาสน์
เมื่อแผนการฆาตกรรมถูกเปิดโปง แผนการจับกุมแบบฉบับ ‘คู่หูทมิฬ’ จึงเริ่มขึ้น พวกเขาแฝงตัวเข้าไปในห้องใต้ดินของร้านซ่อมนาฬิกา ซึ่งจากการสืบสวนเชิงลึกพบว่าเบาะแสทั้งหมดชี้ชัดไปยังเื้ัที่สลับซับซ้อน โดยเกี่ยวพันลึกซึ้งไปถึง ‘องค์กรนักฆ่าอิสระ’ ระดับชาติ
ท่ามกลางความมืดมิดและกลิ่นอับชื้นของห้องใต้ดิน จินได้พิสูจน์ให้เห็นว่าสายบุ๊นอย่างเขาก็สามารถ ‘บู๊’ ได้อย่างสง่างามและเฉียบขาด
ในเสี้ยววินาทีที่มีมีดบินพุ่งจู่โจมมาจากมุมอับ สายตาของจินกลับว่องไวกว่าขีดจำกัดของคนทั่วไป เขาใช้เพียงปากกาโลหะปัดป้องอาวุธจนเกิดเสียงโลหะกระทบกันดัง
เคร้ง!
ก่อนจะอาศัยจังหวะที่ศัตรูชะงัก พุ่งประชิดตัวด้วยความเร็วสูงและสวนกลับด้วยท่าล็อกจุดตายอย่างแม่นยำ จนร่างของคนร้ายทรุดฮวบลงกองกับพื้นในพริบตาโดยไม่มีโอกาสส่งเสียงแม้แต่คำเดียว
“สามนาฬิกา! กฤษฎิ์ สไลด์!” จินะโสั่งการพร้อมกับเตะสกัดคนร้ายอีกคน
กฤษฎิ์พุ่งตัวออกไปราวกับพายุ เขาบุกทะลวงฝ่าวงล้อมเข้าไปท่ามกลางดงะุและกับดักะเิที่ติดตั้งไว้รอบห้อง กฤษฎิ์ใช้สัญชาตญาณสัตว์ป่าหลบหลีกและเข้าจู่โจมด้วยพละกำลังที่มหาศาล เขาถีบประตูจนหลุดจากบานพับและพุ่งเข้าตะครุบตัวการใหญ่ที่กำลังจะทำลายหลักฐาน กฤษฎิ์ล็อกคอซัดหน้ามันจนคว่ำและจับใส่กุญแจมือได้อย่างทันท่วงที
“คดีอาถรรพ์น่ะไม่มีจริงหรอกครับ มีแต่ความจริงที่ยังหาไม่พบเท่านั้นเอง” จินกล่าวพลางจัดเนคไทให้เข้าที่ขณะที่ตำรวจชุดใหญ่เริ่มทยอยเข้ามา
นับั้แ่วันนั้น ชื่อของจินและกฤษฎิ์ก็กลายเป็ที่เลื่องลือไปทั่วกรมตำรวจ ในฐานะทีมที่มองเห็นความจริงในที่มืด ความเข้าขากันของมันสมองอันซับซ้อนและดาบที่กล้าหาญ ได้กลายเป็ตำนานที่ใครก็เลียนแบบไม่ได้...
“ไม่นึกว่าพอมาเป็นักเขียนแล้ว สมองนายจะยังทำงานไวเหมือนตอนยังเป็ตำรวจไม่มีผิด” กฤษฎิ์หัวเราะเบาๆ ความเครียดที่เคยแบกไว้ดูจะเบาบางลงเมื่อมีมันสมองชั้นยอดกลับมาเคียงข้างอีกครั้ง
“ก็บอกแล้วไงว่าผมมีการเกลาสมองตลอดเวลา” จินยิ้มกว้างขณะเดินข้างกฤษฎิ์จนมาถึงบริเวณหน้าบ้านแฝดซึ่งเป็ที่พักของเปา
จังหวะนั้นเอง พวกเขาเหลือบไปเห็นติณณ์และปัญญ์ที่กำลังหอบหิ้วถุงขนมเต็มไม้เต็มมือเดินตัดหน้าพวกเขาเตรียมจะเข้าบ้านแฝดเช่นกัน กฤษฎิ์เห็นดังนั้นจึงส่งเสียงทักทายหวังจะเข้าไปช่วยแบ่งเบาภาระของทั้งสอง
“ไปซื้อของมาจากไหนกันเนี่ย?” กฤษฎิ์โพล่งถามพลางเดินเข้าไปใกล้
“ร้านขายของชำข้างๆ นี้เองครับพี่กฤษฎิ์” ติณณ์ตอบกลับด้วยรอยยิ้มซื่อๆ
“มาๆ เดี๋ยวพวกพี่ช่วยถือเอง” จินอาสา
ในเสี้ยววินาทีที่เขายื่นมือไปรับของ สัญชาตญาณของจินกลับพุ่งทะยานขึ้นอย่างรุนแรงจากการเปิด ‘ดวงตาที่ 3’ ที่หยั่งรู้ถึงภัยอันตรายในอนาคตอันใกล้ จินััได้ถึง Bifurcation Point หรือจุดหักเหของโชคชะตาที่มาถึงอย่างกะทันหัน วินาทีนี้คือทางแยกวิกฤตที่บีบให้เขาต้องเลือกระหว่างการ ‘ปล่อยผ่าน’ หรือ ‘ลงมือทำ’
หัวใจของเขาเต้นระรัวเสียงดัง ตึก! แรงหนึ่งครั้งจนสะท้านไปทั้งอก ความรู้สึกเป็ห่วงน้องชายพุ่งขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคออย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
เขารู้ดีว่านี่คือ Butterfly Effect ในโลกแห่งความเป็จริง หากเขาเลือกทางเลือกแรกด้วยการขยับปีกเพียงนิดเพื่อเปลี่ยนทิศทางกระแสน้ำ ผลลัพธ์อันเลวร้ายที่รออยู่ข้างหน้าอาจเบาบางลงหรือพบทางออกที่ดีกว่า แต่ถ้าเขาเลือกที่จะเพิกเฉย ฟันเฟืองของโศกนาฏกรรมจะหมุนต่อไปอย่างไม่อาจหยุดยั้ง
จินทำทีเนียนแตะไหล่ติณณ์เบาๆ ระหว่างที่ช่วยถือของ ขณะที่กฤษฎิ์เองก็เข้าไปช่วยปัญญ์หิ้วถุงที่เหลือ และรีบอาศัยจังหวะที่ไม่มีใครสังเกตเปิดตาที่สามขึ้นทันควัน ภาพตรงหน้าเริ่มซ้อนทับด้วยมวลพลังงานที่วนเวียนอยู่รอบๆ เขาอย่างมหาศาล
ไม่รอช้าจินรีบขยับริมฝีปากร่ายคาถาป้องกันในใจอย่างรวดเร็วเพื่อสร้างเกราะคุ้มกันติณณ์จากิญญาร้าย และทันทีที่สิ้นคำบริกรรม จินััได้ถึงกระแสพลังงานที่แผ่ซ่านออกจากปลายนิ้วของเขาไปสู่ไหล่ของน้องชาย มวลอากาศสีหม่นที่เคยพยายามเข้ามารุมล้อมติณณ์พลันแตกกระจายออกราวกับถูกคลื่นที่มองไม่เห็นกระแทกใส่จนสลายหายไป สัญชาตญาณของจินบอกชัดว่าการตัดสินใจขยับปีกในครั้งนี้ ได้สร้างเกราะกำบังที่แข็งแกร่งพอจะต้านทานโศกนาฏกรรมที่รออยู่เบื้องหน้าได้
“เข้าไปข้างในกันเถอะ” จินเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่กลับมานิ่งสุขุมอีกครั้ง ก่อนที่ทั้งสี่คนจะก้าวเข้าสู่ตัวบ้านแฝด