ตอนที่ 10 ถล่ม (2)
กระทั่งเสี่ยวจือจือพาเอ้อร์หู่ไปที่ห้องเรียน เสียงกรี๊ดแหลมดังระงมขึ้นดังที่คาดไว้ เหล่าเด็กๆ ในโรงเรียนอนุบาลครั้งนี้ ความาเ็ทางจิตใจได้รับเกินพอแล้ว
เดี๋ยวก็งู เดี๋ยวก็เสือ ทุกวันต่างใช้ชีวิตราวกับตกนรกทั้งเป็ หวังซานผิงใจนปัสสาวะราดอีกแล้ว บนพื้นกลายเป็แอ่งน้ำหนึ่งกอง...
หลี่โหย่วเหมยเองก็กลัวไม่แพ้กัน ฝืนแรงพาหวังซานผิงไปเปลี่ยนกางเกงก่อน
เมื่อเสี่ยวจือจือเห็นว่าทุกคนต่างพากันหนีออกห่าง ไม่เล่นกับเธอ เธอจึงเอาเสี่ยวฮวาผูกไว้กับคอของเอ้อร์หู่ด้วยความเบื่อหน่าย ผูกเป็โบ แล้วจึงหยิบช็อกโกแลตหนึ่งกำมือออกมาจากกระเป๋า
เมื่อเห็นช็อกโกแลต หลี่เซี่ยงเฉียนจะกละก็ค่อยๆ เดินใกล้เข้ามาพร้อมพูดว่า “ถ้าฉันหยิบขนมของเธอ มันจะกัดฉันไหม”“ไม่กัดนะ นายดูสิที่ปากเอ้อร์หู่ถูกปิดเอาไว้แล้ว พ่อบอกว่าถ้าหน้ากากไม่หลุด มันก็จะไม่กัด”
ดังนั้นหลี่เซี่ยงเฉียนจึงก้าวขึ้นหน้ามาหยิบช็อกโกแลตหนึ่งชิ้นอย่างกล้าหาญ เมื่อเห็นว่าเสือไม่ได้สนใจเขา ก็รีบแกะช็อกโกแลตอย่างมีความสุขและโยนเข้าปาก กินหมดก็วิ่งมาอีกครั้ง
จนกระทั่งหลี่โหย่วเหมยพาหวังซานผิงไปเปลี่ยนกางเกงจนเสร็จและกลับเข้ามา ภาพที่เห็นก็คือเด็กๆ ทุกคนรวมวงเล่นกับเสือไปแล้ว อีกทั้งยังมีบางคนที่กล้าขึ้นไปขี่หลังของมันอีกด้วย
“ทุกคนหลีกออกไปนะ อันตราย!” หลี่โหย่วเหมยะโเสียงสั่น
หลี่เซี่ยงเฉียนยกยิ้มตอบ “คุณครู ไม่ต้องกลัว เอ้อร์หู่ใส่หน้ากากแล้ว ไม่กัด”
“ใช่ครับๆ มันไม่กัด” เด็กนักเรียนรอบๆ คนอื่นช่วยเสริม
ทัศนคติต่อชีวิตและโลกของหลี่โหย่วเหมยถูกโค่นล้มไปจนหมดแล้ว เห็นหวังซานผิงที่เมื่อครู่เพิ่งจะเปลี่ยนกางเกงเสร็จวิ่งพุ่งเข้าไป...เธอควรช่วยหวังซานผิงซักกางเกงเปื้อนปัสสาวะตัวนั้นก่อนดีกว่า ก่อนที่จะถูกคุณย่าของเขามาด่าถึงโรงเรียนอีก
การเรียนรู้ต่อสิ่งต่างๆ ของเด็กๆ เร็วกว่าผู้ใหญ่มาก ภายใต้สิ่งล่อใจอย่างเนื้อวัวแห้ง ช็อกโกแลตและขนมหลากหลายชนิด เสี่ยวฮวาถูกมองข้าม เอ้อร์หู่เองก็เช่นกัน ทุกคนและเสี่ยวจือจือเล่นกันอย่างสนุกสนาน
วันนี้ฝนตกหนักมาก กิจกรรมนอกห้องเรียนล้วนถูกยกเลิกทั้งหมด หลี่โหย่วเหมยเป็ห่วงว่าเด็กๆ จะแอบออกไปเล่นน้ำฝนและโคลนจนเปียกไปทั้งตัว แต่ผลสุดท้ายทุกคนกลับอยู่เล่นกับเสือในห้องเรียน
ฝนตกหนักขึ้นเรื่อยๆ มีฟ้าร้องและฟ้าผ่านอกหน้าต่าง ท้องฟ้าล้วนมืดไปหมด
ตกเย็น จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงอึกทึกดังสนั่น ทั่วทั้งหมู่บ้านราวกับสั่นไหวะเืขึ้นมา
ในใจของหลี่โหย่วเหมยกระตุกไหวอย่างแรง เมื่อเห็นว่าเด็กๆ เชื่อฟังดี หลังจากสั่งกำชับกับพวกเขา เธอก็ออกไปฟังข่าว
โรงเรียนอนุบาลอยู่ห่างจากตัวหมู่บ้าน่ระยะทางหนึ่ง คั่นด้วยพื้นที่เพาะปลูก โดยปกติทุกคนจะเดินอ้อมพื้นดินนี้ แต่ก็มีเด็กซนหรือผู้ใหญ่ที่เร่งรีบเดินตัดผ่านพื้นดินเล็กๆ กลางทุ่งเช่นกัน หลี่โหย่วเหมยเองก็ไม่สนดินโคลนแล้ว เธอวิ่งเหยียบไปกลางทุ่งอย่างเร็วเพื่อตรงไปยังเขตหมู่บ้าน
ได้ยินคนพูดมาแต่ไกลว่าูเาหินทรายถล่มแล้ว
หลี่โหย่วเหมยเป็ห่วงว่าจะเกิดเื่กับสามีตัวเอง สามีของเธออยู่ในกลุ่มขนส่ง และต้องไปูเาหินทรายเพื่อขนส่งทรายและหิน เธอจึงอดที่จะตื่นตระหนกไม่ได้
เมื่อเข้าเขตหมู่บ้าน ผู้คนยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกคนต่างตกอยู่ในอารมณ์หวั่นวิตก จู่ๆ ก็มีคนะโขึ้นมา “เกิดเื่ใหญ่แล้ว โจวมู่ถูกทับตายแล้ว!”
“ฉันเห็นกับตา จู่ๆ เขาลูกนั้นก็ถล่มลงมา ทับโจวมู่เข้าเต็มๆ”
“หินก้อนั์นั่นกลิ้งลงมา โชคดีที่ฉันหลบทันน่ะ!”
“นี่คือสิ่งที่พระเ้าอยากจะทวงคืนไงละ โจวมู่มันเป็คนชั่ว คนชั่ว!”
เื่ราวอึกทึกครึกโครมบานปลาย ทุกคนล้วนพูดถึงโจวมู่ เมื่อได้ยินว่าคนอื่นเหมือนจะไม่เป็อะไร ภายในหัวของหลี่โหย่วเหมยก็สับสนวุ่นวาย เดินย่ำโคลนลึกบ้างตื้นบ้างกลับไปที่โรงเรียนอนุบาล
เมื่อถึงเวลาเลิกเรียน พ่อแม่ของแต่ละครอบครัวก็มารับลูกของตัวเองกลับบ้าน เหลือก็แค่โจวจือจือ
ฝนหยุดตกแล้ว ฝนที่เทลงมาอย่างหนักทำเอาพื้นสนามแปรสภาพเป็ลำธารเล็กๆ สายหนึ่ง
เสี่ยวจือจือนั่งยองๆ เล่นเรือกระดาษอยู่ที่หน้าประตู เอ้อร์หู่ก็นอนหมอบอยู่ข้างกัน เสี่ยวฮวาซุกตัวอยู่ในกระเป๋า
เรือกระดาษสั่นโคลงเคลงบนผิวน้ำ ก่อนจะพลิกคว่ำลงโดยไม่ทันระวัง
น้ำโคลนกระเด็นเลอะลงบนชุดกระโปรงของเธอ ทิ้งคราบเป็จุดสีดำๆ เอาไว้
เสี่ยวจือจือเงยหน้าขึ้นมอง ดวงตาใสซื่อบริสุทธิ์จับจ้องที่หลี่โหย่วเหมยแล้วเอ่ยถาม “คุณครู ทำไมพ่อหนูยังไม่มารับอีกล่ะคะ”