ฟ้ายังไม่สว่าง
หมอกสีดำปกคลุมทั่วหมู่บ้านตีนเขาราวกับผืนผ้าศพขนาดมหึมา กลิ่นคาวเืและกลิ่นดินชื้นลอยคลุ้งอยู่ในอากาศจนแทบหายใจไม่ออก
หลินเซวียนเดินตามเฒ่าชิงเต้าลงจากูเาช้า ๆ
ด้านหลังมีชายถือดาบจากหอเฝ้าราตรีเดินตามมาเงียบ ๆ ไม่พูดแม้แต่คำเดียว
ตลอดทาง ไม่มีเสียงนก
ไม่มีเสียงแมลง
แม้แต่ลมยังเงียบผิดปกติ
มีเพียงเสียงรองเท้าเหยียบพื้นโคลนดังแฉะ ๆ ท่ามกลางหมอก
หลินเซวียนกำโคมิญญาแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ั้แ่ดวงตาแห่งกรรมตื่นขึ้น เขาเริ่มเห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็นมากขึ้นเรื่อย ๆ
เงาดำตามข้างทาง
ิญญาเร่ร่อนใต้ต้นไม้
บางครั้งก็มี “คน” ยืนอยู่ในหมอก
แต่เมื่อมองอีกครั้ง กลับไม่มีอะไรอยู่ตรงนั้น
“อย่ามองสิ่งที่ไม่จำเป็”
เสียงของเฒ่าชิงเต้าดังขึ้นด้านหน้า
“ยิ่งเ้าสนใจพวกมัน พวกมันจะยิ่งมองเห็นเ้า”
หลินเซวียนเม้มปากเงียบ
ไม่นานนัก ทั้งสามก็มาถึงหน้าหมู่บ้าน
และภาพตรงหน้าทำให้หัวใจของหลินเซวียนหนักอึ้งทันที
ประตูไม้ของหมู่บ้านพังลงครึ่งหนึ่ง
พื้นเต็มไปด้วยรอยเื
บ้านหลายหลังเปิดประตูค้างไว้ บางแห่งมีรอยมือสีดำติดอยู่บนกำแพง
ทั่วทั้งหมู่บ้านเงียบเกินไป
เงียบจนผิดธรรมชาติ
ชายถือดาบก้มลงแตะคราบเืบนพื้น ก่อนพูดเสียงเรียบ
“ยังไม่เกินสองชั่วยาม”
เฒ่าชิงเต้าพยักหน้าเบา ๆ
“มันเพิ่งเริ่ม”
หลินเซวียนขมวดคิ้ว
“อะไรเพิ่งเริ่ม”
ไม่มีใครตอบทันที
เฒ่าชิงเต้าเพียงมองไปรอบหมู่บ้านด้วยสายตาหนักอึ้ง
ก่อนเอ่ยช้า ๆ
“เมื่อไออัปมงคลเข้มข้นถึงระดับหนึ่ง…”
“คนจะเริ่มสูญเสียตัวเอง”
ทันใดนั้น—
แกร๊ก…
เสียงบางอย่างดังขึ้นจากบ้านด้านซ้าย
ทุกคนหันไปพร้อมกัน
ประตูไม้ค่อย ๆ เปิดออกช้า ๆ
หญิงชราคนหนึ่งเดินออกมา
เสื้อผ้าของนางเต็มไปด้วยเืแห้ง ผมเผ้ายุ่งเหยิง ดวงตาแดงก่ำราวกับไม่ได้นอนมาหลายวัน
เมื่อเห็นผู้คน นางก็รีบวิ่งเข้ามาทันที
“ช่วยด้วย! ช่วยลูกข้าด้วย!”
หลินเซวียนรีบเข้าไปประคอง
“เกิดอะไรขึ้น”
หญิงชราตัวสั่น น้ำตาไหลไม่หยุด
“ลูกชายข้า… เขาขังตัวเองอยู่ในห้อง…”
“เขาพูดคนเดียวทั้งคืน…”
“แล้ว… แล้วเขาก็เริ่มหัวเราะ…”
เสียงของนางเริ่มสั่นหนักขึ้น
“เขาบอกว่ามีคนอยู่ใต้พื้น…”
หลินเซวียนชะงัก
เฒ่าชิงเต้ากับชายถือดาบสบตากันเงียบ ๆ
ก่อนชายถือดาบจะพูดขึ้นสั้น ๆ
“พาไปดู”
หญิงชราพยักหน้ารัว รีบนำทั้งสามไปยังบ้านไม้หลังเล็กตรงท้ายหมู่บ้าน
ยิ่งเข้าใกล้ หลินเซวียนยิ่งรู้สึกหนาว
ไม่ใช่อากาศหนาว
แต่เป็บางอย่างที่เหมือนกำลัง “จ้องมอง” มาจากในบ้าน
ตึก…
เสียงเคาะดังขึ้นจากใต้พื้นไม้
หนึ่งครั้ง
สองครั้ง
สามครั้ง
หลินเซวียนหน้าซีดทันที
เพราะเขาได้ยินเสียงเดียวกันกับที่อยู่ใตู้เา
เฒ่าชิงเต้าค่อย ๆ ผลักประตูห้องออก
แอ๊ดด…
ภายในห้องมืดสนิท
มีกลิ่นเหม็นชื้นรุนแรงจนแทบอาเจียน
และตรงมุมห้อง—
ชายวัยประมาณยี่สิบกว่าปีนั่งกอดเข่าอยู่
เขากำลังหัวเราะเบา ๆ คนเดียว
“ฮึก… ฮึก…”
“พวกท่านได้ยินหรือไม่…”
ชายคนนั้นเงยหน้าช้า ๆ
ดวงตาของเขาแดงฉานเต็มไปด้วยเส้นเื
“มีคนเรียกข้าอยู่ใต้ดิน…”
หญิงชราร้องไห้ทันที “ลูกเอ๋ย…”
แต่ทันใดนั้น ชายหนุ่มกลับะโเสียงดัง
“อย่าเข้ามา!!”
เขาคว้ามีดสั้นข้างตัวชี้ใส่มารดาของตนเอง มือสั่นไม่หยุด
“มันบอกว่าท่านไม่ใช่แม่ข้า!”
หลินเซวียนเบิกตากว้าง
ดวงตาแห่งกรรมของเขาเปิดขึ้นเองทันที
และเขาก็เห็น…
เงาดำสายหนึ่งเกาะอยู่ด้านหลังชายหนุ่ม
มันไม่มีรูปร่างแน่ชัด
คล้ายหมอก
คล้ายเส้นผม
และกำลังกระซิบอะไรบางอย่างข้างหูเขาตลอดเวลา
“ิญญาสิงระดับต่ำ” ชายถือดาบพูดเรียบ ๆ “ยังไม่ลึกมาก”
เฒ่าชิงเต้าหรี่ตา “ไม่ใช่การสิงธรรมดา”
“มันกำลังขยายความหวาดกลัวในใจมนุษย์”
หลินเซวียนมองชายหนุ่มตรงหน้าเงียบ ๆ
จากนั้นเขาก็เริ่มเห็น “กรรม”
เขาเห็นภาพสั้น ๆ บางอย่างไหลผ่านสายตา
ชายหนุ่มคนนี้…
เคยผลักพ่อของตนล้มตอนทะเลาะกันเมื่อหลายปีก่อน
พ่อของเขาศีรษะฟาดหินและเสียชีวิต
ไม่มีใครรู้ความจริง
แม้แต่มารดาของเขา
และความผิดนั้น…
ไม่เคยหายไปจากใจเขาเลย
หลินเซวียนชะงัก
ในตอนนั้นเอง เขาก็เข้าใจบางอย่างเป็ครั้งแรก
ิญญาร้ายไม่ได้สร้าง “ความชั่ว”
มันเพียงดึงสิ่งที่ซ่อนอยู่ในใจมนุษย์ออกมา
ชายหนุ่มเริ่มร้องไห้ หัวเราะ และกรีดร้องสลับกันไป
“ข้าไม่ได้ตั้งใจ…”“ข้าไม่ได้ฆ่าเขา…”“มันไม่ใช่ความผิดข้า…”หญิงชราทรุดลงร้องไห้ทันที
ส่วนหลินเซวียนได้แต่ยืนนิ่ง
หัวใจหนักอึ้งอย่างบอกไม่ถูก
เพราะเขาเริ่มเข้าใจแล้วว่า—
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในโลกนี้อาจไม่ใช่ภูตผีหรือศพเซียนแต่เป็ “กรรม” ที่มนุษย์สร้างขึ้นเอง…