ภายในท้องพระโรงบรรยากาศชวนอึดอัด โจวฉิงสีหน้าตึงเครียด แววตาอำมหิตฉายวาบขึ้นในดวงตา จิตใจของเขาเต็มไปด้วยแรงอาฆาตจากทุกการกระทำของฉีอ๋อง
ทว่าโจวฉิงยังคงกัดฟันแน่นเก็บงำสีหน้าดุร้าย เพราะว่าอำนาจฉีอ๋องในเวลานี้ระรานไปทั่ว ยิ่งกว่านั้นราชวงศ์ต้าอู่ยังแอบให้การช่วยเหลือ หากเปิดฉากาซึ่งหน้า ต่อให้เอาชนะได้ ต้าโจวก็จะเสียเวลาเปล่าไปกับการฟื้นฟูอีกหลายปี ขณะนี้เจอทั้งศึกในและศึกนอก เป็ไปได้ว่าจะถึงคราวล่มสลาย
ฉีอ๋องจำเป็ต้องถูกกำจัด แต่ต้องค่อยเป็ค่อยไป ต้าโจวตอนนี้ทนความโกลาหลไม่ได้
โจวฉิงสูดลมหายใจเข้าลึก ตรัสช้าๆ ว่า “การสอบวัดระดับสำนักยังมีเวลาอีกครึ่งปี ครานี้ใครมีโอกาสได้รับชัยชนะไปมากที่สุด”
ฉู่เทียนหยางนิ่งเงียบชั่วครู่แล้วทูลว่า “ในจวนต้าโจวครานี้มีต้นกล้าดีหลายต้น แต่ท่ามกลางผู้ที่โดดเด่นที่สุดเกรงว่าจะเป็ฉีเยวี่ยของสำนักอี่ ตอนนี้เขาเปิดลมปราณได้หกเส้นแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“ฉีเยวี่ย...” โจวฉิงมีสีหน้าดูไม่ออกว่าโกรธหรือดีใจ ตรัสด้วยเสียงจริงจังว่า “บุตรชายสองคนของฉีอ๋อง นับเป็อัจฉริยะ”
ฉีอ๋องมีบุตรชายสองคน ฉีเยวี่ยเป็บุตรชายคนเล็ก
“ดูเหมือนว่าการสอบวัดระดับสำนักครานี้ อันดับหนึ่งจะตกอยู่ในมือของฉีเยวี่ยแล้วกระมัง”
ฉู่เทียนหยางได้ยินดังนั้นจึงนิ่งเงียบชั่วครู่ แล้วทูลว่า “ก็ไม่แน่เสมอไปพ่ะย่ะค่ะ จวนต้าโจวเรายังมีอัจฉริยะคนหนึ่งที่โดดเด่นกว่าฉีเยวี่ย หากนางเข้าสำนักเจี่ยได้ หลังจากผ่านไปครึ่งปีไม่แน่ว่าจะประลองสู้กับฉีเยวี่ยได้”
“หือ?” โจวฉิงใ ในจวนต้าโจวยังมีศิษย์ที่โดดเด่นกว่าฉีเยวี่ยอีกหรือ
ฉู่เทียนหยางยิ้มร่า จากนั้นมองไปยังโจวหยวนที่อยู่ด้านข้าง ทูลด้วยรอยยิ้ม “ฝ่าาคงลืมคนรักขององค์ชายซูโย่วเวยไปแล้วกระมัง”
เมื่อได้ยินเสียงพูดเย้าแหย่ของฉู่เทียนหยาง โจวหยวนก็มีท่าทีกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง ตอบด้วยใบหน้าแดง “โย่วเวยเป็เพื่อนของเรา ไม่ใช่คนรักอะไรแบบนั้น”
เวลานี้โจวฉิงเข้าใจได้ทันที ตรัสโดยเร็ว “ที่เ้าพูดก็คือเด็กผู้หญิงที่โจวหยวนแนะนำเข้ามาในจวนต้าโจวอย่างนั้นหรือ ข้าได้ยินมาว่านางเข้าจวนต้าโจวได้ไม่ถึงหนึ่งเดือนก็เปิดลมปราณเส้นแรกได้แล้ว”
ฉู่เทียนหยางพยักหน้าทูลว่า “ใช่พ่ะย่ะค่ะ นางมีนามว่าซูโย่วเวย แต่ตอนนี้นางเปิดลมปราณได้สามเส้นแล้ว แม้จะพูดว่านางเข้าจวนช้าไปนิดหน่อย แต่การสอบไล่ครานี้ติดอันดับอย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”
“เปิดลมปราณได้สามเส้นแล้วหรือ” โจวฉิงร้องอุทาน ความเร็วเช่นนี้นับว่าไม่ธรรมดา หากฝึกฝนต่อไปก็ไม่แน่ว่าอีกหนึ่งปีจะเปิดลมปราณได้ครบแปดเส้นจนเข้าสู่สภาวะหล่อเลี้ยงพลัง
เด็กผู้หญิงนามว่าซูโย่วเวยผู้นี้มีพร์อย่างแท้จริง อนาคตยังอีกยาวไกล
“ดูท่าหยวนเอ๋อร์จะขุดคนมีพร์ขึ้นมาให้ต้าโจวเรา” โจวฉิงพูดกับโจวหยวนด้วยรอยยิ้ม
ฉู่เทียนหยางก็ยิ้มร่า ไม่นานก็ทูลด้วยความกังวลเล็กน้อย “แต่ตามแหล่งข่าวที่เราได้รับ ฉีเยวี่ยก็ได้ใกล้ชิดซูโย่วเวยเช่นกัน คล้ายกับกำลังคิดจะลากนางเข้าเป็พวก หากเขาทำสำเร็จ เกรงว่าพอซูโย่วเวยผ่านการสอบไล่ไปแล้วจะเข้าร่วมกับสำนักอี่พ่ะย่ะค่ะ”
เขามองไปยังโจวหยวนแล้วทูลด้วยรอยยิ้ม “ดังนั้นที่กระหม่อมมาครานี้ ก็หวังอยากได้ความช่วยเหลือจากองค์ชาย อย่างน้อยช่วยให้ซูโย่วเวยมั่นใจที่จะเข้าสำนักเจี่ยพ่ะย่ะค่ะ”
พอโจวหยวนได้ยิน แววตาน่าเกรงขามปรากฏขึ้นทันที เ้าฉีเยวี่ยกล้าดีมาตอแยโย่วเวย เขาเชื่อมั่นในตัวซูโย่วเวย ฉีเยวี่ยจะลากนางไปไม่ได้ แต่เขากังวลว่าฉีเยวี่ยจะเล่นเล่ห์เหลี่ยมใส่ซูโย่วเวย
“องค์ชายโปรดวางใจ กระหม่อมเตรียมคนคอยคุ้มกันซูโย่วเวยไว้แล้ว จะไม่ให้นางได้รับาเ็ใดๆ” ราวกับทราบความคิดของโจวหยวน ฉู่เทียนหยางจึงกล่าวด้วยรอยยิ้ม
โจวหยวนจึงถอนหายใจเบาๆ พยักหน้าช้าๆ “เ้าเมืองอย่าได้กังวล พอผ่านการสอบไล่ ข้าและซูโย่วเวยจะเข้าสำนักเจี่ย”
ฉู่เทียนหยางหยักหน้าแล้วกล่าวว่า “เพียงองค์ชายพาซูโว่ยเวยเข้าสำนักเจี่ยได้ กระหม่อมก็ยอมทำลายกฎให้องค์ชายเข้าร่วมสำนักเจี่ยด้วยได้พ่ะย่ะค่ะ”
ตามกฎเกณฑ์แล้วการเข้าสำนักเจี่ยจำเป็ต้องมีคุณสมบัติติดสิบอันดับแรก แต่โจวหยวนยังเปิดลมปราณไม่ได้ แม้สำเร็จการใช้อักขระหยวนแล้ว แต่ก็เกรงว่าจะยังคงไม่เพียงพอต่อสิบอันดับแรก ดังนั้นในความคิดของฉู่เทียนหยาง หากโจวหยวนอยากเข้าสำนักเจี่ย ก็คงต้องพึ่งกระบวนการพิเศษบางอย่าง
“ยอมให้เ้าที่เคารพกฎเช่นฟ้ายอมแหกกฎได้ ดูท่าคงเห็นข้อดีในตัวซูโย่วเวยจริงๆ ” โจวฉิงอดยิ้มแล้วพูดขึ้นมาไม่ได้
โจวหยวนจ้องฉู่เทียนหยาง แล้วยกยิ้มกล่าว “ท่านเ้าเมืองให้ความสำคัญเช่นนี้ได้ นับเป็โชคดีของซูโย่วเวย แต่ไม่ใช่สำหรับข้า ไม่จำเป็ต้องให้ท่านเ้าเมืองลำบากทำลายกฎ ข้าจะทุ่มกำลังเต็มที่ให้ได้รับการคัดเลือก”
ถ้าเป็เมื่อก่อนตอนที่เขายังเปิดลมปราณไม่ได้ นอกจากพึ่งพาอักขระหยวน บางทีเขาอาจจะไม่มีทางเลือกอื่นมากนัก แต่ตอนนี้เส้นลมปราณของเขาปรากฏขึ้นจนเริ่มการฝึกลมปราณได้แล้ว เขาย่อมไม่กังวลว่าจะตามคนเหล่านี้ไม่ทัน
พอฉู่เทียนหยางได้ยินถ้อยคำเหล่านี้ ด้วยความเป็เด็กอย่างโจวหยวนจึงต้องไว้หน้า จากนั้นจึงคิดพูดให้กำลังใจ
“ฮ่าๆ ให้เขาลองดูเถอะ” โจวฉิงโบกมือใส่ฉู่เทียนหยาง จากนั้นจึงหัวเราะแล้วพูดว่า “เส้นลมปราณของหยวนเอ๋อร์ปรากฏขึ้นแล้ว สามารถฝึกตนได้แล้ว”
เมื่อฉู่เทียนหยางรับฟังก็ตกตะลึงทันที จากนั้นรอยยิ้มแสดงความยินดีก็ผุดขึ้นบนใบหน้าโดยไม่รู้ตัว ยกกำปั้นแสดงความเคารพ “เป็เช่นนี้เอง ขอแสดงความยินดีกับฝ่าาและองค์ชายด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
เวลานี้เขาจึงเข้าใจ เหตุใดวันนี้โจวฉิงจึงดีอกดีใจเช่นนี้ ที่แท้ก็เพราะปัดเป่าปัญหาตลอดหลายปีของโจวหยวนได้แล้ว
“สำนักเจี่ยของกระหม่อมเฝ้ารอองค์ชายเสด็จมาทุกเมื่อ ฮ่ะฮ่า ไม่แน่ว่าการสอบวัดระดับสำนักในอีกครึ่งปี องค์ชายก็อาจเป็ที่เฉิดฉายของสำนักเจี่ยด้วยเช่นกัน” ฉู่เทียนหยางกล่าวด้วยรอยยิ้ม
แน่นอนว่าสิ่งที่เขาพูดส่วนใหญ่แล้วเป็การยกยอ ในความคิดของเขา แม้ตอนนี้โจวหยวนจะเริ่มฝึกลมปราณได้แต่ก็ยังช้ากว่าคนอื่น อย่างน้อยในระยะเวลาสั้นๆ เพียงครึ่งปี กลัวว่าเป็ไปไม่ได้ที่โจวหยวนจะเอาชนะศิษย์เ่าั้ได้
พอมั่นใจในเื่ราวของซูโย่วเวย ฉู่เทียนหยางก็วางใจได้ไม่น้อย เขาพูดคุยงานราชกิจกับโจวฉิงอีกเล็กน้อยก็ขอตัวลา
“ตอนนี้เส้นลมปราณปรากฏขึ้นแล้ว พรุ่งนี้ก็จงเริ่มการฝึกฝนเสีย” เมื่อเห็นฉู่เทียนหยางเดินออกไป โจวฉิงจึงมองไปทางโจวหยวนแล้วพูดขึ้น
“พ่ะย่ะค่ะ!”
โจวหยวนพยักหน้าเล็กน้อย ใบหน้าอ่อนโยนและผอมบางแม้ดูสงบนิ่ง แต่ดวงตาคู่นั้นยังลุกโชนจนอดใจรอไม่ไหว
...
เช้าวันรุ่งขึ้น
บนโต๊ะอาหาร โจวหยวนและเยาเยาที่อุ้มทุนทุนนั่งอยู่ด้านขวา ส่วนทางด้านซ้ายเป็โจวฉิงและฉินอวี้
บนโต๊ะมีชามขนาดเท่าอ่างล้างหน้าวางอยู่หน้าโจวหยวน ในนั้นเต็มไปด้วยซุปสีน้ำตาลซึ่งมีแสงส่องสว่างจางๆ กลิ่นเย้ายวนลอยขึ้น เพียงซดไปแค่หนึ่งคำก็ทำให้ใบหน้าขึ้นสีเื
“นี่คือซุปอสูรเก้าชนิด เคี่ยวมาจากอสูรหยวนระดับหนึ่งจำนวนเก้าชนิด คลุกเคล้าจนเข้ากัน สำหรับมือใหม่อย่างเ้านับเป็ของขวัญชิ้นใหญ่ ในอดีตเ้ายังเปิดลมปราณไม่ได้ จึงไม่อาจให้กินเนื้ออสูรหยวนได้เพราะกลัวว่าร่างกายจะทนรับไม่ไหว แต่ตอนนี้กินได้แล้ว” โจวฉิงกล่าวกับโจวหยวนด้วยรอยยิ้ม
โจวหยวนพยักหน้า เขาทราบว่าซุปอสูรเก้าชนิดที่อยู่ตรงหน้านี้เป็สูตรลับของราชสำนักของพวกเขา ชามขนาดนี้ย่อมมีมูลค่าสูง หากเป็ครอบครัวธรรมดากลัวว่าค่าใช้จ่ายครึ่งปีก็คงไม่พอ
สิ่งที่เรียกว่าแหล่งพลังหยวนในการฝึกก็เป็เช่นนี้
“ต่อไปนี้เ้าก็อย่าได้กินข้าวธรรมดา” โจวฉิงโบกมือ มีสาวรับใช้ถือชามเงินที่เต็มไปด้วยข้าวเข้ามาหนึ่งชาม
เพียงแต่ข้ามชามนี้มีแสงระยิบระยับ ทุกเม็ดมีระดับความอิ่มเท่ากัน บนตัวข้าวเล็กๆ แลเห็นลายอักขระหยวนลึกลับเลือนราง ส่งพลังหยวนอบอุ่นออกมา
“นี่คือข้าวผลึกดำ เป็อาหารหยวนระดับสอง ภายในแฝงด้วยพลังหยวนบริสุทธิ์อบอุ่น ดูดซึมได้ง่าย พอกินเป็เวลานานจะเพิ่มความเร็วในการเปิดลมปราณมากขึ้นได้”
“นี่คือข้าวผลึกดำนี่เอง...” โจวหยวนมองข้าวที่เหมือนผลึกในชามนี้ด้วยความสงสัย สำหรับสิ่งที่เรียกว่าข้าวผลึกดำเขาเคยได้ยินมาบ้าง เพราะว่าสิ่งนี้นับเป็ทรัพยากรหยวนที่ล้ำค่าสำหรับราชวงศ์ต้าโจว
ข้าวผลึกดำนี้ หากพูดถึงสรรพคุณย่อมเทียบซุปอสูรเก้าชนิดไม่ติด แต่ข้าวผลึกดำชนะเื่ความอบอุ่น การกินเป็เวลานานจะหล่อเลี้ยงร่างกายและเปิดเส้นลมปราณได้เร็วกว่า
ด้วยเหตุนี้วิธีการปลูกข้าวผลึกดำก็อยู่ในของราชสำนัก ไว้ใช้ตอบแทนผู้มีพระคุณ เพื่อเอาชนะใจคน
ดังนั้นอย่าคิดว่าข้าวผลึกดำนี้เป็แค่อาหารหยวนระดับสอง ให้ดูที่เหตุผลในการใช้ หากพูดถึงมูลค่าเรียกว่าอธิบายได้ยาก
โจวฉิงมองโจวหยวนด้วยแววตาสดใส จึงอดยิ้มไม่ได้ เขาทราบว่าโจวหยวนก่อนหน้านี้ปรารถนาในข้าวผลึกดำนี้ แต่่เวลานั้นเส้นลมปราณยังไม่พบจึงไร้ประโยชน์
“เดิมทีในราชสำนักต้าโจวเราเคยมีอาหารหยวนระดับสี่ที่เรียกว่า ‘ธัญพืชเืั’ มีผลลัพธ์รุนแรง เมื่อกินเป็ระยะเวลานานร่างกายจะแข็งแกร่ง เกล็ดเืัจะปรากฏ มีพลังป้องกันมหาศาล”
“อาหารหยวนระดับสี่ธัญพืชเืัหรือ” โจวหยวนเลียริมฝีปาก ข้าวผลึกดำระดับสองนี้นับว่าร้ายกาจแล้ว ไม่รู้ว่าธัญพืชเืัระดับสี่จะร้ายกาจแค่ไหน
โจวฉิงพยักหน้า แววตาหม่นหมองลงทันที แล้วกล่าวว่า “น่าเสียดายที่ความวุ่นวายของต้าอู่ในตอนนั้น ของล้ำค่าเหล่านี้ในราชสำนักต้าโจวเราจึงโดนฮ่องเต้อู่่ชิงไป”
โจวหยวนตะลึง อดกัดฟันโกรธไม่ได้ เ้าฮ่องเต้อู่สมควรตาย ยัง่ชิงของล้ำค่าในราชสำนักต้าโจวไปจนหมด
“เ้ากินก่อนเถอะ เสร็จแล้วจะได้ไปฝึกตน” โจวฉิงเก็บอารมณ์พูดกับโจวหยวน
โจวหยวนพยักหน้าอย่างแรง แม้ฮ่องเต้อู่จะน่ารังเกียจ แต่สิ่งที่เขาต้องทำตอนนี้ก็คือพยายามกิน หลังจากฝึกฝนอย่างหนัก เพียงเขาเปลี่ยนเป็แข็งแกร่งขึ้นก็จะทวงคืนของที่สูญหายไปของต้าโจวได้
เบื้องหน้าของเยาเยามีชามข้าวผลึกดำและซุปอสูรเก้าชนิดอยู่เช่นกัน
“เยาเยา เ้าลองชิมดูว่าอร่อยหรือไม่ หากเ้าชอบ ภายหลังก็จะทำให้กินบ่อยๆ” ฉินอวี้มองเยาเยาแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้มอบอุ่น
เยาเยาััได้ถึงความจริงใจของฉินอวี้ก็โค้งหัวเล็กน้อย ซดซุปอสูรเก้าชนิดเบาๆ แต่ดูเหมือนนางจะไม่สนใจซุปอสูรนี้เสียเท่าไหร่ เพียงยกข้าวผลึกดำกินทีละคำสองคำ
“เอ๋ง”
ทุนทุนในอ้อมกอดของนางกำลังมองนางอย่างใจจดใจจ่อ สะบัดหางไปมา ส่งเสียงร้องน่าสงสาร
เยาเยามองไปที่มันแวบหนึ่ง ครุ่นคิดชั่วครู่ก็ยกชามซุปอสูรเก้าชนิดเข้ามา
“เอ่อ เยาเยา ซุปอสูรเก้าชนิดมีสรรพคุณรุนแรง สัตว์เลี้ยงทั่วไปจะกินไม่...” โจวฉิงเห็นท่าทีเช่นนี้จึงส่งเสียงขึ้นด้วยรอยยิ้ม
โฮ่ง!
จากนั้นเสียงของเขายังไม่ทันพูดจบก็เห็นทุนทุนอ้าปากกว้าง กินซุปอสูรเก้าชนิดเข้าไปคำโต
เมื่อกลืนซุปอสูรเก้าชนิดหมดชามแล้วทุนทุนก็เรอขึ้น กางกรงเล็บเกาพุงพลางเหล่ตามามองเหมือนกับยังรู้สึกไม่อิ่มท้อง
โจวฉิงมองทุนทุนที่ไม่รู้จักอิ่มจึงอดแปลกใจไม่ได้
“เสด็จพ่อ ทุนทุนเป็อสูรประหลาด ไม่สามารถพบเห็นได้ทั่วไปพ่ะย่ะค่ะ” มองเห็นเช่นนี้โจวหยวนก็อดหัวเราะขึ้นมาไม่ได้
กระทั่งก้อนหินทุนทุนก็กลืนกินจนเกลี้ยงเพียงสองสามคำ นับประสาอะไรกับซุปอสูรเก้าชนิดชามหนึ่ง
โจวฉิงเพียงพยักหน้าและฝืนยิ้ม จากนั้นหยิบขวดหยกด้านข้างขึ้น รินน้ำเหล้าที่มีสีเหมือนมรกตลงบนชาม ส่งกลิ่นหอมเย้ายวน
กลิ่นเหล้าฟุ้งกระจาย เยาเยาที่กำลังกินข้าวผลึกดำอย่างนิ่งเงียบก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย จากนั้นมองโจวฉิงด้วยแววตาเป็ประกาย
“สิ่งนี้ แบ่งข้าได้บ้างหรือไม่” โจวหยวนและฉินอวี้ต่างมองเยาเยาด้วยความตกตะลึง เวลานี้นางที่มีใบหน้างดงามและเฉยเมยมาตลอด นี่เป็ครั้งแรกที่ปรากฏความสนใจ
โจวฉิงตะลึงงัน โดยเฉพาะเมื่อเขาเห็นสายตาจับจ้องของฉินอวี้ที่ตำหนิกับสิ่งมึนเมาต่อหน้าเด็กๆ ก็ยิ่งกระอักกระอ่วน “นี่เป็เหล้ามรกตมีฤทธิ์รุนแรง ไม่เหมาะให้หญิงสาวดื่มชิม”
แต่เยาเยายังคงจ้องมองด้วยแววตาเป็ประกายจนโจวฉิงต้องฝืนยิ้ม จากนั้นให้สาวรับใช้วางเหล้ามรกตไว้เบื้องหน้าเยาเยา
เยาเยาถือขวดเหล้า เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นคอเรียวยาวขาวสะอาดราวกับห่านฟ้าแล้วรินเหล้าเข้าปาก ทันใดนั้นใบหน้างดงามราวกับอัญมณีก็แดงระเรื่อขึ้น
“อร่อย” เยาเยายิ้มร่า เสียงนี้สะกดคนราวกับเสียงระฆัง
ฉินอวี้มองค้อนไปยังโจวฉิง โจวฉิงลูบจมูก เพลิดเพลินกับการดื่มต่อ เขาไม่คิดว่าหญิงสาวลึกลับนางนี้จะไม่ได้มีท่าทางสนใจอะไรสักอย่างแต่กลับชมชอบดื่มสุรา
โจวหยวนที่อยู่ข้างกายก็แสดงความสนใจ ตอนที่เยาเยาดื่ม เผยให้เห็นความประหลาดใจ ่เวลาเดียวกันนั้นก็ดูมีชีวิตชีวามากขึ้น
เมื่อดื่มเหล้ามรกตจนหมดเกลี้ยงแววตาที่สดใสของเยาเยาก็กลับปรากฏหยาดน้ำขึ้นมามากมาย นางหัวเราะเบาๆ พลางลูบคลำชายเสื้อ จากนั้นก็มีแสงสว่างพุ่งออกมาตกลงเบื้องหน้าของฉินอวี้
“ท่านน้าฉิน ข้าเห็นว่าท่านอ่อนแอ ร่างกายคงเสียหายไม่น้อย ของเล็กน้อยนี้ถือเป็เงินค่าเหล้าของข้า” เยาเยายิ้มเล็กน้อย
แสงสว่างค่อยๆ หายไปจนกลายเป็ดอกบัวหยกขนาดเท่าฝ่ามือ ในดอกบัวมีเม็ดบัวแปดเม็ดส่องแสงสีเขียวเรืองรองราวกับหยกแกะสลัก
“สิ่งนี้คือ?” ฉินอวี้มองดอกบัวหยกเขียวด้วยความแปลกใจ
พอโจวฉิงมองดูสีหน้าจึงเปลี่ยนไปทันที กล่าวด้วยความใ “นี่คือเม็ดบัวหยกเขียว เป็วัตถุดิบหยวนหายาก ช่วยฟื้นฟูเืลมและหล่อเลี้ยงร่างกายได้”
โจวฉิงมีท่าทางสับสนแล้วกล่าวว่า “สิ่งนี้มีประโยชน์สำหรับเ้าอย่างมาก ร่างกายของเ้าอ่อนแอ เม็ดบัวหยกเขียวนี้จะช่วยระงับการสูญหายและรั่วไหลออกของพลัง”
เม็ดบัวหยกเขียวนี้หายากยิ่งนัก นับเป็ขุมทรัพย์ในราชสำนักต้าโจว ไม่ค่อยพบเห็นแล้ว
พอฉินอวี้ได้ยินก็ส่ายหัวทันที “เยาเยา เหล้ามรกตขวดนี้มีค่าเทียบกับของสิ่งนี้ไม่ได้หรอก”
เยาเยาเพียงยิ้มมุมปาก จากนั้นอุ้มทุนทุนเดินออกไปอย่างช้าๆ เหลือไว้เพียงคนสามคนที่จ้องมองอย่างตกตะลึง
โจวหยวนเกาหัวแล้วกล่าวว่า “เสด็จแม่ท่านรับไว้ก่อนเถอะพ่ะย่ะค่ะ ภายหลังค่อยหาโอกาสตอบแทนให้พี่เยาเยา”
ด้วยการกระทำของเยาเยา ในใจเขาก็ตื่นเต้นไม่น้อย เขาทราบว่าที่ร่างกายของฉินอวี้อ่อนแอเช่นนี้ทั้งหมดก็เป็เพราะเขา
ฉินอวี้และโจวฉิงมองตากันแล้วก็พยักหน้า เริ่มรู้สึกรักใคร่เอ็นดูเยาเยาขึ้นมามากขึ้นเล็กน้อย
โจวหยวนยิ้มร่า จากนั้นยกซุปอสูรเก้าชนิดซดเข้าปาก เสียงอึกดังในลำคอ ซดจนไม่เหลือสักหยด
พอซดจดหมดเขาก็ยกข้าวผลึกดำขึ้น เคี้ยวสองสามคำแล้วกลืนลงท้อง
“อร่อย!” โจวหยวนกล่าวชมเชย ข้าวผลึกดำนี้ไม่แข็งกระด้าง เม็ดข้าวส่งกลิ่นหอม
ฮู่
ผ่านไปครู่ใหญ่โจวหยวนก็วางชามลง ถอนหายใจยาวเหยียด แลเห็นลมหายใจเป็เหมือนหมอกขาวลอยอยู่เบื้องหน้า ใบหน้าของเขาเปลี่ยนเป็แดงระเรื่อ ร่างกายราวกับเผาไหม้จนมีควันไฟลอยอยู่รอบตัว
ััถึงควันร้อนในร่างกาย โจวหยวนเลียริมฝีปากด้วยแววตาลุกโชน ต่อจากนี้ในที่สุดเขาก็จะได้เริ่มการฝึกตนอย่างเป็ทางการแล้ว!