[จบ] สวรรค์ประทานหนูน้อยนำโชคมาสู่ครอบครัวชาวนา

    บทที่ 35 ปักหลัก (รีไรต์)

    บทที่ 35 ปักหลัก  (รีไรต์)

     

    “ช่างโหดเหี้ยมนัก! ชั่วร้ายเกินไปแล้ว! พวกเจ้าทำร้ายฉินชุนอวิ๋นจนถึงตาย แล้วยังจะทำร้ายเฉิงอันอีก!”

     

    ผู้อาวุโสสามชี้นิ้วอันสั่นเทาไปที่เฉียนเหมย สาปแช่งเสียงสั่นเทา 

     

    “ช่างเป็นการกระทำที่เลวทราม ไร้มนุษยธรรมสิ้นดี! ข้าจะส่งตัวพวกเจ้าไปให้ทางการลงโทษ! ให้พวกเจ้าติดคุกตลอดชีวิต!”

     

    “ผู้นำตระกูล หัวหน้าหมู่บ้าน เรื่องนี้ข้าไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย ทุกอย่างเป็นฝีมือของหยางผิงแต่เพียงผู้เดียว!”

     

    เฉียนเหมยร้องไห้ฟูมฟาย เขาไปกอดขาผู้อาวุโสสาม น้ำหูน้ำตาไหลเปรอะเปื้อนเต็มใบหน้า จนผู้ที่เห็นต่างรู้สึกสะอิดสะเอียน 

     

    “นังหญิงชั่ว! หากไม่ใช่เจ้ามายุ่งกับข้า ยั่วยวนข้า ข้าก็คงไม่เผลอทำร้ายฉินชุนอวิ๋นจนตายหรอก!”


    “ผู้ใดกันที่ยั่วยวนเจ้า! เจ้าเองนั่นแหละที่หน้าไม่อายมาติดพันข้า!”

     

    “ข้าจะฆ่าเจ้า นังหญิงชั่ว!” 

     

    จากที่เคยเป็นสามีภรรยาที่รักใคร่กลมเกลียวกัน บัดนี้กลับกลายเป็นสุนัขสองตัวที่กำลังกัดกันอย่างเอาเป็นเอาตาย

     

    ฉินเฉิงอันทรุดตัวลงกับพื้นด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย ดวงตาไร้ประกาย แม่เฒ่าฉินที่อยู่ข้าง ๆ ปลอบประโลมเขาอย่างเงียบ ๆ

     

    ภาพตรงหน้าทำเอาชาวบ้านพลอยรู้สึกเศร้าไปด้วย หญิงชราบางคนถึงกับน้ำตาไหล

     

    เด็กคนนี้ช่างน่าสงสารนัก ที่มีบิดาโหดร้ายเช่นนี้

     

    ด้วยความที่ชายหญิงมีพละกำลังต่างกัน ย่อมรู้ผลแพ้ชนะ ไม่นานเฉียนเหมยก็หมดแรง ถูกหยางผิงกดลงกับพื้นทุบตีจนไม่อาจตอบโต้ได้ นางได้แต่ร้องขอความเมตตา

     

    “แยกพวกเขาออกจากกัน!”

     

    เมื่อผู้อาวุโสสามออกคำสั่ง ชายฉกรรจ์สองคนก้าวออกมาจากฝูงชน เข้าไปลากตัวทั้งสองออกจากกัน

     

    “มัดพวกเขาแล้วส่งตัวไปให้ทางการสอบสวน!”

     

    ชายฉกรรจ์ทั้งสองรับคำ แล้วหาเชือกป่านมามัดพวกเขาไว้

     

    หยางผิงเห็นดังนั้นก็ตกใจ รีบคุกเข่าคลานไปหาฉินเฉิงอัน “เฉิงอัน เฉิงอัน ข้าเป็นพ่อของเจ้า เจ้าห้ามให้พวกเขาส่งข้าไปหาทางการนะ ถ้าข้าไปถึงที่นั่น ข้าต้องตายแน่!”

     

    ฉินเฉิงอันนั่งนิ่ง ไม่สนใจใยดี ลุกขึ้นแล้วหลบไปอยู่ข้างหลังแม่เฒ่าฉิน

     

    “เฉิงอัน ๆ เจ้าใจร้ายกับข้าไม่ได้นะ ข้าเป็นพ่อเจ้า!”

     

    เมื่อเห็นหยางผิงกำลังจะพุ่งเข้าไปหาฉินเฉิงอัน ฉินเหล่าซื่อจึงรีบพุ่งเข้าไปต่อยเข้าที่หน้าอกของหยางผิงอย่างแรง หยางผิงกระเด็นออกไปไกล ดวงตาปิดสนิท หมดสติไปในทันที

     

    “ปล่อยข้า! พวกเจ้าปล่อยข้านะ ข้าไม่เกี่ยวข้องอันใด! เปียวเอ๋อร์ เปียวเอ๋อร์ รีบมาช่วยแม่ด้วย!”

     

    ฉินเหล่าซื่อตัดสินใจทำความดีให้ถึงที่สุด จึงเดินเข้าไปฟาดฝ่ามือลงบนท้ายทอยของเฉียนเหมย เสียงน่ารำคาญก็พลันหายไปทันที

     

    ฉินเยาเยาจ้องมองพ่อของนางด้วยแววตาชื่นชม

     

    “เฉิงอัน เจ้าอย่าเศร้าโศกไปเลย พวกเขากระทำความผิด ย่อมต้องถูกลงโทษตามกฎหมาย จงกลับบ้านไปกับป้าของเจ้าเถิด นอนหลับให้สบาย ตื่นขึ้นมาทุกอย่างก็จะผ่านไปเอง” 

     

    ผู้อาวุโสสามเดินมาหยุดตรงหน้าฉินเฉิงอัน ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความห่วงใย

     

    เขาเป็นผู้นำตระกูลของหมู่บ้านตระกูลฉิน เหตุการณ์เลวร้ายเช่นนี้เกิดขึ้นภายใต้การดูแลของเขา ทว่าเขากลับไม่รู้เห็นสิ่งใด นับว่าได้กระทำผิดต่อบรรพบุรุษตระกูลฉินยิ่งนัก

     

    “ใช่แล้วเฉิงอัน กลับไปกับป้าเถิด ทุกอย่างผ่านไปแล้ว”

     

    ฉินเฉิงอันจูงมือหลิวซิ่วเถา คุกเข่าลงตรงหน้าแม่เฒ่าฉิน น้ำตาไหลรินอาบแก้ม กล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ 


    “ขอบพระคุณท่านป้า” 

     

    “เจ้าเด็กนี่ ทำอันใดน่ะ รีบลุกขึ้นมาเร็ว!”

     

    แม่เฒ่าฉินรีบพยุงเขาขึ้นมา “พวกเรากลับกันเถิด ไปเก็บข้าวของย้ายบ้าน!”

     

    ฉินเฉิงอันพยักหน้าพลางร้องไห้ แล้วอุ้มลูกชายของตนตามแม่เฒ่าฉินกลับไป

     

    “ข้าจะช่วยพวกเจ้าขนของเอง!”

     

    “ข้าก็จะช่วยด้วย 

     

    “ข้าก็ด้วย!”

     

    ชาวบ้านใจดีหลายคนต่างก็อาสาช่วย

     

    ด้วยความช่วยเหลือจากชาวบ้านใจดี พวกเขาขนของทั้งหมดของหยางผิงและเฉียนเหมยออกมา แล้วโยนทิ้งไว้ในกระท่อมมุงหญ้าที่ฉินเฉิงอันเคยอาศัยอยู่

     

    จากนั้นก็ขนของทั้งหมดของครอบครัวฉินเฉิงอันและของที่แม่เฒ่าฉินนำมาเข้าไปไว้ในบ้าน

     

    แต่เมื่อพวกเขาเห็นเฉินฮั่นหลินบังคับรถม้าสองคัน ซึ่งเป็นรถม้าที่พบเห็นได้ในตระกูลใหญ่ร่ำรวย ก็อดไม่ได้ที่จะอ้าปากค้าง แอบคิดในใจว่าตระกูลฉินคงจะร่ำรวยแล้ว ยิ่งทำให้พวกเขามุ่งมั่นที่จะผูกมิตรกับครอบครัวของแม่เฒ่าฉิน

     

    รถม้าหนึ่งคันราคาอย่างน้อยก็ร้อยกว่าตำลึง

     

    “ขอบใจทุกท่านยิ่งนัก วันนี้รีบร้อนไปหน่อย เลยเลี้ยงต้อนรับไม่ทั่วถึง อีกสองวันจะเป็นวันครบเดือนของหลานสาวข้า ขอเรียนเชิญทุกท่านมาร่วมรับประทานอาหารเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่บ้านข้าด้วยเถิด” 

     

    แม่เฒ่าฉินบอกกล่าวกับชาวบ้านที่คอยช่วยเหลือด้วยรอยยิ้ม

     

    “มา ๆ ข้ามาแน่นอน นับตั้งแต่วันนี้ข้าจะไม่กินข้าวแล้ว จะได้เก็บท้องเอาไว้กินวันงาน” ชายร่างสูงใหญ่เอ่ยติดตลก


    “เจ้ายังมีหน้ามาพูดอีกหรือ ทุกครั้งเจ้ากินน้อยเสียเมื่อไหร่กัน” หญิงวัยกลางคนเอ่ยขึ้น

     

    “ภรรยาข้า เจ้าพูดเช่นนี้ไม่ไว้หน้าข้าต่อหน้าผู้อื่นเลยนะ”

     

    “ฮ่า ๆ ๆ” 

     

    เสียงหัวเราะดังขึ้นทั่วลานบ้าน แม่เฒ่าฉินเองก็แย้มยิ้มอย่างอารมณ์ดี “วางใจเถิด ข้าจะเตรียมอาหารไว้ให้มาก มาทานกันให้เต็มที่เลยนะ” 

     

    หลังจากส่งชาวบ้านเสร็จ แม่เฒ่าฉินก็เริ่มจัดสรรห้องให้แก่สมาชิกในครอบครัว โดยแม่เฒ่าฉินจะพักที่ห้องหลักด้านหน้า 

     

    ฉินเหล่าเอ้อร์กับภรรยาพักอยู่ที่ห้องด้านตะวันออก 

     

    ฉินเฉิงอันกับภรรยาพักอยู่ที่ห้องด้านตะวันตก 

     

    ฉินเหล่าซานกับภรรยาพักอยู่ที่ห้องด้านตะวันออก 

     

    ฉินเหล่าซื่อกับภรรยาพักอยู่ที่ห้องด้านตะวันตก 

     

    ส่วนหลี่อัน เฉินฮั่นหลิน และหลาน ๆ พักอยู่ที่เรือนด้านหลัง

     

    ในตอนสร้างบ้านหลังนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาห้องไม่พออยู่ หากมีลูกหลานเยอะ พ่อของแม่เฒ่าฉินจึงสร้างบ้านหลังใหญ่ มีห้องหลักสองห้อง ด้านตะวันออกและตะวันตกมีอย่างละสามห้อง เรือนด้านหลังมีอีกหกห้อง พร้อมทั้งห้องอาบน้ำ ห้องครัว และอื่น ๆ ครบครัน

     

    ทว่าตอนนี้ นอกจากห้องด้านตะวันออกและห้องหลักที่มีเตียงแล้ว ห้องอื่น ๆ ยังไม่มีเตียง คืนนี้จึงจำเป็นต้องแยกพักตามเพศ ให้ผู้หญิงนอนบนเตียง รอจนถึงรุ่งเช้า ค่อยเข้าไปในอำเภอเพื่อซื้อข้าวของเครื่องใช้และเสบียงอาหาร

     

    หญิงวัยกลางคนที่ช่วยขนของเมื่อครู่ ถือตะกร้าใส่ซาลาเปาผักนึ่งร้อน ๆ มาให้


    “วุ่นวายกันมาทั้งวัน คงจะหิวกันแล้ว เชิญทุกคนกินซาลาเปารองท้องก่อนเถิด”

     

    จากนั้น ก็มีชาวบ้านนำของกินของใช้มามอบให้ไม่ขาดสาย บางคนก็นำฟืนมาให้ บางคนก็เอาน้ำมันมาให้ บางคนก็เอาไข่ไก่มาให้

     

    แม่เฒ่าฉินอุ้มฉินเยาเยา พาลูกสะใภ้ทั้งสามไปรับของที่หน้าประตูบ้านด้วยรอยยิ้ม

     

    ถึงแม้ว่าจะเป็นของที่ไม่ได้มีราคาอะไรมากมาย แต่เป็นน้ำใจของพวกเขา แสดงให้เห็นว่าพวกเขายอมรับครอบครัวเราแล้ว

     

    ……


    เช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น ท้องฟ้ายังไม่ทันสว่าง หลังจากกินอาหารเช้าง่าย ๆ ฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลินก็บังคับรถม้าพาทุกคนเข้าอำเภอ

     

    แน่นอน มีเพียงแค่ผู้ใหญ่เท่านั้น เด็ก ๆ รวมถึงสวี่ซิ่วอิงถูกทิ้งให้อยู่เฝ้าบ้าน แม้ว่าเด็ก ๆ จะร้องไห้งอแงขนาดไหน แม่เฒ่าฉินก็ยังคงใจแข็งทิ้งพวกเขาไว้ที่บ้าน

     

    หลังจากลงจากรถม้า พวกเขาต่างมุ่งหน้าไปบนถนนที่ปูด้วยแผ่นหิน สองข้างทางเรียงรายไปด้วยร้านค้ามากมาย สินค้าบนแผงนั้นล้วนน่าตื่นตาตื่นใจ มีข้าวของเครื่องใช้ครบครัน

     

    แม่เฒ่าฉินหยิบเงินส่งให้ฉินเหล่าเอ้อร์ “พวกเจ้าไปหาซื้อเตียงและข้าวของเครื่องใช้จำเป็นเถิด” 

     

    “ส่วนพวกข้าที่เป็นหญิงจะจัดหาซื้อน้ำมัน เกลือ น้ำตาล น้ำส้มสายชู ให้ครบถ้วน แล้วค่อยเจอกันที่หน้าประตูเมือง”

     

    แม่เฒ่าฉินและคนอื่น ๆ ไม่สนใจที่จะชื่นชมความรุ่งเรืองของเมือง รีบจัดหาซื้อของที่ต้องการเสร็จ แล้วเร่งเดินทางกลับ

     

    เพื่อป้องกันไม่ให้เด็ก ๆ ที่บ้านโวยวาย แม่เฒ่าฉินจึงซื้อขนมเปี๊ยะกุ้ยฮวาติดไม้ติดมือกลับไปด้วย


    เมื่อตะวันเริ่มส่องแสงมากขึ้น แม่เฒ่าฉินและคนอื่น ๆ ก็นำรถม้าที่บรรทุกสิ่งของเต็มสองคัน กลับมาถึงทางเข้าหมู่บ้าน ทำให้ชาวบ้านที่พบเห็นต่างพากันอิจฉา ในใจก็ครุ่นคิด 

     

    ‘ดูจากเสื้อผ้าแล้ว เหมือนไม่ได้ร่ำรวยอะไรมากมาย ไม่นึกเลยว่าครอบครัวนี้จะมีฐานะร่ำรวยขนาดนี้!’




    คล้ายกับเรื่อง[จบ] สวรรค์ประทานหนูน้อยนำโชคมาสู่ครอบครัวชาวนา ที่คุณอ่าน