Silver Dust : Merlin

    ตอนที่ 84 งานเลี้ยง

    ตอนที่ 84 งานเลี้ยง

     

    *****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****

     



    ภายในรถม้าเงียบงัน มีเพียงเสียงของล้อที่บดถนนเท่านั้น


    ไม่นานรถม้าก็ชะลอความเร็วลง มาร์เทลเปิดประตูโดยหน้าที่ แต่ในระหว่างที่เขากำลังจะเอ่ยปาก เด็กน้อยเมอร์ลินก็ยกนิ้วชี้ขึ้นทาบริมฝีปาก


    ชู่ ~~~


    มาร์เทลพลันหยุดชะงักและมองไปยังชายชราออสตินอย่างรู้ความ


    เขาเองก็เป็นปัญญาชนคนหนึ่งย่อมต้องรู้จักช่วงเวลาแห่งแรงบันดาลใจ


    นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เมอร์ลินไม่ให้เขาทำลายช่วงเวลานี้ของออสติน


    ช่วงเวลาแห่งแรงบันดาลใจหากจะเกิดขึ้นก็เกิดในทันที และสามารถหายไปได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน ดังนั้นเหล่านักเวทยาศาตร์จึงต้องตระหนักถึงความสำคัญของช่วงเวลานี้ให้ดี


    เมอร์ลินเองก็ไม่คิดเลยว่าคำพูดของตนเองจะไปกระตุ้นช่วงเวลาแห่งแรงบันดาลใจของออสตินขึ้นมา


    ในตอนนี้เขาจึงได้แต่รอคอยอย่างเงียบๆ


    เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ในที่สุดออสตินก็ตื่นจากภวังค์ ทันทีที่เขาได้สติขึ้นมาสิ่งที่เขาทำในตอนแรกก็คือการนำสมุดบันทึกออกมาจากแหวนเก็บของแล้วเขียนข้อมูลที่เขาได้จากแรงบันดาลใจเมื่อครู่ในทันที


    แรงบันดาลใจจะเกิดขึ้นอย่างไม่รู้ตัวและจะหายไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน ต่อให้เป็นมหาปราชญ์อย่างออสติน เมื่อได้สัมผัสกับช่วงเวลานี้เขาต้องรีบจดบันทึกเอาไว้อย่างรวดเร็ว ไม่เช่นนั้นความคิดที่คิดได้จะหายไป หรือต่อให้คิดออกก็ไม่ใช่ความคิดเดิม มันจะถูกสมองเบี่ยงเบนไปเรื่องอื่นได้ง่าย


    เมอร์ลินมองภาพเหตุการณ์นี้อย่างเงียบงัน เขาเองก็พึ่งเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้เป็นครั้งแรก


    ‘ช่วงเวลาแห่งแรงบันดาลใจ ... ฉันเองก็อยากมีช่วงเวลาแบบนี้บ้างจัง’ เมอร์ลินอดที่จะคิดในใจไม่ได้


    ท่าทางที่อิจฉาของเด็กน้อยล้วนอยู่ในสายตาของมาร์เทล


    มันไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะตัวของเขาเองก็มีความรู้สึกแบบนี้เช่นเดียวกัน


    ออสตินจดบันทึกแรงบันดาลใจทั้งหมดของเขาลงบนสมุดอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาด้วยรอยยิ้ม


    “ขอโทษทีทำให้พวกเธอรอนานเลย” ออสตินกล่าวด้วยรอยยิ้ม


    มาร์เทลถอยออกไปอย่างรู้หน้าที่ เขาในตอนนี้อย่าว่าแต่ฐานะของออสตินเลย แม้แต่เด็กน้อยเมอร์ลินที่เขาติดตามมาตั้งแต่ตอนแรกก็ไม่อาจทัดเทียมได้หลังจากที่ผลลัพธ์ของการสอบเทียบออกมา


    เด็กน้อยอายุสิบเอ็ดปีที่ได้รับการรับรองจบการศึกษาโรงเรียนเวทมนตร์ชั้นสูง ความสามารถนี้น่าพรั่นพรึงเกินไปแล้ว


    “ยินดีด้วยครับ” เมอร์ลินกล่าว


    ใบหน้าของออสตินเต็มไปด้วยความเบิกบาน


    “มายินดีอะไรกับฉัน วันนี้ฉันควรแสดงความยินดีกับเธอมากกว่า” 


    “พวกเราไปคุยกันข้างบนเถอะครับ”


    “ได้ ได้ ไปกันเถอะ”


    ว่าแล้วสองพ่อลูกก็พากันจูงมือเดินออกไป


    พวกเขาขึ้นไปทำธุระส่วนตัวอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะลงมาร่วมงานเลี้ยงที่นายกเทศมนตรีนายาฟจัดขึ้น


    ภายในงานมีคนใหญ่คนโตของเมืองวินเซนมากมาย 


    แม้จะอ้างชื่อว่าเป็นงานเลี้ยงฉลองผลสอบ แต่แท้จริงแล้วก็ยังเป็นงานเลี้ยงที่ใช้พบปะทางธุรกิจอยู่ดี


    ศูนย์รวมความสนใจย่อมไม่ใช่เมอร์ลินอย่างแน่นอน เพราะผู้ร่วมงานมากมายต่างต้องการเข้าหานายาเทศมนตรีนายาฟมากกว่า


    ต่อให้เป็นออสตินก็ยังมีคนเข้ามาชนแก้วบ้างเท่านั้น


    แม้ออนตินจะเป็นมหาปราชญ์ แต่ก็ไม่มีผลประโยชน์ในด้านธุรกิจมากนัก หากงานวิจัยของเขาไม่คืบหน้า


    นักธุรกิจเหล่านี้ย่อมคร้านจะสนใจผู้ที่ไม่ได้ทำประโยชน์ให้กับตนเอง


    ร้อยประเทศเปิดการค้าเสรี แม้สภาเวทมนตร์จะเป็นศูนย์รวมอำนาจ แต่จตุมหาคลังก็เป็นผู้ที่ควบคุมทิศทางของร้อยประเทศเช่นกัน


    นักเวทหรืออัศวินจึงเป็นอาชีพยอดนิยมเท่านั้น แต่ถ้าหากต้องการให้ชีวิตของผู้คนอยู่ดีพวกเขาย่อมต้องประกอบธุรกิจของตนเอง และใช้นักเวทหรืออัศวินเหล่านี้ปกป้องทรัพย์สินของตนเอง


    จะมีบ้างที่นักธุรกิจเหล่านี้จะนิยมส่งลูกหลานให้เป็นนักเวทหรืออัศวินที่มีความสามารถเพื่อประโยชน์ของตระกูลหรือธุรกิจของตนเอง


    สภาเวทมนตร์แม้จะเป็นผู้กุมอำนาจของร้อยประเทศมาตั้งแต่เริ่มแรก แต่เมื่อเห็นว่าระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมแบบนี้สามารถทำให้ประชาชนกินดีอยู่ดีมากกว่า พวกเขาจึงปล่อยให้มันดำเนินไป


    พ้นจากยุคศักดินากลายเป็นยุคทุนนิยม แม้จะทำให้เกียรติของนักเวทและอัศวินเสื่อมถอยไปบ้าง แต่มันก็ไม่ได้มากนักเมื่อเทียบกับประโยชน์ที่ได้รับมา


    นี่จึงเป็นการเล็งเห็นได้ว่าสภาเวทมนตร์นั้นได้ทำเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง


    ในงานเลี้ยงเมอร์ลินไม่ได้ถูกละเลยอย่างสิ้นเชิง เขายังเป็นที่หมายตาของเหล่านักธุรกิจที่ต้องการลงทุนกับต้นกล้าที่ดีแบบนี้ แต่เมื่อได้รู้จักกับนามสกุลของเขา “พริสตัน” ตระกูลอันเก่าแก่ที่อยู่เบื้องหลัง


    มิหนำซ้ำยังเป็นตระกูลที่ทรงอิทธิพลในโลกวิชาการ สามารถจัดตั้งมหาวิทยาลัยพริสตันของประเทศเรนิส ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่ติดอันดับ “ฮันเดดลีก” ที่ได้ชื่อว่าเป็นร้อยสุดยอดมหาวิทยาลัยของโลก


    ผู้คนมากมายก็ต่างยำเกรงในตัวเขา และไม่แปลกใจว่าทำไมเด็กคนนี้ถึงเป็นเด็กอัจฉริยะขั้นปีศาจแบบนี้


    เมอร์ลินตั้งแต่เข้าเมืองมาหลายเดือน เขาก็ไม่ใช่เด็กบ้านนอกอีกต่อไป อีกทั้งยังมีความรู้ในหนังสือมารยาททางสังคม การวางตัว และการปรากฏตัวในที่สาธารณะ


    หนังสือเบ็ดเตล็ดที่คิดว่าไมมีประโยชน์ในตอนแรก ทว่าตอนนี้กลับเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับการปรากฏตัวของเขา


    นั่นจึงทำให้เมอร์ลินสามารถรับมือกับผู้คนได้เป็นอย่างดี จะมีก็แต่ชิม่อน ผู้ที่ตั้งท่าเป็นปฏิปักษ์ต่อเขาตั้งแต่ต้นจนจบ จนถึงตอนนี้ก็ไม่มีทีท่าว่าจะเป็นมิตรต่อเขา


    เมอร์ลินเองก็คร้านที่จะใส่เด็กขี้อิจฉาคนนี้เช่นกัน


    ‘เด็กสาวคนนั้นไม่มาจริงๆ ด้วย’


    เมอร์ลินนั้นอดที่จะคิดถึงเด็กสาวผมสีส้มที่มีคุณสมบัตเทียบเท่ากับชิม่อนไม่ได้ ตอนสอบเธอไม่มีผู้ปกครองติดตามมาด้วย และงานเลี้ยงนี้เธอก็ไม่ปรากฏตัวเช่นกัน ทั้งๆ ที่ผู้เข้าร่วมสอบเกือบทุกคนล้วนมาที่งานนี้


    “มอร์กาน่า เมอเฟย์” จึงเป็นหนึ่งในคนที่เมอร์ลินให้ความสนใจไม่แพ้กับกลุ่มคนที่มีรอยสักรูปเปลวไฟเช่นกัน


    ท้ายที่สุดงานเลี้ยงก็ดำเนินมาจนถึงตอนจบ


    เมอร์ลินกับออสตินกลับขึ้นมาที่ห้องพักของตนเองด้วยความเหน็ดเหนื่อย


    พวกเขาอาบน้ำทำธุระส่วนส่วน


    วันนี้เมอร์ลินเหนื่อยมาทั้งวัน ทำให้เขาต้องการพักผ่อนเป็นอย่างมาก แต่ผิดคาดหลังจากที่อาบน้ำเสร็จแล้วเขากลับนอนไม่หลับเสียอย่างนั้น


    ดังนั้นเขาจึงมีความคิดที่จะไปนั่งเล่นที่ริมระเบียง


    ดวงดาวบนท้องฟ้าของที่นี่ก็ไม่เลวนัก หลายครั้งที่เขาชอบนั่งมองพวกมันและสร้างข้อสงสัยมากมายออกมา


    ทว่าเมอร์ลินกลับชะงักเล็กน้อย เมื่อเห็นคนคนหนึ่งอยู่ตรงนั้น


    “พ่อยังไม่นอนหรอครับ?” เขาคิดว่าออสตินจะนอนไปแล้วเสียอีก เพราะชายชราเองก็ดูจะเหนื่อยมาทั้งวันเช่นกัน


    “เธอก็นอนไม่หลับเหมือนกันหรอ? มานั่งนี่สิ” ออสตินกวักมือเรียก 


    ตรงระเบียงมีเก้าอี้พักผ่อนที่หรูหราสองตัว และโต๊ะรับรองที่มีเครื่องดื่มอาหารว่างอยู่ตรงนั้น


    เมอร์ลินพยักหน้าและยิ้ม เขาเดินไปนั่งข้างออสตินโดยดี