มีเกมบางชนิดที่ทั้งสองฝ่ายรู้ว่ากำลังเล่น แต่ยังคงเล่นต่อไป
เพราะหยุดแล้วจะพ่ายแพ้ นักล่าเดินเข้าตลาด มือว่าง ใจเต็ม ผู้ถูกล่าเดินในตลาด มือเต็ม ใจว่างเปล่า
คำถามไม่ใช่ว่าใครหลอกใคร คำถามคือเมื่อหน้ากากหลุด ใครจะกล้ามองหน้าอีกฝ่าย และใครจะเลือกหยิบหน้ากากขึ้นมาใส่ใหม่ เพราะกลัวสิ่งที่เห็นใต้มัน
________________________________________
สุสาส์นราคะ [The Tomb of Infatuation]
เดือนแปด ปีที่สี่แห่งรัชกาลหยวนเฉิง — วันที่แปด
ตลาดหนานลู่ยามสายมีแสงแดดอ่อนๆ ส่องผ่านหลังคาผ้าใบสีต่างๆ แสงสีทองชนกับผ้าสีแดง สีน้ำเงิน สีขาว แตกออกเป็แสงสีรุ้งเล็กๆ บนพื้นดิน ที่นี่มีกลิ่นของทุกอย่างผสมกัน ปลาสด ผลไม้สุก เครื่องเทศที่บดละเอียด ควันธูปจากศาลเ้าเล็กๆ ปลายทางตะวันออกของตลาด และกลิ่นเหงื่อของคนจำนวนมากที่เดินขวักไขว่อย่างมีชีวิตชีวา
ซฺยงเิยืนอยู่ที่แผงขายเชือกและอุปกรณ์ผูกมัด หยิบเชือกกัญชาขึ้นมาทดสอบความแข็งแรงระหว่างมือทั้งสองอย่างมีสมาธิ แต่สายตาของเขาไม่ได้มองเชือก
มันมองไปยังหริณฉานที่อยู่อีกด้านของตลาด
ชายหนุ่มผู้นั้นกำลังยืนอยู่หน้าแผงขายเครื่องปั้นดินเผา นิ้วมือััขอบไหน้ำดินอย่างเบามือ ท่าทางของเขาบ่งบอกว่ากำลังพิจารณาคุณภาพดิน แต่สายตาสีทองนั้นเคลื่อนไหวในลักษณะที่ต่างออกไปจากคนที่แค่ดูของ
เขากำลังสำรวจตลาดทั้งหมด
และซฺยงเิรู้ว่าหริณฉานรู้ว่าเขากำลังดูอยู่
นี่คือวันที่สามที่ทั้งสองพบกันในตลาดนี้ ทั้งสองไม่ได้นัดหมาย ทั้งสองไม่ได้ทักทายกัน แต่ทั้งสองก็ไม่ได้แกล้งทำเป็ว่าอีกฝ่ายไม่อยู่
มันเป็เกมที่ทั้งสองเล่นโดยไม่ต้องตกลงกฎ
ซฺยงเิวางเชือกลง เดินไปยังแผงขายผลไม้ที่อยู่ห่างจากหริณฉานประมาณสิบห้าก้าว ใกล้พอที่จะได้ยินถ้าพูด แต่ไม่ใกล้จนดูเจตนา
กลิ่นนั้นมาถึงเขาก่อนที่เสียงจะมา
อ่อนกว่าในป่า เพราะกลิ่นอื่นในตลาดช่วยเจือจาง แต่ยังคงชัดพอที่จะรู้สึกได้ถึงการทำงานของมัน ไหล่ซ้ายของเขาผ่อนลงเล็กน้อย ระบบเตือนภัยในจิตใจลดระดับลงหนึ่งขั้น
เขาดึงมันกลับขึ้นมา แข็งกว่าที่ควร
สี่วัน เขาคิด สี่วันแล้วที่ข้าฝึกต้านกลิ่นนี้ และมันยังทำงานอยู่
แต่ทำงานน้อยลงกว่าวันแรกอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งหมายความว่าร่างกายของเขากำลังสร้างความต้านทานขึ้นเอง
หรือร่างกายของเขาเริ่มชิน
ความแตกต่างระหว่างสองอย่างนั้นสำคัญ
"ส้มที่ท่านไม่ซื้อเมื่อวาน วันนี้ลดราคาแล้ว"
เสียงนั้นมาจากข้างๆ
ซฺยงเิหันไป
หริณฉานยืนอยู่ข้างๆ เขาโดยที่เขาไม่ได้ยินเสียงฝีเท้า ถือตะกร้าที่มีสมุนไพรห่อกระดาษน้ำมันอยู่เต็ม สายตาสีทองมองไปที่แผงส้มข้างหน้าอย่างสงบ ไม่ได้มองซฺยงเิ
"ข้าไม่ได้้าส้ม" ซฺยงเิตอบ เสียงราบเรียบ
"แล้วท่าน้าอะไรจากตลาดนี้?" หริณฉานถามโดยยังไม่หันมา
"ข้อมูล"
"ข้อมูลประเภทไหน?"
"ประเภทที่ไม่มีขายในตลาด"
หริณฉานเงียบสักครู่ มุมปากขยับเล็กน้อย "ท่านมาตลาดนี้สามวันติดกัน ซื้อของไปน้อยมาก แต่สังเกตมาก"
"เหมือนกับท่าน"
"ข้าซื้อของทุกวัน" หริณฉานพูด แล้วหยิบส้มขึ้นมาลูกหนึ่ง วางไว้ในตะกร้า "ท่านแค่ยืนถือของแล้ววาง"
"ข้ากำลังเรียนรู้นิสัยของผู้คนในพื้นที่"
"หรือนิสัยของคนๆ หนึ่งในพื้นที่"
ซฺยงเิไม่ตอบ แต่การนิ่งของเขาก็เป็คำตอบที่ชัดเจน
หริณฉานซื้อส้มเพิ่มอีกสองลูก จ่ายเงินให้แม่ค้าแล้วเดินออกจากแผง ช้าๆ ราวกับไม่ได้เร่ง
"เดินด้วยกันได้ถ้า้า" เขาพูดโดยไม่หันมา "ป่าใกล้กว่าถ้าเดินผ่านหลังตลาด"
พวกเขาเดินเคียงกันโดยไม่ได้วางแผน
ระยะห่างระหว่างทั้งสองอยู่ที่ประมาณหนึ่ง่แขน ใกล้พอที่จะพูดคุยกันได้ แต่ไม่ใกล้จนดูเหมือนมิตร มีความตึงเครียดเงียบๆ ระหว่างนั้น ไม่ใช่ความตึงเครียดที่น่ากลัว แต่เป็ความตึงเครียดของสองสิ่งที่มีแรงดึงดูดต่อกันแต่ยังคงต้านอยู่
ตลาดเบาบางลงเมื่อเดินมาถึงชายขอบ บ้านไม้เก่าแก่เรียงตัวกันอย่างหลวมๆ มีสวนผักขนาดเล็กอยู่หน้าบ้าน เด็กๆ กลุ่มหนึ่งวิ่งเล่นอยู่บนถนนดิน หยุดมองคนแปลกหน้าสองคนที่เดินผ่านด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็น
หริณฉานหยิบส้มลูกหนึ่งโยนให้เด็กคนที่อยู่ใกล้ที่สุดโดยไม่หยุดเดิน
เด็กคนนั้นรับไว้แล้วยิ้มอย่างสดใส
ซฺยงเิสังเกตท่าทางนั้น เบาและเป็ธรรมชาติ ไม่ได้ทำเพื่อให้ดูดี ไม่ได้ทำเพราะ้าอะไรตอบแทน เหมือนสิ่งที่ทำโดยสัญชาตญาณมากกว่าความตั้งใจ
"ท่านชอบเด็ก" เขาพูด
"ข้าชอบสิ่งมีชีวิตที่ยังไม่เรียนรู้วิธีซ่อน" หริณฉานตอบ "เด็กแสดงอารมณ์จริงๆ ดูง่ายกว่าผู้ใหญ่มาก"
"ดูง่ายกว่าผู้ใหญ่อย่างข้า หมายความว่า?"
หริณฉานเหลือบมองเขาสักครู่แล้วมองกลับไปที่ทางข้างหน้า "ท่านซฺยงเิ มีชั้นของการป้องกันอย่างน้อยสี่ชั้น ชั้นแรกคือความเงียบ ชั้นที่สองคือการถามแทนการตอบ ชั้นที่สามคือการวิเคราะห์อย่างเป็ระบบแทนการรู้สึก ชั้นที่สี่คือสมุดบันทึก"
ซฺยงเิหยุดเดินโดยไม่ตั้งใจ
หริณฉานเดินต่อไปสองก้าวแล้วหยุดเมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายหยุด หันมามอง
"ท่านวิเคราะห์ข้า" ซฺยงเิพูด เสียงไม่แสดงอารมณ์แต่มีบางอย่างใต้นั้น
"ท่านก็วิเคราะห์ข้า" หริณฉานตอบ น้ำเสียงไม่เป็การโจมตี แค่การสังเกตความเท่าเทียม "ต่างกันอย่างไร?"
"ข้าทำเพราะเป็งาน"
"ข้าทำเพราะอยากรู้"
ทั้งสองมองกันอยู่สักครู่ในแสงสายที่เริ่มอ้าวขึ้นเรื่อยๆ
"สมุดบันทึก" ซฺยงเิพูดในที่สุด "ท่านบอกว่ามันเป็ชั้นป้องกัน อธิบายได้ไหม"
หริณฉานเดินต่อ ซฺยงเิตามไป
"เมื่อท่านรู้สึกบางอย่างที่ท่านไม่แน่ใจ ท่านเขียนมันลงในสมุด" หริณฉานพูด "การเขียนทำให้ความรู้สึกกลายเป็ข้อมูล ข้อมูลจัดการได้ง่ายกว่าความรู้สึก มันเป็วิธีควบคุมสิ่งที่ควบคุมยาก"
"ฟังดูเป็เื่สมเหตุสมผล"
"ใช่" หริณฉานพูด "แต่ก็ทำให้ท่านพลาดสิ่งที่ต้องรู้สึกก่อนจะเข้าใจ"
ซฺยงเิไม่ตอบทันที ไม่ใช่เพราะไม่มีคำตอบ แต่เพราะคำตอบที่มีอยู่ในหัวทำให้เขาไม่แน่ใจว่าควรพูดออกมาหรือเปล่า
"และท่านล่ะ" เขาถามแทน "ท่านมีชั้นป้องกันอะไร?"
หริณฉานพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง ซึ่งผิดปกติสำหรับคนที่มักตอบเร็วและตรง
"ความสงบ" เขาพูดในที่สุด
"ความสงบเป็การป้องกัน?"
"ถ้าไม่มีใครเห็นว่าท่านกำลังรู้สึกอะไร ก็ไม่มีใครหาช่องโหว่ในความรู้สึกนั้นได้" หริณฉานพูดเรียบๆ ราวกับอธิบายเื่ธรรมดา "ข้าเรียนรู้มาั้แ่เด็กว่าอารมณ์ที่แสดงออกมาคือจุดอ่อนที่ผู้อื่นใช้ได้"
"สายพันธุ์ท่านสอนเื่นั้น?"
"ชีวิตสอน" หริณฉานตอบ เสียงเปลี่ยนไปเล็กน้อย ไม่ได้เย็นลง แต่ลึกลงกว่าเดิม "สายพันธุ์ของข้าใช้อารมณ์เป็เครื่องมือล่า การแสดงอารมณ์ตรงๆ จึงอาจถูกมองเป็การล่อหรือการบ่งชี้จุดอ่อน ต้องเรียนรู้ว่าเมื่อไหรควรแสดงและเมื่อไหรควรเก็บ"
ซฺยงเิรับฟังโดยไม่ขัด นี่เป็ครั้งแรกที่หริณฉานพูดถึงชาติพันธุ์ของตัวเองในแง่ที่ส่วนตัวกว่าการอธิบายระบบทั่วไป
"ท่านแสดงอารมณ์กับข้าบ้างไหม?" ซฺยงเิถาม
หริณฉานไม่ตอบทันที
พวกเขาถึงชายป่าแล้ว จุดที่ถนนดินของหมู่บ้านเปลี่ยนเป็ทางเดินหญ้าที่พาเข้าสู่ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ แสงเปลี่ยนสีเมื่อผ่านเข้าไปใต้เรือนยอด กลายเป็แสงสีเขียวอ่อนที่กรองผ่านใบไม้หนาแน่น
"ข้าแสดงมากกว่าที่ควรกับท่าน" หริณฉานพูดในที่สุด เสียงเบาจนเกือบได้ยินไม่ชัด "ข้ายังไม่แน่ใจว่าเพราะอะไร"
ซฺยงเิเก็บประโยคนั้นไว้ในหัว ไม่เขียนลงในสมุดเพราะมือไม่ได้หยิบสมุดขึ้นมา แต่บันทึกไว้ในส่วนที่ลึกกว่าการจดบันทึก
"ท่านวางกรงดักอีกแล้ว" หริณฉานพูดกะทันหัน
พวกเขาเดินมาถึงบริเวณที่ซฺยงเิวางกรงชุดใหม่ไว้เมื่อรุ่งเช้า กรงที่ทำจากวัสดุต่างชนิดกับชุดก่อน ใช้ระบบกลไกที่ซับซ้อนกว่า และซ่อนด้วยวิธีที่ดีกว่าเดิมมาก
"ท่านรู้ได้ยังไง?" ซฺยงเิถามโดยไม่ปฏิเสธ
"ต้นไม้รู้" หริณฉานพูดเรียบๆ "รากรับรู้การรบกวนดิน เมื่อมีสิ่งแปลกปลอมฝังลงในดิน สัญญาณส่งผ่านโครงข่ายรากแห่งจิติญญามายังต้นไม้ที่เชื่อมต่อกับข้า"
"ป่าทั้งหมดคือระบบเตือนภัยของท่าน"
"ป่าทั้งหมดคือร่างกายส่วนขยายของข้า" หริณฉานแก้ไข เดินตรงไปยังกรงดักอันแรกที่ซ่อนอยู่ใต้กองใบไม้ เอื้อมมือลงแตะกรงเบาๆ "ชุดนี้ดีกว่าเดิมมาก ท่านเรียนรู้เร็ว"
"ท่านจะทำลายมันไหม?"
หริณฉานถอนมือออก มองซฺยงเิ "ไม่"
"เพราะ?"
"เพราะท่านมีสิทธิ์วางมัน" หริณฉานพูด "ข้าแค่จะบอกท่านว่ามันจะไม่ได้ผล เหมือนครั้งก่อน"
ซฺยงเิเดินไปยืนตรงข้ามหริณฉาน กรงดักอยู่ระหว่างพวกเขา
"ถ้าข้าบอกว่าไม่ได้วางกรงนี้เพื่อจับสิ่งมีชีวิต แต่เพื่อทดสอบว่าท่านจะตอบสนองอย่างไร?"
หริณฉานมองเขานิ่งๆ
"แล้วข้าก็บอกว่าข้ารู้เื่นั้นแล้ว" เขาตอบ "และข้าก็กำลังทดสอบว่าท่านจะพูดความจริงเื่นั้นกับข้าหรือเปล่า"
ห้องเงียบชั่วขณะ ถ้าจะเรียกป่าว่าห้องได้
ซฺยงเิรู้สึกว่าบทสนทนานี้เคลื่อนไปในทิศทางที่เขาไม่ได้วางแผน และที่น่าแปลกกว่านั้นคือเขาไม่ได้รู้สึกว่าต้องดึงมันกลับ
"ท่านฉลาดเกินไปสำหรับนักพฤกษศาสตร์" เขาพูด
"ท่านก็ฉลาดเกินไปสำหรับนักล่า" หริณฉานตอบ ไม่มีน้ำเสียงประชด แค่บันทึกข้อเท็จจริง
"ข้าเป็นักล่าที่ดีที่สุดในสำนักเทียนหลิน"
"ข้ารู้" หริณฉานพูดเงียบๆ "ซึ่งทำให้น่าสนใจว่า นักล่าที่ดีที่สุดในสำนักมาที่นี่เพียงคนเดียว ไม่มีคน ไม่มีอาวุธหนัก แต่มีสมุดบันทึก"
ซฺยงเิไม่ตอบ
"ท่านไม่ได้มาเพื่อจับ" หริณฉานพูดต่อ เสียงไม่ขึ้นลง "ท่านมาเพื่อเข้าใจ ก่อน"
"และหลังจากเข้าใจ?"
"ท่านยังไม่รู้เองว่าจะทำอะไร" หริณฉานมองเขาตรงๆ "นั่นคือสิ่งที่น่าสนใจที่สุดของท่าน ซฺยงเิ ท่านมาด้วยภารกิจ แต่ท่านไม่แน่ใจว่าภารกิจนั้นถูกต้องหรือเปล่า"
ซฺยงเิกัดฟัน
ไม่ใช่เพราะโกรธ แต่เพราะถูกต้อง
พวกเขานั่งลงข้างกรงดักโดยไม่ได้ตกลงกัน
ซฺยงเินั่งบนหินแบน หริณฉานนั่งบนรากไม้ใหญ่ที่โผล่พ้นดิน ตะกร้าสมุนไพรวางข้างๆ ระหว่างพวกเขามีกรงดักว่างๆ ที่ทั้งสองรู้ว่าจะไม่จับอะไรได้
"ข้าอยากรู้เื่ภพพืชพันธุ์" ซฺยงเิพูด เปลี่ยนทิศทางบทสนทนา "ไม่ใช่เพื่อรายงาน แต่เพราะอยากรู้"
หริณฉานพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง
"ท่านแยกได้สองอย่างนั้นจริงๆ หรือ?" เขาถาม
"ข้าพยายาม"
มุมปากหริณฉานขยับ "ภพพืชพันธุ์ไม่ใช่โลกอื่น" เขาเริ่ม เสียงเปลี่ยนเป็โทนที่ต่างออกไป นุ่มกว่า ราวกับคนที่กำลังพูดถึงบ้านเกิด "มันซ้อนทับกับโลกนี้อยู่ ในความถี่สั่นะเืที่ต่างออกไปเล็กน้อย คล้ายกับว่าโลกมนุษย์และภพพืชพันธุ์เป็เสียงสองโน้ตที่เล่นพร้อมกัน ใกล้กันมากแต่ไม่ใช่โน้ตเดียวกัน"
"ฟังได้ยินสองโน้ตพร้อมกัน?"
"ถ้าท่านรับฟัง" หริณฉานพูด "ป่านี้อยู่บริเวณที่ขอบเขตระหว่างสองโลกบางมาก ดังนั้นแสงที่เรืองออกจากต้นไม้ที่ท่านเห็น คือแสงที่รั่วมาจากภพพืชพันธุ์"
"และสัตว์ที่หายไป รั่วผ่านขอบเขตนั้น"
"เดินผ่าน" หริณฉานแก้ "ไม่ใช่รั่ว มันได้ยินเสียงที่สองและตัดสินใจเดินตาม"
ซฺยงเินึกถึงกวางตัวเมียที่เขาสังเกตเห็นเมื่อคืนแรก เดินอยู่ริมป่าอย่างผิดปกติ กลับทิศซ้ายขวาราวกับกำลังฟังอะไรบางอย่าง
"ท่านส่งเสียงนั้น"
"ข้าส่ง และข้าก็รับ" หริณฉานพูด "โครงข่ายรากแห่งจิติญญาคือเสาอากาศ ข้าส่งสัญญาณผ่านมัน รับสัญญาณกลับมาผ่านมัน นี่คือวิธีที่สิ่งมีชีวิตของข้าสื่อสาร ไม่ใช่เสียงในอากาศแต่เป็สัญญาณในดิน"
"แล้วกลิ่นล่ะ?" ซฺยงเิถามโดยตรง "กลิ่นที่ท่านผลิต มันเป็ส่วนหนึ่งของระบบนั้นหรือเปล่า?"
หริณฉานนิ่งสักครู่
"ใช่" เขาตอบ ไม่ปฏิเสธ "กลิ่นคือการส่งสัญญาณระยะสั้น รากคือระยะไกล ใช้ร่วมกันสำหรับเป้าหมายที่ต่างกัน"
"และข้าคือเป้าหมายของกลิ่นนั้น"
"ท่านรู้แล้วั้แ่วันแรก" หริณฉานมองเขา "และท่านยังอยู่"
"ข้าอยู่เพราะภารกิจ"
"ท่านอยู่เพราะอยากรู้" หริณฉานพูดเงียบๆ "สองอย่างนั้นไม่เหมือนกัน และท่านก็รู้"
ซฺยงเินิ่ง
ในยี่สิบแปดปีที่ผ่านมา ไม่มีใครอ่านเขาได้ชัดเจนขนาดนี้ ไม่มีใครพูดความจริงเกี่ยวกับเขาตรงๆ โดยไม่มีวาระซ่อนเร้น
อย่างน้อยก็ดูเหมือนไม่มีวาระซ่อนเร้น
"ท่าน้าอะไรจากข้า?" เขาถามโดยตรง "ตรงๆ ไม่ต้องเล่นเกม"
หริณฉานมองเขานานที่สุดเท่าที่เคยมองในการพบกันทุกครั้ง ดวงตาสีทองมีบางอย่างที่เคลื่อนไหวอยู่ข้างใน บางอย่างที่ซฺยงเิไม่สามารถอ่านออกได้ด้วยสัญชาตญาณสัตว์ของเขา ซึ่งน่าแปลกมาก เพราะปกติเขาอ่านได้เสมอ
"ข้า้าเข้าใจ" หริณฉานพูดในที่สุด
"เข้าใจอะไร?"
"ท่าน"
คำเดียว เบา และตรง จนซฺยงเิไม่รู้จะตอบอย่างไร
"ภารกิจของข้าคือการสำรวจ" หริณฉานพูดต่อ เสียงกลับมาสู่โทนปกติ "แต่ในสามปีที่ผ่านมา ข้าพบว่ามนุษย์น่าสนใจมากกว่าที่ชาติพันธุ์ของข้าคิด และท่าน..." เขาหยุดสักครู่ "ท่านน่าสนใจมากที่สุดที่ข้าเคยพบ"
"เพราะกลิ่นของข้าผิดปกติ"
"นั่นเป็เหตุผลแรก" หริณฉานพูด "แต่ไม่ใช่เหตุผลเดียว"
"เหตุผลอื่น?"
หริณฉานลุกขึ้น หยิบตะกร้าสมุนไพรขึ้นมา ท่าทางบ่งบอกว่าบทสนทนากำลังจะจบ "ข้าจะบอกเมื่อข้าเข้าใจมันดีกว่านี้" เขาพูด แล้วเริ่มเดินไปยังทิศที่บ้านของเขาอยู่
ซฺยงเิลุกตามโดยไม่ได้วางแผน "ท่านยังไม่ตอบ ท่าน้าอะไรจากข้า?"
"ข้าตอบแล้ว" หริณฉานพูดโดยไม่หันมา "ข้า้าเข้าใจ ไม่ใช่เอา ไม่ใช่ใช้ แค่เข้าใจ" เขาหยุดก้าวหนึ่งก้าว "ท่านเคยมีใครที่้าแค่เข้าใจท่านบ้างไหม?"
ซฺยงเิไม่ตอบ
เพราะคำตอบคือไม่
และมันเป็คำตอบที่เขาไม่อยากพูดออกมาดังๆ ในป่ากลางวันแดดอ่อนข้างกรงดักเปล่าๆ
วันนั้นตอนเย็น ซฺยงเินั่งอยู่ที่ปากถ้ำที่เขาย้ายมาใหม่ ไม่ใช่ถ้ำที่น้ำท่วม แต่ถ้ำอีกแห่งที่เขาตรวจสอบระบบระบายน้ำอย่างละเอียดก่อนเลือก
สมุดบันทึกเปิดอยู่บนเข่า ปากกาอยู่ในมือ
แต่เขาไม่ได้เขียน
เขานั่งมองป่าที่เริ่มเรืองแสงสีทองเมื่อแสงบ่ายจางลง คิดถึงคำถามที่หริณฉานถาม
ท่านเคยมีใครที่้าแค่เข้าใจท่านบ้างไหม?
คำตอบที่แท้จริงซับซ้อนกว่าแค่ "ไม่"
มีคนอยากเข้าใจเขาอยู่เสมอ ผู้บังคับบัญชาในสำนักอยากเข้าใจว่าเขาทำงานได้ดีแค่ไหน เพื่อนร่วมงานอยากเข้าใจว่าเขาคิดอะไรในภารกิจ บางคนอยากเข้าใจเพื่อใช้ประโยชน์ บางคนอยากเข้าใจเพื่อเอาชนะ
แต่ไม่มีใครอยากเข้าใจเขาในแบบที่หริณฉานพูด
ในแบบที่ไม่มีวัตถุประสงค์อื่นนอกจากการเข้าใจ
ซฺยงเิเขียนลงในสมุด ช้ากว่าปกติ
วันที่แปด บทสนทนาครั้งที่สาม สิ่งที่สังเกต: หริณฉานพูดความจริงเกี่ยวกับตัวเองมากขึ้นในทุกการพบกัน เขาอธิบายระบบของชาติพันธุ์อย่างตรงไปตรงมา เขาระบุจุดอ่อนของตัวเองด้วยความสงบ (ความสงบเป็การป้องกัน)
คำถามที่ยังค้างอยู่: ทำไมเขาถึงบอกข้อมูลเหล่านี้ สิ่งมีชีวิตที่ล่าเหยื่อไม่ควรบอกจุดอ่อนตัวเองกับเป้าหมาย
เขาวางปากกาลง มองประโยคสุดท้ายที่เขียน
แล้วเขียนเพิ่มต่อท้าย อักษรเล็กกว่าปกติ ราวกับไม่แน่ใจว่าควรเขียนหรือเปล่า
หรือบางทีสิ่งที่เขาทำไม่ใช่การล่า
คืนนั้น ซฺยงเิตรวจสอบกรงดักทั้งชุดเป็ครั้งสุดท้าย
กรงทุกอันยังอยู่ครบ ไม่ถูกเคลื่อนย้าย ไม่ถูกรื้อ แต่เหยื่อในกรงทุกอันถูกนำออกไปอย่างประณีตเหมือนเคย
วางไว้ข้างๆ กรงอย่างเป็ระเบียบ
เหมือนว่าใครบางคน้าบอกว่า ข้าเห็น แต่ข้าไม่รบกวน
ซฺยงเินั่งยองๆ ข้างกรงอันสุดท้าย มองเหยื่อที่วางเรียงอย่างเป็ระเบียบ
แล้วเขาก็ทำสิ่งที่เขาไม่เคยทำในภารกิจใดๆ มาก่อน
เขาหัวเราะเบาๆ
เสียงหัวเราะของคนที่พบว่าตัวเองอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่มีคู่มือ
ห่างออกไปในป่า หริณฉานนั่งอยู่บนรากไม้ใหญ่ รับสัญญาณจากโครงข่ายรากแห่งจิติญญาที่เชื่อมต่อกับกรงดักชุดนั้น
สัญญาณบอกว่าอุณหภูมิกายของซฺยงเิเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
ชีพจรเร็วขึ้นนิดหน่อย
รูปแบบที่หริณฉานเรียนรู้มาว่าในมนุษย์หมายถึงอารมณ์เชิงบวก
เขานั่งนิ่งอยู่กับความรู้นั้นสักครู่
แล้วเขียนลงในสมุดบันทึกของตัวเองด้วยอักษรที่ไม่มีในโลกมนุษย์
วันนี้ — เป้าหมายหัวเราะ
ข้าไม่เคยบันทึกรายการนี้มาก่อนในสามปีที่ผ่านมา
ไม่รู้ว่าทำไมมันสำคัญ แต่รู้ว่ามันสำคัญ
พิเศษท้ายตอน
ในบทสนทนาระหว่างทั้งสองที่ตลาดและในป่าวันนั้น มี่เวลาหนึ่งที่ซฺยงเิเดินนำหน้าหริณฉานไปสองก้าวโดยไม่รู้ตัว เพื่อหลบกิ่งไม้ต่ำ
และในสองก้าวนั้น หริณฉานมองดูหลังของซฺยงเิ
มองดูวิธีที่ไหล่กว้างของชายหนุ่มผู้นั้นแบกความระมัดระวังของตัวเองอย่างมองเห็นได้ มองดูวิธีที่ก้าวเท้าของเขาแน่วแน่แต่ไม่แข็งกระด้าง มองดูวิธีที่มือที่ว่างข้างหนึ่งของเขาแกว่งเบาๆ ตามจังหวะก้าวเดิน ท่าทางเดียวที่ดูเป็ธรรมชาติโดยไม่มีการควบคุม
หริณฉานจำรายละเอียดทุกอย่างนั้นไว้
ในระบบความทรงจำที่แม่นยำกว่ามนุษย์หลายเท่า
และรู้ว่าเขาจะจำมันไปอีกนานมาก
แม้จะยังไม่รู้ว่าทำไม
________________________________________
กรงดักที่ว่างเปล่าไม่ใช่ความล้มเหลว มันคือข้อความที่ไม่มีตัวอักษร
เหยื่อที่ถูกเอาออกและวางเรียงอย่างเป็ระเบียบ คือคำตอบของคนที่รู้ว่าถูกล่า แต่เลือกเล่นด้วย
เกมที่ทั้งสองฝ่ายรู้กฎ แต่ไม่มีใครรู้ว่าจะแพ้หรือชนะ เพราะเส้นชัยอยู่ที่ไหน ยังไม่มีใครวาดไว้
..สุสาส์นราคะ...