27 2-2
ตอนที่ 34 เท่านี้เ้าก็เก่งมากแล้ว
ก่อนจะทันได้เอ่ยกล่าวอันใดออกมาสักคำ จู่ๆเหลิงหยุนเจียวก็ได้กลิ่นคาวหวานตีขึ้นลำคอฉับพลัน กระอักพ่นเืสดออกมาอีกคำโต นางกัดฟันกระชับแน่นพร้อมเค้นเสียงเอ่ยถามขึ้นทีละคำ
“ลูก..ลูกข้าอยู่ไหน?”
“คนของข้ากำลังตามไปช่วย เขาปลอดภัยแน่นอน”
วาจาน้ำเสียงของโม่เฉินหยวนฟังดูราวกับไม่แยแสอันใด สายตาเ็าคู่นั้นเลื่อนมาพินิจจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของเหลิงหยุนเจียว และกล่าวขึ้นว่า
“แต่เ้ายังมีบางสิ่งที่ติดค้างกับข้าอยู่”
“!!”
เหลิงหยุนเจียวตระหนักได้ในทันที นางยังหนีไม่พ้นวิกฤตอันตราย จึงรีบหยิบปืนบาซูการ์ขึ้นประทับบ่าอย่างรวดเร็ว แต่เนื่องด้วยสภาพร่างกายในปัจจุบันที่อ่อนล้าเกินกว่าจะขยับเขยื้อนได้ไหว มือไม้อ่อนยวบฉับพลัน บาซูการ์กระบอกนั้นจึงร่วงหลุดมือกลิ้งตกลงบนพื้นเบื้องหน้า
โม่เฉินหยวนจ้องมองวัตถุที่กลิ้งตกอยู่บนพื้นครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆย่างเท้าก้าวเข้าไปใกล้เพื่อพินิจตรวจสอบโดยละเอียด
ทันทีที่โม่เฉินหยวนยกมือยื่นเข้าไป ก็บังเกิดแรงดูดขุมหนึ่ง ดึงเอาปืนบาซูการ์กระบอกนั้นลอยเข้าไปในมือของเขาอย่างง่ายดาย
“ไม่นึกเลยว่า เ้าจะมีของแปลกประหลาดมากมายปานนี้”
“...”
ทั้งกายใจของเหลิงหยุนเจียวเปลี่ยนเป็แข็งทื่อราวกับรูปปั้นหินในทันใด เริ่มรู้สึกวิตกกังวลหนักอึ้งอย่างอดมิได้
กลิ่นคาวหวานในลำคอก็คล้ายจะพยายามดันตัวเองออกมาไม่หยุดหย่อน ธารเืสีแดงสดกระอักพ่นออกมาจากปากของนางอีกคำโต เลอะเปรอะเปื้อนไปทั่วกระโปรงสีขาวบริสุทธิ์ตรงหน้า ฉาบย้อมเป็สีโลหิตเบ่งบาน
โม่เฉินหยวนปรายตาชำเลืองมองอยู่ปราดหนึ่ง สังเกตสีหน้าของนางในยามนี้ที่ซีดเผือดคล้ายกับใกล้จะตายเข้าไปทุกที
นับเป็เื่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก โดยปกติทั่วไป สามัญชนที่ไร้ซึ่งพลังลมปราณภายในร่างกายคอยปกป้อง หากถูกสัตว์อสูรระดับสี่โจมตีใส่ขนาดนี้ คงต้องสิ้นใจตายคาที่ไปตั้งนานแล้ว น่าแปลกเหลือเกิน ที่นางยังสามารถประคองชีวิตไว้ได้จวบจนถึงตอนนี้
แต่ความจริงหนึ่งที่มิอาจปฏิเสธได้คือ อวัยวะภายใน รวมไปถึงเส้นเอ็นและกระดูกของนางล้วนถูกทำลายแทบไม่เหลือชิ้นดีแล้ว
หากพานางเข้าไปในห้วงมิติได้ การรักษาคงจะสะดวกกว่าที่นี่มาก
โม่เฉินหยวนเผลอมุ่งจิตครุ่นพินิจโดยมิทันรู้ตัว ในชั่วพริบตาถัดมา สภาพแวดล้อมรอบตัวของเขาก็แปรเปลี่ยนต่างออกไปจากเดิมโดยกะทันหัน
กลายมาเป็ูเาลำเนาไพรสีเขียวชอุ่ม ทะเลสาบสีมรกตพิสุทธิ์ใสกว้างใหญ่ไพศาล มีหอคอยสูงตั้งตระหง่านอยู่ ณ ใจกลาง เบื้องล่างล้อมรอบด้วยศาลาหินอ่อน และสะพานทางเดินที่เชื่อมต่อถึงกัน รัศมีกลิ่นอายภายในนี้กอปรไปด้วยมวลพลังิญญาปริมาณมหาศาล ที่ทั้งเข้มข้นและอุดมสมบูรณ์ชนิดที่ว่าโลกภายนอกนั้นเทียบไม่ติดฝุ่น
ด้วยความแปลกใจ เขาเร่งเงยหน้าและเหลียวมองเื้ัทันควัน แลเห็นว่าเป็เหลิงหยุนเจียวที่ติดเข้ามาในที่แห่งนี้กับเขาด้วยเช่นกัน ภาพฉากดังกล่าวทำเอาเขาเบิกตากว้าง รู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่งยวด
เขาแค่้านำสิ่งที่เหลิงหยุนเจียวใช้งานเมื่อครู่มาเก็บเท่านั้น แต่คาดไม่ถึงเลยว่า เหลิงหยุนเจียวจะติดเข้ามากับตนด้วย
ยุทธภัณฑ์ิญญาแขนงพื้นที่ห้วงมิติจะทำสัญญาโดยการผูกติดกับจิติญญาของผู้เป็เ้าของ แต่ก็มิได้หมายความว่า ผู้เป็เ้าของจะสามารถปล่อยให้ใครก็ได้เข้าออกได้ตามใจอิสระเช่นกัน
เว้นเสียแต่ในกรณีที่...
โม่เฉินหยวนค่อยๆชำเลืองมองหญิงสาวผู้มีรอยแผลเป็ทั่วใบหน้านางนั้นด้วยความประหลาดใจ ทันใดนั้นเอง ก็มีความคิดหนึ่งที่ไม่น่าจะเป็ไปได้แล่นเข้ามาในหัวของเขา
เพราะท้ายที่สุดแล้ว สตรีนางนี้เป็เผ่ามนุษย์ จึงตัดเื่ที่ว่า นางมีสายเืเครือญาติเดียวกับเขาไหลเวียนอยู่ในกายทิ้งไปได้เลย ดังนั้นจึงเหลือความเป็ไปได้เพียงแค่หนึ่งเดียว...
แต่ไม่ว่าจะอย่างไร สิ่งสำคัญที่สุดยามนี้คือ การรักษาฟื้นฟูอวัยวะและเส้นเอ็นกระดูกภายในร่างกายของนางก่อนเป็อันดับแรก!
“แต่อาการสาหัสปานนี้ คงมีแต่...นอนรอความตายเสียกระมัง”
โม่เฉินหยวนกล่าวขึ้นอย่างใจเย็น นำปืนบาซูการ์ที่ประทับอยู่บนไหล่ทิ้งไป และช้อนตัวอุ้มร่างของนางขึ้นมาในอ้อมแขน
“ยังประคองสติได้จนถึงตอนนี้ เ้าก็เก่งมากแล้ว”
เหลิงหยุนเจียวเบิกตาจ้องหน้าโม่เฉินหยวนไม่มีอ่อนคลาย แต่ด้วยสภาพอาการาเ็ในเวลานี้ ส่งผลให้นางไม่สามารถเปล่งเสียงพูดออกมาได้แม้เพียงสักคำ
น้ำเืที่ไหลท่วมล้นอยู่ในลำคอก็มีแต่จะมากขึ้นและมากขึ้น เหลิงหยุนเจียวรู้สึกอึดอัดไม่สบายตัวอย่างยิ่งจนไม่แม้กระทั่งอยากขยับตัวด้วยซ้ำ
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ นางมั่นใจเต็มร้อยว่า ถึงแม้โม่เฉินหยวนจะไม่ลงมือสังหารนาง แต่นางคงต้องสำลักน้ำเืตัวเองตาย ไม่อาจอยู่พ้นวันนี้เป็แน่
โม่เฉินหยวนยืนมองพร้อมขมวดคิ้วแน่น เหม่อมองเหลิงหยุนเจียวที่บ้วนเืในปากทิ้งคำแล้วคำเล่า แต่ท้ายที่สุด เขาก็ตัดสินใจพานางไปปล่อยลงในทะเลสาบสีมรกตพิสุทธิ์ใส
กระแสน้ำที่ไหลเวียนภายในทะเลสาบค่อนข้างเย็นจัด สายน้ำสายแล้วสายเล่าพัดผ่านเข้าชโลมห่อหุ้มกายาของเหลิงหยุนเจียวเอาไว้อย่างนุ่มนวล
ในฐานะสุดยอดสายลับนักฆ่าแห่งยุค นางได้เผชิญพบกับความตายมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว เช่นนั้นจึงรู้สึกคุ้นชินกับความรู้สึกจำพวกนี้ดี เฉกเช่นเดียวกับที่กำลังประสบอยู่ในยามนี้
“จะ-เจียวเหนียง ช่วยเขา...ช่วยเขาด้วย...”
ริมฝีปากแห้งแตกของเหลิงหยุนเจียวเคลื่อนขยับเล็กน้อย
“ยาแก้...แก้พิษ... อยู่ในมือ...มือข้า...”
เหลิงหยุนเจียวไม่เคยคิดฝันมาก่อนเลยว่า ตนจะต้องมาตายอีกครั้งเพราะพิษาแในครานี้ แต่ถึงอย่างนั้น นางเองก็ไม่อยากให้เด็กคนนั้นต้องถูกกลั่นแกล้งรังแกเช่นเดิมอีก เพียงเพราะว่านางจากไปแล้ว
มอบยาถอนพิษแก่อีกฝ่ายก่อนสิ้นใจ อย่างน้อยก็เขาอาจยังพอมีน้ำใจช่วยปกป้องเด็กคนนี้ต่อ
นางหมดสิ้นเรี่ยวแรงใดๆเหลือแล้ว สิ้นประโยคสั้นๆเพียงเท่านั้น นางก็ไม่มีปัญญาแม้แต่จะลืมตาได้ไหวอีกต่อไป
ความมืดมิดและหนาวเหน็บค่อยๆกัดกินดวงใจของนาง กระแสน้ำเย็นะเืห่อหุ้มคลุมครอบทั่วกายา เสมือนกับร่างกายนี้เบาหวิวไร้น้ำหนัก และกำลังจมดิ่งสู่หุบเหวไร้สิ้นสุด
โม่เฉินหยวนมองไปที่เหลิงหยุนเจียวผู้ซึ่งกำลังหลับใหลในห้วงทะเลสีมรกต เขาโบกมือขึ้นตวัดทีหนึ่ง กระแสน้ำเย็นจัดเ่าั้ก็เริ่มโคจรหมุนรอบกายาของนาง
เมื่อคอเสื้อด้านหลังของนางถูกกระแสน้ำพัดเปิดออก ก็ปรากฏตราประจำตระกูลอวี๋ถูกสลักอยู่บนหลังคอของนาง
เมื่อห้าปีก่อน ในเมืองเซินจิ้ง เขาถูกวางแผนล้อมกรอบโดยกลุ่มคนผู้ไม่หวังดี จนพลาดท่าขึ้นเตียงนอนกับสตรีนางหนึ่งโดยไม่ตั้งใจ ชั่วจังหวะนั้น ระหว่างที่เขายังพอประคองสติได้ จึงใช้ดัชนีทิ้งรอยตำหนิไว้ที่หลังคอของนาง
ทว่าโม่เฉินหยวนกลับเห็นใบหน้าของหญิงสาวนางนั้นไม่ชัดเจนเท่าที่ควร และเมื่อได้สติตื่นขึ้นมาอีกครั้งในวันรุ่งขึ้น สตรีนางนั้นก็ได้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ไม่เหลือทิ้งแม้กระทั่งวี่แววหรือเบาะแสใดๆ