บทที่22 : เรียกพี่ชายไม่ได้
“เรียบร้อยแล้วครับพี่หมอ”
นายตำรวจสรุปคำให้การของไตรวิชญ์เรียบร้อยก็หันมายิ้มให้เขาชายหนุ่มที่หล่อชั่วร้ายอ้าปากหาววอดพยักหน้ารับส่งๆ
“เออ ถ้าไม่มีอะไรแล้วฉันกลับล่ะ”
“เดินทางปลอดภัยครับ”
“อือ”
ไตรวิชญ์เดินออกจากถานทีตำรวจมาด้วยท่าทางเฉยชามาเจอเข้ากับเ้าแว่นจากหน่วยราพณ์ที่ยืนยิ้มแย้มต้อนรับเขาอยู่
“เหนื่อยหน่อยนะครับพี่หมอ วันนี้ขอบคุณมากเลยนะครับเพราะพี่หมอแท้ๆ เลยจับผู้ค้ายาและหมอผีนั่นได้”
“อืม ก็เป็งานนี่นะ”
“ครั้งหน้าก็รบกวนด้วยนะครับ”
“อืมๆ” ไตรวิชญ์ตอบรับส่งๆ “จะกลับแล้วว้อยไม่ต้องพูดมากแล้ว จะเช้าแล้วเนี่ยโคตรง่วง”
“อะ... อ้อ ครับ เดินทางปลอดภัยครับ”
เ้าแว่นพยักหน้ารับแล้วเปิดทางให้คนง่วงกลับบ้านพี่หมอเดินโซเซกลับบ้านไปอย่างไม่ค่อยมีสตินักออกปฏิบัติการณ์กลางคืนนี่มันไม่ดีเลย เสียสุขภาพจริงๆแทบจะหาวเป็ดาวเป็เดือนแบบหนุมานได้แล้ว
ด้านหลังของพี่หมอมีผีสองตัวในสภาพยังสดใสลีเวลกำลังพูดคุยกับน้องใหม่ของบ้านอย่างสนุกสนานเอามือคล้องคอไว้ไม่ปล่อยดวงตาสีแดงเป็ประกายราวกับได้ของเล่นถูกใจมาไว้ในมือไม่มีผิดต่างกับชายหนุ่มน่ารักที่รำคาญออกหน้าออกตาทั้งผลักก็แล้ว หยิกก็แล้ว ตีศอกใส่ก็แล้วยังไม่อาจะสลัดจากการเกาะของลีเวลไปได้เลย
บริณัยอยากรู้ว่านี่ผีคนหรือผีตุ๊กแก ทำไมเกาะแน่นขนาดนี้
เมื่อมาถึงบ้านของพี่หมอครั้งแรกไม่ว่าคนหรือผีต่างก็ต้องใกันทั้งนั้นไม่คิดว่าคนที่ดูจะเรียบง่ายสบายๆ ติดจะตระหนี่จะมีบ้านหลังใหญ่โตและอาณาบริเวณกว้างขวางขนาดนี้ได้และถ้าััได้ถึงพลังิญญาที่หนาแน่นของพื้นที่จะยิ่งให้ความรู้สึกสุดยอดจนพูดไม่ออก
บ้านคนอาศัยหลังใหญ่โตแต่พลังิญญามากมายนี้ทำให้รู้เลยว่านี่เป็บ้านกลางสุสานที่เต็มไปด้วยผีชัดๆ
ไตรวิชญ์เดินนำเข้าไปในบ้านลีเวลและบริณัยที่ได้รับอนุญาตให้มาเช่นกันเดินตามหลังไปติดๆเมื่อเข้ามาในเขตบ้านความรู้สึกเหมือนเข้ามาในแดนพิศวง
พื้นที่บ้านเต็มไปด้วยเหล่าผีที่มีสภาพเหมือนมนุษย์อากัปกิริยาก็เหมือน ไม่มีผีตนไหนลอยขึ้นฟ้าให้รู้สึกว่านั่นเป็ผีกันเลยสักนิดจะมีก็เพียงแค่ความซีดจางของสีผิวที่ขาวไร้สีเื ดวงตาไร้ประกายนอกนั้นก็ไม่ต่างจากคนเป็เลยสักนิด
พวกเขาส่งเสียงร้องทักทายไตรวิชญ์กันตลอดทางด้วยความคุ้นเคยแต่พอสายตามาตกที่เด็กใหม่ของบ้าน ผีสาวทั้งหลายก็ส่งเสียงร้องกันระงม
“น่ารักจังเลยค่า!!!”
ผีที่จะมาเป็สมาชิกใหม่ของบ้านคนนี้ถูกใจผีสาวๆมากกว่าลีเวลและไอยรินทร์เสียอีก แทบจะวิ่งเข้ามาจับแล้วแห่รอบบ้านถ้าไม่ติดว่าเด็กใหม่จะกลัวพวกเขาคงวิ่งเข้าไปแล้ว
คงต้องรอให้คุ้นชินกันสถานที่ก่อน
“กลับมาแล้วเหรอครับคุณไตร”
คิมเอ่ยทักเป็คนแรกหลังจากกลับมาบ้านแวมไพร์คนสวยอยู่ในชุดคลุมมิดชิดเตรียมออกไปบ้านไปตลอดอยู่พอดีตอนนี้ยังไม่ได้ใส่หมวกกับผ้าคลุมปิดหน้าปิดตาเลยยังพอมองเห็นใบหน้าสวยๆ นั่นอยู่ซึ่งทำให้บริณัยมองตาค้างเลยทีเดียว
“กลับมาแล้ว ง่วงชะมัด... แล้วนั่นจะไปตลาดงั้นเหรอ”
“ครับ พรุ่งนี้ก็วันฮาโลวีนแล้วผีคงไม่ได้อยู่ก็เลยว่าจะซื้อของมาตุนไว้พรุ่งนี้จะได้ไม่ต้องออกไปซื้อน่ะครับ”
“อ้อ”
“แล้วนี่... สมาชิกใหม่เหรอครับ?”
คิมมองชายหนุ่มน่ารักแล้วยิ้มให้อย่างอ่อนโยนบริณัยตัวแข็งทื่อพูดไม่ออก อีกฝ่ายเสียงทุ้มแหบอย่างผู้ชายแท้ชัดๆแต่หน้าและรอยยิ้มนั้นสวยราวกับผู้หญิงจนเผลอใจเต้นไปวูบนึกสงสัยในเพศที่แท้จริงของอีกฝ่ายในทันที
“พี่เป็ผีผู้หญิงหรือผู้ชายครับ?”
บริณัยถามออกไปโดยไม่สนใจอะไร ดวงตาจับจ้องแวมไพร์คนสวยที่ชะงักไปครู่ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่ชัดเจนว่า
“ผู้ชายครับ แต่ไม่ใช่ผีหรอกนะ ผมเป็แวมไพร์”
“กลับมาแล้วรึเ้าหนุ่ม... แล้วนั่นอะไรน่ะเด็กหลงทางหรือ?”
ไอยรินทร์ตามออกมาแล้วเจอเข้ากับเด็กหนุ่มน่ารักที่มีสายตาก้าวร้าวแต่เมื่อได้เจอใบหน้าอันอ่อนโยนและรอยยิ้มละมุนเหมือนกับแวมไพร์คนสวยไม่มีผิดก็ทำให้รู้สึกดีขึ้นมาเล็กน้อยยิ่งใส่ชุดไทยสีขาวยิ่งขับเน้นความเป็เทวดาของอีกฝ่ายมากขึ้นไปอีกบริณัยยกมือขึ้นไหว้ทันที
“สวัสดีครับเ้าที่”
“พรืดดดด!! ฮ่าๆๆๆๆ”
ทั้งไตรวิชญ์และลีเวลหัวเราะเสียงดังลั่น จากง่วงๆนี่ตื่นขึ้นมาเลยไอยรินทร์ยิ้มอ่อนมองชายหนุ่มน่ารักแล้วเอ่ยเสียงทุ้มนุ่มอย่างอ่อนใจ
“ข้าไม่ใช่เ้าที่หรอกนะเ้าหนู เป็ผีเหมือนเ้านั่นล่ะ”
“เอ๊ะ?”
“แต่อายุก็เยอะแล้วล่ะนะจะเรียกปู่เหมือนเ้าหนุ่มตรงนั้นก็ได้ จะเรียกชื่อก็ได้ ข้าชื่อไอยรินทร์ยินดีที่ได้รู้จัก”
“ผมคิมครับ ยินดีที่ได้รู้จัก”
แวมไพร์คนสวยแนะนำตัวต่อทันที
“ผม... ผมบริณัยครับ ชื่อเล่นบีน”
สองผู้าุโของบ้านตอนรับอย่างอบอุ่นส่วนเ้าบ้านที่แท้จริงยังพยายามกลั้นหัวเราะอย่างเต็มที่จนหอบหายใจ
“หัวเราะอะไรกันแต่เช้า”
เซียร์ที่ได้ยินเสียงหัวเราะของไตรวิชญ์เดินออกมาดูร่างสูงในชุดเสื้อเชิดสีขาวที่ปล่อยอย่างไม่เรียบร้อยผมสีน้ำตาลทองไม่เป็ทรงใบหน้าหล่อเหลามีความเหนื่อยล้าอยู่อย่างเจือจางดวงตาสีฟ้าเย็นนั่นทำให้คนที่ถูกจับจ้องเหมือนจะถูกแช่แข็ง
บริณัยมองผู้มาใหม่ด้วยความพิศวงอีกฝ่ายมีใบหน้าหล่อเหลาแต่ก็ดูหวานอยู่บ้างหน้าตาระดับนี้อยู่ในจุดยอดสุดของเหล่าคนหน้าตาดีได้อย่างสบาย ไม่สิต้องบอกว่าผีในบ้านนี้รวมถึงพี่หมอเองก็จัดเป็ประเภทหน้าตาคุณภาพชั้นยอดทั้งนั้นเลยนี่นา
คัดผีที่หน้าตารึเปล่าเนี่ย?
“สมาชิกใหม่งั้นเหรอ?” เซียร์เอ่ยพลางมองชายหนุ่มครู่หนึ่ง“น่าแปลกจังนะ ิญญาระดับนี้ไม่น่ามาถึงมือไตรได้เลย ไปเก็บมายังไงกันล่ะ?”
“เื่มันยาว ให้เวลมันโม้ให้ฟังก็แล้วกัน”ไตรวิชญ์ตอบพลางไหวไหล่ “ไปนอนก่อนล่ะฝากจัดการเื่ของเ้าหนูบีนตรงนั้นด้วยก็แล้วกันนะเซียร์”
“ได้สิ”
เซียร์พยักหน้ารับพี่หมอยิ้มอย่างพอใจแล้วเดินเข้าบ้านไปเฉยๆ ไม่บอกอะไรกับบริณัยสักคำทำให้ชายหนุ่มยืนอย่างกระสับกระส่ายเล็กน้อย
“ไม่ต้องตื่นเต้นไป เข้ามาในบ้านก่อนสิเดี๋ยวเราจะอธิบายเื่ต่างๆให้ฟังเอง”
เซียร์ผายมือเชื้อเชิญแล้วเดินนำเข้าไป ไอยรินทร์ยืนยิ้มรับคิมไปขึ้นรถเพื่อออกไปจ่ายตลาดและลีเวลที่ลากชายหนุ่มที่ยืนสับสนอยู่กับที่
ก็เข้าใจแหละนะว่ามาบ้านพี่หมอครั้งแรกคนปกติคงมีคำถามกับเ้าของบ้านมากมายแต่ที่นี่การจะถามเ้าของบ้านได้คำตอบยากกว่าสมาชิกในบ้านเป็ไหนๆฉะนั้นจึงมีสามผีมานั่งอธิบายและตอบคำถามให้สมาชิกใหม่ของบ้านที่ดูจะเด็กที่สุดคนนี้
“เราชื่อเซียรัน เรียกเซียร์ก็ได้ คุณชื่อบีนสินะชื่อจริงล่ะ?”
“บริณัยครับพี่ชาย”
“...”
เซียร์ชะงักไปครู่แล้วหันมามองหน้าบริณัยอย่างจริงจังลีเวลและไอยรินทร์กันยิ้มทำหน้านิ่งสงบตามไปทันที บรรยากาศเริ่มมาคุอย่างประหลาดชายหนุ่มน่ารักมองหน้าแต่ละคนอย่างสงสัย เขาพูดอะไรผิดเหรอ?
“คุณบีน”
“ครับพี่?”
“เราไม่ใช่พี่ชาย”
“เอ่อ ผมเรียกพี่ชายไม่ได้เหรอ?”
“เรียกก็ได้อยู่หรอก ถ้าเราเป็ผู้ชายล่ะก็นะ”
เซียร์โคลงศีรษะไปมาแล้วทอดถอนใจอย่างปลงๆบริณัยอ้าปากค้างจ้องมองอีกฝ่ายตาไม่กะพริบ
“พี่ไม่ใช่ผู้ชายเหรอ!?!”
“ก็ไม่ใช่น่ะสิ” เซียร์เอียงคอมอง“ถึงจะเห็นแบบนี้แต่ก็เป็ ผู้หญิงแท้ๆ นะ”
“หา!!!”
บริณัยถึงกับนั่งไม่ติดเก้าอี้มองเซียร์ใหม่อีกครั้งั้แ่หัวจรดปลายเท้าไม่ว่าจะบุคลิก ท่าทาง หน้าตา รูปร่าง กระทั่งทรงผมก็ยังดูเหมือนผู้ชายเลยนะเอาตรงไหนไปเป็ผู้หญิง!?
“พี่เซียร์เป็ผู้หญิงแท้ๆ นะบีน ถึงหน้าตาจะชวนเข้าใจผิดเหมือนพี่คิมก็เถอะแต่ฉันยืนยันได้ว่าเป็สาวแน่นอน!”
ลีเวลยกนิ้วโป้งยืนยันั้แ่แรกที่เขานึกถึงเซียรันได้จากข่าวลือก็รู้แล้วว่าอีกฝ่ายมีเพศที่แท้จริงเป็อะไรเพราะแบบนั้นถึงได้ไม่กล้าเข้าไปเกาะง่ายๆ เหมือนที่เกาะพี่หมอหรือคนอื่นๆยังไงเล่า
ไอยรินทร์เองก็รู้อยู่แล้วั้แ่วันแรกเพราะเ้าตัวก็เคยบอกแล้วอย่างไรเสียเขาก็คุ้นชินกับพวกหน้าตาและเพศสภาพไม่สัมพันธ์กันอยู่แล้วด้วย จึงไม่ได้ติดใจและไม่มีการพูดถึง
แต่หากคนทั่วไปรู้ก็คงใอย่างบริณัยนี่แหละ
“เอ่อ พี่เซียร์เป็ผู้หญิง งั้นแล้ว...”
บริณัยเริ่มระแวงว่าจะทักเพศใครผิดอีกลีเวลหัวเราะขำแล้วตอบให้อย่างใจดี
“ในบ้านน่ะมีพี่เซียร์เป็ผู้หญิงคนเดียวส่วนผีข้างนอกก็ต้องไปถามเอาเองแล้วล่ะน้าว่าเพศอะไร~”
“อ่า ผมเข้าใจแล้ว”
“ถ้าเข้าใจแล้วงั้นมาพูดเื่ของเธอก่อนก็แล้วกันนะคุณบีน”
เซียร์ยกยิ้มมุมปากอย่างเฝ้ารอลีเวลก็เอ่ยปากเล่าเื่ของชายหนุ่มผู้น่ารักให้ฟังในทันทีจากนั้นไม่นานก็มีเสียงหัวเราะอีกยกใหญ่จากทั้งไอยรินทร์แลลีเวลก่อนจะตามมาด้วยเสียงร้องโวยวายของสมาชิกใหม่โดยมีหญิงสาวผู้หล่อเหลานั่งฟังด้วยรอยยิ้มอย่างสงบ
เพราะต้องช่วยงานตำรวจเกี่ยวกับคดียาเสพติดและคลิปสาปแช่งที่แพร่ระบาดในโลกโซเชียลไตรวิชญ์ต้องเปลี่ยนเวลานอนของตัวเองจากนอนสี่ทุ่มครึ่งไปนอนหกโมงเช้าแทน และตื่นขึ้นมาในตอนบ่ายที่อากาศกำลังร้อนอบอ้าว
“ไหนกรมอุตุฯ บอกว่าเริ่มเข้าหน้าหนาวแล้วยังไงล่ะวะทำไมยังร้อนอยู่เลยเนี่ย”
พี่หมออดที่จะบ่นไม่ได้ถึงเขาจะไม่ได้รู้สึกอะไรกับสภาพอากาศนักแต่การที่ถูกแดดส่องผ่านกระจกมานี่มันร้อนเป็พิเศษเลยนะ โดนนานๆ ก็เริ่มแสบๆขึ้นมานิดหน่อยแล้ว
เมืองไทยนี่มันร้อนจริงอะไรจริง
ก๊อกๆ
“ไตรตื่นหรือยัง”
เซียร์เคาะประตูเรียกแล้วเปิดเข้ามาผีหน้าหล่อยิ้มทักทายเมื่อเห็นชายหนุ่มนั่งเหม่ออยู่บนเตียง พี่หมอหันไปเลิกคิ้วใส่แล้วถาม
“มีอะไรงั้นเหรอเซียร์”
“เราจะออกไปประชุมบริษัทน่ะนี่ก็จะสิ้นปีแล้วก็มีแผนหลายอย่างที่ต้องทำและต้องเข้าไปคุยภายในบริษัทน่ะ”
“หืม... อ้อ จริงสิ มันต้องมีประชุมประจำปีนี่นะ”
“แล้ววันนี้ไตรอยู่บ้านทั้งวันไหม”
“ก็อยู่ ทำไมเหรอ”
“งั้นก็ช่วยทำงานที่ค้างอยู่ให้เราหน่อยแล้วกันคิดว่าการประชุมนี่น่าจะลากยาวสักหน่อย เพราะวันนี้เรามีประชุมถึงสามบริษัทน่ะ”
ถึงจะเป็ผีแต่ก็เป็ผีนักธุรกิจเมื่อถึงเวลาต้องประชุมก็ต้องไป ด้วยความสามารถในการคงสภาพกายหยาบได้เลยไม่มีปัญหาเมื่อต้องไปประชุมหรือดูงานต่างประเทศ
“ได้ แล้วจะกลับสักประมาณกี่โมง”
“อย่างเร็วก็สองทุ่ม อย่างช้าก็คงสี่ทุ่มล่ะมั้ง”
“อ้อ...”ไตรวิชญ์พยักหน้ารับก่อนจะหยิบเครื่องรางชิ้นหนึ่งในลิ้นชักโยนไปให้อีกฝ่าย“งั้นพกนี้ไปด้วยก็แล้วกันมันจะช่วยคงเสถียรและเพิ่มพลังิญญาเผื่อต้องกลับดึกกว่านั้นจะได้ไม่กลายเป็ร่างโปร่งแสงไประหว่างทางซะก่อน”
“เห...”
เซียร์หยิบเครื่องรางมาดู มันเป็พวงกุญแจหยกทรงกลมเรียบๆสีแดง ไม่มีอะไรพิเศษ แต่มันก็อัดแน่นไปด้วยพลังิญญาที่หนาแน่นมากเซียร์เงยหน้าขึ้นมาไตรวิชญ์ยกพวงกุญแจหยกขึ้นแตะริมฝีปากแล้วคลี่ยิ้มอย่างมีเลศนัย
“ไม่คิดว่าอย่างไตรจะมีของอะไรแบบนี้”
“อะไร? หยกนั่นน่ะเหรอ?”
“ใช่ เตรียมไว้ั้แ่เมื่อไหร่น่ะ”
“นานแล้วล่ะ แต่ไม่มีโอกาสได้ใช้” หมอผีหนุ่มไหวไหล่“เซียร์ก็เอาไปใช้แล้วกัน ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นมันก็จะช่วยได้อยู่”
“หืม?”
ผีสาวหน้าหล่อหรี่ตาลงอย่างรู้สึกประหลาด อยู่ๆก็พูดเตือนเป็ลางอย่างนี้แสดงว่ามีเื่อะไรทำให้ติดใจอยู่งั้นสินะ แต่เซียร์ไม่ได้เอ่ยถามเธอเพียงแค่พยักหน้ารับความเป็ห่วงที่แสดงออกมาอย่างแกนๆ นั่น
“ขอบใจนะ”
“ไม่เป็ไร ไปดีมาดีล่ะ”
“อื้ม แล้วจะรีบกลับ!”
เซียร์เดินออกไปอย่างอารมณ์ดีในขณะที่ไตรวิชญ์มองตามหลังของอีกฝ่ายไปด้วยความกังวล เพราะเมื่อคืนวานเจอกับิญญาที่มีคลื่นพลังเหมือนกับเซียร์นั่นถ้าทั้งคู่ไม่เจอกันก็แล้วไปเถอะ... แต่ถ้าเจอกันขึ้นมา...
บอกได้เลยว่าวุ่นวายสุดๆ แน่
ไตรวิชญ์จัดการธุระตัวเองแล้วเดินออกมาจากห้อง ใน่กลางวันที่แสงแดดเจิดจ้าแวมไพร์คนสวยจะไม่ได้ออกมานอกบ้านสถานที่ที่เขาจะอยู่มีเพียงห้องที่มืดสลัวรอเวลาพระอาทิตย์ตกดิน
ที่เหลืออยู่ก็มีเพียงลีเวลและบริณัย ซึ่งกำลัง...ทำอะไรกันอยู่วะ?
“พวกนายลงไปเล่นอะไรกันบนพื้น”
ไตรวิชญ์มองทั้งคู่ที่กำลังยื้อแย่งสมาร์ทโฟนเครื่องหนึ่งไม่รู้ว่าของใครแต่จากท่าทีบริณัยนั่งค่อมลีเวลแล้วพยายามจะเอาสมาร์ทโฟนจากมือของเ้าผีติดขนมนั่นแล้วก็น่าจะเป็เครื่องของเ้าหนูน่ารักนี่ล่ะมั้ง
แต่เพิ่งผ่านไปไม่ถึงวันก็ได้เครื่องใหม่แล้วเรอะ?เซียร์จะใช้เงินมือเติบเกินไปหน่อยไหม
“เ้าหนุ่ม มีของมาส่งแน่ะ”
ไอยรินทร์เดินออกมาจากห้องครัวด้วยสภาพซีดแปลกๆ เอ่ยพร้อมกับถือกระถางต้นไม้ที่มีหน่อไม้เล็กๆโผล่ขึ้นมา เป็แค่ต้นอ่อนแต่มีพลังิญญาหนาแน่นเป็พิเศษ มองแวบแรกพี่หมอก็รู้แล้วว่าต้นอะไร
“ใครส่งมางั้นเหรอปู่”
“พวกยมทูตเอามาให้น่ะ แต่ก็ไม่ได้ถามว่าใครส่งมา”
“คราวหลังอย่ารับของอะไรง่ายๆ แบบนี้สิเฟ้ยเกิดเป็พวกส่งของเก็บเงินปลายทางทั้งที่เราไม่ได้สั่งขึ้นมาก็เสียเงินฟรีเลยนะ!”
“ยมทูตส่งเองมันจะไปมีอะไรอย่างนั้นรึ!” ไอยรินทร์ยิ้มอ่อนแล้วขว้างกระถางต้นไม้ไปให้พี่หมอพร้อมซองจดหมาย“มีจดหมายด้วย น่าจะบอกชื่อผู้ส่งของให้เ้า”
“อื้ม ขอบใจ”
ไตรวิชญ์ไม่ได้เปิดจดหมายอ่านแต่กำลังพินิจเ้าต้นอ่อนนี่อยู่พวกลีเวลก็เลิกสนใจสมาร์ทโฟนหันมาดูต้นอ่อนจากปรโลกกันอย่างสนอกสนใจแทน
“ต้นอะไรอ่ะพี่หมอ”
“ต้นไม้จากยมโลกไง รู้สึก...จะเป็ต้นที่ฉันเคยปลูกไว้ตอนเด็ก”
“ปลูกไว้นานขนาดนั้นยังเป็แค่ต้นอ่อนเหรอ”ลีเวลชะโงกหน้ามาดู “นี่มันสูงแค่ข้อนิ้วเท่านั้นเองนี่นาผ่านมาตั้งกี่ปีแล้วเนี่ย”
“น่าจะสักยี่สิบปีได้มั้ง”
“...”
ยี่สิบปีแล้วต้นมันสูงแค่นี้เนี่ยนะ! มันไม่ควรหยุดโตแต่ควรตายไปแล้วมากกว่าแถมยังเอาไปไว้ในยมโลกอีก ต้นแบบนี้มันยังอยู่ได้ยังไงกัน!
“ขอดูหน่อยสิพี่หมอ”
บริณัยเอ่ยพลางจ้องต้นไม้นั่นตาวาวไตรวิชญ์กะพริบตาอยู่ครู่แล้วพยักหน้ารับ แล้ววางกระถางต้นไม้เล็กๆ ไว้บนหัวของชายหนุ่มน่ารัก
“เอาไปสิ...”
เพล้ง!
กระถางทะลุร่างของบริณัยร่วงลงมาแตก ชายหนุ่มสะดุ้งรีบก้มลงไปดูต้นไม้อย่างกระวนกระวายพลางเอ่ยปากเอ็ดอึง
“พี่หมออ่ะจะวางทำไมไม่บอกก่อน ผมจะได้รับทัน ดูสิต้นไม้ระ... อะ... อ้าว? ต้นไม้หายไปไหนแล้ว”
บริณัยมองกระถางที่ตอนนี้ไม่มีอะไรนอกจากเศษดินและเศษกระถางที่แตกกระจายต้นอ่อนนั้นไม่ได้อยู่พอเขาเงยหน้าขึ้นก็เห็นลีเวลและไตรวิชญ์กำลังจ้องบนหัวเขาอยู่
“ตายล่ะ”
“แบบนี้ก็ได้เหรอ?”
ทั้งสองพึมพำอะไรบางอย่างที่บริณัยไม่เข้าใจ
“เป็อะไรกันน่ะ มีอะไรบนหัวผมงั้นเหรอ”
“มี!” ทั้งคู่ตอบและพยักหน้าอย่างพร้อมเพรียงกันจากนั้นก็ชี้ไปที่หัวเขาแล้วกล่าวว่า “ต้นอ่อนมันปักอยู่บนหัวนายแน่ะหนูบีน!!”