ช่างกลป่วนโลกแฟนตาซี

    ตอนที่ 27 การต่อสู้ด้วยมือเปล่า

            “ได้ ทำแบบนี้ก็ง่ายเลย นั่งร้านพวกนี้ ลมพัดพายุเข้าก็ไม่พังง่ายๆ”

            “ในอนาคต ถ้าเรามีเวลามากขึ้น ค่อยสร้างกำแพงด้านในด้วยดินและหิน”

            “ดีเอาตามที่เจ้าว่า”บิดาถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกเขาภูมิใจในตัวบุตรคนนี้มากเพราะ เมื่อไรที่คุยกันทุกปัญหาจะมีทางแก้เสมอ

            “เรื่องการฝึกกำลังพลลูกมีแผนหรือเปล่า” ขณะถามเขาก็คาดหวังคำตอบอย่างใจจดใจจ่อเขารู้ดีว่าลูกชายต้องวางแผนเรื่องนี้เอาไว้

            “ฝึกร่างกายให้แข็งแรงก่อนขอรับ อย่างอื่นจะฝึกทีหลังตอนนี้การฝึกพรานของท่านพ่อเป็นยังไงบ้างขอรับ”

            “ตอนนี้ทุกคนฝึกยิงธนูอยู่ ยังไม่ได้ฝึกอย่างอื่นเลย”ผมเข้าใจดีเพราะคนพวกนี้ไม่มีพื้นฐาน การฝึกยิงธนูนั้นไม่ยาก แต่การฝึกยิงให้เข้าเป้านั้นยากกว่า

            “เดี๋ยวก็ค่อยๆดีขึ้นเองขอรับการดึงสายธนูต้องใช้กำลังกายมาก เมื่อไรที่พวกเขาแข็งแรงขึ้นจากการฝึกร่างกายการฝึกอย่างอื่นก็จะง่ายขึ้นเอง”ผมอธิบาย

            “ฝึกร่างกายหรือ ฝึกอย่างไร”บิดาถาม

            “ทำได้หลายวิธีขอรับ ตอนนี้ข้าก็กำลังฝึกพวกเขาผ่านการทำงานเช่น การย่ำดิน การขนก้อนดิน ทุกอย่างที่ทำล้วนแล้วแต่เป็นการฝึกร่างกาย

            ได้กำลังขาได้จากการย้ำก้อนดินแทนการวิ่ง กล้ามเนื้อแขนกล้ามเนื้อท้องได้จากการยก การส่งก้อนดินหนักๆในงานก่อสร้าง

            การแบ่งการทำงานออกเป็น 3 ผลัดก็เท่ากับว่าทุกคนได้ออกกำลังหนักๆ4 ชั่วโมงต่อวันพอดี”

            “จริงหรือ”บิดาเอ่ยขึ้นน้ำเสียงและใบหน้าดูไม่เชื่อถือคำพูดของผมสักนิด

            “จริงสิขอรับ ท่านไม่เห็นหรือว่าทุกคนดูแข็งแรงขึ้นกล้ามเนื้อก็มีมากขึ้น ตอนคนพวกนี้มากับเราใหม่ๆ พวกเขาดูผอมโซ ไร้เรียวแรงดูตอนนี้สิมันต่างกันมาก”ผมเอ่ย บิดากวาดตามองดูทุกคนอีกครั้ง ก็เป็นจริงดังที่ลูกชายว่า

            เขาไม่ได้สังเกตเรื่องนี้เลย หากคิดดูดีๆตัวเขาเองก็แข็งแรงขึ้นไม่น้อย

            “ข้าเห็นเจ้าต่อยบกชกลมเต้นแร้งเต้นกาในตอนเช้าทุกๆ วันออกท่าทางแปลกๆ แบบนั้นคืออะไรหรือ” ซานหู่พลันนึกถึงท่าทางของลูกชาย ที่ออกมาเต้นรำแปลกๆทุกๆ เช้า

            “ฮ้าๆๆ ท่านสังเกตข้าด้วยหรือขอรับ”

            “ไม่ต้องสังเกตหรอก เจ่าทำแบบนั้นทุกวันใครๆก็มองเห็น”

            “มันเรียกว่ามวยขอรับเป็นท่าการต่อสู้ด้วยมือเปล่าในตำราโบราณ”ผมอ้าง อันที่จริงผมกำลังฝึกมวยตามความทรงจำในอดีต

            “มวย!!การต่อสู้ด้วยมือเปล่ามันคืออะไรจะได้เรืองหรือ”คำพูดของบิดาเต็มไปด้วยความแคลงใจ ไม่เชื่อถือ

            “ท่านไม่เคยเห็นไม่แปลกหรอกที่จะไม่เชื่อ มันเป็นวิธีการต่อสู้ที่ดีอย่างหนึ่ง”ผมยิ้ม

            “งั้นหรือ! เรามาลองประมือกันหน่อยไหม”บิดายิ้ม

            “จะดีหรือขอรับ ข้ากลัวทำคนแก่เจ็บตัว”

            “ฮ้า ๆ ไอ้ลูกปากดี เรามาต่อยกันหน่อยไหม เดี๋ยวบิดาจะสั่งสอนเจ้าเองว่าการต่อสู้เป็นอย่างไร”ซานหู่หัวเราะออกมาเสียงดัง เอ่ยปากท้าทายเด็ก

            “ฮ้าๆ ท่านพ่อท่านจะรังแกเด็กอย่างข้าหรือ” ผมหัวเราะตาม

            “ไม่ ข้าแค่จะสั่งสอนให้เด็กน้อยรู้ว่ามวยง่อยๆนั้นใช้ไม่ได้”บิดาคุยโต

            “โอ้ว! แบบนี้ข้าต้องรับคำท้าท่านแล้ว”ผมยิ้ม

             ในชีวิตก่อน 60ของชีวิต ไม่ได้ตั้งใจทำแต่งานอย่างเดียว มีหลายสิ่ง ที่ผมสนใจ

            ศิลปะการต่อสู้ก็เป็นหนึ่งในนั้น  มีสถาบันการต่อสู้ ตั้งอยู่ใต้คอนโดของผม ชื่อว่าM.A.T.T & GCS

            ฝังตรงข้ามคอนโดมีค่ายมวยไทย ผมใช้เวลาว่างตลอด 20 ปีขลุกอยู่กับสถาบันการต่อสู้ทั้ง3 แห่ง ผมมั่นใจว่าเรื่องต่อยดีไม่แพ้ใครแน่นอน

            บิดาวางท่าขึงขังเดินออกมาประจันหน้ากับผม นอกร่มต้นตะขบท่านแม่มองเห็นพวกเราตั้งท่าแปลกๆก็ร้องถาม

            “สองพ่อลูกจะทำอะไรกันนะ”นางขมวดคิ้ว

            “ฮ้า ๆ ลูกของเรายากลองมวยง่อยสักหน่อย บิดาอย่างข้าเลยต้องสั่งสอน”พูดจบบิดาก็ฉีกยิ้มขึ้น

            “โอ้ว ท่านพี่ท่านจะรังแกลูกข้าหรือ”ท่านแม่ท้วงขึ้นสียงแข็ง

            “ไม่ใช่แบบนั้น”บิดาหดคอตอบออกมาเสียงเบา

            “ฮ้า ๆ ไม่เป็นไรหรอกท่านแม่ ข้าคิดค้นวิชามวยมาใหม่ ท่านพ่อเลยอยากลองเราเล่นกันไม่แรงหรอก จริงไหมท่านพ่อ”ผมหันไปอธิบายให้นางฟัง แล้วหันหน้ากลับมาฉีกยิ้มยียวนให้บิดา

            ทุกคนที่พักผ่อนอยู่ต่างสนใจพวกเราทันที เมื่อได้ยินว่ามีคนจะตีกันจีนมุงมักจะแสดงตัวออกมาเพื่อรับชม

            “ท่านพ่อเข้ามาเลย!!!” ผมตั้งการ์ดขึ้น กวักมือเรียกท้าทาย

            บิดา ปรี่เข้ามากระชากคอเสื้อหวังจะยกทุ่มผมลงกับพื้นมีหรือผมจะยอม

            ผมเบี่ยงตัวหลบ ก่อนจะคว้าเข้าที่ข้อมือของบิดาหมุนตัวใช้ท่า ทุ่มของยูโด กระชากร่างใหญ่โตของบิดาให้ลอยทุ่มเขาลงไปบนพื้นฟางเสียงดังตุบ!!

            “อ๊อก!!จุก!!”ไม่เจ็บแต่จุก

            ผมไม่ปล่อยให้บิดาได้ตั้งตัว จัดการเขาต่อด้วยท่าหักแขนอาร์บาร์

            “ท่านพ่อยอมหรือไม่” ผมถามขึ้นเสียงยียวน ซานหู่ดิ้นพยายามขัดขืนมีหรือผมจะยอม

            ผมออกแรงดึงแขนทำให้ขาที่ของผมกดคอของเขาแน่นขึ้น หัวไหล่ที่ถูกกดเริ่มเจ็บจนยากจะทนไหว

            “อ้าก!! ยอมๆ” ในที่สุดเขาก็ขึ้นด้วยความเจ็บปวด ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมากแค่สองท่าผมก็เล่นเอาบิดาหมดท่าเสียแล้ว นี้ยังไม่ได้ใช้มวยเลยสักนิด

            ผมปล่อยบิดาจากการล็อกทันที อีกฝ่ายนวดหัวไหลบ่นอุบแค่ไม่ได้โกรธ

            “มือหนักเป็นบ้า ข้าตั้งตัวไม่ทันเลย”บิดาบ่นออกมา

            เพราะทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมาก ทุกคนทั้งตกใจทั้งงุนงงไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น

            “จบแล้ว!!นายใหญ่แพ้แล้วหรือ”

            “เร็วมาก มีใครเห็นบ้างว่าเกิดอะไรขึ้น”

            “ข้าก็ไม่รู้ บางทีนายท่านอาจจะไม่ได้เอาจริง”

            ทุกคนต่างถามหาคำตอบกันระงมแต่มีน้อยคนนักที่จะเห็นว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างอันที่จริงถึงจะมองเห็นก็ไม่เข้าใจอยู่ดีว่ามันเกิดอะไรขึ้นเรื่องเหล่านี้ผมไม่ได้สรใจนัก เมื่อหมดเวลาพัก พวกเราก็เริ่มงานต่อ ตกเย็นผมออกมาฝึกมวยอยู่ที่ลายหน้าบ้านที่เดิมไม่นานนักลุงหม่ากับพี่น้องก็เดินเข้ามาหา

            “นายน้อย พวกข้ามีเรื่องจะถามขอรับ”

            “หืม เรื่องอะไรหรือ”

            “เรื่องการประลองของนายน้อยกับนายใหญ่ขอรับ”ได้ยินคำถามผมก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย

            “ทำไมหรือ”

            “พวกเราสงสัยว่าตอนนั้นนายน้อยกับนายท่าน แกล้งประลองกันใช่หรือเปล่าขอรับ”

            “ทำไมถึงคิดแบบนั้นละ”ผมยกยิ้มขึ้นด้วยความสนใจ

            “เพราะนายท่านแพ้เร็วเกินไป มันดูไม่สมจริงขอรับ”

            “โอ้ว พูดแบบนี้ หมายความว่าท่านยากจะลองต่อยมวยกับข้าสิ”ผมยิ้มกว้างขึ้นอีกการฝึกมวยมัวแต่ตีบกชกลมไปวันๆก็ยากที่จะก้าวหน้า

            ต้องมีการประทะกันบ้าง ใช้มวยต่อยตีกันในสถานการณ์จริงจะทำให้ก้าวหน้าได้เร็วขึ้น

            “เอ่อ นายน้อย..ข้าไม่คือน้องรองของข้าต่างหากที่สงสัยขอรับ” หม่าเหลียงแก้ตัวขึ้นละล่ำละลัก

            “โอ้ว ลุงรองหรือ เรามาวัดกันดูสักยกดีไหม”ผมกำหมัด

            “นายน้อย ข้าไม่สงสัยอะไรแล้ว อย่าโกรธข้าเลยขอรับ”ลุงสองยิ้มเจื่อนรีบแก้ตัว

            “ข้าไม่โกรธก็ได้ แต่พวกท่านต้องมาเป็นคู่ซ้อมให้ข้า”รอยยิ้มชั่วร้ายปรากฏขึ้นบนใบหน้า

            “จะดีหรือขอรับ !!”ลุงสองมองหน้าพี่น้องของตนก่อนหันหน้ามาถามผม

            “ดีสิ ยังไงทุกคนก็ต้องฝึกมวยอยู่แล้ว พวกท่านได้เริ่มเร็วกว่าคนอื่นไม่ดีหรือไม่ต้องพูดอะไรแล้ว เตรียมตัว”

            “เดี๋ยวนายน้อย พวกข้า เหวอ!!”ผมปรี่เข้าใส่ลุงสองเป็นคนแรกลุงหม่าเห็นท่าไม่ดี ก็ถอยหลังออกไปอย่างอย่างรวดเร็ว

            คว้าแขนลุงสองได้ผมก็ใช้ท่าทุมยูโดงัดร่างของลุงสองลอยขึ้นฟาดลงไปกับพื้นฟาง ปึ้ง!!

            “อัก!!จุก”ลุงสองร้องออกมา

            ทันใดนั้นลุงสามปล่อยหมัดตรงเข้ามา ผมโยกตัวหลบหมัดเฉียวหน้าผมไปแค่ปลายเส้นขน หมัดที่สอง มัดที่สามถูกซัดเข้าหาผมเป็นชุด  การตอบสนองของลุงสามเร็วใช้ได้ ผมใช้ฟุตเวิร์คมวยสากลโยกหลบอย่างคล่องแคล่วถอยฉากออกมา ก่อนจะถีบเข้ายอดอกลุงสามในท่ามอญยันหลัก ลุงสามเสียหลักหงายหลังไป

            ท่ามอญยันหลักเป็นหนึ่งในท่าแม่ไม้มวยไทยพื้นฐาน

            ขายังไม่ทันลงพื้น ลุงสี่ก็ล็อกคอผมจากทางด้านหลัง ผมใช้มือรั้งลำแขนเหนือข้อศอกของแกไว้แน่นย่อตัวลง ใช้เอวดันร่างลุงสี่ ลอยขึ้นจากพื้นแล้วทุ่มร่างเขาม้วนผ่านไหลผมไปฟาดลงกับพื้นอย่างแรง

            ปึ้ง!!

            “อัก!!จุก”ลุงสี่ ลงไปกองกับพื้นร้องโอดโอยเพราะความ

            ลุงห้า เตะเข้าใส่ผมในท่าเตะตัดลำตังผมยกแข่งขึ้นมากันในท่ามวยไทย แล้วปล่อยลูกถี่เข้าที่ท้องของลุงสี่ร่างเล็กๆของเขากระเด็นออกไป

            “อูย!!จุก ไม่เอาแล้ว”ลุงห้านั่งกุมท้องเพราะความจุกตอนนี้เองที่ลุงหม่าลุงหก ลุงเจ็ด ถอยหลังออกไปไกลมากกว่าเดิมรู้ตัวอีกที่ทั้งสามก็ก็อยู่ไกลจนผมตามไปไม่ได้

            “นายน้อย พวกเราไม่ยากฝึกแล้ว”ลุงหม่าร้องบอกผมได้แต่ส่ายหน้า เดินไปดึงคนทั้งสี่ที่นอนจุกอยู่ ให้ลุกขึ้นทีละคน

            ผมไม่ได้ทำรุนแรงมาก มวยไทยก็แทบไม่ได้ใช้หากเอาจริงทั้งหมัด เท้า เข่า ศอก คนพวกนี้คงรับไม่ไหวพื้นฐานของพวกเราต่างกันเกินไป ถึงร่างกายของทุกคนจะแข็งแรงขึ้นมากแล้วแต่ก็ยังไม่เพียงพอ 

    คล้ายกับเรื่องช่างกลป่วนโลกแฟนตาซี ที่คุณอ่าน