ตูม!
ค่ายกลัขดที่หลับใหลมานานนับหมื่นปี ภายใต้การกระตุ้นของกู่เฟิง ก็ได้ะเิพลังโจมตีอันน่าะเืเลื่อนลั่นออกมา ลำแสงสีขาวนวลดุจน้ำนมพาดผ่านสรวง์ ฉีกกระชากร่างของกู่ตงจนแหลกสลาย ส่งผลให้แมงมุมหยินเก้าหัวที่กำลังพุ่งชนค่ายกลและกู่อวิ๋นที่เพิ่งฝืนหยัดยืนขึ้นมาได้อย่างยากลำบากต้องเบิกตาค้างด้วยความตกตะลึง
ในเวลานี้เองพวกเขาถึงเพิ่งจะสังเกตเห็นว่า มือขวาของกู่เฟิงกำลังถือไม้เท้าสีแดงเล่มหนึ่งเอาไว้ ไม้เท้าเล่มนี้ดูไม่สะดุดตาเลยแม้แต่น้อย จึงไม่ดึงดูดความสนใจของผู้ใด
แต่ในยามนี้ไม้เท้าเล่มนี้กลับเปล่งแสงเซียนเจิดจ้าสว่างไกล สั่นะเืไปทั่วทั้งขุนเขาและผืนป่า ขับเน้นให้กู่เฟิงดูราวกับเทพ์จุติลงมา ส่งผลให้จิตใจของแมงมุมหยินเก้าหัวและกู่อวิ๋นสั่นสะท้านด้วยความหวาดหวั่น
โดยเฉพาะแมงมุมหยินเก้าหัว เมื่อได้เห็นภาพเหตุการณ์นองเืที่กู่ตงซึ่งมีตบะบารมีทัดเทียมกับตน ถูกกู่เฟิงใช้ค่ายกลสังหารปลิดชีพในชั่วพริบตาต่อหน้าต่อตา กลิ่นอายแห่งความตายอันเข้มข้นเข้าครอบงำจิตใจทันที
กู่เฟิงสามารถสังหารกู่ตงได้อย่างง่ายดายถึงเพียงนี้ เช่นนั้นการสังหารตนเองก็ย่อมง่ายดายดุจพลิกฝ่ามือเช่นกัน!
แมงมุมหยินเก้าหัวยิ่งคิดก็ยิ่งหวาดกลัว มันพุ่งชนค่ายกลผนึกที่แตกสลายเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อยอย่างบ้าคลั่ง ก่อนหน้านี้ที่มันพุ่งชนค่ายกลผนึก ก็เพื่อหมายจะพุ่งออกไปจับตัวกู่เฟิง ทว่าตอนนี้ กลับเป็ไปเพื่อการหลบหนีเอาชีวิตรอด
กู่เฟิงมองดูแมงมุมหยินเก้าหัวที่เมื่อครู่ยังคงเย่อหยิ่งจองหอง แต่บัดนี้กลับตกอยู่ในสภาพสิ้นท่าถึงเพียงนี้ เขาก็แค่นเสียงหัวเราะเ็า ลากไม้เท้าเทวะไท่ชูแล้วตวัดใส่แมงมุมหยินเก้าหัวเบา ๆ
ตูม!
ค่ายกลัขดปลดปล่อยการโจมตีออกมาอีกครั้ง บดขยี้ค่ายกลผนึกจนแหลกสลาย และยังกระแทกร่างอันใหญ่โตราวกับูเาของแมงมุมหยินเก้าหัวจนแตกกระจายเป็ชิ้น ๆ เืเนื้อที่ถูกะเิสาดกระเซ็นลงสู่พื้นดิน กระแทกจนพื้นดินสั่นะเืเบา ๆ
กว่าแมงมุมหยินเก้าหัวจะทะลวงเข้าสู่ขอบเขตสามตำหนักได้นั้นไม่ใช่เื่ง่าย ผลสุดท้ายยังไม่ทันจะได้วางอำนาจบาตรใหญ่ ก็ต้องมาตายอย่างอนาถด้วยน้ำมือของกู่เฟิง
เมื่อกู่ตงและแมงมุมหยินเก้าหัวสิ้นชีพลง กู่เฟิงก็ไร้ซึ่งภัยคุกคามใด ๆ อีก
กู่เฟิงก้มหน้ามองดูเศษซากศพของกู่ตง ก็พบว่าในกองซากศพนี้มีแหวนวงหนึ่งที่กำลังสาดประกายแสงวับวาวอยู่ เมื่อเก็บขึ้นมาตรวจสอบ แววตาของกู่เฟิงพลันฉายความประหลาดใจระคนยินดี เพราะสิ่งนี้ก็คือแหวนมิติ!
ภายในนั้นมีโอสถิญญาอยู่หลายเม็ด และมีโอสถิญญาเม็ดหนึ่งที่บรรลุถึงระดับสี่
"เ้าเป็อย่างไรบ้าง?" กู่เฟิงสวมแหวนมิติของกู่ตง เดินตรงไปยังกู่อวิ๋นที่อยู่ในสภาพย่ำแย่ พลางเอ่ยถามด้วยความห่วงใย
ในตอนที่เขาประคองกู่อวิ๋นขึ้นมา เขาก็พบว่าแขนข้างหนึ่งของกู่อวิ๋นถูกคนตีจนหัก หัวใจของเขาพลันปวดแปลบเมื่อนึกได้ว่ากู่อวิ๋นยอมถูกฝ่ามือของกู่ตงซัดจนาเ็เพื่อช่วยตนเอง ซ้ำยังถูกกู่ต้าซานเหยียบแขนจนหักไปข้างหนึ่ง เื่ราวทั้งหมดนี้ เขาล้วนเห็นประจักษ์แก่สายตา
"ข้ายังไหว" กู่อวิ๋นกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนระโหยโรยแรง
"มาเถอะ ข้าจะช่วยเ้ารักษาอาการาเ็เอง" กู่เฟิงประคองกู่อวิ๋นนั่งขัดสมาธิลงบนพื้น นำโอสถิญญาระดับสี่ที่ได้มาจากกู่ตงป้อนให้กู่อวิ๋น
โอสถเม็ดนี้คือโอสถิญญารักษาาแ ระดับขั้นยอดเยี่ยมยิ่งนัก ต่อให้เป็ยอดฝีมือขอบเขติญญาก่อกำเนิดกินเข้าไปก็ยังมีสรรพคุณในการรักษาที่ดีเยี่ยม กู่อวิ๋นมีตบะบารมีเพียงขอบเขตแก่นทองคำขั้นปลาย การนำโอสถิญญาระดับสี่มาฟื้นฟูอาการาเ็ นับว่าเป็การใช้ของมีค่ากับเื่เล็กน้อยเสียจริง
ครืน ครืน!
เมื่อกู่อวิ๋นกลืนโอสถิญญาระดับสี่ลงไป พลังงานของโอสถิญญาภายในร่างก็แพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว ไหลเวียนไปทั่วทุกสัดส่วนของร่างกาย ฟื้นฟูร่างกายอันอ่อนแอของกู่อวิ๋น
ฤทธิ์ยาของโอสถิญญาเม็ดนี้ดุดันร้ายกาจ หากให้กู่อวิ๋นในสภาพปัจจุบันเป็ผู้หลอมรวมเอง ย่อมมีความเป็ไปได้ที่จะรักษาาแไม่สำเร็จ หนำซ้ำยังทำให้อาการาเ็กำเริบหนักกว่าเดิม ดังนั้น กู่เฟิงจึงลงมือช่วยกู่อวิ๋นหลอมรวมโอสถิญญาระดับสี่เม็ดนี้
เมื่อมีโอสถิญญาระดับสี่คอยรักษาาแ สีหน้าของกู่อวิ๋นก็ค่อย ๆ ดีขึ้น ใบหน้าที่ซีดเผือดเริ่มมีเืฝาดปรากฏให้เห็น
หนึ่งชั่วยามต่อมา ภายใต้ความช่วยเหลือของกู่เฟิง กู่อวิ๋นก็สามารถหลอมรวมโอสถิญญาระดับสี่เม็ดนี้ได้สำเร็จ อาการาเ็ภายในของเขาฟื้นฟูจนเกือบเป็ปกติ ตบะบารมีก็เริ่มสั่นคลอน มีวี่แววว่าจะทะลวงเข้าสู่ขอบเขตแก่นทองคำขั้นสูงสุด
เพียงแต่แขนข้างที่ถูกเหยียบจนหักนั้น ยังคงไม่ฟื้นฟูกลับมาอย่างสมบูรณ์ การเคลื่อนไหวตามปกติย่อมไม่ได้รับผลกระทบใด แต่ทว่าในยามต่อสู้ จะส่งผลกระทบเป็อย่างมาก
เดิมที แขนข้างนี้ของกู่อวิ๋นไม่อาจรักษาได้แล้ว แต่ภายใต้การหล่อเลี้ยงของโอสถิญญาระดับสี่ มันถึงได้มีอาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และมีความหวังที่จะฟื้นฟูกลับคืนมา ขอเพียงตามหาสมบัติล้ำค่าแห่งฟ้าดินที่ใช้สำหรับรักษาอาการกระดูกแตกหักโดยเฉพาะมาได้ แขนข้างนี้ของกู่อวิ๋นก็จะสามารถฟื้นฟูกลับคืนมาได้
"ที่นี่ไม่เหมาะแก่การรั้งอยู่นาน พวกเราออกไปจากที่นี่กันก่อนเถอะ" กู่เฟิงพากู่อวิ๋นเดินออกจากหุบเขา
ภายนอกมีจันทร์เสี้ยวลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้า สาดส่องแสงจันทร์สลัว ๆ ลงมา ช่วยส่องแสงรำไรให้แก่ป่าปีศาจ์ที่มืดมิดจนแทบมองไม่เห็นแม้แต่นิ้วมือของตนเอง
หลังจากที่กู่เฟิงจากไป ค่ายกลัขดก็ถือว่าได้บรรลุภารกิจของตนเองแล้ว จึงได้พังทลายลงไปอย่างเงียบเชียบ
ตลอดทาง กู่เฟิงและกู่อวิ๋นต้องเผชิญหน้ากับการพุ่งเข้าสังหารของสัตว์ิญญาไม่น้อย โชคดีที่ความแข็งแกร่งโดยรวมของสัตว์ิญญาเหล่านี้ไม่ได้สูงส่งนัก จึงถูกพวกเขาสังหารทิ้งไปทีละตัว
พวกเขาเดินทางจากส่วนลึกของป่าปีศาจ์มาถึงขอบของป่าปีศาจ์ได้อย่างราบรื่น สัตว์ิญญาในบริเวณนี้มีความแข็งแกร่งค่อนข้างอ่อนแอ ด้วยความแข็งแกร่งของพวกเขา จึงแทบจะไม่ได้พบเจอกับอันตรายใหญ่หลวงอันใดเลย
แต่ทว่า ในท้ายที่สุดแล้วป่าปีศาจ์ก็คือเขตหวงห้ามแห่งชีวิตที่เต็มไปด้วยภยันตรายรอบด้าน กู่เฟิงจึงตั้งใจจะฝ่าออกไปในรวดเดียวเพื่อออกจากสถานที่แห่งนี้
ภายใต้การนำทางของกู่เฟิง ในยามเช้าที่แสงอรุโณทัยเพิ่งจะสาดส่อง พวกเขาก็ลากร่างไร้ิญญาของเสือดาวเมฆบุปผาที่มีตบะบารมีขอบเขตแก่นทองคำเดินออกจากป่าปีศาจ์
ฉ่า ฉ่า...
พวกเขาก่อกองไฟย่างเนื้อ ย่างเสือดาวเมฆบุปผาตัวนี้จนเหลืองกรอบน่ากิน เมื่อได้กลิ่นหอมกรุ่นและปราณิญญาอันเข้มข้นที่ลอยมาแตะจมูก ต่อให้พวกเขาจะบรรลุวิชาอดอาหารมานานแล้ว ก็ยังเกิดความรู้สึกหิวโหยที่ไม่ได้ััมาเนิ่นนาน พวกเขาถกแขนเสื้อขึ้นแล้วจัดการเนื้อย่างอย่างเอร็ดอร่อย กินกันอย่างสำราญใจยิ่งนัก
"หืม?"
ทันใดนั้น กู่เฟิงก็ััได้ว่าหยกบิ่นที่ถูกหลอมรวมเอาไว้ในแหวนมิติสั่นะเืเบา ๆ วินาทีต่อมา เขาก็ััได้ถึงเสียงเรียกที่ดังแว่วมาอย่างเลือนราง จากทางทิศใต้ที่ห่างไกลออกไปแสนไกล
เสียงเรียกสายนี้คล้ายคลึงกับเจดีย์เจิ้นกู่ เพียงแต่ความรุนแรงของเสียงเรียกสายนี้ ไม่ได้ชัดเจนและรุนแรงเท่ากับเจดีย์เจิ้นกู่
เขาทำได้เพียงััทิศทางคร่าว ๆ ของการเรียกขานเท่านั้น ไม่อาจระบุตำแหน่งที่แน่ชัดได้ กู่เฟิงทอดสายตามองไปทางทิศใต้ ดวงตาอันลึกล้ำหรี่ลงจนเป็เส้นตรง ภายในใจปรากฏความคิดขึ้นมามากมาย
"หรือว่าจะเป็เสียงเรียกจากหยกบิ่นอีกครึ่งหนึ่ง?" กู่เฟิงพึมพำกับตนเอง
เขาจัดการเนื้อเสือดาวเมฆบุปผาจนหมดเกลี้ยงด้วยใจที่หนักอึ้ง ก่อนจะพากู่อวิ๋นเดินทางมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก มุ่งตรงไปยังเส้นทางิญญา
เมื่อทะลวงผ่านป่าปีศาจ์ออกมาแล้ว ระยะทางไปยังเส้นทางิญญาก็อยู่ไม่ไกลแล้ว
...
ทางตอนเหนือของแดนั ทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ไพศาลสุดลูกหูลูกตา กองทัพทั้งสองฝ่ายกำลังเข่นฆ่าสังหารกันอย่างดุเดือด ซากศพกองพะเนินเป็ูเา
ทุ่งหญ้าแห่งนี้มีผู้ยิ่งใหญ่สองท่านปกครองดูแล นั่นคืออ๋องแดนเหนือและอ๋องแดนใต้ ทั้งสองล้วนมีตบะบารมีในขอบเขตสามตำหนัก ภายใต้บังคับบัญชามีกองทัพทหารนับแสนนาย จึงเกิดการปะทะกันขึ้นอยู่เป็ประจำ
ล่าสุด เพื่อแย่งชิงชีพจรัที่ปรากฏขึ้นมาอย่างกะทันหัน จึงเกิดศึกาอันดุเดือดขึ้น
"เสด็จพ่อ เส้นทางิญญาใกล้จะเปิดแล้ว ลูกเองก็สมควรต้องออกเดินทางแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
อ๋องแดนเหนือยืนอยู่บนยอดเขาสูง ทอดสายตาลงมายังสนามรบที่เต็มไปด้วยเปลวเพลิงแห่งาจากแดนไกล เื้ัของเขาคือโฉวเย่ พระโอรสองค์โตวัยยี่สิบแปดปีที่กราบทูลขึ้น
เขาสวมอาภรณ์สีน้ำเงินอันหรูหราและสูงศักดิ์ มุมปากยกขึ้น เผยให้เห็นถึงความโอหังที่ฝังรากลึกอยู่ในสายเื เขาตบะบารมีขอบเขติญญาก่อกำเนิดขั้นกลาง จัดอยู่ในระดับแนวหน้าของบรรดาอัจฉริยะรุ่นเยาว์ที่มีอายุต่ำกว่าสามสิบปีในแดนั
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาปฏิเสธคำเชิญจากขุมกำลังสำนักทุกแห่ง เพียงเพื่อหมายมั่นที่จะผงาดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในเส้นทางิญญา เพื่อแย่งชิงความชื่นชมจากตระกูลราชันเซียน และเข้าร่วมกับตระกูลราชันเซียน เพื่อก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดในคราวเดียว เขาเชื่อว่ามีเพียงตระกูลราชันเซียนที่ความเป็ใหญ่ในแดนัเท่านั้น จึงจะเป็สถานที่ที่เหมาะสมกับการเติบโตของตนเองมากที่สุด
"หืม? หยกเจ็ดดารามีความเคลื่อนไหวแล้ว!" อ๋องแดนเหนือกำลังจะพูดบางสิ่ง ทว่าจู่ ๆ ก็ััได้ถึงความเคลื่อนไหวจากหยกเจ็ดดาราที่ทรงพกติดตัวเอาไว้ จึงรีบนำหยกเจ็ดดาราออกมา
หยกเจ็ดดาราเป็สิ่งที่เสด็จปู่ของอ๋องแดนเหนือร่วมมือกับผู้อื่น สังหารล้างสำนักเจ็ดดาราแล้วได้มันมา ตามคำสั่งเสียที่เสด็จปู่ทิ้งเอาไว้ หากรวบรวมหยกเจ็ดดาราได้สมบูรณ์ ก็จะได้รับวิชาลับที่ฝืนลิขิตฟ้าบทหนึ่ง วิชาลับบทนี้สามารถควบคุมจิตใจของศัตรู ทำให้ฝ่ายตรงข้ามกลายเป็หุ่นเชิดของตนเองได้
ยิ่งไปกว่านั้น หยกเจ็ดดาราที่สมบูรณ์ยังเป็กุญแจสำหรับเปิดคลังสมบัติของสำนักเจ็ดดาราอีกด้วย
น่าเสียดายที่หยกเจ็ดดาราอีกชิ้นหนึ่งอยู่กับประมุขสำนักเจ็ดดารา เขาได้หายตัวไปอย่างลึกลับในคืนที่สำนักเจ็ดดาราถูกสังหารล้างสำนัก จากนั้นก็ไม่เคยปรากฏตัวขึ้นมาอีกเลย เสด็จปู่ของอ๋องแดนเหนือได้รับาเ็สาหัสในคืนที่ฆ่าล้างสำนักเจ็ดดารา หลังจากนั้นก็ต หลงเหลือเพียงหยกเจ็ดดาราที่ไม่สมบูรณ์ชิ้นนี้เอาไว้
เสด็จปู่ของอ๋องแดนเหนือได้ทิ้งคำสั่งเสียเอาไว้ว่า ขอเพียงตามหาหยกเจ็ดดาราอีกชิ้นหนึ่งพบ ก็จะได้รับโชควาสนาที่จะมาเปลี่ยนแปลงชะตากรรม ด้วยเหตุนี้เอง อ๋องแดนเหนือจึงพกหยกเจ็ดดาราติดตัวเอาไว้ตลอดเวลา เดิมทีเขาเกือบจะลืมหยกโบราณชิ้นนี้ไปแล้ว คิดไม่ถึงเลยว่าในวันนี้มันจะเกิดความเคลื่อนไหวขึ้นมา
"เป็... ทิศทางของเส้นทางิญญา!" อ๋องแดนเหนือกำหยกเจ็ดดาราเอาไว้ พลางััถึงเสียงเรียกที่ส่งมาอย่างละเอียดถี่ถ้วน แล้วก็พบว่านั่นคือทิศทางของเส้นทางิญญา
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังสามารถััได้ว่า หยกเจ็ดดาราอีกชิ้นหนึ่งกำลังเคลื่อนที่ไปยังตำแหน่งของเส้นทางิญญา
"ดูเหมือนว่าผู้ที่หยกเจ็ดดารา กำลังตั้งใจจะไปเข้าร่วมเส้นทางิญญา..." อ๋องแดนเหนือคาดเดา
"เย่เอ๋อร์ เ้านำหยกเจ็ดดาราชิ้นนี้ไปหลอมรวมเสีย ในตอนที่ไปเข้าร่วมเส้นทางิญญา จงตามหาเ้าของหยกเจ็ดดาราอีกชิ้นหนึ่งให้พบ แล้วแย่งชิงมันกลับมา"
"ด้วยความแข็งแกร่งของเ้า บนเส้นทางิญญาแทบจะไร้ซึ่งคู่ต่อกร หากเ้าสามารถจัดการกับฝ่ายตรงข้ามได้ด้วยตนเอง ก็จงฆ่าปิดปากเสีย อย่าปล่อยให้ข่าวสารรั่วไหลออกไป เพื่อป้องกันไม่ให้ไปดึงดูดความยุ่งยากเข้ามา"
"หากสู้ฝ่ายตรงข้ามไม่ได้ ก็จงไปหาคนของสำนักเมี่ยเทียน ประมุขสำนักเมี่ยเทียนคือสหายสนิทของพ่อ พวกเขาจะช่วยเหลือเ้าเอง" อ๋องแดนเหนือลบจิตสำนึกของตนเองที่อยู่บนหยกเจ็ดดาราทิ้ง ก่อนจะยื่นมันให้กับโฉวเย่
"เสด็จพ่อโปรดวางพระทัย ลูกจะต้องแย่งชิงหยกเจ็ดดาราอีกชิ้นหนึ่งกลับมาให้จงได้!" โฉวเย่รู้ดีว่าหยกเจ็ดดารานั้นมีความหมายยิ่งใหญ่เพียงใด ดวงตาที่มองไปยังเส้นทางิญญาคู่นั้นจึงเต็มไปด้วยความโเี้อำมหิต
การเดินทางไปยังเส้นทางิญญาในครั้งนี้ของเขา มีเป้าหมายเพื่อ่ชิงสิบอันดับแรก เขามีความมั่นใจในความแข็งแกร่งของตนเองอย่างเปี่ยมล้น เชื่อมั่นว่าตนเองจะต้องสามารถสังหารฝ่ายตรงข้าม แล้วแย่งชิงหยกเจ็ดดารามาได้อย่างแน่นอน!
หยกเจ็ดดารามีความสำคัญอย่างยิ่งยวด มีคนรู้เื่นี้น้อยลงหนึ่งคน ก็จะลดความเสี่ยงลงไปได้อีกหนึ่งส่วน!