หลังจากนั้นวาตาหายไปอีกประมาณหนึ่งอาทิตย์ วันนี้เขามาปรากฏตัวแต่เช้าเพื่อรอรับภูผาไปมหาลัยซึ่งเป็วันแรกของการได้กลับเข้าไปเรียนอีกรอบ ขณะที่ภูผาเดินออกจากร้านตรงไปยังที่จอดรถมอไซค์คู่ใจเพื่อขับไปหน้าปากซอยและจอดมันทิ้งไว้เพื่อขึ้นรถเมล์ไปเรียนอีกที ชายหนุ่มก็ต้องชะงักด้วยความใเมื่อวาตาเดินมาขวางไว้
“ผมมารับ วันนี้เรียนวันแรกไม่ใช่เหรอครับ ไปเถอะผมอยากไปส่ง” แทนที่จะได้รับแววตายินดีแต่ภูผากลับมองด้วยท่าทีกึ่งรำคาญกึ่งหงุดหงิดเช่นเคย
“ไม่ต้องมายุ่ง หลบไป”
“ไม่เจอตั้งอาทิตย์มะนาวยังคงไม่มีน้ำเหมือนเดิมเลยนะครับ”
วาตาแกล้งแหย่แต่ภูผาไม่ขำด้วยเพราะเขาต้องรีบไปเรียนให้ทัน เสียงแตรรถที่ตามมาดังขึ้นเพราะรถของวาตาดันจอดขวางทางออกพอดี วาตาส่งสัญณาณให้ภูผามองตามพร้อมยักไหล่เบาๆ
“ถ้าอยากฟังเสียงแตรไปเรื่อย ๆ ก็ตามใจนะครับ ผมไม่สนใจอยู่แล้ว”
“นี่จะหาเื่กันให้ได้เลยใช่ไหม”
“ไม่ได้หาเื่ ก็บอกแล้วไงครับว่าอยากไปส่ง “
“ก็....”
“ปี๊ดดดดดดดดดดดด ๆ ๆ ๆ ๆ”
เสียงแตรดังเพิ่มอีกสองสามคันและดูเหมือนจะจงใจบีบยาวเพื่อบอกให้รู้ว่าเริ่มจะหงุดหงิด ภูผามองตามอย่างนึกเกรงใจอย่างน้อยนี่ก็ซอยบ้านเขา หนำซ้ำบางคนอาจเป็ลูกค้าร้านเขาก็เป็ได้ ในขณะที่ชายหนุ่มทำหน้าอึดอัดใจ แต่อีกหนึ่งหนุ่มกลับยืนพิงมอไซค์คันเก่าของเขาอย่างสบายใจ แม้จะมีหมวกปิดบังใบหน้าแต่เขามองออกว่าวาตากำลังยิ้มอย่างผู้ชนะ
“โอ๊ยยยย อะไรกันว่ะเนี่ย “ภูผาสบถอย่างนึกโมโหที่ต้องยอมวาตาอีกจนได้ และวาตาก็ฉลาดพอรีบผายมือไปที่รถ
“เชิญครับผม”
ภูผาฮึดฮัดอย่างขัดใจแต่ก็ต้องยอมเดินไปขึ้นรถหรูคันงามนั้น เขากระแทกก้นลงบนที่นั่งอย่างไม่พอใจแต่วาตากลับยิ้มถูกใจ
“ว่าง่าย ๆ แบบนี้ค่อยน่ารักหน่อย”
ไม่วายที่จะทิ้งคำพูดเลี่ยน ๆ ที่ทำเอาภูผายิ่งหงุดหงิดเพิ่มไปอีก
วาตาออกรถช้า ๆ จนเสียงแตรเงียบลงทั้งรถจึงตกอยู่ในความสงบ ภูผาไม่แม้แต่จะมองหน้าคนขับที่พยายามชำเลืองมองอย่างอยากจะชวนคุย แต่ดูเหมือนคู่สนทนาจะไม่ค่อยให้ความร่วมมือ เขาจึงปล่อยให้ภูผาสงบอารมณ์ตามลำพัง
“มหาลัยคุณไปทางซ้ายหรือทางขวานะครับ”
ท่ามกลางความเงียบวาตาก็ถามขึ้นเมื่อขับรถมาจนจะใกล้ถึงทางแยกแต่ดันจำชื่อมหาลัยของภูผาไม่ได้ โชคดีที่รถติดไฟแดงเขาจึงมีเวลาคิด แต่คิดเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกเลยยอมเสียฟอร์มถาม
“แล้วทำมาจะไปส่ง”
“ผมจำไม่ได้จริง ๆ ถ้าไม่บอกผมพาไปผิดที่ไปไม่ทันเรียนห้ามโทษผมนะครับ เรียนวันแรกคุณคงไม่อยากไปสายหรอกจริงไหม บอกมาเถอะครับจะไฟเขียวแล้ว”
ภูผาถอนหายใจอย่างรำคาญอีกรอบ
“ซ้าย”
“อ่อ ซ้ายยย มหาลัย.... นี่เอง รับรองรอบหน้าไม่มีผิดครับผม” พูดจบเขาก็เบี่ยงรถออกซ้ายทันที
“คงไม่มีวันหน้าหรอกมั้งให้วันนี้เป็วันสุดท้ายพอ”
“ที่จริงคุณน่าจะดีใจนะที่ผมไปส่ง ใคร ๆ ก็อยากให้ผมไปส่งกันทั้งนั้น”
“แต่ไม่ใช่ผม!!!!”
“อ้าว!!! แต่ผมดีใจนะที่มาส่งคุณ ให้มารับ-ส่งทุกวันก็ยังไหว”
“ถ้าว่างงานนักก็ไปบำบัดบ้างก็ดีจะได้ไม่ฟุ้งซ่านรบกวนคนอื่น”
“ผมไม่ได้บ้าน่ะคร๊าบบบบบบบบบบบบบ”
“เห๊อะ!!!”
“จอดตรงนี้แหละไม่ต้องไปถึงหน้าคณะ”
“ทำไมหล่ะครับ”
“ยังจะถามอีก”
“ก็ทำไมละครับ”
“บอกให้จอดก็จอดเถอะน่า”
ภูผาตัดบทเสียงเข้มทำเอาคนขับรีบทำตามหาที่จอดและกำลังปลดเข็มขัดเพื่อลงไปส่งภูผา แต่โดนขัดไว้
“ไม่ต้องลงไป”
“......??? ...”
“อยากเป็ข่าวหน้าหนึ่งหรือไง”
“ไม่นี่ ทำไมต้องกลัว ผมก็แค่มาส่ง .... เพื่อน ที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมเป็ใคร”
วาตาพูดน้ำเสียงบ่งบอกน้อยใจอย่างปิดไม่มิด ภูผาส่ายหัวก่อนจะรีบลงจากรถ แต่ก่อนที่จะปิดประตูเขาชะเง้อหน้ามาพูดบางอย่างที่ทำเอาคนฟังยิ้มหน้าบาน
“เป็ดาราดังขนาดมีรูปติดไปทั่วเมืองแบบนั้นใครไม่รู้จักก็บ้าเต็มทีแล้วมั๊ย”
หลังจากวันนั้นวาตาแอบมาดักรอรับส่งภูผาอยู่บ่อย ๆ แม้ว่าจะโดนปฏิเสธในทุกครั้งก็ตาม แต่ทุกครั้งภูผาก็ต้องยอมด้วยเพราะไม่้าต่อปากต่อคำกับชายหนุ่มนั่นเอง อาจจะมีบ้างบางวันที่เขาต้องหายหน้าหายตาไปแต่วาตาก็จะแอบมาเซอร์ไพรส์ที่ร้านบ้างที่มหาวิทยาลัยบ้าง
แต่แทนที่จะเจอแววตาดีใจบ้างอะไรบ้างกลับกลายเป็ยิ่งเจอท่าทีบึ้งตึงใส่เขาหนักกว่าวันที่เขามารับเสียอีก ซึ่งเหตุผลนี้วาตาเองไม่อาจหาคำตอบได้ว่าเขาทำผิดอะไร และวันนี้เขาก็มารอโดยไม่บอกล่วงหน้าอีกเช่นเคยหลังจากที่หายไปเกือบสองอาทิตย์เต็ม ๆ
ฝ่ายภูผาก็เอาแต่มองหาอย่างเงียบ ๆ โดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ เขารู้สึกเหมือนชีวิตขาดอะไรบางอย่างไป บางครั้งเขาก็แอบหงุดหงิดโดยไม่รู้ตัวเมื่อมองไปในที่ที่เคยเห็นวาตาอยู่แต่กลับไม่พบแม้แต่เงา แล้วยิ่งมาหายไปโดยไม่บอกกล่าวด้วยแล้วยิ่งทำให้เขาหงุดหงิด
แรก ๆ เขาก็ไม่ได้ใส่ใจเพราะไม่นานวาตาก็กลับมาวอแวให้เขาหงุดหงิดเล่นอยู่เสมอ แต่คราวนี้หายไปนานจนน่าใจหายจนอดคิดไม่ได้ว่าถ้าเขาหายไปจากชีวิตจริง ๆ จะทำอย่างไร ซึ่งถ้าเป็แบบนั้นภูผาคงโกรธวาตามากไม่น้อย ที่บังอาจมาล้อเล่นกับความเงียบสงบในชีวิตเขาแล้วก็จากไปอย่างไร้คำ..ร่ำลา
“มองหาผมอยู่หรือเปล่าครับ”
จู่ ๆ เสียงที่หายไปดังขึ้นตรงหน้าพร้อม ๆ กับเ้าของเสียงที่ก้าวออกมาจากมุมตึก ในขณะที่ภูผากำลังจะเดินไปรอรถเมล์เพื่อกลับบ้านเหมือนเช่นทุกวัน แม้จะอดดีใจไม่ได้แต่ภูผาก็เลือกที่จะเก็บความรู้สึกนั้นเอาไว้อย่างมิดชิด เพราะตอนนี้เขารู้สึกเหมือนกำลังโดนจับผิดและจับได้ว่าเขากำลังมองหาใครบางคนอยู่ เขารู้สึกหน้าร้อนขึ้นมาอย่างกะทันหัน ความรู้สึกไม่เป็ตัวของตัวเองปรากฏขึ้นมาอีกครั้งหลังจากที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้ ซึ่งเขาเองก็ยังหาคำตอบไม่ได้ว่าทำไมต้องรู้สึกแบบนี้และนำมาซึ่งความหงุดหงิด และแสดงออกด้วยการบึ้งตึงใส่อีกฝ่ายอย่างช่วยไม่ได้
เขามองหน้าคนตรงหน้านิดนึงก่อนจะรีบก้าวเท้ายาว ๆ ออกไปโดยไม่ทักแม้แต่คำเดียว ทำเอาคนตรงหน้าหุบยิ้มแทบไม่ทันรีบวิ่งไปขวางหน้าไว้
“เดี๋ยวสิครับ รถผมจอดตรงโน้น ป่ะเดี๋ยวผมไปส่ง”
“ไม่ต้อง กลับเองได้” คำตอบยังคงคอนเซปเ็าอย่างครบถ้วน
“รู้ว่ากลับเองได้แต่วันนี้ผมมารับไงครับ นี่ผมตั้งใจมากเลยนะลงเครื่องปั๊บก็ขับรถมานี่เลย ยังไม่ได้พักเลยด้วยซ้ำ”
“เหนื่อยก็ไปพักสิมาวุ่นวายอะไรกับผม หลบไป”
“แต่ผม.....”
“น้องผาขา....อยู่นี่เอง ไปค่ะพี่แวะมารับ ... เอ๊ะแล้วนี่ .... อ่อ ลูกค้าน้องผานี่เอง สวัสดีคะจำพี่ได้ไหมคะ”
พี่ภาร้องทักเสียงแหลมมาแต่ไกลพร้อมด้วยกลิ่นน้ำหอมราคาแพงเหมือนเคย ร่างบางท่าทางทะมัดทะแมงในชุดสีชมพูอ่อนยิ่งทำให้น่ามอง วาตาก้มศีรษะทักทายส่งยิ้มให้นิดนึงแทนคำตอบ เหลือบมองภูผาที่เปลี่ยนจากหน้าตาบึ้งตึงเป็ยิ้มกว้างราวกับคนละคน
“สวัสดีครับพี่ภา มาทำอะไรแถวนี้ครับ”
“ไปหาที่ร้านยายบอกว่าน้องผายังไม่กลับจากเรียนเลยตามมารับที่นี่คะ วันนี้พี่มีข่าวดีมาบอกด้วยนะคะ งานที่น้องผาขอให้พี่ช่วยตอนนี้เขาตอบรับแล้วนะคะพรุ่งนี้เข้าไปติดต่อได้เลยคะ ว่าแต่น้องผาไหวแน่หรือคะเรียนด้วยทำร้านด้วยแล้วยังต้องไปทำงานพิเศษอีก”
“ไหวครับไหว ขอบคุณพี่ภามากนะครับ”
“จ้า พี่ยินดี ตกลงกลับพร้อมพี่ใช่ไหมคะจะได้บอกข่าวดีกับยายพร้อมกัน”
ภูผาเหลือบมองวาตาที่จ้องมองเขาอยู่ก่อนแล้วและสายตาคู่นั้นเต็มไปด้วยคำถาม
“ผม.....”
“ผมกลับก่อนนะครับ พอดีนึกได้ว่ามีธุระอีกอย่างที่ต้องทำ”
วาตารีบพูดขึ้นน้ำเสียงเปลี่ยนไปอย่างชัดเจนดูห่างเหินพิกลและรีบก้าวเท้าออกจากตรงนั้น ขืนอยู่ต่ออีกนิดเดียวเขาคงได้เผลอพูดอะไรที่ไม่ควรพูดออกไปแน่ๆ
ภูผามองตามร่างบางที่เดินคอตกออกไปอย่างตัดสินใจ ......
“ตั้งใจมารับผมไม่ใช่เหรอ ทำไมไม่รอก่อนละ”
ภูผาพูดขึ้นเมื่อเปิดประตูรถเข้านั่งอีกฝั่งก่อนที่เ้าของจะสตาร์ทรถ วาตามองอย่างไม่อยากเชื่อ แล้วก็เปลี่ยนเป็ว่างเปล่าไม่ยินดียินร้าย แต่ทำเอาอีกคนเริ่มใจคอไม่ดี
“ผมไม่ชอบให้ใครลำบากใจ”
“ไม่ชอบให้ใครลำบากใจ???”
“อือ ฮึ”
“น่าจะคิดได้ตั้งนานแล้วนะ”
พูดออกไปแล้ว ภูผานึกอยากตีปากตัวเองหลังจากเห็นสีหน้าตัดพ้อของคนฟัง นี่เขาแคร์ความรู้สึกคนคนนี้ั้แ่เมื่อไหร่กัน
“ออกรถสิ ผมต้องรีบกลับแต่ถ้าเปลี่ยนใจผมจะได้หารถกลับเอง”
“แล้วทำไมไม่กลับกับคุณภาอะไรนั่น ทิ้งมาอย่างนี้ไม่กลัวเขาโกรธเอาเหรอ”
“ทำไมต้องกลัวด้วยละ ถามเยอะจริง”
“ก็ดูท่าทางสนิทสนมกัน แล้วคุณก็ดูจะเกรงอกเกรงใจเธอไม่น้อย”
“ก็พี่คนนึงที่คอยช่วยผมกับยายมาตลอดก็เท่านั้นเอง พี่ภาเป็คนเข้าใจอะไรง่าย ๆ ไม่เหมือน.....”
“ผมมันเป็คนเข้าใจยากอะไร ๆ ก็ยากไปหมดสินะ” วาตาเผลอพูดอย่างหงุดหงิด
“เป็อะไร ทำไมต้องหงุดหงิดขนาดนั้น ไปสิหรือจะเปลี่ยนใจ” เงียบไม่มีคำตอบนอกจากเสียงถอนหายใจแรง ๆ
“งั้นผมกลับ...”
“ไม่ต้องไปไหนทั้งนั้น บอกจะไปส่งก็ไปส่งสิ”
วาตาว่าพลางสตาร์ทรถอย่างเซ็ง ๆ เพราะเื่การทำงานพิเศษของอีกคนมีอิทธิพลต่อต่อมอยากรู้ของเขานั่นเอง เขาเลยพาลหงุดหงิดเอาดื้อ ๆ
“ทำไมต้องทำงานพิเศษ งานพิเศษที่ว่าคืออะไรเหรอ แล้วทำไมคุณภาต้องเป็คนหาให้หละ ทำไมไม่บอกผมบ้าง ผมก็อยากช่วยคุณเหมือนกันนะ”
วาตาเอ่ยขึ้นเมื่อขับรถออกมาได้สักพักหนึ่งและทั้งคู่ไม่มีใครพูดอะไรเพราะมัวแต่ตกอยู่ในความคิดของตัวเอง
ภูผาหันมามองอย่างแปลกใจกับคำถาม
“ไม่ตอบอีกตามเคยสินะ” วาตาดักคอเพราะคุ้นเคยกับท่าทีแบบนี้จนชิน
“กำลังคิดว่าจะตอบคำถามไหนก่อนดี” ภูผาตอบแต่ทำเอาคนถามยิ้มออก
“ไม่ต้องตอบก็ได้นะ มันเป็เื่ส่วนตัวคุณนี่”
“เอ้า ตกลงจะให้ตอบหรือเปล่าไม่ตอบก็ว่า ตอบก็บ่น ถามจริงที่หายไปเป็อาทิตย์ ๆ นี่ ทำงานหนักจนฟั่นเฟือนหรือไงตามอารมณ์ไม่ทันแล้วเนี่ย เมื่อกี้ก็ทีนึงแล้วเดินออกมาเฉยไม่คิดจะฟังกันบ้างหรือไงว่าผมจะตอบว่ายังไง เอะอะก็เดินหนี เอะอะก็หายตัว เอะอะก็หงุดหงิด อะไรของคุณ”
ภูผาบ่นออกมายาวเหยียดและก็ต้องหัวเสียหนักไปอีกเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะของวาตา
“โอเค ๆ ผมไม่หัวเราะก็ได้” วาตาว่าเมื่อเจอสายตาดุ ๆ ของอีกฝ่าย
“ขอโทษทีที่หายไปไม่ได้บอก พอดีมีงานด่วน แล้วก็......... ไม่คิดว่าคุณจะอยากรู้ว่าผมหายไปไหน นึกว่าคุณจะดีใจเสียอีกที่ไม่ต้องเจอผมบ่อย ๆ เอาเป็ว่าคราวหน้าจะไม่หายไปเฉย ๆ นะครับ”
“ใครบอกผมอยากรู้เื่ของคุณ ใครบอกผมไม่ดีใจที่ไม่ต้องเจอคุณ”
“เอาเป็ว่าผมอยากบอกเองก็แล้วกัน แต่ยังไงผมก็ยังอยากรู้เื่ของคุณนะครับ”
วาตาว่าพลางส่งสายตาอยากรู้เต็มกำลังเพื่อยืนยันคำพูดตัวเอง ทำเอาภูผามองอย่างนึกหมั่นไส้ แต่ก็ยอมเล่าให้ฟัง
“ เื่นี้ผมว่าผมช่วยคุณได้นะ ถ้าคุณไม่...”
วาตารีบบอกเมื่อภูผาเล่าจบและทั้งคู่ขับรถมาจอดหน้าร้านพอดีแต่ภูผารีบเอ่ยขัดเสียก่อน
“ผมหาทางของผมเองดีกว่าและอีกอย่างมันเป็เื่ของผม ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับคุณ”
“เฮ้อออออออออออ “
วาตาถอนหายใจยาว ๆ แปลกที่คำพูดเพียงไม่กี่คำของผู้ชายคนนี้ทำให้เขารู้สึกเป็ส่วนเกินยังไงไม่รู้
“อีกอย่างพี่ภาก็จัดการให้ผมแล้ว ผมไม่อยากทำให้เธอเสียความตั้งใจ”
“ดูท่าทางคุณจะแคร์คุณภาจังเลยน่ะครับ เท่าที่ดูเธอก็น่ารักดีนะท่าทางสนิทสนมกับคุณดีและท่าทางจะหลงคุณมากอยู่ คงไม่แปลกถ้าคุณกับเธอจะชอบกัน”
วาตาพูดตัดพ้อนิด ๆ แต่ทำเอาภูผาหน้าตึงอย่างไม่มีสาเหตุ
“เอาเป็ว่าคราวหน้าคุณไม่ต้องมารับส่งผมอีกก็แล้วกัน .... เพราะเรียนเสร็จผมจะไปทำงานเลย และคงเลิกดึกกว่าจะกลับเข้าร้าน”
ภูผาพูดทั้ง ๆ ที่ยังหน้าตึง แต่เมื่อเห็นแววตาน้อยใจคู่นั้นทำให้เขาต้องรีบอธิบายต่ออย่างไม่รู้ตัวก่อนที่รีบก้าวลงจากรถ
“แต่ผมอยากมา คุณจะพอใจหรือไม่พอใจก็เื่ของคุณ”
วาตารีบบอกอย่างไม่ยอมจำนน เื่อะไรจะยอมล่าทัพกลับไปง่าย ๆ ในเมื่อไม่เจอแค่ไม่กี่วันความคิดถึงก็ทำงานหนักยิ่งกว่าเครื่องโม่หินเสียอีก
“ก็ตามใจ แต่ห้ามพูดเื่พี่ภากับผมแบบนั้นอีก ผมไม่ชอบ”
ภูผาปิดประตูรถโครมใหญ่ตามอารมณ์ที่กำลังพุ่งพล่านอย่างไม่รู้สาเหตุ เขาไม่เข้าใจตัวเองว่าเกิดอะไรขึ้นกับความรู้สึกของตัวเอง หรือเป็เพราะเขาแค่ไม่อยากให้ใครบางคนเข้าใจผิด แต่เขาจะกลัวไปทำไมในเมื่อเขาไม่ได้คิดไม่ได้รู้สึกอะไรสักนิดเดียว
วาตาได้ฟังก็ยิ้มออกได้บ้าง รีบก้าวลงจากรถวิ่งตามหลังเ้าของไหล่กว้างที่รีบเดินราวกับจะไปไล่ควายที่ไหน และก็มาหยุดกระหืดกระหอบก่อนที่ภูผาจะเปิดประตูและหันมามอง
“ตามมาทำไม”
“แหม ถามซะ!! โชคดีที่ผมไม่ได้เป็คนขี้น้อยใจใครบอกผมตามคุณ ผมจะแวะมาหายายต่างหาก”
วาตาพูดพลางเบียดตัวผลักประตูเข้าไปอย่างรวดเร็ว ภูผามองตามส่ายหน้าอย่างระอากับความเอาแต่ใจของอีกฝ่าย
“ยายคุณไปไหนหละ ผมหาไม่เจอ ในห้องครัว ห้องนั่งเล่น อ้อ ลืมไป ยังไม่ไปดูในห้องนอนนี่หว่า แต่นี่ยังไม่ดึกทำไมนอนเร็วจัง คุณว่ามั๊ย”
วาตาพูดกึ่งบอกเล่ากึ่งรำพึงรำพันกับตัวเองกำลังจะเดินขึ้นชั้นบนแต่ถูกภูผารั้งแขนไว้ แต่เพราะเป็ครั้งแรกที่เขาโดนถูกเนื้อต้องตัวอย่างตั้งใจทำเอาเผลอมองหน้าคนรั้งทีมองมือใหญ่ที่รั้งแขนเขาไว้ทีอย่างงุนงงปนแปลกใจ ปกติเขาเองต่างหากที่เป็ฝ่ายหาเื่แตะเนื้อต้องตัวเขาทั้งที่โดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ แต่ส่วนใหญ่จะ... ตั้งใจ
“ไม่ต้อง”
น้ำเสียงเครียด ๆ เปล่งออกมาจากปากได้รูปแต่สายตากลับจับจ้องไปที่อื่น วาตารีบมองตามแล้วก็ต้องอ้าปากค้าง
“ยาย!!!!!!”
วาตาร้องเมื่อเห็นยายนอนกองอยู่กับพื้นมีเืไหลบริเวณศีรษะ ในขณะที่ภูผาปรี่ถึงตัวยายอย่างรวดเร็ว
“ยายครับยาย ทำใจดี ๆ ไว้นะครับ เดี๋ยวผาพายายไปหาหมอ ยายอย่าเพิ่งเป็อะไรนะครับ “
ภูผาพูดน้ำเสียงปนสะอื้นน้อย ๆ
“ไปรถผม เดี๋ยวผมไปส่ง คุณอุ้มยายไหวไหม”
วาตารีบบอกหน้าตื่น ภูผาพยักหน้ารีบอุ้มร่างไม่ได้สตินั้นตรงดิ่งไปยังรถซึ่งเ้าของรถเปิดประตูไว้รออยู่ก่อนแล้ว
“ใจเย็น ๆ นะคุณ เดี๋ยวก็ถึงมือหมอแล้ว”
วาตาปลอบเมื่อภูผาไม่ยอมเอ่ยอะไรอีกเลยนอกจากเรียกชื่อยายอยู่อย่างนั้น เห็นแล้วก็อดเป็ห่วงความรู้สึกเขาไม่ได้
วาตารีบบึ่งรถไปยังโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ที่สุด ไม่นานร่างไม่ได้สติของยายก็ถูกเข็ญเข้าห้องไอซียู โดยมีภูผาวิ่งตามไม่ห่างแต่ก็ถูกกันเอาไว้แค่ด้านนอก
“นั่งบ้างเถอะคุณถึงมือหมอแบบนี้แล้วไม่มีอะไรน่าห่วง” วาตาบอกเมื่อเดินไปยืนใกล้ ๆ ร่างใหญ่ที่เอาแต่จ้องมองยายผ่านกระจก
“ไม่เป็ไร”
“คุณต้องเข้มแข็งไว้นะพักเอาแรงก่อน ยายฟื้นขึ้นมาจะได้ไม่เป็ห่วง”
“คุณกลับไปเถอะ ดึกมากแล้ว”
“คุณนี่ทำไมชอบไล่ผมจัง ยายคุณทั้งคนนะถึงไม่ใช่ยายผมแต่ผมก็เป็ห่วงไม่แพ้คุณหรอกน่า และอีกอย่างผมก็เป็ห่วงคุณด้วย ผม...”
วาตาพูดไม่ทันจบเสียงไลน์ดังรัวหลายครั้งจนเขาต้องหยิบมาดู
“อยู่ไหนวะไอ้วา นี่เขารอมึงคนเดียวเลยนะเนี่ย”
และตามมาด้วยภาพทุกคนที่รอเขาซ้อมเต้นคืนนี้ ตายละคืนนี้มีนัดซ้อมนี่หว่า พรุ่งนี้เขามีงานแต่เช้าและต้องเตรียมการแสดงด้วย วาตานิ่วหน้าอย่างเพิ่งนึกออก
“มีธุระก็รีบไปสิ”
“แต่....”
“ท่าทางจะสำคัญกับคุณมากนะ”
“คุณก็สำคัญ”
วาตาเผลอโต้ตอบไม่ทันคิดแต่ทำเอาอีกฝ่ายอึ้งไป 2 วิแล้วก็แสร้งทำเป็ไม่ได้ยินเหมือนเคย
“แต่....”
“เอาเบอร์คุณมาสิถ้ายายฟื้นผมจะโทรไปบอกจะได้ไม่ต้องกังวล”
จู่ ๆ ภูผาก็พูดขึ้นแต่ทำเอาอีกฝ่ายยิ้มออกเพราะคิดไปอีกอย่างหนึ่ง
“เอาไว้โทรแจ้งอาการยายอย่างเดียว อย่างอื่นเลิกมโนได้เลย”
“โธ่ กำลังจะมีความหวังเลยเชียว” วาตาพูดอย่างนึกเสียดาย
“เอามือถือมาสิครับ”
วาตาว่าพลางแบมือขอราวกับเด็กกำลังอ้อนขออะไรสักอย่าง ภูผาส่ายหน้ากับท่าทีนั้นอีกรอบหยิบโทรศัพท์ยื่นให้ วาตารับไปกดยิก ๆ สองสามครั้ง ไม่นานก็ส่งกลับให้
“ผมแถมไลน์ให้ด้วยเผื่อคุณไม่อยากได้ยินเสียงผม” วาตาว่าส่งยิ้มให้อย่างขำๆ
“ไปได้หรือยัง”
“ไล่อีกละ ไปก็ได้ แต่อย่าลืมโทรบอกผมนะครับ แล้วถ้าผมไลน์มาก็รีบไลน์ตอบด้วยไม่งั้นผมจะรีบมาหาคำตอบถึงที่เลย”
“ไปปปปปปปปปปปป พูดมาก” ภูผาบอกเผลอยิ้มเล็ก ๆ
“ยิ้มได้แบบนี้ค่อยสบายใจหน่อย งั้นผมไปนะ พรุ่งนี้ผมมีงานแต่เช้าเสร็จแล้วจะรีบแวะมาหานะครับ แล้วก็อย่าให้ใครมาทำคะแนนตัดหน้าผมนะ ตอนนี้คะแนนผมติดลบเว่อร์ ผมไปนะ”
วาตาพูดเสียยืดยาวราวกับกลัวว่าจะไม่ได้กลับมาอีกและเป็อีกครั้งที่ภูผาเผลอยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว
เมื่อวาตากลับไปแล้วเหลือแต่เขาเพียงลำพังอยู่หน้าห้องไอซียู เขาเดินไปส่องผ่านกระจกเล็ก ๆ ที่ประตูห้องนั้นอีกครั้งอย่างนึกเป็ห่วง แล้วก็กลับมายึดที่นั่งใกล้ ๆ รออย่างกระวนกระวาย อากาศหนาวบวกกับความหนาวของแอร์ยามดึกยิ่งทำให้ความหนาวเพิ่มขึ้นไปอีก ภูผานั่งห่อตัวน้อย ๆ เพราะไม่ค่อยชินกับอากาศหนาวนั่นเอง
“คุณภูผาคะ ผ้าห่มคะ มีคนฝากมาให้”
พยาบาลเอ่ยเรียกพร้อม ๆ กับยื่นผ้าห่มสีฟ้าอ่อนมาให้ตรงหน้า ภูผามองอย่างงง ๆ
“นี่คะมีการ์ดด้วย”
เธอว่าพลางส่งการ์ดมาให้เมื่อภูผารับไว้ก็กลับไปทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป ภูผาก้มมองการ์ดเล็ก ๆ ในมือแล้วก็ต้องยิ้มเขินเมื่อเห็นข้อความในการ์ดเล็ก ๆ ใบนั้น
"เอาผ้าไปห่มไว้ก่อนนะครับ ถึงจะอุ่นสู้อ้อมกอดผมไม่ได้ก็เถอะ”