ตำหนักบูรพาไม่เคยวุ่นวายเช่นนี้มาก่อน
หมอหลวงเดินเข้าออกไม่ขาดสาย กลิ่นยาเข้มข้นลอยไปทั่วระเบียง ขันทีและนางกำนัลทุกคนถูกตรวจค้นก่อนเข้าใกล้ห้องบรรทม เพราะไม่มีผู้ใดแน่ใจว่า คนของฮองเฮาหรือดอกเหมยดำยังหลงเหลืออยู่มากเพียงใด
รัชทายาทหลี่ฉางิหมดสติั้แ่ถูกพากลับมา
พิษที่สะสมในร่างกายหลายปีถูกกระตุ้นจากความเครียดและการต่อสู้ ทำให้ชีพจรแปรปรวน ร่างกายร้อนจัดสลับหนาวสั่น
หมอหลวงผลัดกันใช้ยา แต่ไม่มีใครกล้ารับรองว่าเขาจะรอด
หลี่เฉิงเยว่นั่งอยู่ข้างเตียง
เขาไม่ได้กลับตำหนักอวี้หลัน แม้าแของตนเองยังไม่ได้ทำอย่างเรียบร้อย
เซวียนอี้ยืนอยู่ด้านหลัง
หลังจากอยู่กันเงียบ ๆ นานเกินไป เขาจึงเอ่ย
“พระองค์ควรให้หมอทำแผล”
หลี่เฉิงเยว่ไม่ละสายตาจากรัชทายาท
“แผลไม่ลึก”
“แต่เืซึมออกมาอีกแล้ว”
“เ้าก็เหมือนกัน”
เซวียนอี้มองแขนตนเอง
“กระหม่อมทำแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
หลี่เฉิงเยว่หันขวับ
“เมื่อใด”
“ระหว่างหมอเปลี่ยนยาให้รัชทายาท”
“เหตุใดไม่เรียกข้า”
เซวียนอี้ชะงัก
“เพราะพระองค์กำลังเฝ้าพี่ชาย”
คำว่าพี่ชายทำให้หลี่เฉิงเยว่เงียบลง
ตลอดชีวิต เขาเคยมองรัชทายาทเป็คนที่อยู่ไกลออกไป
สุภาพ
อ่อนโยน
ป่วย
และเป็ที่รักของคนทั้งวัง
เขาไม่เคยรู้เลยว่าอีกฝ่ายเป็พี่ชายร่วมมารดา
ไม่เคยรู้ว่าหลี่ฉางิเองก็ถูกพรากไปจากมารดา
ถูกเลี้ยงโดยศัตรู
ถูกใช้เป็หุ่น
และถูกวางยามาตลอด
คนสองคนที่ควรเติบโตมาด้วยกัน กลับถูกทำให้เป็คนแปลกหน้า
หลี่เฉิงเยว่กำมือ
“หากข้าจำได้เร็วกว่านี้…”
“พระองค์ยังเด็ก” เซวียนอี้กล่าว “และถูกวางยา”
“แต่พี่ใหญ่ต้องรับทุกอย่างอยู่คนเดียว”
“พระองค์เองก็อยู่คนเดียว”
หลี่เฉิงเยว่เงยหน้ามองเขา
เซวียนอี้พูดต่อ
“อย่าตำหนิตนเองในสิ่งที่คนอื่นทำกับพระองค์”
คำพูดเรียบง่ายนั้นทำให้ความเจ็บในอกหลี่เฉิงเยว่คลายลงเพียงเล็กน้อย
เขาเบือนหน้ากลับไป
“เ้าพูดเหมือนเข้าใจง่าย”
“กระหม่อมไม่ได้บอกว่าง่าย”
เซวียนอี้เดินเข้ามาใกล้อีกครึ่งก้าว
“เพียงแต่พระองค์ไม่ควรแบกความผิดที่ไม่ใช่ของตน”
หลี่เฉิงเยว่ไม่ได้ตอบ
แต่ยื่นมือไปจับชายแขนเสื้อของเขาไว้
ไม่ได้จับมือ
ไม่ได้โอบกอด
เพียงกำผ้าสีดำไว้หลวม ๆ
เซวียนอี้มองมือนั้น
แล้วขยับเข้ามาใกล้กว่าเดิม เพื่อให้องค์ชายไม่ต้องเอื้อมมาก
ยามใกล้รุ่ง รัชทายาทจึงค่อย ๆ ลืมตา
ลมหายใจยังแ่
แต่ได้สติ
หลี่เฉิงเยว่ลุกขึ้นทันที
“พี่ใหญ่”
คำเรียกนั้นทำให้หลี่ฉางินิ่งไป
ตลอดหลายปี เขารอคำนี้โดยไม่กล้ายอมรับ
ริมฝีปากซีดขยับเป็รอยยิ้ม
“ในที่สุด…เ้าก็เรียก”
หลี่เฉิงเยว่เม้มปาก
“พระองค์ควรพัก”
“ข้าพักมานานเกินไปแล้ว”
รัชทายาทพยายามขยับ แต่แรงไม่พอ
เซวียนอี้ช่วยปรับหมอนให้
หลี่ฉางิมองทหารหนุ่ม
“ขอบใจ”
“เป็หน้าที่พ่ะย่ะค่ะ”
รัชทายาทหันกลับมาหาน้องชาย
“ราชโองการยังอยู่กับเสด็จพ่อ?”
“อยู่ในท้องพระโรง มีคนเฝ้า”
“ตราจันทร์?”
เซวียนอี้แตะอกเสื้อ
“อยู่กับกระหม่อมพ่ะย่ะค่ะ”
รัชทายาทพยักหน้าอย่างโล่งใจ
หลี่เฉิงเยว่ขมวดคิ้ว
“เหตุใดพระองค์ยังคิดถึงของพวกนั้น ทั้งที่เกือบตาย”
“เพราะข้าเกือบตาย จึงยิ่งต้องคิด”
“ห้ามพูดคำว่าตาย”
รัชทายาทหัวเราะเบา ๆ แล้วไอจนตัวสั่น
หลี่เฉิงเยว่รีบยื่นน้ำให้
หลังอาการสงบลง รัชทายาทจึงกล่าว
“เฉิงเยว่ ข้ามีเื่ต้องบอก”
“รอให้หายก่อน”
“ไม่มีใครรู้ว่าข้าจะหายเพียงใด”
องค์ชายสามดวงตาเย็นลง
รัชทายาทยกมือแตะแขนเขา
“ฟังข้า”
หลี่เฉิงเยว่จึงนั่งลง
“ข้าจะสละตำแหน่งรัชทายาท”
คำพูดนั้นทำให้ห้องทั้งห้องเงียบ
แม้เซวียนอี้ก็ยังชะงัก
“เพราะพิษ?” หลี่เฉิงเยว่ถาม
“เพราะข้าไม่้ามันอีกแล้ว”
“พระองค์ถูกบังคับให้ป่วย ไม่ได้แปลว่าไม่มีสิทธิ์”
“มีสิทธิ์ ไม่ได้แปลว่าต้องรับ”
คำพูดเดียวกับที่หลี่เฉิงเยว่เคยคิด
รัชทายาทยิ้มบาง
“ข้าเกิดมาในตำแหน่งนี้ ทุกคนบอกว่าข้าต้องเรียน ต้องอดทน ต้องสงบ ต้องอยู่เพื่อแผ่นดิน ไม่มีใครเคยถามว่าข้าอยากมีชีวิตแบบใด”
เขามองมือของตน
มือที่ซีดและผอมจากพิษ
“ข้าอยากกินอาหารโดยไม่ต้องให้คนชิมพิษ อยากตื่นโดยไม่ต้องสงสัยว่าวันนี้ใครอยากให้ข้าตาย อยากไปเห็นทะเลทางใต้สักครั้ง”
หลี่เฉิงเยว่เงียบ
“แล้วพระองค์จะให้ข้ารับทุกอย่างแทน?”
“ไม่”
รัชทายาทตอบทันที
“ข้าไม่ได้สละเพื่อโยนโซ่ให้เ้า”
เขาหันมาสบตาน้องชาย
“ข้าอยากให้เ้ามีสิทธิ์เลือกในสิ่งที่เราไม่เคยได้เลือก”
“หากเราทั้งคู่ไม่รับ ผู้ใดจะขึ้นครองราชย์”
“องค์ชายสี่ หลี่หยวนเจ๋อ”
หลี่เฉิงเยว่ขมวดคิ้ว
องค์ชายสี่เป็โอรสของพระสนมชั้นกลาง มีชื่อเสียงว่ารักการอ่าน ไม่เข้าฝ่ายฮองเฮาหรือฝ่ายรัชทายาท และไม่เคยแสดงความทะเยอทะยาน
“เขาไม่มีฐานอำนาจ”
“นั่นอาจเป็ข้อดี”
“ขุนนางจะควบคุมเขา”
“หากมีเ้าและข้าช่วยประคองใน่แรก เขาจะยืนได้”
หลี่เฉิงเยว่หัวเราะเบา ๆ
“พระองค์วางแผนไว้หมดแล้ว”
รัชทายาทมองออกไปทางหน้าต่าง
“ั้แ่วันที่รู้ว่าตนถูกวางยา ข้าก็เริ่มคิดว่า บัลลังก์อาจไม่ใช่สิ่งที่ควรแย่งกันรักษา แต่ควรมอบให้คนที่ยังมีแรงทำสิ่งที่ถูกต้อง”
“แล้วหากฝ่าาไม่ยอม”
“พระองค์กำลังประชวรและราชสำนักเห็นหลักฐานทั้งหมดแล้ว เสด็จพ่อไม่อาจบังคับได้ดังเดิม”
รัชทายาทเอื้อมมือไปหยิบตราประจำตำแหน่งใต้หมอน
“ข้าจะยื่นหนังสือสละตำแหน่งหลังการไต่สวนฮองเฮาเสร็จ”
หลี่เฉิงเยว่ไม่ได้รับตรา
“พระองค์แน่ใจหรือ”
“ข้าไม่เคยแน่ใจสิ่งใดเท่านี้”
ความเงียบทอดยาว
สุดท้ายหลี่เฉิงเยว่จึงถาม
“หากไม่มีบัลลังก์ พระองค์จะไปที่ใด”
รัชทายาทยิ้ม
“ทางใต้”
“เพราะทะเล?”
“เพราะอากาศอุ่น หมอบอกว่าดีกับร่างกาย”
หลี่เฉิงเยว่หลุบตา
“ข้าจะส่งหมอที่ไว้ใจได้ไปด้วย”
“ยังไม่ได้ขึ้นบัลลังก์ก็สั่งการเหมือนฮ่องเต้แล้วหรือ”
“พี่ใหญ่”
รัชทายาทหัวเราะเบา ๆ
เซวียนอี้มองทั้งสอง
แม้บรรยากาศยังหนัก แต่บางสิ่งเปลี่ยนไปแล้ว
พี่น้องที่ถูกพรากกำลังค่อย ๆ กลับมาเรียนรู้กันใหม่
ก่อนหลี่เฉิงเยว่จะออกจากห้อง รัชทายาทเรียกเซวียนอี้ไว้
“ทหารเซวียน”
เซวียนอี้คุกเข่า
“พ่ะย่ะค่ะ”
“ข้ามีคำขอ”
“โปรดตรัส”
“ดูแลน้องข้า”
เซวียนอี้ตอบโดยไม่ลังเล
“กระหม่อมจะอยู่ข้างพระองค์จน…”
เขาหยุด
หลี่เฉิงเยว่ปรายตามองทันที
รัชทายาทยิ้ม
เซวียนอี้แก้คำ
“จนกว่าพระองค์จะไม่้ากระหม่อมพ่ะย่ะค่ะ”
หลี่เฉิงเยว่ขมวดคิ้ว
“ใครบอกว่าจะมีวันนั้น”
เซวียนอี้เงยหน้า
รัชทายาทหัวเราะจนต้องไออีกครั้ง
“ดี ดูเหมือนข้าไม่ต้องขอแล้ว”
เมื่อออกมานอกห้อง หลี่เฉิงเยว่เดินไปตามระเบียงเงียบ ๆ
เซวียนอี้ตามอยู่หนึ่งก้าว
“เมื่อครู่เ้าพูดไม่ถูก”
เซวียนอี้รู้ว่าหมายถึงอะไร
“กระหม่อมไม่ควรกล่าวว่าจะอยู่จนพระองค์ไม่้า”
“ถูก”
“เช่นนั้นควรกล่าวอย่างไร”
หลี่เฉิงเยว่หยุดเดิน
เขาหันกลับมา
แสงเช้าส่องผ่านระเบียง กระทบใบหน้าของทั้งสอง
“เ้าควรกล่าวว่า จะอยู่จนกว่าเ้าจะไม่้าอยู่”
เซวียนอี้นิ่ง
“พระองค์จะยอมให้กระหม่อมไปหรือ”
คำถามนั้นออกมาเบากว่าปกติ
หลี่เฉิงเยว่ตอบหลังเงียบไปชั่วครู่
“ข้าจะไม่ขังคนที่ข้า้าให้อยู่ด้วย”
คำพูดนั้นทำให้หัวใจเซวียนอี้สั่น
องค์ชายพูดต่อ
“แต่ข้าหวังว่าเ้าจะเลือกอยู่”
เซวียนอี้มองเขา
“กระหม่อมเลือกแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“เมื่อใด”
“ั้แ่สิบห้าปีก่อน”
หลี่เฉิงเยว่นิ่งไป
แล้วหันกลับเดินต่อ เพื่อซ่อนรอยอ่อนลงในแววตา
เซวียนอี้ตามไป
ระยะห่างยังคงหนึ่งก้าว
แต่ในใจของทั้งสอง
มันใกล้กว่านั้นมากแล้ว