
เปิดจอง รูปเล่มแล้วนะคะ ั้แ่วันนี้ - วันที่ 5 มี.ค เป็ต้นไปค่ะ สามารถจองได้ที่โพสปักหมุดของนักเขียนใน Facebook นะคะ ชื่อ อารัญ.นามปากกา
การชำระเงิน นักเขียนจะสรุปยอดให้ภายในสัปดาห์สุดท้ายก่อนปิดพรีค่ะ
การโอน สามารถโอนได้ั้แ่วันที่ 6 - 10 มี.ค. เท่านั้นค่ะ พิมพ์จำนวนจำกัด นักอ่านท่านใดที่จองและชำระเงินในตอนพรี นักเขียนจะแถม หลงลืมตัวตาย เื่สั้นแนวลึกลับให้อีก 1 เล่มนะคะ แต่ถ้าไม่มา่พรี จะไม่ได้แถมนะคะ
ขอบคุณค่า
มธุรสนั่งกอดอกหน้าง้ำอยู่ข้างคนขับ สายตามองตรงไปตามถนนเบื้องหน้า ที่ในตอนนี้นั้นเวลาได้ล่วงเลยชั่วโมงเร่งด่วนมานานมากแล้ว เป็เหตุให้ยวดยานพาหนะบนท้องถนนดูลดน้อยเบาบางลงไป สามารถทำให้รถยนต์ที่นั่งอยู่นั้นเคลื่อนที่ไปด้วยความเร็วที่เพิ่มจาก่เช้ามากขึ้น
ภูชิสส์เหลือบตามองมาทางคนตัวเล็กที่นั่งอยู่ที่เบาะด้านข้างอยู่บ่อยครั้ง เธอเอาแต่นั่งเงียบ ไม่ยอมซักถามหรือพูดคุยอะไรด้วยซ้ำ และที่สำคัญในตอนนี้เขาก็อดสงสัยเพิ่มขึ้นมาอีกอย่างหนึ่งไม่ได้อีกว่า การที่เธอนั่งตัวตรง คอตรง หน้าเชิด อยู่ท่าเดิมั้แ่เริ่มขึ้นรถมาจนถึงตอนนี้ แถมไม่ยอมขยับปรับเปลี่ยนท่านั่งราวกับถูกสต๊าฟอีกต่างหาก แม่คุณไม่รู้สึกเมื่อยบ้างเลยหรืออย่างไรกันนะ
ชายหนุ่มเริ่มชลอความเร็วของรถลงเพื่อให้บัตรทางด่วน Easy Pass ตัดค่าผ่านทางได้โดยสะดวก เมื่อเข้ามาที่ด่านเก็บเงินค่าผ่านทางพิเศษอาจณรงค์ เป็เหตุให้คนที่นั่งอยู่ข้างๆ รีบหันขวับมาทางเขาถามเสียงหลงทันที
“นี่คุณกำลังจะพาฉันไปที่ไหน?”
“พูดใหม่อีกทีสิ”
หญิงสาวทำตาเขียว สีหน้าเริ่มไม่พอใจ “คุณกำลังจะพาฉันไปที่ไหนคะ?”
“เมื่อกี้เราตกลงกันว่ายังไงครับหวาน”
มธุรสเม้มปาก สูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ “พี่เต้จะพาหวานไปที่ไหนคะ?” หญิงสาวพยายามทำใจให้สงบ โดยการนับ 1 – 10 ในใจอีกครั้ง เป็รอบที่ 3 ของวันนี้
“ไปทำงาน วันนี้พี่มีนัดดูงานสร้างบ้านพักที่ชลบุรี แล้วหวานเป็เลขาของพี่ เราต้องไปดูงานด้วยกัน”
“เออ…แล้วบริษัทของเราทำงานเกี่ยวกับอะไรคะ พอดีว่าเมื่อกี้นี้คุณ…เออ..เรายังไม่ได้คุยกันเลย” หญิงสาวเอ่ยถามด้วยทีท่าที่แกล้งขัดเขิน
สารถีหนุ่มยิ้มขึ้นมาอย่างอารมณ์ดี พลางเอื้อมมือไปหยิบแว่นกรองแสงขึ้นมาใส่
“บริษัทของเรา รับออกแบบและสร้างบ้านทั่วประเทศ บ้านทุกหลังที่เราสร้างพี่จะเดินทางไปตรวจงานเองตลอด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดข้อผิดพลาด หรือถ้าเจอข้อผิดพลาดจะได้รีบแก้ไขได้ทันท่วงที”
มธุรสพยักหน้าหงึกหงักรับรู้ รถยนต์ที่โดยสารมาด้วยแล่นฉิวอยู่บนทางด่วน เธอเหม่อมองออกไปที่หน้าต่างด้านข้าง มองขึ้นไปบนท้องฟ้า เห็นก้อนเมฆสีขาวลอยเลื่อนอยู่เบื้องบน นานแค่ไหนแล้วนะที่ไม่ได้ไปชลบุรี
“แล้วนึกยังไงถึงได้ไปยืนแจกถุงยางที่ผับล่ะ ทำไมไม่หางานประจำดีๆ ทำ?” เขาถามอย่างใคร่รู้ เมื่อเห็นคนข้างกายนั่งเงียบไป
คนถูกถาม ถอนหายใจใส่ “จะงานยืนแจกของ หรืองานประจำสำหรับฉัน..เออ..สำหรับหวาน มันเป็งานสุจริต อันไหนที่เป็งานสุจริตและถูกจริยธรรมหวานทำหมดทุกงานค่ะ”
“ไม่เลือกงานดีนะ” คู่สนทนาเอ่ยปากชม
หญิงสาวมองค้อน ในใจนึกอยากจะซัดกลับไปสักประโยคแรงๆ แต่ก็ขอยั้งไว้ก่อนดีกว่า อย่างน้อยตอนนี้เขาก็เป็นายจ้างคนใหม่ ถ้าหากเขาเปลี่ยนใจเลิกจ้างเธอก็จะชวดเงินเดือน 50,000 ไปฟรีๆ
ทิวทัศน์รอบข้างเริ่มเปลี่ยนไป เห็นต้นไม้สีเขียวมากขึ้น แถมรถยนต์ที่อยู่บนถนนก็ดูบางตาขึ้นไปอีก ภูชิสส์เริ่มเหยียบคันเร่งให้รถคู่ใจพุ่งทะยานไปข้างหน้าด้วยความเร็วที่มากขึ้นกว่าเดิม ใช้เวลาไม่นานก็มาถึงยังจุดหมายปลายทาง
บ้านเดี่ยวชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์นที่มีกลิ่นอายของญี่ปุ่น เป็บ้านหลังใหญ่ที่โอบล้อมไปด้วยสวนสีเขียวร่มรื่น เน้นใช้โทนสีสว่างในการตกแต่ง ภายนอกเน้นการทาผนังด้วยสีขาวสะอาดตา เพื่อให้ดูกลมกลืนกับรั้วบ้านที่ทาด้วยสีเทา
บริเวณด้านหน้าของบ้านปูลานด้วยหินทรายตลอดแนว มธุรสก้าวเดินเข้าไปด้านในของตัวบ้านพร้อมๆ กับภูชิสส์ หลังจากที่เขาจอดรถไว้ที่ข้างกำแพงบ้านด้านนอก เธอให้ความสนใจกับสิ่งที่เห็นนี้เป็อย่างมาก โดยเฉพาะภายในบ้านที่เน้นใช้วัสดุที่ทำมาจากไม้เป็หลัก ไม่ว่าจะเป็ผนัง หรือเพดาน ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่กับธรรมชาติ ผนังส่วนหนึ่งกรุประตูด้วยกระจกใสบานใหญ่ เพื่อเปิดรับทัศนียภาพนอกบ้าน อีกทั้งยังช่วยให้แสงและอากาศสามารถลอดเข้ามาในบ้านได้อย่างเต็มที่
“จะเดินดูรอบๆ บ้านก่อนก็ได้นะ เดี๋ยวพี่ขอไปคุยงานกับช่างก่อน” ชายหนุ่มหันมาบอกกับคนข้างตัวที่ตอนนี้เขารู้สึกได้ถึงความตื่นตาตื่นใจกับสิ่งที่เธอได้เห็นตรงหน้า
“ได้ค่ะ ขอบคุณนะคะ” เธอยิ้มขอบคุณ ก่อนเดินลิ่วออกไปอย่างร่าเริง
มธุรสเดินตรงไปเลื่อนเปิดประตูกระจกใสบานใหญ่ ที่ด้านนอกนั้นเป็เฉลียงไม้แนวยาว ที่สามารถทำเป็ที่นั่งพักผ่อนในวันหยุดได้อย่างชิวๆ แถมภาพเบื้องหน้า ยังเป็สวนสีเขียวสดใสสไตล์ญี่ปุ่นอีกด้วย หญิงสาวไม่อยากจะคิดเลยว่า ถ้าบ้านหลังนี้เป็บ้านของตัวเอง เธอจะมีความสุขสักแค่ไหนกันเชียว
ในระหว่างที่กำลังยืนเหม่อคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยอยู่หน้าสวนญี่ปุ่นนั้น หูของเธอก็ได้ยินเสียงแว่วดังเข้ามาในระยะที่ไม่ไกลเท่าไหร่นัก
“พี่จะเอาเงินของฉันไปหมดไม่ได้นะ!”
มธุรสหันขวับไปตามต้นเสียง เห็นช่างของบริษัทและคนงานก่อสร้างเดินไปมาอยู่ในบ้านกันอย่างประปราย และเหมือนกับว่าทุกคนที่อยู่ในนี้ไม่ได้ยินเสียงของผู้หญิงที่ดังขึ้นมาเมื่อครู่ หญิงสาวกวาดสายตามองไปโดยรอบอีกครั้งอย่างละเอียดเพื่อให้แน่ใจในสิ่งที่ตนเองได้ยิน แต่ไม่เห็นถึงความผิดปกติอะไร เธอจึงยืนปล่อยใจดื่มด่ำกับความงามตรงหน้าอีกครั้ง
เพล้ง!!
เสียงกระจกแตกดังเข้ามาในโสตประสาทซึ่งดังชัดมากกว่าเดิมราวกับว่ากระจกบานนั้นแตกอยู่ที่ข้างตัวของเธอ คราวนี้มธุรสไม่สามารถยืนอยู่เฉยต่อไปได้อีก จึงเดินไปตามโถงทางเดินโล่งกว้าง ที่ตอนนี้ปูพื้นไม้เสร็จแล้วรอเพียงแค่การเคลือบเงาให้เป็มันวาวเท่านั้น เธอค่อยๆ เดินตามเสียงที่ได้ยินเมื่อครู่นี้อย่างช้าๆ คอยเงี่ยหูฟังเป็ระยะๆ
“ไม่ได้นะพี่! อย่าเอาเงินก้อนนี้ไปเลย ฉันขอร้อง”
“เอ๊ะ! อีนี่พูดไม่รู้เื่หรือยังไง กูจะเอา”
มธุรสเปิดประตูห้องเข้ามาเห็นเหตุการณ์ที่ชายร่างใหญ่เงื้อมือหนาขึ้นตบหน้าหญิงร่างบางตัวเล็กเสียจนกระเด็นไปอีกทางนึง
“คุณหยุดเดี๋ยวนี้นะ ไม่อย่างนั้นฉันจะโทรเรียกตำรวจข้อหาทำร้าย…..”
เธอพูดยังไม่ทันจะจบ ก็ต้องอ้าปากค้างเมื่อเห็นผู้หญิงคนนั้นชักมีดพกเล่มเล็กออกมาจากชายผ้านุ่งด้านหลัง
“กูทนมึงมามากแล้ว อย่าอยู่เลย”
พูดจบผู้หญิงคนนั้นพุ่งตัวเข้าไปแทงผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าอย่างไม่ยั้งมือ ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า ทำให้เืบางส่วนนั้นกระเซ็นประเปื้อนมาโดนเนื้อตัวของผู้แทงเต็มตัวไปหมด กลิ่นคาวเืโชยกลิ่นคละคลุ้ง ชวนให้คลื่นไส้อาเจียน จนร่างสูงใหญ่ของชายคนนั้นค่อยๆ ทรุดตัวลงก่อนที่จะนอนแน่นิ่งจมกองเืของตน มธุรสมองเห็นรอยยิ้มที่ผุดขึ้นบนใบหน้าของผู้หญิงที่ได้ชื่อว่าเพิ่งฆ่าคนตาย และเหมือนเธอคนนั้นจะเริ่มรู้สึกตัวว่ามีคนอีกคนมองอยู่ จึงหันขวับมามองอย่างรวดเร็ว
“มึงเห็นแล้วใช่ไหม?”
ฆาตกรสาวใช้ปลายแหลมของมีดชี้มาจากมธุรสที่ตอนนี้กำลังยืนอึ้งอ้าปากค้างกับภาพการฆาตกรรมสดๆ ร้อนๆ ที่เพิ่งเห็นตรงหน้า พร้อมกับค่อยๆ ก้าวเดินเข้าไปหาอย่างช้าๆ
หญิงสาวพยายามที่จะขยับตัวเพื่อหนีห่างจากคนร้าย หากแต่ขาเ้ากรรมกลับไม่ยอมขยับเขยื้อนตามที่ใจคิด แต่ถ้าจะพูดให้ถูก เธอขยับตัวไม่ได้เลยต่างหาก
“ถ้ามึงเห็นแล้ว ก็จงดูให้เต็มตา”
พูดจบเธอคนนั้นก็ใช้มีดเล่มเดียวกันปาดคอของตัวเอง เืพุ่งออกมาจากบริเวณลำคอราวกับน้ำพุที่มธุรสเคยเห็นตอนที่เดินเล่นซื้อของตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำในเมือง กลิ่นคาวเืเหม็นคลุ้งกว่าเดิมชวนให้มีความรู้สึกคลื่นไส้อาเจียน ร่างของฆาตกรสาวคนนั้นค่อยๆ ล้มลงนอนกับพื้น ดิ้นรนทุรนทุรายด้วยความเ็ปก่อนแน่นิ่งสิ้นใจ
กรี๊ด!!!
มธุรสกรีดร้องสุดเสียงเมื่อตัวเองสามารถขยับตัวได้อย่างเป็อิสระอีกครั้ง
ภูชิสส์รีบวิ่งเต็มฝีเท้าทันทีที่ได้ยินเสียงกรีดร้องดังขึ้นมาจากทางห้องที่อยู่ด้านในของบ้าน ใจนึกประหวัดไปถึงคนตัวเล็กที่เขาพามาดูงานด้วยไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดแม่คุณถึงได้กรีดร้องเสียงหลงเสียขนาดนี้ หวังว่าคงจะไม่มีเื่ร้ายอะไรเกิดขึ้นกับเธอก็แล้วกัน ไม่อย่างนั้น พ่อจะเชือดมันทิ้งให้หมดทุกคนเลยทีเดียว
ชายหนุ่มกระชากประตูที่เปิดแง้มออกมาอย่างสุดแรง มองเห็นหญิงสาวที่ตนตามหายืนอยู่กลางห้องเพียงลำพังคนเดียวหากแต่เนื้อตัวของเธอนั้นสั่นเทาอย่างเห็นได้ชัด
ภูชิสส์ค่อยๆ เดินเข้าไปหาอย่างช้าๆ ก่อนเอื้อมมือแตะลงไปบนบ่าของเธอเบาๆ “หวาน เป็อะไรหรือเปล่า ใครทำอะไรหวาน?”
มธุรสหันกลับมามองผู้ถามด้วยใบหน้าที่เจิ่งนองไปด้วยน้ำตา ก่อนโผเข้าไปกอดคนตรงหน้าอย่างรวดเร็วราวกับว่าเขาเป็ที่พึ่งเดียวที่มีอยู่ “หวาน…หวาน..”
ภูชิสส์ใที่จู่ๆ ก็เป็ฝ่ายถูกกอดอย่างไม่ทันตั้งตัว หากแต่เขาเองนั้นไม่ลืมที่จะกอดคนที่อยู่ในอ้อมแขนกลับเช่นกัน ใบหน้าของเขาซุกไซ้ลงไปในเรือนผมของเธอ สูดดมกลิ่นแชมพูหอมหวานละมุน มือหนาลูบไล้ไปทั่วแผ่นหลังเบาๆ หากเนื้อตัวของเธอในตอนนี้ยังคงสั่นเทาราวกับลูกนกที่กำลังเปียกฝน เขาใช้มืออีกข้างลูบศีรษะของคนที่อยู่ในอ้อมแขนอย่างแ่เบาเพื่อปลอบโยน
“มีใครทำอะไรหวานหรือเปล่า ไหนบอกพี่มาสิ”
มธุรสส่ายหน้าไปมาอยู่ที่อกอุ่นของคนตัวสูง ไม่เข้าใจตัวเองเลยจริงๆ ปกติเธอจะมีสมาธิมากกว่านี้นี่นา แล้วนี่มันอะไรกัน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ทำเอาความกลัวแล่นขึ้นมาจับใจ จนตอนนี้ยังไม่สามารถควบคุมให้ตัวเองหยุดสั่นได้เลย ที่สำคัญหากเล่าเื่ราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้ภูชิสส์ ฟัง เขาจะมองเธอว่าเป็คนเพ้อเจ้อ หรือสติไม่ดีหรือเปล่า
“ไม่มีใครทำอะไรหวานค่ะพี่เต้ หวาน..แค่ในิดหน่อย ต้องขอโทษด้วยนะคะที่เสียมารยาทส่งเสียงดังตอนตรวจงาน” หญิงสาวพูดพลางถอยหลังออกมาจากอ้อมกอดนั้นหนึ่งก้าว แต่ทว่าคนตัวโตตรงหน้านั้นกลับไม่ยอมคลายอ้อมแขน
“หน้าซีดแบบนี้ไปหาหมอดีไหม เดี๋ยวพี่พาไป”
“ไม่เป็ไรค่ะ เออ…คือถ้าหากพี่เต้จะอนุญาตหวานขอไปรอที่รถได้ไหมคะ?”
“ได้สิ เดี๋ยวพี่พาไป”
ชายหนุ่มเปลี่ยนอ้อมกอดที่โอบรัดตัวหญิงสาวในตอนแรกเป็การตระกองกอดโอบเอวพาเดินไปที่รถที่ได้จอดทิ้งเอาไว้ริมกำแพงที่อยู่ด้านนอก
“น้ำหวาน”
เสียงผู้ชายเรียกชื่อของเธอดังขึ้นมาจากทางด้านหลัง ส่งผลให้ทั้งเ้าของชื่อและคนข้างตัวต้องหยุดเดินและหันกลับไปมองตามเสียงเรียก
“พี่วิน” มธุรสอุทานเสียงเบา
“หวานมาทำอะไรที่นี่?” ชายหนุ่มเอ่ยถามอย่างแปลกใจ นานแล้วที่ไม่ได้เจอกันเลยนับั้แ่เรียนจบ ยังไม่ทันที่เธอจะพูดอะไรออกไป กลับกลายเป็ชายหนุ่มที่ยืนข้างตัวตอบแทน
“เธอเป็เลขาของผม มีอะไรจะถามอีกไหมคุณวิน?” ภูชิสส์ตอบห้วนๆ อย่างถือสิทธิ์แสดงความเป็เ้าของอย่างจงใจ
สายตาของคู่สนทนามองตรงไปที่หญิงสาว เขาเห็นมือของเ้านายหนุ่มที่โอบเอวของคนตัวเล็กที่ยืนตรงหน้าเอาไว้อย่างหวงแหน
“ไม่มีครับคุณเต้”
“ก็ดี” พูดจบชายหนุ่มพาคนที่อยู่ข้างตัวเดินห่างออกมา ทิ้งให้คนที่อยู่เื้ัมองตามด้วยความรู้สึกสงสัยในใจ
เสียงสัญญาณเปิดล็อคประตูดังขึ้นอีกครั้ง ภูชิสส์เดินไปสตาร์ทรถและเปิดเครื่องปรับอากาศที่อยู่ภายในรถให้กับหญิงสาวเพื่อใช้ในการพักผ่อน
“วันนี้พี่เต้จะหักค่าแรงก็ได้นะคะ เพราะว่าหวานไม่ได้ช่วยทำงานอะไรเลย” เธอพูดพลางค่อยๆ หย่อนตัวนั่งลงที่เบาะข้างคนขับ
“ไม่เป็ไร พี่ไม่ใจร้ายขนาดให้พนักงานที่กำลังป่วยทำงานหรอกนะ แต่ว่าวันนี้ตอนพิเศษแจกของตอนกลางคืนหวานจะทำไหวเหรอ?” เขาพูดเลี่ยงโดยใช้คำว่า แจกของ เพราะมันฟังดูดีกว่าคำว่า แจกถุงยางเป็ไหนๆ
“งานตอนกลางคืน….” มธุรสทวนคำเสียงเบา พอได้ความเย็นจากเครื่องปรับอากาศรวมกับอาการขวัญเสียที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ ทำเอาสมองที่อ่อนล้านั้นอยากได้รับการพักผ่อนเต็มที่แล้วในตอนนี้
“หวานอาจจะโทรให้เพื่อนไปแทนค่ะ”
ชายหนุ่มเห็นท่าทีของคนตัวเล็กที่นอนอยู่ตรงเบาะข้างคนขับ ดวงตาของเธอค่อยๆ ปรือลงไปเรื่อยๆ พร้อมที่จะม่อยหลับอยู่รอมร่อแล้วก็อดส่ายหน้าขึ้นมาไม่ได้ คนอะไรนึกอยากจะหลับ ก็หลับง่ายหลับดายขนาดนี้ ทั้งๆ ที่ภายในใจเขาอยากจะถามถึงสาเหตุที่ต้องกรีดร้องเสียงดังเมื่อครู่ด้วยซ้ำไป
“นอนพักผ่อนไปก่อนแล้วกัน ถ้ามีคนแปลกหน้ามาเคาะกระจกก็อย่าเปิดล่ะ”
“ค่ะ” มธุรสรับคำอย่างแกนๆ เนื่องจากตอนนี้เธอคิดอะไรไม่ออก ก่อนเปลือกตาจะค่อยๆ ปิดลงอย่างอ่อนล้า ดำดิ่งสู่ห้วงนิทรารมณ์อย่างรวดเร็ว