เรื่องนาฬิกาคู่รักถูกความมึนและเฉยของสองสามีภรรยาทำให้ราวกับว่าไม่เคยมีเรื่องโรแมนติกอะไรเกิดขึ้น พอกินข้าวเช้าเสร็จคุณชายใหญ่ก็ไปกับโจและคังข่าย ไม่ลืมสั่งว่าคืนนี้จะมาค้างด้วยเหรินซวงอิ๋นแค่รับทราบเท่านั้น จะมาก็มาที่นี่บ้านคุณอยู่แล้วด้านจ๋ายอิงกับพี่ชายหัวโล้น อยู่รับงานที่พี่สะใภ้มอบหมายให้ยังไม่เสร็จยามนี้หัวหน้างานแต่ละคนของบ้านจ้าว ถูกเรียกมารอหน้าห้องหนังสือ
“งานที่บ้านเราแบ่งออกเป็นแปดตำแหน่งได้แก่ งานบัญชี งานสวน งานทั่วไป งานต้อนรับ งานในเรือนผู้เฒ่า งานป้องกันงานครัว และงานแม่บ้าน คนนี้คือซ่งอาน เขาเป็นหัวหน้างานบัญชี ทุกวันจะเอาบัญชีทั่วไปมาให้ดูว่าใครเบิกหรือจ่ายอะไรไปบ้างทุกอาทิตย์จะสรุปรายรับและรายจ่ายของงบส่วนกลางทุกเดือนจะมีรายงานลดหรือเพิ่มการใช้จ่ายทั้งหมด”
ซ่งอานก้มหัวทักทายจ้าวจ๋ายอิง"คุณชายเล็ก"
“ผมได้ยินมาว่าพี่สะใภ้วางระบบบัญชีของบ้านเราเอง ใช่หรือเปล่าครับ”
“ก็ไม่ขนาดวางเองหรอกครับแค่ปรับจากเดิมให้ตรวจสอบง่ายขึ้นเท่านั้น” เหรินซวงอิ๋นถ่อมตัว"ซ่งอานเขาหัวไว และยังพอรู้เรื่องบัญชีมาบ้าง ได้เขามาช่วยนับว่าโชคดี"
ซ่งอานคนนี้เป็นชายหนุ่มหน้าตาดีแววตาซื่อ ดูก็รู้ว่าไม่มีนอกมีในอะไร พอโดนจ้าวจ๋ายอิงจ้องพี่หัวหน้าบัญชีก็รีบกล่าว
“คุณนายเล็กสอนบัญชีพวกเราทั้งหมดครับผมไม่เคยเห็นใครมีวิธีการคิดที่เข้าใจง่ายขนาดนี้มาก่อนการส่งบัญชีทุกวันทำให้ตรวจสอบง่ายขึ้นจริงๆช่วงแรกอาจจะหนักแต่ว่าพอทำไปก็จะชินและรู้สึกไม่เหนื่อยเลยครับแบบนี้ง่ายกับคนทำและคนตรวจ ไม่ต้องมาปวดหัวตอนสิ้นเดือน หรือสิ้นปีทีเดียวเพราะรายจ่ายยิบย่อยบางจุดที่ตรวจสอบยาก พอทิ้งเวลาไว้นานก็จะหาความชัดเจนไม่เจอ”
วันที่เหรินซวงอิ๋นไม่อยู่บัญชีรายวันก็จะถูกส่งให้คุณนายหรือคุณนายผู้เฒ่าเป็นผู้ตรวจสอบทำให้การเงินของทุกวันโปร่งใสแน่นอน
“ขอบคุณมากอาอาน ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปถ้าผมไม่อยู่ ก็เอาบัญชีพวกนี้มาให้คุณชายเล็กตรวจสอบนะแล้วก็เดี๋ยวคุณเอาของเมื่อวานมาอธิบายให้คุณเขาเป็นตัวอย่างด้วย”
“ครับคุณนายเล็ก”
“ไปทำงานต่อเถอะสักสองชั่วโมงค่อยมาใหม่”
“ครับ” คนรับใช้ชุดสีขาวมุกถอยหลังออกไปจากห้องหนังสือคิวต่อไปที่เข้ามาคือคนรับใช้ชุดส้มอิฐ หญิงวัยกลางคนมาถึงก็ส่งเสียงทักทายดังชัดถ้อยชัดคำ
“คุณชายเล็ก คุณนายเล็ก” พอถึงแขกหัวโล้นเธอไม่รู้จักเลยแค่ทักว่าคุณชาย
“ตามสบายครับ จ๋ายอิงนี่คือป้าเถาเป็นหัวหน้าแม่ครัว ทุกอาทิตย์จะเอาเมนูมาให้เลือกว่าอาทิตย์ถัดไปห้องครัวต้องทำอะไรให้ใครบ้าง บ้านจ้าวแบ่งอาหารเป็นสามส่วนคือ บนคฤหาสน์เรือนผู้เฒ่า และของบอดี้การ์ดกับคนงาน พี่ทำเมนูไว้แล้ว แค่เลือกเท่านั้นทางห้องครัวจะได้วางแผนซื้อของที่ต้องใช้เตรียมไว้ทันแต่หากมีวันไหนที่มีงานเลี้ยง หรือมีแขกมาเพิ่ม จะเป็นหน้าที่ของหยาหยาต้องไปแจ้งป้าเถา”
จ้าวจ๋ายอิงมากินข้าวที่บ้านแต่ละครั้งเมนูก็จะผลัดเปลี่ยนไปตลอดไม่ค่อยซ้ำซากเหมือนก่อนที่พี่สะใภ้จะเข้ามาอยู่กับพวกเขาแม่ครัวคนนี้เขาก็ไม่เคยเห็นมาก่อน
“เมนูที่บ้านเราอร่อยมากฝีมือป้าเถานี่เอง ป้าเพิ่งเข้ามาเหรอครับ” เซียงเถายิ้มอย่างประหม่า“เข้าใจผิดแล้วค่ะคุณชายเล็กป้าทำงานครัวให้บ้านจ้าวมาตั้งแต่ตอนเป็นสาวแต่ว่าเพิ่งได้เลื่อนขั้นเป็นหัวหน้าจริงจัง ไม่นานมานี้ต้องขอบคุณคุณนายเล็กที่ให้โอกาส คุณนายเล็กน่ะเก่งมาก เมนูต่างๆและสูตรส่วนมากก็เป็นคุณสอนพวกเรา"
"โอ้โหจริงเหรอครับ"
"จริงค่ะ อาหารเพื่อสุขภาพแบบนั้นป้าทำไม่เป็นหรอกค่ะ”
เหรินซวงอิ๋นบอกน้องเล็กของสามีไปว่า “ป้าเถาเป็นคนมีฝีมือ พี่สอนนิดหน่อยก็ดัดแปลงสูตรได้ แถมอร่อยด้วย”หัวหน้าแม่ครัวหน้าบานเมื่อถูกเจ้านายชม มีนายดีแบบนี้เธอยอมจับตะหลิวให้ตระกูลจ้าวจนวันตาย
“ขอบคุณคุณนายเล็กป้าก็ไม่ได้เก่งขนาดนั้น”
“เก่งก็ต้องบอกว่าเก่ง ไม่ต้องถ่อมตัวยังไงท้องของพวกเราก็ต้องพึ่งป้าและห้องครัวทุกคน”
“ยินดีค่ะ ยินดี”
“ที่ผมเรียกมาก็เพราะจะบอกว่าจากนี้ไปถ้าผมไม่อยู่ก็ให้เอาเมนูอาทิตย์หน้ามาให้คุณชายเล็กเลือกแทน ส่วนวันไหนจะเปลี่ยนอะไรก็จะเป็นหยาหยากับตันหยงเป็นคนไปบอกเหมือนเดิม”
“ได้ค่ะได้”
“ขอบคุณครับ ป้าไปทำงานต่อเถอะ”
ป้าเถาออกไปเหรินซวงอิ๋นก็หันมาพูดกับน้องสามี“เมนูไม่ควรซ้ำของอาทิตย์ก่อน นอกจากนี้ความชอบของแต่ละคนก็สำคัญคุณพ่อชอบเนื้อ คุณแม่ชอบผักสด คุณปู่กับคุณย่าชอบพวกเมนูตุ๋น หรือน้ำแกงคุณชายรองชอบกินของทอด คุณชายใหญ่ชอบกินไก่ ส่วนเราก็ติดหวานทุกคนมักจะเลือกกินของที่ตนถูกปากมากกว่าอย่างอื่นแต่ว่าทุกเมนูกินมากเกินย่อมไม่ดี ควรสลับสับเปลี่ยนกันไป”
จ้าวจ๋ายอิงทึ่งที่พี่สะใภ้ใส่ใจพวกเขามากขนาดนี้แม้แต่พี่รองหรือเขาเองที่ไม่ค่อยมากินข้าวที่บ้าน ก็ยังรู้ว่าชอบกินอะไร
“พี่สะใภ้พูดถูกต้องทุกอย่างเลยผมจะตั้งใจเลือกเมนูให้ดี เพื่อสุขภาพของทุกคนแน่นอนครับ”
“ดีมาก” เหรินซวงอิ๋นชื่นชมแต่ยังไม่เท่าอีกคนที่มองจ๋ายอิงด้วยสายตาเอ็นดูเหลือคณา น้องจ๋ายอิงมีครูดีเช่นนี้อนาคตแต่งเข้าบ้านอูลาก็สบายแล้วล่ะ
หลังจากนั้นคนอื่นๆ ก็ทยอยกันเข้ามาหูอู๋เจ๋อ หัวหน้างานสวน อู่ซีห่าว หัวหน้างานทั่วไป หยาหยา หัวหน้างานต้อนรับตันหยง หัวหน้างานในเรือนผู้เฒ่า อินฝู หัวหน้างานบ้าน
ทุกงานแม้เป็นงานบ้านทั่วไป ไม่คิดเลยว่าพี่สะใภ้ยังสามารถสร้างกฎระเบียบและการตรวจสอบที่ชัดเจน เป็นข้อๆ ให้กับทุกงานได้ไม่มีตกหล่นและยังทำให้จ้าวจ่ายอิงได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ เยอะมาก
คนสุดท้ายฮุ่ยหนี่ว์ หัวหน้างานป้องกันเธอเป็นหญิงวัยกลางคนที่หน้าดุเสียงห้วน ขนาดยิ้มแล้วยังดูไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไหร่บวกกับชุดสีเปลืองมังคุดที่สวมทำให้เธอดูน่ากลัว กว่าคนรับใช้ทั่วไป
“งานป้องกันทำอะไรบ้างเหรอครับ” จ้าวจ๋ายอิงถามเธอ หลังพี่สะใภ้แนะนำว่าคนนี้คือใครทำงานส่วนไหน
เสียงกระด้างที่พยายามจะให้สุภาพของฮุ่ยหนี่ว์ดังขึ้น“งานของพวกดิฉันคือคอยปกป้องคุณท่านทุกคนค่ะ”
จ้าวจ๋ายอิงยังไม่ค่อยเข้าใจเขาถามเพื่อความแน่ใจ “เธอเป็นบอดี้การ์ดลับเหรอครับพี่สะใภ้”
เหรินซวงอิ๋นอธิบายสถานะของงานป้องกันให้มากขึ้น“จะว่างั้นก็ได้ครับแต่พวกเขาพิเศษกว่าบอดี้การ์ดตรงที่ใกล้ชิดกับพวกเรามากกว่าศัตรูจะไม่ทันระวังพวกเธอเท่ากับบอดี้การ์ด ยามปรกติก็ทำงานทั่วไปตรงไหนขาดคนก็ไปช่วย แต่เวลาส่วนใหญ่ต้องฝึก”
“ฝึก? หมายถึงฝึกการต่อสู้?”
“ใช่แล้ว” คลายความสงสัยของจ้าวจ๋ายอิงแล้วก็หันมาบอกทางฮุ่ยหนี่ว์“จากนี้ไปผมไม่อยู่ มีอะไรก็บอกคุณชายเล็กได้”
“ทราบแล้วค่ะ”
“คุณไปได้ บอกทุกคนตั้งใจฝึก”
“ค่ะ คุณนายเล็ก”
ทุกคนเข้ามากันครบสักทีคุณชายเล็กจ้าวย่อยข้อมูล นึกอะไรได้ก็รีบถาม
“พี่สะใภ้แล้วใครฝึกพวกฮุ่ยหนี่ว์ล่ะ”
“พี่เอง”
“หื้มม” ไม่ใช่แค่จ้าวจ๋ายอิงแปลกใจอูลาเซ่อเหยี่ยนเองก็เช่นกัน
พี่สะใภ้บอกกับเขาว่า การฝึกของงานป้องกันที่มีฮุ่ยหนี่ว์เป็นหัวหน้านั้น ในหนึ่งอาทิตย์จะใช้เวลาห้าวันทุกคนจะต้องฝึกตามตารางที่วางไว้ให้โดยมีเขากับหัวหน้าบอดี้การ์ดเป็นคนสอนและประเมินผลหากไม่ผ่านก็ต้องฝึกจนกว่าจะผ่านทุกคน ถึงจะได้เปลี่ยนไปฝึกอย่างอื่นปัจจุบันฝีมือของคนกลุ่มนี้ยังไม่เป็นที่พอใจนักเหตุผลหนึ่งเพราะเขาไม่ว่างมาควบคุมดูแลด้วยตัวเอง
“ให้อาฮกมาช่วยดูก็ไม่ค่อยเป็นโล้เป็นพายพวกบอดี้การ์ดชอบวางท่าใส่ พวกงานป้องกันก็ไม่เชื่อฟัง จ๋ายอิงพอไหวหรือเปล่าถ้าไหวก็มาสอนพวกเขาด้วยจะดีมาก”
“ผมเหรอ” จ้าวจ๋ายอิงชี้เข้าหาตัวเองแล้วรีบส่ายหน้า “ไม่ไหวหรอกครับพี่สะใภ้ให้เขย่าลูกเต๋ายังพอไหว” หลังจากนั้นคุณชายเล็กก็เริ่มงอแง
“ทำไมที่บ้านมีอะไรให้เราทำเยอะขนาดนี้ที่ผ่านมาพี่สะใภ้ทำเองหมดเหรอเนี่ย”
“ทีจริงมันเป็นหน้าที่ของพี่แต่ต้องให้จ๋ายอิงมาช่วยแบบนี้รู้สึกอายจริงๆ”
“ไม่ๆ ผมไม่ได้หมายความว่าจะบ่นและไม่อยากช่วยพี่แค่อึ้งเท่านั้น งานบ้านเราเยอะเป็นบ้าเลย พี่ลิ้วว่ามั้ยล่ะ”
อูลาเซ่อเหยี่ยนย่อมไม่เห็นต่าง “ครับ พี่ก็ว่างั้น เป็นสะใภ้หรือเป็นพ่อบ้านกันแน่”
เหรินซวงอิ๋นยิ้มขำ “ที่คุณชายลิ้วพูดมาก็ไม่ผิดครับ งานพวกนี้ความจริงเป็นของพ่อบ้านจริงๆแต่ว่าพ่อบ้านของเราเพิ่งเสียไปจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ ยังไม่ได้รับคนใหม่ก็เลยมีงานให้ต้องจัดการเยอะอย่างที่เห็นอีกอย่างการแบ่งหน้าที่พวกนี้ผมก็เป็นคนริเริ่มช่วงแรกเลยดูยังวุ่นวายไม่เข้าที่เข้าทางเท่าไหร่”
"ไม่หรอกครับคุณเก่งมากไม่แปลกใจว่าทำไมเพื่อนผมเลือกแต่งกับคุณ"
เหรินซวงอิ๋นยิ้มแกนๆ
จ้าวจ๋ายอิงรู้สึกว่าปล่อยให้พี่โล้นพูดมากจะยิ่งแย่เขาทำท่าเพิ่งนึกได้ “จริงสิผมเกือบลืมไปแล้วว่ามีเรื่องเช่นนี้ด้วยแล้วทำไมเราไม่รับคนใหม่มาแทนพ่อบ้านฉายสักทีล่ะครับ”
เรื่องพ่อบ้านฉายโกงเงินคุณชายเล็กทราบเรื่องวางยาพี่สะใภ้เขาก็ทราบ แต่พวกผู้ใหญ่ไม่ได้พูดรายละเอียดอะไรให้เขาฟังหรืออาจจะพูดแต่เขาไม่สนใจทำให้เขาเป็นคนเดียวในบ้านที่ไม่รู้ว่าพ่อบ้านฉายยังไม่ตายทุกคนเห็นว่าเขารู้หรือไม่ ก็มีค่าเท่ากันดังนั้นจึงไม่เสียเวลามาเล่าเรื่องนี้กับคุณชายเล็ก
พี่สะใภ้ยิ้มอ่อนโยนและเริ่มตั้งท่าสอนอย่างใจเย็น “พ่อบ้านคนก่อนก่อเรื่องไว้ไม่น้อยจ๋ายอิงก็รู้ใช่หรือเปล่า”
“หมายถึงเรื่องที่โกงเงินเรา?”
อูลาเซ่อเหยี่ยนตกใจ “มีเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอ กล้ามากนะนั่น”
“ใช่ครับ กล้ามากลำพังพ่อบ้านจะกล้าทำการใหญ่แบบนี้หรือไม่ล่ะ”
ต้องมีคนจ้างหรือหนุนหลังให้ทำแน่ๆข้อนี้จ้าวจ๋ายอิงไม่ได้ไร้เดียงสาขนาดว่าจะเดาไม่ได้แต่พี่สะใภ้พูดให้เขาเห็นภาพได้กว้างขึ้น
“ตอนนี้เรายังไม่รู้ความจริงว่าศัตรูคือใครหากรับคนใหม่ มาดูแลทุกเรื่องของบ้านมันจะเป็นยังไง”
“อาจมีพ่อบ้านฉายคนที่สอง”
“ถูกต้องแล้ว” จ้าวจ๋ายอิงพยักหน้าหงึกหงักแล้วยิ้ม“ขอบคุณที่พี่สะใภ้ไม่เห็นว่าผมเป็นเด็ก เหมือนที่ทุกคนมอง”คุณชายเล็กจ้าวขอบคุณจากใจจริง
“ทุกคนไม่ได้มองว่าเรายังเด็กแล้วคิดจะปิดบังหรอกเพียงแต่ไม่อยากเหนื่อยเท่านั้น ที่บ้านจ้าวมีคุณชายใหญ่ และคุณชายรองสองคนขับเคี่ยวกันผู้ใหญ่ในบ้านจะเลือกข้างไม่ได้ ทำให้หลายครั้งวางตัวยากหากต้องให้มีตัวเลือกที่สามเพิ่ม แถมเราเป็นคุณชายเล็กที่คุณย่าและคุณปู่รักมากท่านคงทำใจลำบากไม่น้อย”
เหรินซวงอิ๋นขอโทษที่เขาพูดความจริงและอาจจะตรงไปหน่อย
“ที่พี่เล่าให้เราฟังไม่มีจุดประสงค์จะยุยงแค่คิดว่าจ๋ายอิงโตแล้ว จึงยัดเยียดงานพวกนี้ให้รับผิดชอบพี่ว่าเราควรจะรับรู้เรื่องของที่บ้านบ้างเริ่มจากเรื่องที่ทุกคนเห็นว่าเป็นเรื่องไม่สำคัญ อย่างงานในบ้านแต่ความจริงแล้วทุกงาน ไม่ว่าเล็กน้อยแค่ไหน ก็เกี่ยวพันถึงเรื่องใหญ่ได้ทั้งนั้นแม้แต่อาหารการกิน ต้นไม้ใบหญ้าหรือแม้แต่การทำความสะอาด เราเห็นด้วยหรือเปล่า”
"ครับเมื่อก่อนผมใช้ชีวิตเป็นคุณชายเล็ก สุขสบายไปวันๆอาจมีเรื่องให้คิดแต่ไม่เคยต้องรับผิดชอบ พอมาฟังพี่จัดการทุกอย่างในบ้านวันนี้รู้สึกว่าที่ผ่านมาผมก็ไม่ต่างจากเด็กคนหนึ่ง พี่รองชอบบอกว่าผมจะไปรู้อะไรผมเพิ่งรู้ว่าเขาพูดความจริง ไม่ใช่แค่จะดุผมไปงั้นๆ"
"อย่าคิดมากสิครับคนเราย่อมต้องเรียนรู้ก่อนที่จะรู้ทั้งนั้น ใครจะรู้มาตั้งแต่เกิด คุณชายใหญ่คุณชายรอง ก็แค่เรียนเรื่องต่างๆ มาก่อนเราเท่านั้น จะบอกว่าเราอ่อนหัดกว่าก็คงจะใช่แต่นี่ก็ไม่แปลว่าเป็นความผิดเราเสียหน่อย"
คุณชายหัวโล้นพยักหน้าสนับสนุน"จ๋ายอิงฉลาดแบบนี้ อนาคตต้องได้ช่วยงานใหญ่แน่ พี่เชื่อว่าเราทำได้"
"ขอบคุณครับพี่ลิ้วงานใหญ่ปล่อยให้พี่ใหญ่กับพี่รองทำไปเถอะ ผมแค่ได้ช่วยและไม่เป็นภาระใครหรือสร้างปัญหาให้คนอื่นก็ดีใจมากแล้ว"
"มีความตั้งใจนับว่าสำเร็จไปแล้วเกินครึ่ง"
พี่สะใภ้ให้กำลังใจแล้วก็หยุดจิบชาเว้นเวลาให้คนฟังได้ทบทวนตาม สักพักน้องสามีก็เกิดคำถามใหม่
"พี่คิดว่าจะมีคนที่ไว้ใจไม่ได้เหลืออยู่หรือเปล่า"
“ก็อาจจะมี หรือไม่มี ยังไงซะบรรดาหัวหน้าแต่ละคนค่อนข้างไว้ใจได้ก็จริงแต่ว่าเราจะไว้ใจคนนอกเต็มร้อยไม่ได้ ดังนั้นถ้าเราเองยังไม่รู้มากกว่าพวกเขาจะถูกลอบกัด มันง่ายนิดเดียว”
จ้าวจ๋ายอิงพยักหน้าช้าๆเขาเกิดและโตในตระกูลจ้าว การถูกลอบทำร้ายก็ใช่ว่าไม่เคยเจอเขาย่อมรู้ว่าอะไรเป็นอะไร
“ผมเข้าใจแล้วครับจะตั้งใจช่วยงานพี่สะใภ้”
“ขอบใจมาก”
ชายหัวโล้นได้ฟังก็รู้สึกอยากมีส่วนร่วม “แล้วผมพอจะช่วยอะไรได้บ้างครับ”
“คุณชายลิ้วเป็นแขกจะรบกวนคุณได้ยังไงครับ”
“ใช่พี่ลิ้ว พี่ใหญ่รู้จะว่าเอาได้”
จริงอย่างที่น้องสามีพูดเจ้าวัชพืชจะว่าได้ หากไปใช้งานเพื่อนของเขา
ด้านคุณชายอูลาไม่ล้มเลิกความตั้งใจง่ายๆ
“อยู่บ้านว่างๆ เบื่อมากเลยนะครับให้พี่ช่วยนะจ๋ายอิง เห็นแบบนี้พี่ก็พอมีฝีมือเรื่องการต่อสู้เราไม่ถนัดใช้กำลังไม่ใช่เหรอ งั้นพี่เอง พี่ถนัดมาก กำลังพี่เยอะ” โอ้อวดแล้วก็หันไปขอร้อง “ให้ผมช่วยดูการฝึกนะครับคุณนายเล็ก”
ถ้าคนนี้ไว้ใจได้ก็ไม่เลวเพียงแต่ต้องปรึกษาอีกคนก่อน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาอื่นตามมา
“งั้นผมขอบอกจิงถิงก่อนเขารู้ทีหลังเกรงว่าจะไม่เหมาะ”
“ได้...ครับ” คุณชายอูลาทำหน้าไม่มั่นใจจ้าวจิงถิงอาจไม่เห็นด้วยที่เขาจะมาก้าวก่ายในบ้าน ทำไงดี?
หลังจากเหรินซวงอิ๋นโทรออกคุยไม่กี่คำก็วางสายจากสามี หันมาบอกข่าวดีกับแขก “เขาบอกว่าแล้วแต่ผม”
"เย่"คุณชายหัวโล้นกับคุณชายเล็กดีใจเป็นเด็กไปแล้ว
“งั้นเรื่องฝึกคนกลุ่มนี้ต้องรบกวนคุณชายลิ้วด้วยนะครับ”
“ไม่มีปัญหาครับ ผมยินดีมากๆว่าแต่ตอนนี้ฝึกอะไรกันอยู่”
“ผมให้พวกเขาเตรียมร่างกายแล้วก็ฝึกท่าต่อสู้แบบประชิดตัว...”
บอกทั้งสองคนว่าที่ผ่านมาตนแค่ช่วยดูตอนประเมินผลและตอนอาฮกสอนเท่านั้นไม่ได้แสดงฝีมือสอนเอง เรื่องที่เขาพอมีฝีมือในบ้านนี้มีแค่พวกฮุ่ยหนี่ว์เท่านั้นที่รู้
ในเวลาที่ภรรยากำลังสอนงานน้องอยู่ที่บ้านนั้นจ้าวจิงถิงก็กำลังคุยเรื่องการขนส่งอาวุธกับเข่อซิง แต่ว่าไม่ราบรื่นเท่าไหร่
“ใครมาฉันบอกแล้วไงว่ากำลังคุยเรื่องงานกับพี่ใหญ่ ห้ามใครรบกวน” มู่ถังซินได้ยินคำตำหนิจากเจ้านายก็ก้มหัวขอโทษ
“ขออภัยครับ ผมก็สั่งแล้วบางทีอาจเป็นเรื่องด่วน”
"เรื่องด่วน เออๆไปเปิดดูว่าใครมีเรื่องอะไร ถ้าไม่สำคัญนะ" เข่อซิงชี้หน้าผู้จัดการคาดโทษมู่ถังซินยิ้มแกนๆ แล้วหันหลังตรงไปที่ประตู
คังข่ายที่ยืนอยู่หลังเจ้านายไม่ได้ตั้งใจแต่เขาสังเกตเห็นรอยยิ้มไม่น่าไว้ใจของผู้จัดการมู่เพียงแต่ปรกติหมอนี่บุคลิกก็ดูไม่น่าไว้ใจอยู่แล้วจึงลังเลว่าคิดมากไปเองหรือเปล่า เลยไม่กล้าออกปากเตือนคุณชายทำได้แค่ตื่นตัวตลอดเวลาจับตาทุกความเคลื่อนไหว เตรียมพร้อมไว้ก่อน
ทันทีที่มู่ถังซินเปิดประตูร่างของเขาก็ถูกถีบกระเด็นกลับมากระแทกกับขอบโต๊ะ แรงจนล้มพับไป
"มู่ถังซิน"เข่อซิงเรียกแต่เขาไม่ตอบรับ สลบ? หรือเปล่าไม่ทันได้ดูให้แน่ใจ
คุณชายทั้งสองลุกพรวดชักปืนขึ้นมาเล็งพร้อมกัน คังข่ายกระโดดมาขวางหน้าเจ้านายคนมาใหม่ยืนจังก้าสายตาเย็นชาไร้ความรู้สึก
“อี๋นั่ว ทำอะไรของแก” เข่อซิงตะคอกถาม
“พวกมันบีบให้ผมต้องลงมือขอโทษด้วยคุณชายเข่อ” ว่าแล้วก็พุ่งเข้ามาเข่อซิงลั่นไกแต่กลายเป็นว่าปืนของเขาไม่มีกระสุนคังข่ายยิงบ้างอี๋นั่วหลบอย่างรวดเร็ว กระสุนแค่ถางตรงหัวไหล่กลิ่นเนื้อตัวเองไหม้ทำให้นักสู้ร่างใหญ่เลือดฉูบฉีด กระสุนแค่นี้ไม่อาจหยุดเขาได้
เห็นปืนของมู่ถังซินตกอยู่ใกล้เท้าอี๋นั่วรีบหยิบขึ้นมาเล็ง เป้าหมายคือเข่อซิงจ้าวจิงถิงคว้าได้ที่เขี่ยบุหรี่ทำจากหินก็ปาออกไปปืนตกจากมืออี๋นั๋วเจ็บมือแต่เหมือนไม่เจ็บ เขาพยายามตามไปหยิบปืนแต่ว่าคุณชายใหญ่จ้าวยิงออกมาอีกนัด โดนปืนกระบอกนั้นทำให้มันเสียหาย คาดว่าใช้การไม่ได้แล้ว
“มึงจะฆ่ากูเหรอ คังข่ายฆ่ามันซะ”เข่อซิงสั่ง จ้าวจิงถิงรีบห้าม
“อย่าให้ถึงตายไม่งั้นจะไม่รู้ว่าใครบีบให้มันลงมือ” คุณชายเข่อขบเขี้ยวที่ไม่สามารถฆ่าเจ้ายักษ์ได้ในตอนนี้
กระสุนอีกนัดจึงเล็งไปที่ขาของยักษ์ใหญ่แทนที่จะเป็นหัวอี๋นั่วช้าลงแต่ไม่หยุดยั้งความตั้งใจ
สมฉายานักสู้อันดับสองโดนไปสองนัดยังลากขาเข้าซัดหมัดใส่คังข่ายได้อีก คังข่ายโยกตัวหลบคุณชายใหญ่กับเข่อซิงเข้ามาช่วย สามคนรุมคนเดียวแต่อี๋นั่วก็สู้สุดใจทนมือทนไม้ไม่ล้มลงสักที แถมยังทุบโดนขาเข่อซิงเต็มๆเสียงกระดูกหักดังกึก
"เข่อซิง!!"
"ผมไม่เป็นไรแค่ขาหัก พี่ใหญ่ยิงมันยิงมันให่ตาย"
ตอนนี้คนที่บอกให้ยิงอยู่ในกำมือของอี๋นั่วหากพวกเขายิงก็อาจจะถูกเข่อซิง คังข่ายยังไม่อาจตัดสินใจเองได้
“เอายังไงดีครับคุณชาย”
จ้าวจิงถิงสั่ง เพื่อเรียกร้องความสนใจ “ยิง!!”
เสียงปืนดังจากทางคังข่ายและอีกนัดจากคุณชายใหญ่จ้าว สองนัดที่สาดมาสามารถหลบได้แค่นัดเดียวคังข่ายยิงพลาดไปโดนโซฟา เศษนุ่นและไม้แตกปลิวว่อนส่วนกระสุนจากปืนของจ้าวจิงถิงยิงถูกขาอีกข้างคราวนี้ไม่มีขาไหนให้ทิ้งน้ำหนักได้อีก ร่างสูงใหญ่ทรุดลงในทันทีเข่อซิงได้โอกาสรัวหมัดใส่หน้า จนสามารถออกมาเป็นอิสระได้
“อ๊ากกก” เสียงร้องเจ็บปวดดังต่อเนื่องคังข่ายเข้าไปช่วยประคองคุณชายเข่อ
ทั้งเสียงปืน ทั้งเสียงตะโกนแต่ยังไม่มีใครมายุ่ง แปลว่าด้านนอกต้องมีคนควบคุมสถานการณ์ไว้แล้ว คังข่ายห่วงโจป่านนี้ไม่รู้ลูกน้องจะเจอกับอะไรบ้าง
ช่วงที่ทุกคนกำลังระวังอี๋นั่วอยู่นั้นมู่ถังซินที่ล้มอยู่บนพื้นก็ลืมตาขึ้นท่าทีไม่เหมือนคนที่เพิ่งสลบเลยสักนิดก่อนหน้าเขาซ่อนปืนอีกกระบอกไว้ใต้โต๊ะ ใกล้กับจุดที่ตนหมดสติทุกอย่างวันนี้คือแผนที่เขาวางไว้เองตั้งแต่ต้นจังหวะที่ขยับตัวเอื้อมมือไปหยิบปืนถูกคังค่ายเห็นเข้าพอดี
“คุณชายระวัง”
ปัง!!
มู่ถังซินยิงออกไปใส่เข่อซิงจ้าวจิงถิงผลักพวกเขาแยกจากกันให้พ้นจากวิถีกระสุนเข่อซิงล้มลงใกล้อี๋นั่วอีกครั้ง เจ้ายักษ์คว้าเขาไว้ทันที
คังข่ายและจ้าวจิงถิงยิงใส่ผู้จัดการมู่โดนที่หน้าอกแต่เขาไม่มีเลือดแปลว่าสวมเสื้อกันกระสุนเตรียมไว้ก่อนแล้ว มู่ถังซินม้วนตัวหลบไปอยู่หลังตู้โชว์แล้วยิงตอบโต้ ไม่สนว่าจะโดนใคร
คังข่ายกับคุณชายรีบหาที่กำบังอี๋นั๋วรวบแรงสุดท้ายหมายจะหักคอเป้าหมายซะแต่เข่อซิงเป็นถึงนักสู้เบอร์หนึ่งเขาหรือจะอยู่นิ่งให้ฆ่า ใช้แรงที่เหลือสู้กลับเช่นกันเจ้ายักษ์ถูกจู่โจมที่ดวงตา ทำให้ต้องปล่อมมือจากคอไปรับหมัดเข่อซิงแทน
ทั้งคู่สู้มือเปล่าเอาเป็นเอาตายเข่อซิงเกือบจะสู้แรงไม่ไหว โชคดีที่กระสุนของมู่ถังซินพุ่งมาทางพวกเขาเข่อซิงดันอีนั่วไปรับแทน ลูกตะกั่วยิงแสกหน้า มือที่จับเข่อซิงเริ่มคลายออกช้าๆในที่สุดก็หงายหลังล้มตึง
เสียงปืนยังดังต่อเนื่องทุกคนต่างหลบอยู่หลังที่กำบัง และยังสาดกระสุนใส่กัน จนใกล้จะหมดแม็กจ้าวจิงถิงเหลือแค่นัดเดียว คังข่ายเหลือสองนัด มู่ถังซินน่าจะใกล้หมดเหมือนกันเพราะตอนนี้ไม่ยิงสวนแล้ว ส่วนคุณชายเข่อใช้ร่างยักษ์ใหญ่ที่หมดลมหายใจไปแล้วบังจึงยังปลอดภัย
ข้าวของในห้องไม่มีจุดไหนที่ไม่เสียหายกระทั่งฝ้าเพดานก็มีรอยโหว่และร่วงลงมาบางจุด
เข่อซิงตะโกน “มู่ถังซิน แกหนีไม่รอดหรอก”
เสียงหัวเราะของมู่ถังซินฟังแล้วน่าขนลุก “คุณชายครับ ใครจะหนี ใครจะล่า ยังสรุปไม่ได้เลย อย่าเพิ่งรีบนักสิครับ”
“แกซื้อคนของฉันไว้หมดแล้วสินะ”
“คนของคุณที่ไหนกันคุณชายเข่อพูดผิดพูดใหม่ได้ คนของหลี่เจี๋ยก็คือคนของหลี่เจี๋ย ไม่ใช่คนของตระกูลเข่อคิดว่าตระกูลกระจอกของคุณ มีเงินมีอำนาจมากเลยรึยังไง”
มู่ถังซินกล่าวอีก “คุณชายจ้าว คนของคุณยังปลอดภัย ไม่ต้องกังวล แค่คุณมอบเขาให้ผมเรื่องนี้พวกเราตกลงกันได้ ยังไงก็คนเกาะเดียวกัน หรือคุณจะห่วงน้องต่างแซ่คนนี้มากกว่าลูกน้องและชีวิตตัวเอง”
เข่อซิงอยากถามให้กระจ่าง “ใครสั่งให้แกทำ หรือเป็นไอ้หงเหมิน?”
เขาไม่รู้หรอกว่าพี่ใหญ่จ้าวจะไปเข้ากับอีกฝ่ายเพื่อเอาตัวรอดหรือเปล่า พูดตามความจริงคือตอนนี้หลี่เจี๋ยมีแต่คนของพวกมันจ้างจิงถิงเอาลูกน้องมาห้าคน อยู่รอด้านนอกสี่ เหลือแค่คังข่ายที่เข้ามาด้วยในนี้หากแต่คนทั้งสี่ก็เข้ามาช่วยไม่ได้ เพราะคนของหลี่เจี๋ยมีไม่น้อยฝีมือระดับนักสู้ใต้ดิน อาจจะอึดไม่เท่าอี๋นั่วแต่ว่าจัดการสี่คนนั้นคงไม่ยาก
ยามนี้พวกเขาเหมือนน้ำน้อยที่ถูกไฟล้อมเอาไว้หมดทุกทางและกำลังลุกลามเข้ามาหาอย่างต่อเนื่อง มีแต่ยอมกลายเป็นไฟไปด้วยเท่านั้นถึงจะมีทางรอด
“หงเหมิน ไอ้คุณชายสวะนั่นคนอย่างผมไม่ก้มหัวรับใช้มันหรอก ไม่งั้นผมทำงานให้คุณไม่ดีกว่าเหรอ”
ถ้างั้นใคร ที่อยู่เบื้องหลังมู่ถังซิน
“เฮ้อ ก็ได้ ไหนๆ คุณก็จะต้องตายวันนี้เห็นแก่ความเป็นนาย ที่เคยรับใช้คุณมานานเป็นปี คุณก็ดีกับผมไม่น้อยจะบอกให้ก็แล้วกัน”
“นายของผมน่ะ..คือ...”
มู่ถังซินยังไม่ทันได้เอ่ยชื่อนั้นออกมากระสุนเจาะเกาะจากใครบางคนที่เพิ่งปรากฏตัว ก็ยิงทะลุเข้าไปตัดขั้วหัวใจของเขา
ตามมาด้วยเสียงปืนที่ดังจากด้านนอกอีกหลายนัด
“โจ”
คังข่ายตะโกนเรียกในน้ำเสียงมีความโล่งใจปนอยู่ โจเข้ามาหลังจากชายสวมหน้ากากยิงมู่ถังซินแล้วพอเห็นพี่ข่ายกับคุณชายไม่เป็นไรเขาก็ถอนหายใจโล่งอกรีบเข้าไปช่วยคังข่ายพลิกร่างอี๋นั่วออกจากตัวคุณชายเข่อ
“พยัคฆ์เร้นกาย พวกคุณมาได้ไง”
หัวหน้าหน่วยสามคือชายสวมหน้ากากคนนั้น “ผมมาคุยเรื่องงานที่นี่น่ะ คุณชายท่านนี้บอกว่ามีงานด่วนก็เลยตามมารับจ๊อบ ว่าแต่คุณโจ ผมจะรับค่าจ้างได้จากใคร”
ที่หัวหน้าสามต้องยื่นมือมายุ่งก็เพราะรู้ว่าอี๋นั่วอยู่ด้วย แต่ดูท่าจะไร้ประโยชน์เสียแล้วเขามองร่างไร้วิญญาณที่ชุ่มไปด้วยเลือด บาดแผลน้อยใหญ่ของเจ้ายักษ์ใหญ่แค่นี้ก็นึกภาพได้ว่าเขาสู้สุดตัวแค่ไหน สองตายังไม่ปิดลง คงเพราะยังมีห่วงไม่ต้องบอกก็รู้ว่าห่วงนั้นคือน้องชาย
หากเป็นก่อนหน้าคงไม่รู้สึกอะไรแต่ว่าตอนนี้อี๋ฮุ้ยเป้ย น้องชายตัวน้อยของอี๋นั๋วถูกพวกเขาดูแลอยู่ ในเวลาสั้นๆก็เกิดความผูกพันเล็กๆ ขึ้นแล้ว เด็กคนนั้นฉลาดและน่าเอ็นดูหากรู้ว่าพี่ชายตายไม่รู้จะเป็นยังไงบ้าง แล้วนายจะให้ทำยังไงกับเด็กนายดูแลลูกน้องอย่างดีก็จริง แต่อี๋ฮุ้ยเป้ยไม่ใช่ลูกน้องเช่นพวกตนนี่นาแถมพี่ชายของเด็ก ยังไม่เคยทำความดีความชอบอะไรด้วย
“โจเรียกหมอ และพาคุณชายเข่อไปก่อน”
เข่อซิงที่มีเลือดอี๋นั่วอาบไปทั้งตัวดูเหมือนเจ็บหนักยังไม่ยอมไป “พี่ใหญ่ให้ผมอยู่ด้วย”
“นายไปก่อนเถอะ ฉันจะคุยกับเขาหน่อย”หมายถึงชายสวมหน้ากากที่โผล่มาทันเวลาพอดีจ้าวจิงถิงคิดว่าบังเอิญเกินไป แต่ก็แค่สงสัยยังไงเหตุผลว่าเขามาคุยงานก็พอฟังขึ้น
“ผมอยู่กับคุณชายเอง ไม่ต้องห่วงครับ”คังข่ายใช้สายตาสั่งให้โจพาคุณชายเข่อออกไป โจพยักหน้าเล็กน้อยพยุงคุณชายที่เดินเองไม่ไหวออกจากห้อง ลูกน้องที่เหลือของเขาตายไปหมดโจกับคุณชายเข่อต่างก็ไม่มีคำใดจะกล่าว เพราะต่างก็มีเรื่องที่ต้องคิด
กลับมาที่จ้าวจิงถิงเขาเดินออกมาจากห้องนั้นพร้อมกับคังข่ายและหนึ่งในพยัคฆ์เร้นกายคนนี้ไม่ใช่คนเดียวกับที่ช่วยชีวิตเขาไว้จ้าวจิงถิงเสียดายเล็กน้อยที่ไม่ใช่ชายคนนั้น
ระหว่างทางเดินเจอกับศพนักสู้และลูกน้องอีกสามคนของตระกูลจ้าวเดินไปอีกหน่อยก็เจอกับพวกพยัคฆ์เร้นกายที่มาช่วยอีกสิบคนยืนเรียงเป็นระเบียบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น อยู่ตรงทางโค้งพอเห็นลูกพี่สามของตนออกมาก็ยืดตัวตรงภาพลักษณ์ดูน่าเกรงขามกว่ากลุ่มรับจ้างทั่วไปมาก
“ไปรอด้านหน้า” หัวหน้าหน่วยสามสั่ง
“ครับ!! ลูกพี่”
จ้าวจิงถิงพูดลอยๆ “ถ้าไม่บอก ผมจะนึกว่าพวกคุณเป็นคนของตระกูลใหญ่ที่ไหนสักตระกูล”
หัวหน้าสามมองลูกน้องในหน่วยของตนเดินวางมาดออกออกไปแล้วก็ขำเสียงเบา “ตระกูลใหญ่ที่ไหนกันเราแค่ทำงานเพื่อเงินเท่านั้นเองครับ” ที่ขนกันมาทั้งหน่วยสามก็เพื่อสร้างความน่าเกรงขามจะได้เรียกค่าจ้างเพิ่ม ตามคำแนะนำของหัวหน้าหนึ่ง ใครจะไปคิดว่าจะได้งานแบบงงๆ
จ้าวจิงถิงทำสิ่งที่เขาเองก็ไม่คิดจะทำ “ทุกงานก็เพื่อเงินทั้งนั้นแล้วทำไมไม่เลือกงานที่มีทั้งเงินและอย่างอื่นด้วยล่ะ”
เขากำลังโน้มน้าวให้คนมาทำงานด้วยคังข่ายที่เดินตามตกใจจนเกือบเดินสะดุดขาตัวเอง นี่ออกปากชวนเองเลยเหรอตระกูลจ้าวเลยนะ ใครบ้างไม่อยากมาอาศัยบารมีเห็นทีงานนี้เขาจะมีเพื่อนร่วมงานเพิ่ม
แต่....คนฟังก็ยังไม่มีทีท่าจะสนใจหยิ่งเสียจริง ทำให้คิดถึงพวกทหารรับจ้างที่ตายไปพวกนั้นเลย
“ขอเพียงพวกนายพยัคฆ์เร้นกายทุกคนยอมมาอยู่ภายใต้ตระกูลจ้าว งานก็ไม่ต้องลำบากหาเอง เงินอยากได้เท่าไหร่ก็คุยกันได้เงื่อนไขของพวกนายฉันจะรับฟังทุกข้อ บอกนายใหญ่ของพวกนายตระกูลจ้าวมีที่สำหรับเขาเสมอ”
ชายสวมหน้ากากโค้งให้ “เป็นเกียรติครับ ผมจะไปแจ้งนาย ไม่ให้ตกหล่นเลยสักคำ”
จ้าวจิงถิงจำต้องรอไปก่อน
ในที่สุดก็เจอห้องที่พอใช้คุยกันได้ที่นี่สะอาดหน่อย อย่างน้อยก็ไม่มีศพและกลิ่นเลือด ทั้งสองนั่งลงบนม้านั่งเหล็กคนละฝั่งมีคังข่ายยืนเฝ้าหน้าห้องให้ ระหว่างนั้นก็โทรสั่งให้คนเตรียมเงินค่าจ้าง
จ้าวจิงถิงเปิดบทสนทนาอีกครั้ง “งานที่ให้นายหน้าคุย คุณมีข้อสงสัยหรือเปล่า”
หัวหน้าหน่วยสามได้ทีก็ถาม “คุณซีบอกว่าครั้งนี้เป็นแค่งานส่งของ ปกป้องและเอาไปส่งให้ถึงที่เท่านั้น”
ซีฮันตอนนี้อาการอกหักยังไม่ดีขึ้นเขาจึงพูดเท่าที่ฟังมา ไม่ได้ชวนคุยเรื่องอื่นคำถามที่กำลังถามนี้ฝากซีฮันมาถามแล้ว แต่เพราะคังข่ายไม่ว่างรับสายจึงยังไม่ได้คำตอบ
“ใช่”
“คุณบอกได้ไหมว่าของคืออะไร”
“ต้องรู้ด้วยเหรอ”
“ครับ เพราะพวกเราไม่รับฝากของผิดกฎหมาย”
“ไม่มีปัญหากับเจ้าหน้าที่แน่นอน”คุณชายใหญ่รับรองด้วยตัวเองแปลว่าคงทางสะดวกที่จริงพวกเขารู้แล้วว่างานนี้ต้องขนส่งอะไรนายใหญ่ของพยัคฆ์เร้นกายเป็นใครก็รู้กันอยู่ แค่ถามให้ดูสมจริงหน่อยเท่านั้นเอง
“คุณชายใหญ่พูดแบบนี้ผมค่อยสบายใจหน่อย”
จ้าวจิงถิงอยากถามถึงหัวหน้าพยัคฆ์เร้นกายว่าเป็นคนเดียวกับที่ช่วยตนเองหรือไม่ ติดที่ไม่รู้จะถามยังไงดี
ชายสวมหน้ากากเองก็เงียบ
“ขอโทษครับคุณชาย ของมาแล้ว” ของที่คังข่ายรายงานคือเงิน ค่าจ้างงานด่วนเมื่อสักครู่
“ทั้งหมดสองล้าน คุณจะนับดูก่อนก็ได้ เพิ่มจากที่ตกลงกันไว้อีกห้าแสน”
ชายสวมหน้ากากรับกระเป๋ามาเปิดดูแต่พบว่าเป็นธนบัตรใหม่ คล้ายจะเพิ่งถอนออกมาจากธนาคาร ถึงอยากรับไว้ก็รับไม่ได้มันผิดหลักการของพยัคฆ์เร้นกาย
คังข่ายถาม “ทำไมครับ มีปัญหาเหรอ” ชายสวมหน้ากากยื่นกระเป๋าเงินคืนคังข่ายรับไปด้วยสีหน้างวยงง ยังไม่ทันนับก็คิดว่าเงินไม่ครบหรือเปล่า
“ขอโทษครับคุณชาย พวกเราไม่รับแบงก์ใหม่และต้องไม่เรียงเลข”
จ้าวจิงถิงจำได้ที่เข่อซิงเล่าว่าพยัคฆ์เร้นกายเรื่องมากยังไงบ้างเรื่องแค่นี้ทำไมเขาจะไม่รู้ เพียงแต่เขาก็มีเหตุผลที่ไม่กำชับลูกน้อง
คังข่ายเหลือบมองคุณชายของตนจ้าวจิงถิงหันมาสั่ง “เอาไปเปลี่ยนตามที่เขาต้องการ”
“เอ่อ..ถ้าเป็นธนบัตรเก่าไม่เรียงเลขผมคงต้องขอเวลาหน่อยครับ คิดว่าวันนี้คงไม่ทัน”
คุณชายใหญ่จ้าวยิ้มที่มุมปากเล็กน้อยยังดีที่ลูกน้องไม่ทำเสียเรื่อง “ค่อยนัดกันใหม่แล้วกันพรุ่งนี้เวลานี้ สถานที่แล้วแต่พวกคุณสะดวก”
หัวหน้าหน่วยสามเองก็เอาแต่คิดเรื่องเด็กจนลืมเรื่องสำคัญ “ได้ครับ ขอโทษด้วยผมผิดเองที่ไม่แจ้งรายละเอียดคุณให้ครบ”
“ไม่เป็นไร มันรีบผมเข้าใจอืม..พรุ่งนี้ให้นายใหญ่พวกคุณมารับเองได้ไหม ผมก็จะเป็นคนมาส่งให้ด้วยตนเองเช่นกัน”
คนฟังเลิกคิ้วภายใต้หน้ากากท่าทางคุณชายจ้าวจะอยากดึงพวกเขาไปอยู่กับตระกูลจ้าวมากเลยนะเนี่ย ถึงกับจะขอพบนาย
โธ่เอ๊ยคุณก็พบนายของผมทุกวันที่บ้านแล้วไง
“เรื่องนี้ผมคงตัดสินใจเองไม่ได้”
“ไม่ว่ายังไง พรุ่งนี้ผมก็จะมาบอกนายคุณว่าผมอยากขอบคุณด้วยตัวเอง”
หัวหน้าสามจำต้องรับปากส่งๆรู้ว่ายังไงนายคงไม่มาหรอก
“ครับ งั้นวันนี้ผมลาก่อน ยินดีที่ได้พบคุณชายใหญ่จ้าว”
“ยินดีเช่นกัน คุณเออ..”
“ชื่อผมไม่สำคัญเรียกว่าพยัคฆ์เร้นกายก็พอ”
จ้าวจิงถิงถูกใจความจงรักภักดีและความเป็นพยัคฆ์เร้นกายของพวกเขามากเจ้านายที่ฝึกลูกน้องให้เคร่งครัดได้ขนาดนี้ ย่อมต้องมีดีให้เสียเวลาด้วยเรื่องฝีมือเขาไม่กังขาแม้แต่น้อย นึกสงสัยเหลือเกินว่าตัวจริงของนายใหญ่พยัคฆ์เร้นกายจะเป็นคนแบบไหนกันแน่แล้วจะใช่คนที่ช่วยเขาไว้คราวก่อนหรือไม่
โจเดินสวนเข้ามารอจนอยู่กันเป็นส่วนตัวเขาก็รายงานอาการของคุณชายเข่อว่าหมอใส่เฝือกให้แล้วตอนนี้กำลังรอจะคุยกับคุณชาย และอีกเรื่องที่เพิ่งทราบผล
"ทางโรงพยาบาลแจ้งมาว่าเส้นผมนั้นเป็นของคุณชายเหริน เอ๊ย..คุณนายเล็กแน่นอนไม่ผิดแน่ๆ ครับ"
จ้าวจิงถิงคิดเรื่องต่างๆ มากมายสุดท้ายก็วกมาเรื่องเมีย