ท่ามกลางสายตางุนงงของหยวนซินสวีหว่านหนิงหยิบหนังสือที่เฉินเยี่ยให้เธอออกมา แล้ววางมันลงบนโต๊ะ
“เธอคงรู้ว่าบ้านฉันมีเส้นสายครั้งนี้ที่กลับไปปักกิ่งฉันรู้ข่าวหนึ่งมา ปลายปีนี้มีโอกาสสูงมากที่จะเอาการสอบเข้ามหาวิทยาลัยกลับมาใช้อีกครั้ง”
หลังจากได้ยินคำว่าการสอบเข้ามหาวิทยาลัยสวีหว่านหนิงก็สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าหยวนซินหายใจถี่ขึ้น
“เธอพูดจริงหรือ?”
“ฉันได้ข่าวมาแบบนั้นส่วนจริงหรือไม่ เธอคงต้องพิจารณาเอาเอง” สวีหว่านหนิงเคาะโต๊ะ“นี่คือหนังสือแบบเรียนระดับชั้นมัธยมปลายที่พี่สะใภ้ให้ฉันมา มันครบถ้วนมากฉันให้เธอยืมอ่านได้”
สายตาของหยวนซินกวาดมองหนังสือแบบเรียนที่วางเป็นระเบียบอยู่บนโต๊ะก่อนจะหยิบหนังสือวิชาคณิตศาสตร์เล่มบนสุดขึ้นมา
เธอพลิกเปิดดูเนื้อหาเมื่อเห็นตัวเลขที่คุ้นเคย หยวนซินก็น้ำตาคลอเบ้า
เธอพูดด้วยสายตาที่เริ่มพร่ามัว“ข่าวนี้ทำไมเธอไม่เก็บไว้คนเดียว มาบอกฉันทำไม”
สวีหว่านหนิงยิ้มตอบ“เทียบกับชีวิตของเยาเม่ย ข่าวที่ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่าไม่ควรค่าให้พูดถึงด้วยซ้ำอีกอย่าง...”
เธอจงใจเว้นจังหวะก่อนจะมองหน้าหยวนซิน “พวกเราก็เป็นเพื่อนกันไม่ใช่เหรอ?”
“ในเมื่อเธอพูดแบบนี้ฉันไม่เกรงใจแล้วนะ”
หยวนซินเลือกหนังสือจากในกองหนังสือจนได้หนังสือที่ตนต้องการ
หยวนซินไม่เหมือนกับสวีหว่านหนิงเธอเลือกหนังสือวิชาสายวิทยาศาสตร์
“เธอคงรู้ว่าหน่วยจือชิงมีคนจับจ้องเต็มไปหมดฉันคงเอาหนังสือแบบเรียนกลับไปไม่ได้ เกิดมีใครเห็นเข้า ฉันไม่รู้จะอธิบายอย่างไรเพราะฉะนั้น...”
“ถ้าอย่างนั้นก็มาที่บ้านฉันพวกเราทบทวนบทเรียนด้วยกันได้”
“ได้สิ”
หลังจากทั้งคู่ปรึกษากันเสร็จก็เดินออกจากห้อง
แม่หลินเตรียมอาหารค่ำเรียบร้อยแล้ว
บนโต๊ะสี่เหลี่ยมขนาดไม่ใหญ่มีจานวางเรียงอยู่หกจาน เป็นอาหารประเภทเนื้อสัตว์สามจานและประเภทผักอีกสามจาน
ต้าชุนเห็นหยวนซินออกมาแล้วก็รีบยกเก้าอี้มาวางไว้ด้านหลังเธอก่อนจะจูงมือเธอให้นั่งลง
“น้าหยวนรีบนั่งสิครับ”
“น้าหยวนกินน่องไก่นะคะ”
“น้าหยวน ขาหมูอร่อยมากนะครับผมจะคีบให้”
“น้าหยวน...”
เด็กสี่คนรุมคีบอาหารให้กับหยวนซินหยวนซินหนีอย่างไรก็ไม่พ้น ไม่ทันไรถ้วยข้าวตรงหน้าเธอก็พูนเป็นภูเขา
“น้าหยวนนี่ค่ะ...”
“พอแล้วพอแล้วละ แค่นี้ก็พอแล้ว”
หยวนซินยกชามข้าวไปอีกด้าน
เยาเม่ยมองเนื้อชิ้นใหญ่ในมือแล้วเบะปากเล็กน้อยก่อนจะมองหยวนซินอย่างน้อยใจ
หยวนซินรีบอธิบาย“น้ารู้ว่าเยาเม่ยหวังดี อยากให้น้ากินเยอะกว่านี้หน่อย แต่น้าเป็นคนกินไม่จุอาหารแค่นี้ก็พอแล้วละ”
“อีกอย่างน้าก็คุยกับแม่ของพวกหนูแล้วว่า ต่อไปจะมานั่งเล่นที่บ้านหนูบ่อยๆครั้งหน้าไว้มีโอกาสเยาเม่ยค่อยคีบของอร่อยให้น้ากินอีกดีไหม”
“ดีค่ะ!”เยาเม่ยเปลี่ยนมาทำหน้าดีใจ ก่อนจะหันไปมองสวีหว่านหนิง “แม่คะพรุ่งนี้เราทำหมูสองไฟดีหรือเปล่าคะ แม่ทำหมูสองไฟอร่อยที่สุดเลยน้าหยวนต้องชอบแน่ๆ ค่ะ”
“ไม่มีปัญหาพรุ่งนี้เช้าลูกกับพี่ชายไปซื้อหมูสามชั้นมานะแม่เลิกงานกลับมาแล้วจะทำให้พวกหนูกิน”
หลังจากกินอาหารเย็นเสร็จฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว สวีหว่านหนิงเดินไปส่งหยวนซินกลับหน่วยจือชิงด้วยตัวเอง
ทั้งสองคนพูดคุยยิ้มแย้มกันตลอดทางไม่ทันไรก็มาถึงจุดหมาย
หน้าทางเข้าหน่วยจือชิงหลี่เชี่ยนเชี่ยนกำลังฉุดกระชากลากถูอยู่กับกู้จวิ้นไม่รู้ว่าทั้งคู่ทะเลาะอะไรกัน กู้จวิ้นจึงออกแรงผลัก หลี่เชี่ยนเชี่ยนเลยล้มลงกับพื้น
“กู้จวิ้นนายยังเป็นผู้ชายอยู่หรือเปล่า!”
“ฉันจะบอกให้นะหลี่เชี่ยนเชี่ยนเรื่องนี้ฉันไม่ยอมรับ อย่าหวังว่าจะโบ้ยความรับผิดชอบมาให้ฉัน!”
หลังจากตะคอกประโยคนี้จบกู้จวิ้นก็วิ่งหนีไป ไม่คิดสนใจหลี่เชี่ยนเชี่ยนที่กำลังนั่งหมดสภาพอยู่บนพื้นเลย
“เอาละฉันส่งเธอถึงตรงนี้แล้วกัน พรุ่งนี้เจอกันใหม่นะ”
“พรุ่งนี้เจอกัน”หยวนซินโบกมือให้สวีหว่านหนิง
หลี่เชี่ยนเชี่ยนได้ยินเสียงของสวีหว่านหนิงก็พยายามลุกขึ้นจากพื้นพลางใช้ดวงตาสองข้างจ้องมองมาอย่างเคียดแค้น เธอกัดฟันกรอดพลางกล่าวว่า“ทีนี้เธอพอใจหรือยังล่ะ”
สวีหว่านหนิงแค่นหัวเราะ“หลี่เชี่ยนเชี่ยน เธอนี่แว้งกัดคนอื่นเก่งจริงๆ นะ แต่ฉันจะบอกเธอให้ว่าฉันยังไม่พอใจ ไม่เลยสักนิด ดังนั้นทางที่ดีเธอควรเตรียมตัวรอฉันมาจัดการกับเธอได้เลย!”
“ในเมื่อกล้าวางแผนทำร้ายลูกสาวของฉันเธอก็จะต้องรับผิดชอบอย่างสาสม!”
หลี่เชี่ยนเชี่ยนถูกสวีหว่านหนิงจ้องมองแล้วรู้สึกหนาวสั่นไปทั้งตัว
เธอไม่เข้าใจสักนิดว่าสวีหว่านหนิงที่เคยตามใจและเชื่อฟังคำสั่งของเธอกับกู้จวิ้นมาโดยตลอด ทำไมจู่ๆถึงกลายเป็นคนไม่เกรงกลัวใครแบบนี้ไปได้
“ฉันไม่เข้าใจว่าเธอพูดอะไร!”เธอไม่กล้าสบตากับสวีหว่านหนิงด้วยซ้ำ พูดจบก็วิ่งหนีไป
แต่สวีหว่านหนิงกลับจ้องมองท่าทางการวิ่งของหลี่เชี่ยนเชี่ยนรวมถึงมือที่มักจะลูบท้องน้อยตลอดเวลา แล้วเชื่อมโยงกับการฉุดกระชากเมื่อครู่ระหว่างหลี่เชี่ยนเชี่ยนกับกู้จวิ้นหลังจากนั้น ความคิดอันน่าตกใจบางอย่างก็ผุดขึ้นมาในสมอง
หลี่เชี่ยนเชี่ยนคงจะไม่ได้...
วันต่อมา ณโรงงานสาขาย่อย
สวีหว่านหนิงเพิ่งก้าวเข้าประตูใหญ่ก็ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น
“สวีจือชิงกลับมาแล้ว!”
“ไม่ได้เจอกันเกือบครึ่งเดือนสวีจือชิง ในที่สุดคุณก็กลับมาสักที!”
สวีหว่านหนิงยิ้มกว้างทักทายทุกคนก่อนจะแบ่งของฝากที่เอากลับมาจากปักกิ่งให้พวกเขาคนละอย่าง
เอ้อร์ยายืนหลบมุมอยู่ตามลำพังพลางมองของในมือสวีหว่านหนิงตาปริบๆ สายตามีความกระหาย แต่ไม่กล้าก้าวมาข้างหน้า
สวีหว่านหนิงรับรู้ได้ถึงสายตาของเอ้อร์ยาแต่เธอไม่สนใจ และแจกของให้ทุกคนต่อไป
หลังจากทุกคนแยกย้ายกันไปแล้วเธอถึงเดินไปหาเอ้อร์ยา
เอ้อร์ยาอยากวิ่งหนีแต่สวีหว่านหนิงจับคอเสื้อของเธอไว้
“เอ้อร์ยาเธอกลัวฉันหรือ”
“ปะ...เปล่าค่ะน้าสวี”
“ถ้าอย่างนั้นพอเห็นฉันแล้ววิ่งหนีทำไม”
“ฉันมีงานที่ยังทำไม่เสร็จฉันต้องไปทำงานแล้วค่ะ”
สวีหว่านหนิงแสยะยิ้มมองเด็กหญิงที่โกหกได้อย่างหน้าตาเฉย
เอ้อร์ยาได้เงินเดือนเดือนละสี่หยวนเป็นเงินที่หักจากเงินเดือนของสวีหว่านหนิง
ดังนั้นหลังจากสวีหว่านหนิงไปที่ปักกิ่งจึงไม่มีใครกล้าเรียกใช้เอ้อร์ยา
แม้เอ้อร์ยาจะมาที่โรงงานทุกวันแต่ก็มาเพื่ออาหารฟรีสองมื้อของโรงงานเท่านั้น หาได้มีงานต้องสะสาง
“หันกลับมามองหน้าฉัน พวกเรามาคุยกันหน่อย”
เอ้อร์ยาไม่กล้าปฏิเสธสวีหว่านหนิงจึงต้องค่อยๆหันกลับมา เพียงแต่ทำอย่างไรก็ไม่กล้าเงยหน้าสบตากับสวีหว่านหนิง
“เอ้อร์ยา ตอบฉันมาจากใจจริงฉันยังดีกับเธอไม่พออีกหรือ เธออายุยังน้อยคุณสมบัติไม่พอที่จะเข้ามาทำงานในโรงงาน แต่ฉันเจียดเงินเดือนของตัวเองมาจ่ายเงินเดือนให้เธอเธอได้เงินเดือนเดือนละสี่หยวน ได้เงินเยอะกว่าพวกผู้ใหญ่ในหมู่บ้านด้วยซ้ำ!”
“โรงงานมีอาหารให้กินสองมื้อฉันกับหลินเฉวียนยกอาหารของตัวเองให้เธอเอากลับบ้านไปให้ปู่กับย่าช่วงไม่กี่เดือนตั้งแต่โรงงานสาขาย่อยของพวกเราก่อตั้งขึ้นมา คนในครอบครัวเธอก็ไม่เคยต้องทนหิวอีกเลยจริงหรือไม่ฉันยังดีกับเธอไม่พออีกหรือ?”
“ดีค่ะ”เอ้อร์ยาพยักหน้า มือเล็กสองข้างที่เต็มไปด้วยแผลจากการถูกหิมะกัดจับชายเสื้อแน่น“น้าสวีดีกับฉันมาก ในหมู่บ้านน้าดีกับฉันที่สุดแล้วค่ะ”