ตอนที่ 32
เด็กหนุ่ม เผยรอยยิ้มเจอจาง ก่อนจะนำเต้าสุราของตน เทลงจอกสุราของซ่งไห่เฟิง ครึ่งจอก... กลิ่นสุราคละคลุ้งขึ้น จนชายชรามิอาจละสายตาจากจอกสุรานี้ได้...
“ผู้าุโ ก็ลองชิมดูสักคำเป็อย่างไร?!”
ซ่งไห่เฟิง กลืนน้ำลายเบา ๆ ครั้นนะเอ่ยปากขอลืมลองสุราของแขกรุ่นเยาว์ก็ดูจะไม่เป็การเหมาะสม แต่ในเมื่ออีกฝ่ายเสนอหยิบยื่นก็ย่อมไม่มีเหตุผลจะปฏิเสธสิ่งนี้...ซุน รู้ดีว่าโลกนี้แตกต่างไปจากโลกเดิมของตน ไม่ได้มีสิ่งเย้ายวนใจมากมายนักโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ชราผู้หนึ่ง ขอเพียงแค่ได้ร่ำสุราเลิศรสในค่ำคืนที่สงบก็นับเป็ความสุขอย่างหนึ่งแล้ว...
“เช่นนั้นข้าขอมิเกรงใจก็แล้วกัน...” ซ่งไห่เฟิง ยอมรับสุราจอกนั้นก่อนจะยกกระดกหนึ่งคำรวดเดียว ดวงตาของชายชราพลันเบิกโพลง เมื่อสุราเข้าปาก ความร้อนแรงของสุราแทบจะแผดเผาไล่ลงไปั้แ่ปลายลิ้นจนถึงอวัยวะภายในกระจายแผ่ซ่านไปทั่วร่างในลมหายใจต่อมา หัวใจประหนึ่งถูกกระตุ้น จนโลหิตไหลเวียนในร่างอย่างรุนแรงดุจกระแสน้ำเชี่ยวกรากตอบสนองต่อฤทธิ์สุราที่ดุดัน
หากเปรียบวัดกับสุราสามัญที่ตนเคยดื่มก่อนหน้านี้
สุราสามัญ คงมิต่างอันใดกับน้ำหมักรสเปรี้ยว...
“สุราดี!! ทั้งยังเป็สุราลมปราณที่มิอาจหาซื้อได้ทั่วไป ต่อให้มีเงินทองมากเพียงใดก็ตามใช่ว่าจะสามารถเป็เ้าของสุรานี้ได้!! มีฤทธิ์เพิ่มพูมลมปราณที่พร่องโหว่เพิ่มการไหลเวียนโลหิตที่ติดขัด หรือแม้แต่การไหลเวียนของลมปราณก็ถูกกรุ่ยเส้นสาย... เหตุใดเด็กหนุ่มเยี่ยงเ้าจึงพกพา ยอดสุราเช่นนี้!!” ซ่งไห่เฟิง ดวงตาเบิกกว้างกลมโต ยิ่งกว่าพบเจอก้อนทองคำเสียอีก
ซุน เผยอยิ้มมุมปากซ้าย ฟันเขี้ยวมีประกาย...
“สุรานี้เป็ของที่อาจารย์ข้าเก็บรักษาไว้... แม้มันจะมีไม่มากนักแต่ข้าก็ยินดีร่วมแบ่งปันต่อท่านในค่ำคืนนี้...” กล่าวจบ ซุนก็หยิบจอกสุราจากมือของ ซ่งไห่เฟิน ค่อย ๆ รินสุราของตนลงไปเนืองช้า... ผู้ชราดูจะไร้ท่าทีปฏิเสธออกจะตื่นเต้นออกอาการเสียด้วยซ้ำ...
“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! เด็กน้อย เ้ามีสุราล่ำค่าถึงเพียงนี้...มิกลัวว่าข้าจะใช้กำลังแย่งมันมาทั้งหมดงั้นหรือ?!”
“สุราจะดีได้ ควรมีคู่ร่ำสุรา... ต่อให้ท่านยื้อแย่งข้าไปท่านก็จะไม่ได้ลิ้มรสสุราที่หอมหวนเฉกเช่นจอกแรก...” เด็กหนุ่ม กล่าวขึ้นโดยไม่มีท่าทีหวาดกลัวใดๆ
ยิ่งสร้างเสียงหัวเราะให้กับ ซ่งไห่เฟิง มากขึ้น...
“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! เ้ามิเพียงพกสุราชั้นเลิศ แต่ยังเป็คู่ร่ำสุราชั้นยอดด้วยงั้นสินะ...วันนี้ถือว่าข้าติดค้างเ้าแล้ว เด็กน้อย...”
“เรียกผู้เยาว์ว่า ซุน จะดีกว่า...” เด็กหนุ่มกล่าวพลางยืนจอกสุรา
“ซุน งั้นหรือ... ไม่มีแซ่?!”สีหน้าของชายชราสงสัยไม่น้อย
เด็กหนุ่ม จึงยอมเล่าว่าแท้จริงแล้ว ตนเองมีสถานะเป็คนเถื่อนที่ถูก เหล่าซือ เมตตาชุบเลี้ยงมา... ก่อนจะพบเจอเื่โชคร้ายทำให้ เหล่าซือถูกกลุ่มโจรจับไป โดย ซุน ได้เลือกที่จะโกหกต่อชายชราไปว่า ตนและเหล่าซือเผลอไปล่วงรู้ความลับสำคัญของกลุ่มโจรพวกนี้เข้า จึงทำให้ถูกตามล่าตัว...แต่ไม่ได้เล่าถึงเื่ราวโดยละเอียดที่เกิดขึ้นในชุมชนหมู่บ้านตะวันอัสดงออกไป...
“เวลานี้ ผู้เยาว์ จึงออกเดินทางเพียงลำพัง โดยตั้งใจว่าจะออกตามหาสหายของเหล่าซือ เพื่อให้ช่วยเหลือ... แต่ด้วยความบังเอิญในวันนี้ ที่ข้าได้ยินเกี่ยวกับเื่ของตระกูลเกาจากซ่งจื่อฮุ่ย ซึ่งหัวหน้ากลุ่มโจรที่จับกุมเหล่าซือของข้าไป ก็บังเอิญมีแซ่เกาและพกพาป้ายเหล็กเช่นเดียวกัน...”
ซ่งไห่เฟิง ถึงกับชะงักจอกสุราที่ริมฝีปาก...
“แบบนี้เองสินะ เ้าจึงมีอาการใเช่นนั้นเมื่อหลานสาวข้าเล่าเื่ของ เกาทงหลิน...”
เด็กหนุ่ม พยักหน้าตอบรับ...
ชายชราได้แต่ถอนหายใจ เพราะรู้ดีว่าตนเองก็คงจะช่วยเหลืออะไร ซุนไม่ได้มากนัก... ลำพังตระกูลซ่งเอง ก็ยังมิอาจเปรียบวัดกับตระกูลเกาในปัจจุบันได้...เพียงแค่หวนนึกถึงตระกูลเกา ก็รู้สึกเ็ปแขนข้างที่ถูกตระกูลเกาตัดทิ้งขึ้นมาในทันที...
เมื่อบรรยากาศการร่ำสุราเริ่มไม่สู้ดีนัก ซุนจึงเปลี่ยนหัวข้อสนทนาทันที...
“จริงสิผู้าุโ... ท่านออกท่องยุทธภพมาค่อนชีวิตคงมีประสบการณ์มากมายที่ข้าไม่อาจจินตนาการ เพื่อแลกเปลี่ยนกับสุราที่ดื่มกินในคืนนี้ไม่ทราบว่าท่านพอจะเล่าถึงเื่ราวในยุทธภพ ให้ข้าฟังจะได้หรือไม่?! พอดีข้ามีอีกหลายเื่ที่ยังไม่รู้แจ้งแน่ชัด...”
ชายชรา ได้ยินเช่นนั้น ก็พยักหน้าตอบรับทันที...
“ข้าเองก็ท่องยุทธภพมาไม่น้อย ถึงแม้จะไม่เคยออกจากทวีปพยัคฆ์ขาวแห่งนี้แต่ก็คงพอจะช่วยเหลือเื่ที่เ้าใคร่รู้ได้...”
“ก่อนหน้านี้ ข้าเคยประมือกับชายคนหนึ่งซึ่งชายผู้นั้นเห็นทักษะที่ข้าใช้งาน อันเป็ทักษะเฉพาะที่ข้าเรียนรู้ เรียกว่า [การทรงร่าง]... แต่ชายคนนั้นกลับเกิดความเข้าใจผิดคิดว่าทักษะของข้า คือพลังจาก [ร่างสถิต] ผู้าุโพอจะทราบหรือไม่ว่าพลัง [ร่างสถิต]นั่นคือสิ่งใด?!” ซุนเอ่ยถามตามตรงไม่อ้อมค้อม...
ในการต่อสู้ที่เส้นทางทิศใต้ ทั้งมือปราบคนอื่น ๆ และมือปราบเฉินต่างเข้าใจว่า ซุน มีพลังของ ร่างสถิต ทำให้เ้าตัวเกิดความสงสัยในเื่นั้น...แม้ภายหลังจะสอบถามกับ เฒ่าชีเปลือย แต่ก็ดูเหมือนว่า เฒ่าชีเปลือยจะไม่ทราบเื่นี้เช่นกัน เวลานี้ ซ่งไห่เฟิง จึงจะเป็ผู้ที่ทราบคำตอบ...
ซุน ไม่แน่ใจว่าการถูกเข้าใจผิดเช่นนี้ต่อไปเรื่อย ๆจะเกิดผลดีร้ายอย่างไรตามมา... ดังนั้นการชักชวนชายชราร่ำสุราในคืนนี้ เด็กหนุ่มก็มีเป้าหมายหลักที่จะทราบให้แน่ชัดเกี่ยวกับเื่นี้ด้วย...มั่นใจว่ายอดฝีมือเก่าแก่อย่าง ซ่งไห่เฟิง คงมีคำตอบให้กับตนได้ไม่มากก็น้อย...
ชายชรา กดหัวคิ้วลงต่ำ...
“แน่นอนว่าข้าย่อมรู้... พลังร่างสถิตนั้น มีที่มาอันน่าสนใจอย่างยิ่งโดยมันเริ่มต้นมาจาก ตำนานของสามผู้ยิ่งใหญ่แห่งเผ่ามนุษย์... เล้งซาน เหว่ยถู และกุ่ยเยี่ยซา เ้าเองหากได้ศึกษาตำราประวัติศาสตร์มาบ้างคงจะพบเห็นนามของทั้งสามอยู่เป็นิจ... เนื่องด้วยทั้งสามเป็ยอดฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุดตามประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติเท่าที่มีการบันทึกมา...”
ซุน พยักหน้าตอบรับ...
“ทั้งสามคือ ผู้ยิ่งใหญ่แห่งเผ่ามนุษย์ ที่สามารถบรรลุชนชั้นลมปราณสีรุ้งได้เมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อน...ตำนานกล่าวไว้ว่าทั้งสามคน มีพลังมากพอจะทำลายทวีปทั้งทวีปได้ด้วยซ้ำเป็พลังที่ไม่มีมนุษย์คนใดในยุคสมัยนี้ จะสามารถจินตนาการไปถึง แต่ภายหลังก็มีเสียงล่ำลือกันว่าเื่ราวทั้งหมดมันเป็เพียงตำนานเื่เล่า ที่ถูกแต่งเติมเสริมขึ้นไปจากความจริง...”
ชายชรา เผยรอยยิ้ม ก่อนจะส่ายหน้าเบา ๆ
“นั่นไม่ใช่ตำนาน หรือการถูกแต่งเติมแน่นอน ทุกอย่างล้วนเป็จริงตามที่ถูกเล่าขาน...พลังของผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสามคนนั้น อยู่ในขั้นภัยพิบัติแห่งดวงดาวทั้งหมดเป็เื่จริงที่แม้แต่ ราชวงศ์ทั้งสาม และสมาพันธ์ทำเนียบยุทธภพยังต้องบันทึกเื่ราวเ่าั้เอาไว้ เพียงแต่ไม่สามารถนำมาเปิดเผยให้ผู้คนสามัญรับรู้ได้เท่านั้น...
ซึ่งก้นบึ้งของพลังอันไร้เทียมทาน ของผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสามนั้น...เกิดจากพลังของร่างสถิต!!”
“!!!!!!!!!!!” ซุน เบิกตากว้างขึ้นทันที
“พลังของร่างสถิต น่ากลัวถึงเพียงนั้นเชียวหรือ!!”
ชายชราพยักหน้าตอบรับ...
“ถูกต้อง... พลังร่างสถิตของทั้งสามคนนั้นเกิดจากการประสานร่วมเป็หนึ่งเดียวกับสัตว์อสูรในยุคแรกเริ่มอย่าง เทพนักษัตรเป็สัตว์อสูรโบราณที่ทรงพลังมากที่สุด และเป็สายพันธุ์ต้นกำเนิดของสัตว์อสูรในใต้หล้า...
หลังการจากไปของ ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสาม เมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อนก็ไม่ได้ปรากฏมนุษย์ที่มีพลังของร่างสถิตขึ้นมาอีกเลย... ซึ่งตำนานของร่างสถิตเ่าั้มันกลับกลายเป็เป้าหมายของเหล่ายอดฝีมือในรุ่นหลัง!!
พลังของร่างสถิต เนื้อแท้แล้วคือการที่มนุษย์สามารถผสานเข้าเป็หนึ่งเดียวกับสัตว์อสูรและดึงพลังเฉพาะของสัตว์อสูรสายพันธุ์ที่ตนได้ผสาน ออกมาใช้ได้อย่างอิสระจนเกิดเป็รูปแบบการต่อสู้ที่มิอาจฝึกฝนหรือสืบทอดได้...
ด้วยตำนานของสามผู้ยิ่งใหญ่... จึงเกิดวิทยาการค้นคว้าเกี่ยวกับพลังของร่างสถิตตลอดหลายพันปีหลังจากนั้น เพื่อหาความลับจากพลังอันไร้เทียมทาน และสุดท้ายก็ได้มาประสบความสำเร็จเมื่อราวๆ สามพันปีที่ผ่านมานี้เอง ยอดฝีมือหลายคนในแต่ละยุคหลังจากนั้นจึงแฝงไว้ด้วยพลังของร่างสถิตแห่งสัตว์อสูร แฝงอยู่ภายในร่าง...”
“!!!!!!!!!!!” ซุน อดไม่ได้ที่จะตกตะลึงข้อมูลเหล่านี้แน่นอนว่าจะรู้กันเพียงเฉพาะในกลุ่มยอดฝีมือมากประสบการณ์เท่านั้นไม่มีทางปรากฏในบันทึกหรือตำราที่ถูกควบคุมการเผยแพร่ โดยหน่วยงานของแผ่นดินเพื่อป้องกันความวุ่นวายในภายหลัง...
“หมายความว่า ผู้ที่มีพลังของร่างสถิต ก็มีโอกาสแข็งแกร่งเทียบเท่าสามผู้ยิ่งใหญ่ในอดีตงั้นหรือ?!”
ชายชรา หัวเราะขึ้นเบา ๆ
“ไม่มีทางแน่นอน... สามผู้ยิ่งใหญ่ เล้งซาน เหว่ยถู และ กุ่ยเยี่ยซาเป็ร่างสถิตของ เทพนักษัตร ที่ยิ่งใหญ่ ราชันย์แห่งสัตว์อสูรยุคแรกเริ่มชนชั้นลมปราณสีรุ้งดังนั้นพลังอำนาจที่ผสานร่างจึงยิ่งใหญ่ตามไปด้วย... แต่ในปัจจุบัน ไม่ได้มีสัตว์อสูรโบราณระดับนั้นหลงเหลืออยู่อีกแล้ว...
ด้วยวิทยาการร่างสถิตในปัจจุบัน ทำให้มนุษย์สามารถผสานเข้ากับสัตว์อสูรระดับต่ำกว่าชนชั้นลมปราณสีรุ้งได้...ในเื่ของขั้นตอนและกระบวนการนั้น ตัวข้าเองก็ไม่อาจทราบได้ แต่ที่แน่ ๆจะต้องใช้ชีวิตของสัตว์อสูรแท้ตามธรรมชาติ เป็เครื่องเซ่นสังเวยในพลังดังกล่าว
นั่นจึงเป็เหตุผลหนึ่ง ที่สัตว์อสูรแท้ตามธรรมชาติ โดยเฉพาะสัตว์อสูรสายพันธุ์ที่อาศัยอยู่บนพื้นแผ่นดินซึ่งเป็สายพันธุ์ที่เหมาะกับการเป็ร่างสถิตมากกว่าสัตว์อสูรสายพันธุ์แห่งท้องทะเลถูกตามล่าอย่างหนักหน่วง เกือบจะสูญพันธุ์ในระยะเวลาอันสั้น!! จนทางหน่วยงานราชการแผ่นดิน ต้องออกมาประกาศคุ้มครองด้วยกฎหมาย...”
ซุน ได้ยินเช่นนั้นก็เริ่มเข้าใจได้ในทันที...
“แบบนี้นี่เอง... การทรงร่างของข้า จะปรากฏเงาร่างและกลิ่นอายของสัตว์ร้ายแผ่ล้นออกมาด้วยจึงไม่แปลกเลยที่จะถูกเข้าใจว่านั่นเป็การผสานร่างมนุษย์กับสัตว์อสูรอันเป็เอกลักษณ์ของพลังร่างสถิต...”
“น่าจะเป็เช่นนั้น...” ชายชรากล่าวทั้งรอยยิ้ม
ในคืนนั้น ซุน ก็ยังไต่ถามถึงอีกหลาย ๆ เื่เกี่ยวกับข้อสงสัยนอกเหนือจากข้อมูลในตำราซึ่ง ซุน ไม่เคยมีโอกาสได้เอ่ยถามเื่ราวเกี่ยวกับยุทธภพ และการฝึกฝนลมปราณเช่นนี้กับเหล่าซือ มาก่อน... ซึ่งทางด้าน ซ่งไห่เฟิง ก็มิได้ปิดบัง ยอมเล่าอธิบาย ทั้งยังส่วนชี้แนะในอีกหลายๆ จุดที่ ซุน ยังไม่รู้แจ้ง จนเรียกได้ว่าเป็ค่ำคืนที่ก่อประโยชน์ และเปิดโลกทัศน์ให้กับซุน ได้มากพอดู...
เสียงหัวเราะของผู้เยาว์และผู้ชรา ระหว่างร่ำสุรามีเป็ระยะ
จนทั้งสองหลงลืมไปว่ายังมีคนผู้หนึ่งอยู่ละแวกนี้ด้วย...
“พวกท่านมานั่งทำอะไรกันอยู่นี้?!” หญิงสาว เค้นเสียงเอ่ยถามขึ้น
ทำเอา ซุน และ ซ่งไห่เฟิง ผงะไปเล็กน้อยไม่อาจอธิบายได้ว่ากำลังลอบแอบดูนางที่กำลังฝึกฝน... โดยเฉพาะฝ่ายเด็กหนุ่มที่ดูจะเป็การเสียมารยาทอย่างยิ่ง ในการทำเช่นนี้...
“ขะ...ข้าแค่นอนไม่หลับ จึงชวนผู้าุโมาร่ำสุราก็เท่านั้นเอง...”
นางกดหัวคิ้วลงต่ำเล็กน้อย... คล้ายไม่เชื่อถือนัก...
“จื่อฮุ่ย... อาว่าเ้ารีบไปเปลี่ยนชุดก่อนจะดีกว่า หากยังยืนอยู่เช่นนี้มันจะดูไม่เป็การดีสำหรับเ้าเท่าใดนัก...” ชายชราเค้นเสียงขึ้นทำให้หญิงสาวเพิ่งจะรู้สึกตัว ว่าตนเองอยู่ในชุดที่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ แม้ว่าชุดของนางจะมิได้วาบหวิวนักแต่เพราะความเปียกชื้น ทำให้อาภรณ์เข้ามาแนบชิด เผยสรีระในส่วนต่าง ๆ ของนางอย่างเด่นชัด
ใบหน้าของนางแดงระเรื่อขึ้นในทันที ก่อนจะยกมือขึ้นปิดหน้าอกและวิ่งกลับไปที่เรือนของตนเอง... ซุน ได้แต่เผยอยิ้มมุมปากจนเห็นถึงฟันเขี้ยวที่มีประกายเล็ดรอดออกมา สายตาจดจ้องยังเอวที่คอดกิ่วและสะโพกที่ผายได้รูป ค่อย ๆ วิ่งหนีไปตรงหน้า...
เสียงของชายชรา กระแอมขึ้นในลำคอเล็กน้อย...
ทำเอาเด็กหนุ่มรีบเบือนหน้าสะบัด จนกระดูกคอลั่นดัง...
..................................................