ตำนานเทพอสูรสยบฟ้า

    ตอนที่ 31 กล่าวคำลาสำนักศึกษา(4)

                            เจ้าตำหนักเทพยุทธ์มองดูมังกรประกายแสงกำลังวนเวียนตรงหน้าส่งรัศมีกดดันสุดประมาณออกมา ใจนึงนึกชื่มชมพรสวรรค์เด็กหนุ่ม ทว่าอีกใจก็หวนนึกถึงความแค้นเก่าก่อนที่มีต่อเทียนอวิ๋น ด้วยโทสะจึงกล่าวออกไป “ ฮ่าวเทียน! ฐานะเจ้าตอนนี้นับว่ายิ่งใหญ่ ไม่ว่าใครก็หวาดเกรงเจ้า หากแต่พลังฝีมือยังไม่ถึงขั้นจะหยิ่งผยองได้เช่นนี้ ”

     

     

                    เจ้าตำหนักเทพยุทธ์เก็บดาบลงเพียงสะบัดฝ่ามือไปด้านหน้า พลังฝีมือที่ฮ่าวเทียนปลดปล่อยออกมาถูกสะกดข่มไว้ ทั้งยังกดร่างของมันจนแน่นิ่งลงกับพื้น พลันกล่าว “ ที่ผ่านมาข้าทำเป็นไม่สนใจด้วยคิดว่าพวกเจ้าเป็นเพียงสหายร่วมสำนักกัน ปราณทมิฬก็เรื่องหนึ่ง แต่ที่หนักหนาที่สุดคือเจ้าทำให้นางร้องไห้! ชิงเสวียนเป็นลูกสาวของข้า ไม่เคยมีผู้ใดแตะต้องนางมาก่อน เด็กน้อยเช่นเจ้ากล้าดียังไงถึงทำให้นางต้องช้ำใจ ยังกล้าเรียกตัวเองว่าชายชาติบุรุษเรอะ! ”

     

     

                    พลังฝ่ามือที่กดทับร่างของฮ่าวเทียนไว้แทบจะบดขยี้ร่างมันจมลงกับพื้น ฮ่าวเทียนที่สุดทนจึงเริ่มรีดเค้นปราณทมิฬออก ทว่ากลับถูกหยุดไว้ด้วยเสียงของชิงเสวียนที่ก้าวออกมาจากเงามืด “ ท่านพ่อ ท่านหยุดมือเถอะเจ้าค่ะ ฮ่าวน้อยเจ็บเจียนตายแล้ว... ” เจ้าตำหนักไม่สนใจคำ มันรู้แต่แรกว่านางตามมันมา  ยังคงปลดปล่อยฝ่ามือต่อเนื่อง ชิงเสวียนจึงเข้ามาช่วยรับแรงกดนั้น


         

                   ฮ่าวเทียนเห็นสภาพนี้ถึงกับรับไม่ได้จนกัดฟันลุกขึ้นมา ปลดผนึกแสงสวรรค์เก้าชั้นฟ้าทันที ทันใดนั้นเองข่ายปราณที่ถูกกางไว้แตกกระจาย ท้องฟ้าเปลี่ยนสีจากความมืดมิดท่ามกลางแสงจันทร์ ก้อนเมฆบนหัวถึงกับกลายเป็นสีทองอร่าม มังกรประกายแสงแท้จริงพุ่งทะยานทำลายพลังฝ่ามือของเจ้าตำหนักจนสิ้น  เจ้าตำหนักที่ได้เห็นดังนั้นไม่เพียงไม่หยุดมือ ยิ่งเพิ่มกำลังลงไปอีก ฮ่าวเทียนตะคอกกลับ “ ขนาดลูกสาวยังทำร้ายลง ท่านมันไม่ใช่คน! ”

     

     

                    ยิ่งเห็นฮ่าวเทียนยืนหยัดต่อหน้าฝ่ามือตนได้เขายิ่งบันดาลโทสะ จนฮ่าวเทียนไม่อาจทานรับอีกครา “ เช่นนี้ก็ดี เป็นท่านบีบบังคับข้า! ” ฮ่าวเทียนครอบคลุมร่างไว้ด้วยกายาเทวะทองคำ ก่อนจะปลดปล่อยปราณทมิฬออกสู่สองมือ ตะโกนก้อง “ แสงสวรรค์แท้จริงกระบวนที่ 2... ” ไม่ทันสิ้นคำพลังของฮ่าวเทียนถูกผนึกทันที แสงสวรรค์เก้าชั้นฟ้าถูกผนึกอีกครา มังกรประกายแสงยอมสยบอย่างว่าง่ายต่อร่างกิเลนทองคำตรงหน้า

     

     

                    “ โจรเฒ่า ข้าเตือนเจ้าไปแล้ว หากทำร้ายเด็กสองคนนี้อีก ข้าจะล้างสังหารเจ้า! ” เทียนอวิ๋นปลดปล่อยกิเลนทองคำออก ก่อนเสียงคำรามนั้นจะทำเอาทั่วตำหนักสั่นสะเทือน เหล่าเทพยุทธ์และจอมราชันย์ในสำนักต่างลืมตาตื่นด้วยความตกใจรีบมุ่งหน้ามา เจ้าตำหนักเทพยุทธ์ยังคงสีหน้านิ่งเรียบก่อนจะกล่าว “ ช่างกลายเป็นเรื่องใหญ่โตดีแท้ ดี! ดูกันว่าใครจะตายก่อน! ”



              

                   ทันใดนั้นเอง เจ้าสำนักศึกษาหลี่มู่ที่เร่งรุดมา หยุดมือทั้งสองคนไว้ ก่อนจะใช้สมบัติสวรรค์ของสำนักพันธนาการทั้งคู่ มองดูฮ่าวเทียนและชิงเสวียนที่อ่อนแรงจึงเอ่ยถาม “ อธิบายมาเดี๋ยวนี้! ” ฮ่าวเทียนตอบกลับทันที “ เรียนท่านเจ้าสำนัก เจ้าตำหนักเทพยุทธ์มาพบข้าลำพัง ใช้กำลังเค้นถามเรื่องราว  ศิษย์พี่ชิงเสวียนได้ช่วยข้าไว้ จากนั้นจึงเป็นท่านอาจารย์ขอรับ ”

     

     

                    เพียงได้ฟังเรื่องราวเขาเข้าใจได้ทันที หลี่มู่รู้สาเหตุที่เจ้าตำหนักเทพยุทธ์โกรธเคืองดี เพียงไม่คิดว่าจะกล้าลงมือปานนี้ เขาจึงกล่าวออก “ ผู้ไม่เกี่ยวข้องให้กลับไป ข้าจะจัดการเรื่องราวเอง! ” ทุกคนที่มุ่งหน้ามารีบทำตามคำสั่ง ก่อนหลี่มู่จะเอ่ยคำ “ เจ้าตำหนักเทพยุทธ์ ปรมาจารย์แสงสวรรค์ เจ้าทั้งสองคือตัวตนราวกับทวยเทพในสำนักแห่งนี้ บัดนี้ตบตีกันด้วยเรื่องเด็กสองคน ดูท่า ข้าโอนอ่อนกับพวกเจ้าเกินไปใช่รึไม่ ?!! ”

     

         

               น้ำเสียงแข็งกร้าวนี้ทำเอาทั้งสองเบือนหน้าหนี ก่อนเขาจะกล่าวต่อไป “ ฮ่าวเทียน ข้าจะมอบความเป็นธรรมแก่เจ้า เมื่อถูกเขารังแก ก็ไปทุบตีมันคืน หากมันกล้าโต้ตอบข้าจะตัดแขนมันให้แก่เจ้า! ” ประกาศิตที่ออกมาทำเอาฮ่าวเทียนและเทียนอวิ๋นกลืนน้ำลายอึกใหญ่ เจ้าสำนักยามบันดาลโทสะน่าหวาดกลัวราวกับปีศาจกระหายเลือด


          

                   ฮ่าวเทียนก้าวออกคำนับกล่าวต่อ “ ท่านเจ้าสำนักโปรดระงับโทสะ ศิษย์เห็นว่าเจ้าตำหนักเทพยุทธ์กระทำเกินเลยไปเพราะห่วงศิษย์พี่หญิง แน่นอนว่าเพียงสั่งสอนข้า ไม่ถึงแก่ชีวิต ” ฮ่าวเทียนกล่าวจบจึงขบคิดบางอย่างขึ้นมาได้ มันยึดถือคำสอนอาจารย์มาตลอด ไม่ยอมให้ถูกรังแกโดยง่าย ไม่ว่านั่นจะเป็นใครก็ตาม

     

     

                    เจ้าสำนักมองดูสีหน้าขบคิดของฮ่าวเทียนจึงถามต่อ “ เจ้าคิดอะไรก็พูดออกมา ข้าอยู่ที่นี่ คือความยุติธรรมของที่นี่! ” ฮ่าวเทียนประสานมือกล่าวต่อ “ หนึ่งปี เวลาหนึ่งปีทิ่ศิษย์ออกไปยังโลกภายนอก เมื่อกลับมา ศิษย์จะทำให้เขาต้องเอ่ยคำขอโทษต่อหน้าศิษย์และท่านอาจารย์ด้วยกำลังของตัวเอง! ” คำกล่าวนี้ทำเอาทุกคนในเหตุการณ์ถึงกับผงะไป

     

     

                    เจ้าตำหนักเทพยุทธ์อยู่ในระดับชั้นใด และตัวมันต่ำต้อยเพียงไหน ทำให้ขอโทษด้วยกำลังตนเอง หมายความว่าจะท้าประลองเป็นนัย แม้ฮ่าวเทียนผ่านพ้นสามช่วงชั้นลมปราณในเวลาไม่ถึงสองปี ทว่าในขั้นต่อๆไป ยิ่งยากเย็นกว่านี้ร้อยเท่าพันเท่า เทียนอวิ๋นมองดูร่างเงาตนเองตอนยังหนุ่มทับซ้อนบนร่างฮ่าวเทียนจึงรู้สึกพอใจนัก



                   เจ้าตำหนักเทพยุทธ์ไม่เอ่ยคำใด ยิ่งมองดูฮ่าวเทียนยิ่งนึกถึงเทียนอวิ๋นในคราก่อนจนมันถอนหายใจอีกครา พลันได้ยินเสียงหัวเราะร่วนของเจ้าสำนัก “ ฮ่าๆๆๆ น้องพี่ ดูสิ เจ้าดู! ความร้อนรนของเจ้าปลุกเอาความโอหังของปีศาจน้อยนี่ออกมาแล้ว  ฮ่าๆ เทียนอวิ๋น เจ้าสั่งสอนลูกศิษย์ได้ดีนัก วิธีนี้นอกจากไม่หลู่เกียรติใครแล้วยังรักษาหน้าทุกผู้คนไว้ ทั้งยังไม่ผิดใจกับชิงเสวียน เวลาสั้นๆขบคิดออกมาได้ นับว่ามีไหวพริบควรชื่นชม! ”

     

     

                    “ ยโสโอหังไม่ผิดแผกไปจากอาจารย์ของเจ้า เช่นนั้นก็ดี! อีกหนึ่งปีถ้าเจ้ามีปัญญาก็ลองมาเหยียบย่ำข้าดู เพียงแต่ระหว่างนั้นพวกเจ้าทั้งสองไม่อาจพบกันอีก ข้าเป็นพ่อของนาง เทวดาที่ไหนก็ไม่อาจยุ่งเกี่ยวอีก! ” คำที่มันกล่าวออกมาทำให้ชิงเสวียนกำมือแน่นด้วยความเหนื่อยใจ ตรงข้ามกับฮ่าวเทียนที่ยิ่งพอใจนัก มันกล่าวตอบ



                   “ เช่นนั้นก็ดี แต่ในเมื่อท่านไม่ให้ข้ากับพี่หญิงพบเจอกัน  หากถึงเวลาข้าทำให้ท่านยอมขอโทษได้ ท่านจะต้องยกนางให้ข้า!! ” คำนี้ทำเอาเจ้าตำหนักเทพยุทธ์คิ้วกระตุก “ ปีศาจน้อย เจ้ากล้า!! ”  ไม่ทันสิ้นคำ เจ้าสำนักก็เอ่ยปาก “ ได้! เอาตามนั้น ข้าเป็นสักขีพยาน หากเจ้าทำได้จริง ข้าจะร่วมเป็นผู้ใหญ่สู่ขอนางแก่เจ้า ฮ่าๆๆๆ ”

     

     

                    " พี่หลี่ ท่าน! ..."  เจ้าตำหนักเทพยุทธ์ถึงกับหมดคำจะเอ่ย แม้บันดาลโทสะแต่เขาไม่พูดสิ่งใดต่อ เช่นเดียวกับเทียนอวิ๋น  ทุกคนต่างรู้ว่าเจ้าตำหนักผู้สูงส่งตกหลุมพรางคำพูดของเด็กหนุ่มคนนี้แล้ว สัญญามิได้บอกไว้ว่าให้ชนะ แค่ทำให้ขอโทษ วิธีการนั้นมีมากมายนัก...  เมื่อเหตุการณ์คลี่คลายเจ้าสำนักจึงจากไป ชิงเสวียนเองกลับไปกับพ่อของนาง ยามนี้เหลือเพียงเทียนอวิ๋นและฮ่าวเทียนเท่านั้น

     

     

                    เทียนอวิ๋นเอ่ยคำขึ้นมา “ ฮ่าวเทียน เจ้าทำได้ดี ไม่ทำให้อาจารย์เสียหน้า เพียงแต่ที่นี่มีคนคุ้มหัวเจ้ามากมาย แต่มิใช่โลกภายนอก  ที่แห่งนั้นเจ้าไม่อาจทำตัวโดดเด่นหรือเป็นเป้าสายตาเช่นนี้ มีสิบชีวิตยังไม่พอ... ” ฮ่าวเทียนรีบรับคำ “ ศิษย์จะไม่ลืมคำสอนของอาจารย์ ” เรื่องราวคลี่คลายลงโดยดี ฮ่าวเทียนจึงกลับไปพักผ่อนเตรียมตัวสำหรับโลกใบใหม่ของเขา

     


                   ในห้องพักของฮ่าวเทียนยามนี้มืดสงบ เพียงจุดเทียนขึ้นเท่านั้น ฮ่าวเทียนพบเว่ยซินนั่งอยู่ในห้องกลางดึก ตนไม่ทันตั้งตัวด้วยความตกใจจึงกล่าวเสียงดัง “ วะ...เว่ยซิน เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร หอพักหญิง ไม่สิ เจ้าอยู่นี่ไม่ได้ รีบออกไปก่อนใครเห็นเร็วเข้า! ” เว่ยซินไม่เอ่ยคำก่อนจะนอนฟุบลงบนโต๊ะและกล่าวต่อ “ ข้าเห็นเรื่องราวหมดแล้ว  อีกปีเจ้าจะแต่งภรรยาแล้วสิ...” ฮ่าวเทียนที่กำลังตกใจได้ยินประโยคนี้กลับเขินอาย แต่ในความรู้สึกนี้มันสัมผัสได้ถึงความนัยบางอย่างไม่สู้ดีนัก

     

     

                    “ เว่ยซิน นั่นเป็นเรื่องอนาคต หากเป็นเช่นนั้นได้ก็ดี เจ้ารีบกลับไปเถอะนะ นี่ดึกมากแล้ว ” ยามนี้สายตาของนางนับว่าแปลกตาไปจากปกติที่ดีดดิ้นราวม้าดีดกระโหลกนัก ได้เห็นใบหน้านิ่งสงบของนางในชุดนอน แม้เป็นชุดธรรมดาปกปิดมิดชิด ยังทำให้ฮ่าวเทียนใจเต้นตึกตักไม่หยุดหย่อน  นางนั่งนิ่งพลันกล่าวต่อ

     

                   

                   “ ข้าไม่สนใจใดๆทั้งสิ้น พรุ่งนี้เจ้าต้องไปแล้ว วันนี้ เจ้าต้องอยู่กับข้า ห้ามพูดอะไรอีก! ” ฮ่าวเทียนได้ยินดังนั้นจึงไม่ขัดใจนาง ทั้งสองนั่งนิ่งฟุบลงบนโต๊ะไม่กล่าวคำใดกัน จนแสงเทียนเริ่มมอดดับลง เห็นนางฟุบหลับไปจริงๆฮ่าวเทียนจึงอุ้มนางไปนอนบนเตียง ส่วนตนมานั่งฟุบหลับบนโต๊ะอย่างเงียบงัน มองเห็นผ้าพันคอสีเงินผืนหนึ่งบนโต๊ะที่เมื่อครู่นางฟุบกอดไว้ ฮ่าวเทียนหยิบขึ้นมาดู กำไว้ในสองมือก่อนจะหลับไป...

     

     

     

                    เช้าวันนี้ประตูสำนักศึกษาเปิดออก เหล่าอาจารย์มาส่งฮ่าวเทียน เว้นตำหนักเทพยุทธ์เท่านั้น เทียนอวิ๋นก้าวออกมา “ ฮ่าวเทียน เจ้าต้องไปแล้ว สิ่งใดที่ต้องตระเตรียมสำนักศึกษาได้จัดไว้ให้เจ้าในแหวนมิติชิ้นนี้แล้ว ” นับเป็นแหวนมิติชิ้นแรกที่ฮ่าวเทียนมีในชีวิตนี้



            มันรับไว้ก่อนจะยกถุงผ้าของตนพาดบ่า คำนับกล่าวขอบคุณทุกคนที่มาส่งมัน ก่อนจะกล่าวคำ  “ เวลา 1 ปี ฮ่าวเทียนจะตั้งใจฝึกฝนเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ยามกลับมา จะไม่ทำให้พวกท่านผิดหวัง ....ศิษย์ขอลา ” มองดูเด็กหนุ่มเดินจากไป เหล่าอาจารย์ได้แต่ทอดถอนใจที่ต้องเลือกทางนี้ให้แก่เขา  .... 

            ณ ชั้นเรียนอัจฉริยะ ยามเช้าแสงแดดสาดส่อง เว่ยซินลืมตาตื่นขึ้นมา มองไปรอบด้านไม่พบฮ่าวเทียน คงเหลือเพียงกลิ่นอายของเขาตลบอบอวล บนโต๊ะผ้าพันคอผืนนั้นหายไป หลงเหลือสร้อยหยกสีม่วงดำชิ้นหนึ่งวางไว้ในกล่องไม้สีทองบนโต๊ะ นางหยิบกล่องไม้ขึ้นมา ปิดมันลงและกอดไว้ หยาดน้ำตาค่อยๆร่วงลงจนถึงพื้น “ เจ้ามันโง่   เจ้ามันเป็นปีศาจจริงๆ....    เจ้าทิ้งข้าไปอีกแล้ว....”

             

             

             

                                                                                  จบตอน